บทที่ 2

รูปภาพ

บทที่ 2

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ อังคาร 12 พ.ค. 2009 4:26 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


สไตรเกอร์ยิ้มขณะที่ดูหน้าของแอชรอนกลายเป็นสีฟ้า และนี่เป็นครั้งหนึ่งที่มันไม่ใช่สีผิวตามธรรมชาติของแอชรอน ไอ้สารเลวนั่นอยู่ห่างจากความตายแค่อึดใจเดียว

อย่างน้อยก็จนกระทั่งธอเนียนชื่อซาวิทาร์ปรากฏร่างเข้ามาในห้องพร้อมด้วยพวกปีศาจแครอนต์อีกยี่สิบตน เปิดฉากเข้าจู่โจมวอร์และขับไล่เขาไปจากแอชรอน โทสะของสไตรเกอร์ลุกโชนเมื่อเจ้าปีศาจติดปีกพวกนั้นเข้าจู่โจมเป็นหมู่ พวกมันหิ้วตัววอร์ขึ้นจากพื้นแล้วจับเขาฟาดกับผนังแม้ในขณะที่เขาปล่อยแสงพิฆาตใส่พวกมัน

ซาวิทาร์วิ่งเข้าไปช่วยแอชรอน

ให้ตายสิ ซาวิทาร์ ทำไมเจ้าธอเนียนตัวแสบนี่ไม่อยู่แต่ที่ชายหาดบ้านของมันล่ะ ที่ไหนได้ ซาวิทาร์กลับพากองทัพปีศาจมาช่วยกันปกป้องแอชรอน

ฟังเหมือนสไตรเกอร์โวยวายเป็นเด็กๆไปหน่อย แต่แบบนี้ไม่ยุติธรรมนี่นา...

และมันทำให้เขาเดือดดาลสุดๆ

“สไตรเกอเรียส!” อโพลิมีกรีดเสียงแหลมจ้าฝ่ามาในอากาศ แทงทะลุแก้วหูและทำให้เส้นขนที่ต้นคอของเขาตั้งชัน หลังจากนั้นพริบตาเดียว นางก็มายืนอยู่ตรงหน้า ผมสีทองแกมขาวปลิวสยายรอบดวงหน้างามเฉิดโฉม ดวงตาของนางเป็นสีเงินพลิ้วคว้างเช่นเดียวกับดวงตาของเขาและของแอชรอน และดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวเมื่อมองตรงมาที่เขา

เขาควรจะนึกกลัว แต่มันไม่คุ้มกับการเสียพลังงานในการทำแบบนั้น นอกจากนี้ เขาได้ทำสิ่งเลวร้ายกว่านั้นให้กับตัวเองไปแล้ว การถูกทรมาน ตัดแขนตัดขา และความตายคงจะเป็นความโล่งใจที่น่ายินดีสำหรับสภาวะสิ้นไร้ทุกอย่างในปัจจุบันของเขา

“มีอะไร...ไม่ชอบมาพากลหรือ” เขาถามอย่างใจเย็น รู้ดีว่าน้ำเสียงแบบนี้มีแต่จะยิ่งทำให้นางโกรธมากขึ้น

อโพลิมีอยากจะกรีดเสียงใส่น้ำเสียงที่ทำเป็นสงสารเห็นใจของเขานัก นางอยากระเบิดแสงพิฆาตใส่นายใหญ่ของพวกดีมอนจอมสูบเลือดที่อยู่ตรงหน้าให้กลายเป็นอดีตไปเสียเลย ถ้าเพียงแต่นางจะสามารถทำได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการกระทำที่อ่อนแอของนางเมื่อหลายศตวรรษก่อน นางคงได้ปลดปล่อยตนเป็นอิสระจากเขาทันทีและตลอดกาล แต่เนื่องจากเขาเคยได้รับบาดแผลสาหัสถึงชีวิตจากฝีมือพ่อของเขามาแล้ว และเพื่อเป็นการแก้แค้นอพอลโล นางจึงแบ่งปันเลือดของนางให้สไตรเกอเรียสและให้ที่พักพิงแก่เขา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ แต่มันยังผูกพันพลังชีวิตของทั้งคู่ไว้ด้วยกัน

ถ้าเขาตาย นางก็ตายด้วย นี่คือเหตุผลที่ลูกชายของนางจะไม่มีวันทำร้ายสไตรเกอเรียสอย่างจริงจัง ไม่ว่าดีมอนตัวร้ายจะทำให้เขาโกรธมากแค่ไหนก็ตาม

มันคือสาเหตุที่นางเองก็ฆ่าสไตรเกอร์ไม่ได้

น่าขันนัก นางเป็นเทพีที่ขึ้นชื่อเลื่องลือว่าไร้ความปรานี แต่ช่วงเวลานิดเดียวที่นางแสดงความปรานีบางอย่างออกไป มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายนางอย่างแสนสาหัส

ตอนนี้ไม่มีทางที่นางจะทำอะไรได้เลย ลูกชายที่แท้จริงของนางถูกทำร้าย และมีแนวโน้มสูงว่าสไตรเกอร์ ลูกชายบุญธรรมของนางคือตัวการ

“เจ้าทำอะไรลงไป” นางถาม

สไตรเกอร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้และยกแขนขึ้นประสานรองไว้ใต้ศีรษะพลางมองดูนางอย่างระแวดระวัง “ส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นถึงความหลังปนกับนึกเสียใจในการตัดสินใจหลายครั้งในอดีต บางคนอาจเรียกมันว่าการร้องไห้คร่ำครวญ แต่ข้าจะฆ่าใครก็ตามที่โง่พอจะพูดแบบนั้นกับข้า” เขาเป็นดีมอนชนิดที่ใช้ความคิดวางแผนมากกว่า

เรือนผมของนางพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมรอบตัวเหมือนเส้นริบบิ้นปลิวไสวในสายลมแรง บอกให้เขารู้ว่านางไม่พอใจกับคำประชดประชันของเขาเลย “อโพสโทโลสถูกทำร้าย เจ้าเป็นคนยุแหย่ให้เกิดเรื่องนี้ใช่มั้ย”

เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้หงุดหงิดเป็นบ้าเวลาได้ยินนางเรียกลูกชายว่าอโพสโทโลส ในเมื่อคนอื่นที่เหลือทั้งโลกรู้จักเขาในนามแอชรอน แต่มันก็เป็นไปแล้ว

และตามความสัตย์จริง เขาไม่ได้ยุแหย่สักหน่อย เขาเป็นต้นเหตุของมันเลยละ แตกต่างกันมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สไตรเกอร์ไม่โง่พอจะบอกนางแน่ พลังชีวิตของทั้งคู่อาจผูกพันกันอยู่ก็จริง แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องเกี่ยวพันกับลูกชายตัวจริงของนางและสวัสดิภาพของเขา อโพลิมีเป็นต้องสูญเสียความยับยั้งชั่งใจและสัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอด

นางจะฆ่าทั้งเขาและตัวนางเองเพื่อปกป้องแอชรอน

“เปล่า” สไตเกอร์ตอบตามจริง เขาเลื่อนสายตาลงไปมองสโฟร่าที่ซ่อนอยู่พ้นสายตาของอโพลิมี เขาเห็นวอร์ถูกพวกปีศาจแครอนต์รุมล้อม พวกมันสร้างความเสียหายให้ภูติร้ายนั่นได้จริงๆ แอชรอนนอนไอและหอบหายใจอยู่กับพื้น อาการสาหัสทีเดียว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ ไอ้สารเลวไร้ค่าเอ๊ย ซาวิทาร์กำลังตะโกนบอกพวกปีศาจ แต่สไตรเกอร์ฟังเสียงนั้นไม่ได้ในระหว่างที่อโพลิมียังอยู่ที่นี่

พวกระยำ

สไตรเกอร์ปกปิดสีหน้า แล้วหันกลับไปสบตากับอโพลิมี “จะให้ข้าทำอะไรเพื่อท่านหรือ มาเทร่า” เขาถาม ใช้ภาษาแอต-แลนเตียนที่แปลว่าแม่

อโพลิมีสูดหายใจช้าๆและยาวนานขณะที่นางพยายามตรวจจับความจริงจากเขา สไตรเกอเรียสเป็นจอมโกหกที่น่าเชื่อถือเสมอมา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทั้งสองเคยผนึกกำลังกันเล่นงานอพอลโล แต่วันเวลาเหล่านั้นจบสิ้นลงแล้ว และบัดนี้ทั้งคู่วนเวียนดูเชิงกันในศึกชิงความได้เปรียบ

นางจะตะเพิดเขากับพวกดีมอนของเขาออกไปจากที่นี่ก็ได้ แต่ถึงพวกเขาทั้งหมดจะน่ารำคาญแค่ไหน พวกเขาก็ยังพอเป็นเพื่อนและเป็นกองทัพที่ทำให้นางยังคงมีพลังอำนาจที่จะส่งผลกระทบถึงอาณาจักรของพวกมนุษย์ได้ นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นเล็กๆที่ว่าตราบใดที่พวกเขาบูชานาง ก็เท่ากับพวกเขาป้อนพลังให้แก่นาง

พวกเขาไม่เหมือนเหล่านักบวชหญิงกลุ่มเล็กๆที่ยังมีชีวิตและคอยรับใช้นางอยู่ในโลกของพวกมนุษย์ พวกดีมอนมีพลังอำนาจกว่านั้นมากนัก พวกเขาทำให้นางมีช่องทางในการปกป้องอโพสโทโลส

“ข้าต้องการให้พวกดีมอนของเจ้าไปปราบวอร์...ในทันที”

“นี่มันตอนกลางวัน เขาอยู่ไกลเกินเอื้อมของพวกเราจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน ท่านคงไม่อยากให้หนึ่งในพวกเราตายและลดทอนความแข็งแกร่งของท่านในตอนนี้หรอกใช่มั้ย”

นางอยากจะตบแววกระหยิ่มออกไปจากใบหน้าคมสันของเขานัก สไตรเกอร์ไม่เหมือนลูกสมุนดีมอนผมทองที่เหลือของเขา ผมตัดสั้นของเขาเป็นสีดำเฉกเช่นเดียวกับหัวใจเขา สไตรเกอร์ตั้งใจย้อมผมเพื่อให้เขาดูแตกต่างจากผู้เป็นบิดา “ปกป้องเขา สไตรเกอเรียส การมีตัวตนอยู่ของเจ้าขึ้นอยู่กับเขา จงจำไว้ว่าข้าจะฆ่าเจ้าเพื่อปกป้องเขา”

สไตรเกอร์บังคับตนเองให้รอจนกระทั่งนางไปแล้ว เขาจึงได้แสยะยิ้มอย่างชิงชังสุดใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาเคยโง่เง่าถึงขนาดหลงคิดว่าอโพลิมีรักเขาเหมือนลูกชาย หลงคิดว่านางจะปกป้องและดูแลเขาแบบเดียวกับที่นางดูแลแอชรอน และตลอดทุกปีที่ผ่านไปนับแต่วินาทีที่สไตรเกอร์ปลิดชีวิตลูกชายตนเองเพื่อพิสูจน์ตัวต่อนางและถูกบังคับให้เล็งเห็นความจริงว่าความสัมพันธ์ของเขากับมารดา ‘ของเขา’ มีแต่จะทำให้ความขมขื่นของเขาทวีขึ้น

“ฉีกมันเป็นชิ้นๆเลย วอร์” เขาพูดพลางเหลือบกลับไปมองสโฟร่า เขาต้องการเลือด โชคร้ายที่ไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นเลย ไม่มีวี่แววของวอร์ แอชรอน หรือซาวิทาร์

สไตรเกอร์คำรามอย่างเดือดดาล เหวี่ยงลูกแก้วกระแทกฝาผนังจนมันแตกเป็นเสี่ยงๆ นี่พวกนั้นหายไปไหนกันหมด



“วอร์หลุดออกไปแล้ว”

อาร์ทิมิสเงยหน้าขึ้นมองการประกาศอย่างกราดเกรี้ยวของอาเรส เมื่อเขาปรากฏกายขึ้นกลางห้องโถงแห่งทวยเทพที่นางและเทพเจ้าวงศ์กรีกที่เหลือกำลังกินอาหารกัน

บิดาของนาง จอมเทพซูส สบถแล้วลุกขึ้นจากบัลลังก์ “เจ้าทำอะไรลงไป”

อาเรสมีเรือนร่างสูงสง่าและมีเรือนผมสีทอง มัดกล้ามงดงามจากการออกกำลังกายทุกวัน เขาชูมือทั้งสองขึ้นอย่างยอมจำนน “ข้าไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย สไตรเกอเรียส ลูกชายของอพอลโลเป็นคนปล่อยเขาออกไป”

อาร์ทิมิสรู้สึกว่าสีเลือดเหือดหายจากใบหน้าเมื่อได้ยินชื่อหลานชาย ถ้าสไตรเกอร์มาเกี่ยวข้องด้วย เป้าหมายของเขาก็มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

แอชรอน

และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มารดาของแอชรอน รวมทั้งแอชรอนจะโทษนางในการที่เขาถูกจู่โจม ทำยังกับว่านางจะกล้า...

อธีน่าลุกขึ้นยืน เคลื่อนไหวเร็วจนนกฮูกที่เกาะอยู่บนบ่านางสะดุ้ง ตกใจจนโผขึ้นไปจับคอนที่ขื่อเหนือท้องพระโรง ชุดเกราะทองคำปรากฏขึ้นบนเรือนร่างอธีน่าในเวลาเดียวกับที่นางหันไปหาซูส “เราควรอัญเชิญเทพเจ้าวงศ์อื่นๆมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีกไม่นานวอร์จะต้องหันมาเล่นงานเราแน่”

ซูสพยักพักตร์เห็นด้วย “ตามเฮอร์มีสมา และสั่งให้เขาไปส่งข่าวแจ้งเทพเจ้าทั้งหลาย ส่วนพวกเราที่เหลือก็เตรียมตัวทำศึกกับวอร์เถอะ”

อาร์ทิมิสไม่สนใจคำสั่งของพระบิดา นางรีบออกจากห้องโถงของทวยเทพไปที่วิหารทองคำของนาง ทันทีที่อยู่ตามลำพังในห้องนอน นางก็ใช้พลังเทพหาที่อยู่ของแอชรอน เขายังไม่ตาย แต่เจ็บปวดแสนสาหัส อาร์ทิมิสถอนหายใจโล่งอก

แม้เขาจะชิงชังนางและกำลังวางแผนจะแต่งงานกับผู้หญิงอื่นในอีกสองสามสัปดาห์นี้ และนางต้องการทำร้ายเขาด้วยเหตุผลนั้นอย่างที่สุด แต่อาร์ทิมิสก็ยังรักเขา สิ่งสุดท้ายที่นางต้องการคือเห็นเขาถูกสังหาร หลังจากที่ทั้งสองมีอดีตร่วมกันมานานนับศตวรรษ ลูกสาวของทั้งคู่คงแหลกสลายถ้าอาร์ทิมิสปล่อยให้เขาตาย แต่บัดนี้นางจะปกป้องเขาได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่ยอมพูดกับนางด้วยซ้ำ

เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ อาร์ทิมิสก็รู้ทันทีว่ามีวิธีใดที่จะหยุดสไตรเกอร์ได้อย่างเฉียบขาดและตลอดกาล...

เซฟิร่า

ดีมอนสาวนางนี้เข้ามาลี้ภัยอยู่ในสถานบูชาแห่งหนึ่งของอาร์ทิมิสตั้งแต่เมื่อหลายศตวรรษก่อน ก่อนที่อพอลโลจะสาปแช่งเผ่าพันธุ์อพอลไลท์ ตอนแรกอาร์ทิมิสอยากขับไล่นางไป แต่ความสงสารที่มีต่อสตรีนางนั้นทำให้อาร์ทิมิสใจอ่อน นางเองก็เคยถูกพวกผู้ชายทรยศมาแล้วเช่นกัน และตอนที่เซฟิร่าวอนขอที่พักพิง อาร์ทิมิสกำลังโกรธอพอลโลมากและอยากแก้แค้นน้องชายจอมโอหังของนางอยู่พอดี เพราะความสงสารที่หาได้ยากยิ่งของอาร์ทิมิส นางจึงยอมให้เซฟิร่าพำนักอยู่ในกรีซ

ในตอนนั้นนางไม่คิดเลยว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ขึ้นมาในวันหนึ่ง

“เซฟิร่า” นางร้องเรียกให้ผู้หญิงคนนั้นมาหา

นางปรากฏกายขึ้นในห้องทันที

ขณะที่อาร์ทิมิสร่างสูงโดดเด่น เซฟิร่ากลับตัวเล็กนิดเดียว ทว่าพลังเหนือธรรมชาติที่เซฟิร่ามีทำให้นางได้เปรียบทุกผู้คนยกเว้นผู้ที่เป็นเทพเจ้า เรือนผมสีทองยาวของนางถักเป็นเปียเดี่ยวอยู่บนแผ่นหลัง นางดูเหมือนผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ดปีทั่วไป ไม่ใช่นักรบอายุหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีอย่างที่นางเป็นอยู่

นางก้มศีรษะลงคารวะอย่างนอบน้อม “องค์เทพี”

อาร์ทิมิสหรี่ตามองสตรีร่างเล็กบางกว่า “ข้ามีภารกิจให้เจ้าทำ ภารกิจที่ข้าคิดว่าเจ้าจะต้องสนุกแน่”

“อะไรคะ”

“ฆ่าสไตรเกอเรียส”

เซฟิร่าเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำเบิกกว้าง “โอรสของอพอลโลน่ะหรือ”

และเขายังเป็นชายที่ทรยศต่อเซฟิร่าเมื่อหลายศตวรรษก่อนด้วย ในขณะที่เขาเป็นหลานชายโดยสายโลหิตของอาร์ทิมิส แต่นางกลับไม่รักเขาเช่นเดียวกับที่เขาก็ไม่รักนาง สองป้าหลานทำศึกกันมาเนิ่นนานและหนักหน่วงเกินกว่าจะมีความรู้สึกอื่นใดในหัวใจของทั้งคู่ นอกจากความชิงชัง

ถึงเวลาที่จะยุติเรื่องนี้และจบชีวิตเขาได้แล้ว “ใช่”

ดวงตาสีดำสนิทของเซฟิร่าเรืองรองขึ้นอย่างยินดี “บอกให้ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน องค์เทพี แล้วข้าจะทำให้ท่านได้ภาคภูมิใจ”



สไตรเกอร์เปิดหลุมนิรภัย เรียกระดมพลดีมอนทั้งหลายที่อยู่ในโลกให้กลับมาที่คาโลซิส อโพลิมีคิดว่าเขาทำมันตามคำบัญชาของนางที่ให้คอยปกป้องแอชรอน แต่ความจริงคือสไตรเกอร์ตั้งใจจะใช้พวกดีมอนเป็นเบี้ยเพื่อเล่นงานนิคและแอชรอน อย่างน้อยพวกนี้จะทำให้คนทั้งสองมือไม่ว่างในระหว่างที่วอร์เชือดคอหอยพวกเขา

เลือดต้องล้างด้วยเลือด

นิคฆ่าน้องสาวสุดที่รักของสไตรเกอร์ ดังนั้นแอชรอนต้องตาย เพราะไม่ใช่วิสัยของสไตรเกอร์ที่จะปล่อยให้ไอ้เจ้าบ้านั่นมีชัยชนะหลังจากที่ประมือกันมาหลายศตวรรษ อโพลิมีเคยทำลายเขา เขาจะแก้แค้นนางบ้าง ในเมื่อนางพรากลูกชายของสไตรเกอร์ไป สไตรเกอร์ก็จะพรากลูกชายของนางด้วย

แสงสว่างเจิดจ้าอุบัติขึ้นพร้อมกับผู้ที่เพิ่งมาถึง สไตรเกอร์รอดูความองอาจของสมาชิกดีมอนหน้าใหม่ที่ได้รับการชักชวนมาเข้าร่วมกองทัพในครั้งนี้ เหมือนเช่นเคย ดีมอนรายนั้นร่วงลงมาหลังกระแทกพื้นดังสนั่น “โอ๊ย!” แล้วก็ครางเหมือนเด็กๆขณะบิดตัวอยู่บนพื้น โอดครวญถึงความเจ็บปวด “ข้าคิดว่าแขนข้าหักซะแล้วละ”

สไตรเกอร์ถอนใจเฮือกอย่างแสนหงุดหงิด คิดถึงวันเก่าๆที่พวกดีมอนและอพอลไลท์มีความเป็นนักรบ สมัยที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงของสไตรเกอร์ในท่ายืนผงาดพร้อมต่อสู้ ดีมอนรุ่นใหม่พวกนี้อ่อนแอเกือบจะน่าสมเพชพอๆกับพวกมนุษย์ที่พวกเขาเสพกิน

ก็มันเป็นโลกแห่งซูเปอร์มาร์เก็ต ความคิดก็เลยเป็นแบบซูเปอร์มาร์เก็ตไปด้วย เนื่องจากทุกวันนี้มนุษยชาติไม่ได้ฝึกฝนเพื่อการศึกสงครามและกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่ๆที่มีศีลธรรมเสื่อมทราม มนุษย์จึงกลายเป็นเหยื่อที่เล่นงานได้ง่ายโดยปริยาย ทุกวันนี้พวกดีมอนไม่ต้องต่อสู้เพื่อหาอาหารอีกแล้ว พวกเขาก็แค่เดินเอื่อยๆเข้าไปในบาร์หรือไนต์คลับที่ไหนสักแห่ง มองหาผู้ชายหรือผู้หญิงที่ดื่มจนเมาแประ แล้วพาพวกนั้นออกมาเพื่อกระชากวิญญาณโง่เขลาที่เต็มอกเต็มใจออกจากร่างมาเลี้ยงชีพ ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการต้องโน้มน้าวให้คล้อยตาม

แม้แต่พวกดีมอนก็ยังมีอาหารจานด่วนกิน

ความท้าทายเดียวที่พวกเขายังมีอยู่คือต้องคอยหลบเลี่ยงพวกดาร์ค-ฮันเตอร์ โดยเฉพาะแอชรอน

มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าไฉนสไตรเกอร์จึงเห็นคุณค่าของน้องสาวมากมายนัก แม้นางจะน่ารำคาญถึงขั้นสุดขีด แต่ซาทาร่าก็ยังคอยวางแผนการร้ายๆอยู่เสมอ ยังคงพยายามจะทรยศใครสักคนหรือคอยป่วนพวกเขาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่สไตรเกอร์เองก็ยังโดน มันช่วยให้เขาไม่เหลิงจนลืมตัวและยังได้ลับคมทักษะต่างๆด้วย

บัดนี้เขาอาจกลายเป็นพวกไร้ค่าไม่ต่างจากคนอื่นที่เหลือ

ขณะที่สไตรเกอร์เป็นกังวลกับความอ่อนแอของดีมอน เขาก็หันไปเจอเคสซาร์เดินตรงมาที่บัลลังก์ของเขา เคสซาร์เป็นปีศาจกัลลูสุเมเรียน รูปร่างหน้าตาเหมือนนายแบบแฟชั่นชาวมนุษย์มากกว่านักฆ่าตัวร้ายอย่างที่เป็นอยู่ แม้แต่เรือนผมสีน้ำตาลก็ยังหวีตลบขึ้นเหนือดวงตาสีแดงด้วยทรงสุดหรูที่ไปสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองได้ โครงหน้าของเขางดงามและคมเข้มด้วยความโหดเหี้ยมเยี่ยงปีศาจร้าย เจ้าปีศาจหนุ่มรายนี้ก็เหมือนสไตรเกอร์ที่ใช้ความรูปหล่อเป็นข้อได้เปรียบทุกครั้งที่ตามล่าเหยื่อมนุษย์

มนุษย์ผู้หญิงช่างอ่อนแอนัก ใจง่ายเหลือเกิน พวกหล่อนจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความสนใจจากผู้ชายหล่อๆ ปวงเทพทรงโปรด เขารักจิตใจที่อ่อนแอพวกนี้ยิ่งนัก พวกนี้ทุกคนสมควรที่จะได้รับความตายอย่างเจ็บปวด

เขามองเคสซาร์ “ถ้านายอยากจะจัดการเจ้านั่นเป็นมื้อกลางวัน ฉันจะไม่ห้ามนายเลย”

รอยยิ้มช้าๆแผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าเคสซาร์ก่อนที่เขาจะหายตัวข้ามห้องไปคว้าดีมอนตนนั้นขึ้นจากพื้น แล้วกระชากคอหอยออก

ผู้ที่พร้อมที่สุดคือผู้อยู่รอดได้ ผู้คนของสไตรเกอร์มีความเชื่อเช่นเดียวกับนักรบชาวสปาร์ตา ถ้าหากใครไม่พร้อมสำหรับการต่อสู้ ก็ไม่พร้อมที่จะมีชีวิตอยู่ มันง่ายและสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เฉกเช่นเดียวกับแผนการใหม่ของสไตรเกอร์

เคสซาร์สบถเมื่อดีมอนที่เขาพยายามจะกินสลายร่างเป็นฝุ่นผง “ข้าเกลียดรสชาติฝุ่นที่อยู่ระหว่างเขี้ยวข้าชะมัด มันเหมือนกินพายุทรายไม่มีผิด ให้กินเลือดจนหมดโลกก็ยังลบล้างรสชาตินั่นไม่ได้”

สไตรเกอร์ยักไหล่ “มันเป็นสิ่งที่เจ้าจะได้รับเพราะความตะกละ เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าฆ่าพวกเราคนใดคนหนึ่ง เจ้าน่าจะแค่ดื่มเลือดเขาและปล่อยให้เขามีลมหายใจอยู่”

เคสซ่าถ่มน้ำลายลงพื้น “ท่านอารมณ์บูดนี่ มีใครบางคนทำให้ท่านฉุนขาดเรอะ”

ก่อนที่เขาจะตอบ ก็มีแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง สไตรเกอร์ขบฟันแน่นเพราะคาดว่าจะมีไอ้พวกขี้แพ้อ่อนแอและน่าสมเพชเข้ามาอีกระลอกหนึ่ง

อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาคิด จนกระทั่งร่างสีดำเลือนรางทิ้งตัวลงกับพื้นในท่าคู้ตัวอย่างน่าครั่นคร้าม แล้วฉับพลันนั้น นางก็พุ่งเข้าใส่สไตรเกอร์ก่อนที่เขาจะตั้งตัวรับกับความจริงที่ว่านางเป็นอิสตรีเสียอีก การจู่โจมของนางเหี้ยมเกรียมและดุดันจนทำให้พยัคฆ์บ้าภูมิใจได้ แรงเตะแรกของนางฟาดเขาร่วงจากที่นั่ง สไตรเกอร์คว้าข้อมือของนางไว้แทบไม่ทันเมื่อนางจ้วงแทงเขาด้วยกริชเล่มใหญ่มหึมาที่อยู่ในมือ

นางใช้หัวโขกเขาเต็มแรง กระแทกเขาผงะหงาย สไตรเกอร์สะบัดหน้าแรงๆให้หายมึนงง นางผลักเขาไปชนผนัง เขาคว้าแขนทั้งสองของนางและหมุนตัวไปด้วยกัน แล้วเหวี่ยงนางไปจากตัว

สไตรเกอร์แสยะเขี้ยว กำลังจะกระชากคอหอยนางเมื่อดวงตาสีเงินพลิ้วคว้างของเขาสบแน่วแน่อยู่กับดวงตาสีดำสนิท

เซฟิร่า

ชั่ววูบนั้นเอง สไตรเกอร์ก็ย้อนไปสู่วันแรกที่ทั้งสองพบกันเมื่อหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีที่แล้ว ลมจากทะเลพัดเรือนผมสีทองหยักสลวยของนางพลิ้วรอบดวงหน้าสวยแช่มช้อย เรือนร่างเพรียวอ้อนแอ้นและเล็กกระจ้อย นางสวยงามปานเทพธิดา

ตอนนั้นเมื่อเขายื่นมือไปไขว่คว้า นางก็เล่นงานเขาพร้อมคำสบถหยาบคายยิ่งกว่าคำสบถของผู้ชายที่ไหนเสียอีก นางตีเข่าเข้าที่กล่องดวงใจของเขาโทษฐานที่บังอาจมาแตะต้องนางโดยไม่ได้รับอนุญาต

ซึ่งนางก็พยายามจะทำอีกในครั้งนี้ แต่เขาคาดไว้อยู่แล้ว จึงขยับตัวพ้นหัวเข่านางได้อย่างหวุดหวิดในเวลาเดียวกับที่อารมณ์ต่างๆหลากล้นไปทั่วกาย ความสุข ความโกรธ ยินดีปรีดา ความสับสน

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา เขานึกว่านางตายแล้ว

เขาแทบปรับตัวไม่ได้กับความจริงที่ว่านางยังมีชีวิตอยู่และอยู่ดีเสียด้วย นางรอดชีวิตจากคำสาปของอพอลโลและจัดการจนมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์...เช่นเดียวกับเขา

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

นางตอบคำถามของเขาด้วยการตวัดกริชเกือบเฉือนคอหอยเขา “ก็คงจะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ แล้วอาจจะเล่นเกมพาร์ชีซี่กันละมั้ง”

สไตรเกอร์คว้าแขนแล้วจับนางหันมา ตรึงร่างนางไว้กับผนัง บีบข้อมือแน่นจนนางจำต้องทิ้งกริชลง เขาใช้มือข้างหนึ่งรวบคอเล็กบาง จับนางให้อยู่กับที่ “ข้าคิดว่ามีเกมสนุกกว่านั้นให้เล่นนะ” ขณะที่เขากำลังจะพูดว่า เล่นไพ่โปกเกอร์แก้ผ้า ก็มีอะไรบางอย่างฟาดเข้ามาที่กลางหลังเขาอย่างแรง กระแทกเขากระเด็นไปจากเซฟิร่า

เขาหันไปหาผู้จู่โจมรายใหม่พร้อมขู่คำรามอย่างกราดเกรี้ยว ตั้งใจจะฆ่าใครก็ตามที่โง่พอจะเข้ามาแทรกแซง แต่แล้วสไตรเกอร์ก็ช็อกจนยืนตะลึงอยู่กับที่ มันเป็นภาพจำลองที่ถอดแบบมาจากเซฟิร่า ผมหยักศกสีทองอร่ามเหมือนกัน ดวงตาสีดำขลับแบบเดียวกัน ความสูงและเรือนร่างเหมือนๆกัน

เขาคงคิดว่าเป็นพี่น้องฝาแฝดของนาง เว้นแต่เขารู้ความจริงว่าเซฟิร่าเป็นลูกคนเดียว

“เอามือโสโครกของท่านออกไปจากตัวแม่ข้านะ”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 13 ปิศาจราตรี

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron