บทที่ 1

รูปภาพ

บทที่ 1

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ อังคาร 12 พ.ค. 2009 4:27 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


สไตรเกอร์หยุดชะงักขณะที่มองไปรอบตรุนรกทาร์ทารัส บิดาของเขา เทพเจ้าอพอลโลของกรีกเคยพาเขามาที่นี่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายโกฏิปีมาแล้วตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ เพื่อมาพบกับเฮดิส ท่านปู่ใหญ่ของเขา เจ้าผู้ปกครองยมโลกของกรีกและดูแลผู้วายชนม์ที่เก่าแก่ทั้งหลาย ในวันนั้นพ่อของเขายังได้มอบของขวัญอันล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งแก่สไตรเกอร์ด้วย มันคือความสามารถที่จะเข้ามาและกลับออกไปจากแดนยมโลก เพื่อสไตรเกอร์จะได้มาเยี่ยมเยียนท่านปู่ของเขาได้ สมัยยังเด็ก สไตรเกอร์หวาดกลัวเทพเจ้าแห่งความมืดมิดที่แววตาจะอ่อนละมุนลงเฉพาะเมื่อทอดมองไปยังเพอร์เซฟโฟนี มิ่งมเหสีของเขา

โชคดีหน่อยที่ตอนนี้เพอร์เซฟโฟนีอยู่ที่นี่กับเฮดิส และจอมเทพมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับนางมากเกินกว่าจะสังเกตเห็นว่ามีผู้เป็นกึ่งเทพเจ้าที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในอาณาจักรของเขา เฮดิสจะอารมณ์เสียเอามากๆกับพฤติกรรมที่หลู่เกียรติเขาเช่นนั้น

โดยเฉพาะเมื่อผู้เป็นกึ่งเทพไม่ได้รับเชิญรายนี้นำหลอดแก้วบรรจุโลหิตอันทรงพลังติดตัวมาด้วย เลือดของไทฟอน บุตรชายของปฐมเทพทาร์ทารัส--ซึ่งชื่อของเทพเจ้าองค์นี้ถูกขนานนามให้แก่ขุมนรกอันล้ำลึกที่สุดในอาณาจักรของเฮดิส ไทฟอนทั้งดุดันและอันตราย พลังอำนาจของเขามากพอที่จะพิฆาตได้แม้กระทั่งเทพเจ้าซูส ราชันแห่งปวงเทพ อย่างน้อยก็จนกระทั่งเทพเจ้าวงศ์โอลิมเปียนผนึกกำลังกันจับไทฟอนขังไว้ใต้ภูเขาเอตน่า

“ขอบคุณท่านที่ฆ่าเขาไม่ได้” สไตรเกอร์ปรารภ พลางยกหลอดแก้วขึ้นส่องดูโลหิตสีม่วงมลังเมลืองที่เขานำมาจากอสูรไทแทนผู้ถูกจองจำ เมื่อมีโลหิตนี้แล้ว สไตรเกอร์ก็จะคืนชีพให้จอมโหดที่สุดได้

วอร์

สไตรเกอร์กำหลอดแก้วแน่น มุ่งหน้าไปยังส่วนที่ลึกลงไปของทาร์ทารัส นรกชั้นที่เป็นเขตแดนสำหรับสัตว์ร้ายและเทพเจ้าทั้งหลายซึ่งถูกปวงเทพโอลิมเปียนพิชิต มุ่งหน้าไปหาสิ่งที่พวกเทพกลัวเหนืออื่นใด

สิ่งที่ดึงสไตรเกอร์มาที่นี่ในเวลานี้คือสุสานที่เขาค้นพบโดยบังเอิญเมื่อยังเด็ก แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืด สไตรเกอร์ก็ยังเห็นแววหวาดกลัวในดวงตาของบิดาได้...

“นั่นคืออะไรครับ ท่านพ่อ” สไตรเกอร์ชี้ขึ้นไปที่รูปสลักของบุรุษสองคนและสตรีหนึ่งนาง

อพอลโลคุกเข่าลงข้างตัวเขา “พวกเขาเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของมาเค”

“มันคืออะไรฮะ”

“จิตวิญญาณแห่งศึกสงคราม” อพอลโลชี้ไปยังรูปสลักที่สูงที่สุดซึ่งอยู่ข้างหลัง รูปสลักนั้นใหญ่โตมโหฬารและมีรูปร่างเหมือนนักรบ มันทำให้สไตรเกอร์ในวัยเจ็ดขวบอุทานด้วยความพรั่นพรึงประดุจว่ารูปปั้นนั้นจะมีชีวิตขึ้นมาและทำร้ายเขา “นั่นคือวอร์ จอมหฤโหดที่สุดในกลุ่มมาเค เทพเจ้าแห่งสงครามทุกองค์ร่วมกันสร้างเขาขึ้นมาเพื่อสังหารพวกธอเนียน กล่าวกันว่าเขากับพลพรรคไล่ล่าพวกนั้นจนจวนเจียนจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ศึกครั้งสุดท้ายยาวนานเกือบสามเดือนเต็ม วอร์สังหารธอเนียนกลุ่มสุดท้ายไปมากมายจนกระทั่งพวกนั้นใช้กลอุบายกับเขา โลกสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อเขาแผดเสียงกึกก้องเพราะพลังอำนาจของเขาถูกเวทมนตร์จองจำไว้ แล้วเขาก็ถูกสาปให้ยืนแข็งอยู่อย่างนี้จนกว่าจะมีใครบางคนปลุกเขาขึ้นมา”

มันช่างเป็นการลงทัณฑ์ที่สาหัสเหลือเกินในความคิดแบบเด็กน้อยของสไตรเกอร์ ช่างไร้เกียรติและโหดร้าย “ทำไมพวกเทพไม่ฆ่าเขา”

“พวกเราไม่แข็งแกร่งพอ แม้กระทั่งเมื่อนำพลังอำนาจของเรามารวมกันแล้ว เราก็ยังไม่สามารถจะจบชีวิตเขาได้”

ในเวลานั้นสไตรเกอร์รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมปวงเทพจึงกลัวพวกธอเนียนนักหนา พวกเขาเป็นแค่มนุษย์”

“มนุษย์ที่มีพลังอำนาจของเทพเจ้า ลูกเอ๋ย อย่าลืมข้อนี้เป็นอันขาด มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่สังหารพวกเราได้โดยไม่ทำลายจักรวาลและทำให้แก่นแท้ของเรากลับคืนไปสู่แหล่งพลังแรกเริ่มที่ให้กำเนิดพวกเรา”

“งั้นทำไมพวกธอเนียนไม่สังหารพวกเทพให้หมดแล้วขึ้นมาแทนที่พวกเขาล่ะ”

“เพราะเมื่อพวกเขาฆ่าเรา มันก็จะทำให้พลังของพวกเขาเองอ่อนแอลง ทำให้พวกเขาถูกพวกเราทำร้ายได้หรือพวกเขาทำร้ายกันเอง ดังนั้นแทนที่จะเข่นฆ่าเรา พวกเขาจึงคอยควบคุมเรา และเราทำตามเพราะกลัวถูกฆ่า” อพอลโลกลับไปมองวอร์อีกครั้ง แววตาวาววามด้วยความชื่นชม “มีเพียงวอร์เท่านั้นที่ต้านทานพลังของพวกเขาได้ โชคร้ายที่เขาก็ต้านทานพลังของเราได้เช่นกัน เมื่ออาเรสและเทพเจ้าแห่งสงครามอื่นๆตระหนักว่าเขามีพลังอำนาจมากแค่ไหน พวกเขาจึงตัดสินใจว่าวิธีที่ดีที่สุดคือซ่อนเขาไว้ที่นี่ชั่วกัลปาวสาน”

“ในเมื่อพวกนั้นสร้างเขาขึ้นมา ทำไมพวกเขาไม่เข้าใจพลังอำนาจของเขา”

อพอลโลขยี้ผมสั้นสีทองของสไตรเกอร์ “บางครั้งเราก็ไม่ทันตระหนักว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นเป็นความวิบัติขนาดไหนจนกระทั่งเมื่อมันสายเกินไป และบางครั้งสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็หันมาเล่นงานเราเสียเองและหาทางจะฆ่าเรา ไม่ว่าเราจะรักและดูแลพวกเขามากแค่ไหนก็ตาม”

สไตรเกอร์ขบฟันแน่นเมื่อนึกถึงคำกล่าวของบิดาที่อยู่ในความทรงจำ ถ้อยคำเหล่านี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นความจริง สไตร-เกอร์หันไปเล่นงานพ่อของเขา และลูกชายของเขาก็หันมาเล่นงานเขา

นี่คือสภาวะที่พวกเขาดำรงอยู่ อยู่ในสงคราม

วอร์...

สไตรเกอร์เปิดหลุมศพเย็นชื้นมีกลิ่นพื้นดินและเห็ดรา เขาชูมือขึ้นและใช้พลังจุดไฟที่คบเพลิงที่มีหยากไย่เต็มอยู่บนผนังเพราะไม่ได้จุดมานานหลายศตวรรษ เปลวไฟระริกส่องสว่างทาบผนังและซากของมาเคทั้งสาม

เขาหยุดที่หน้าสตรีนางนั้น แม้เรือนร่างเล็กบางและอ้อนแอ้น ทว่าเคอร์คือความตายที่ทารุณและเหี้ยมโหดในร่างสิ่งมีชีวิต นางไร้เมตตาและสามารถจำแลงกายเป็นนางปีศาจจำนวนมากที่เรียกว่าเคเรส ครั้งหนึ่งนางเคยสิงสู่อยู่ในสนามรบต่างๆ และพรากวิญญาณของผู้ที่กำลังจะตาย พลังอำนาจของนางคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เทพีอโพลิมี เทพีของชาวแอต-แลนเตียน หาวิธีช่วยชีวิตพวกอพอลไลท์และทำให้พวกเขามีโอกาสหลบเลี่ยงคำสาปอันอยุติธรรมของอพอลโล

ขอสรรเสริญพลังอำนาจของเคอร์...

รูปสลักถัดไปคือจิตวิญญาณของมาคี หรือแบทเทิล มือขวาของวอร์ ชื่อของเขาเข้าไปเกี่ยวข้องในความขัดแย้งต่างๆมากมาย เขาคือแก่นของความเป็นปรปักษ์เหล่านั้น

แต่เมื่อเทียบกับวอร์แล้ว เขายังอ่อนแอนัก

เฉกเช่นเดียวกับเคอร์ เขาเป็นเพียงผลพลอยได้ของพลังแห่งการทำลายที่สไตรเกอร์กำลังเสาะหาอยู่

รอยยิ้มช้าๆผุดขึ้นบนริมฝีปากเมื่อสไตรเกอร์ก้าวผ่านรูปสลักของสิ่งที่มีอำนาจด้อยกว่าทั้งสองตรงไปยังหนึ่งเดียวที่เขาต้องการมาปลุกให้คืนชีพ บัดนี้วอร์หาใช่ยักษ์ใหญ่ในสายตาของสไตรเกอร์ไม่ อันที่จริงวอร์เตี้ยกว่าเขาหลายนิ้วด้วยซ้ำ--ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าสไตรเกอร์สูงหกฟุตแปดนิ้ว ร่างกายของวอร์มีกล้ามเนื้อหนั่นแน่นเหมือนที่สไตรเกอร์เคยจำได้เมื่อหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีก่อน แม้อยู่ในสภาพถูกหยุดนิ่ง แต่รูปลักษณ์และพลังอำนาจของวอร์ก็ยังน่าครั่นคร้ามอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ สไตรเกอร์รู้สึกถึงบรรยากาศของพลังนั้นได้ รู้สึกถึงมันได้ด้วยกระแสเตือนภัยที่เย็นซ่านลงไปตามสันหลัง สิ่งมีชีวิตผู้นี้จะฆ่าทุกคนที่เข้ามาขวางเส้นทาง เขาแต่งกายแบบทหารโบราณ มีรูปศีรษะอสูรเอคิดนาประดับอยู่บนเสื้อเกราะ

สไตรเกอร์ยื่นมือไปสัมผัสวอร์ ทันทีที่นิ้วของสไตรเกอร์แตะเนื้อศิลา แสงสว่างจ้าก็อุบัติขึ้นในห้อง เปลี่ยนหินอ่อนสีขาวให้กลายเป็นเนื้อหนัง เสื้อเกราะทำด้วยเหล็กกล้าเคลือบทองคำ แผ่นเกราะส่วนขาทำด้วยหนังสีดำตอกหมุดทองและเสื้อคลุมเป็นส่วนประกอบที่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ดาบในมือของวอร์กระชากออกจากฝักดาบหนังสีดำมาครึ่งเล่ม เห็นเนื้อเหล็กกล้าวาววับ

ดวงตาสีดำคู่นั้นจ้องเขม็งอยู่ที่สไตรเกอร์

แล้วทุกอย่างก็กลับเป็นหินอ่อนอีกครั้ง สีขาว เย็นเยียบ นิ่งค้างอยู่กับที่อย่างน่ากลัว วอร์หลับใหลอีกครั้ง แต่กระนั้นสไตรเกอร์ก็รู้สึกถึงบรรยากาศฉีดพล่านรอบตัวได้ วอร์กระหายที่จะได้รับการปลดปล่อย

“เจ้าอยากออกมา” สไตรเกอร์กระซิบกับวิญญาณดวงนั้น “ส่วนข้าอยากแก้แค้นเทพเจ้าองค์หนึ่งที่ข้าแตะต้องไม่ได้” เขาดึงฝาจุกหลอดโลหิตออกและชูหลอดขึ้น “จากโลหิตแห่งไทแทนส์สู่โลหิตแห่งไทแทนส์ ข้า สไตรเกอเรียส จะขอคืนร่างให้เจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับการเล่นงานเหล่าศัตรูให้ข้า”

เขาเอียงหลอดแก้วให้เลือดสีม่วงแกมแดงหยดลงที่ปลายนิ้ว พลังแรงกล้าของมันแผดเผาผิวเขา ใช่ โลหิตของไทฟอนมีประสิทธิภาพเยี่ยงเทพเจ้าผู้ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่หวาดกลัว สไตร-เกอร์หรี่ตาแคบ แล้วป้ายเลือดหยดนั้นลงบนริมฝีปากของวิญญาณที่หลับใหล “เจ้าจะรับเงื่อนไขของข้าไหม วอร์”

เฉพาะส่วนริมฝีปากที่กลายเป็นเนื้อหนัง “ข้ารับ”

“ฉะนั้นก็ขอต้อนรับสู่การมีชีวิตอีกครั้ง” สไตรเกอร์รินเลือดลงสู่ปากของวอร์

ทันทีที่ทำเช่นนั้น เสียงตะโกนแผดก้องก็ดังขึ้น เป่าคบเพลิงดับวูบและทำให้ทั้งหมดตกอยู่ในความมืด “อย่า!”

สไตรเกอร์หัวเราะเมื่อได้ยินเสียงห้ามอย่างกราดเกรี้ยวของเฮดิส มันสายเกินไปเสียแล้ว สายลมกรรโชกแรงเข้ามาในห้องเมื่อวอร์ฟื้นคืนชีพพร้อมกับเสียงโห่ศึกสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วห้องและทำให้กรงขังรอบตัวสะเทือนเลื่อนลั่น คบเพลิงระเบิดโพลงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ส่องแสงจ้าเสียจนสไตรเกอร์ต้องยกมือขึ้นป้องนัยน์ตา

เฮดิสปรากฏกายขึ้นพร้อมกับอาเรส เทพเจ้าทั้งสองพยายามระเบิดลำแสงใส่วอร์ แต่ไร้ผล

วอร์หัวเราะร่าก่อนจะจู่โจมตอบโต้ พลังของมันส่งให้เทพเจ้าทั้งสองกระเด็นไปกองอยู่กับพื้นเหมือนใบไม้โดนพายุ ความปรีดาปราโมทย์ในดวงตาสีดำบอกให้รู้ว่าวิญญาณร้ายสาแก่ใจในความโหดเหี้ยมของตนเพียงใด ริมฝีปากของเขาขยับยิ้มหยัน แล้ววอร์จึงหันมาประจันหน้ากับสไตรเกอร์ “เจ้าต้องการให้ข้าฆ่าใคร”

“แอชรอน พาร์เธโนเพอัส กับนิค โกเทียร์”

วอร์เก็บดาบเข้าฝัก “จงมั่นใจว่าจะสำเร็จแน่นอน”

สไตรเกอร์คว้าแขนวอร์ไว้เมื่อฝ่ายนั้นกำลังจะหายตัวไป “ขอเตือนไว้ก่อนว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่มันเคยเป็นอีกแล้ว” เขาส่งกระเป๋าใบเล็กที่มีกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ้ตสีดำและรองเท้าบู๊ตให้ “เจ้าอาจจะอยากเปลี่ยนกระโปรงกับเสื้อเกราะนั่นก็ได้ ลองดูก็แล้วกัน”

วอร์แค่นเสียงใส่เขา แต่สุดท้ายก็ยอมรับเสื้อผ้าและหายตัวไป สไตรเกอร์หันไปทางเทพเจ้าทั้งสอง อาเรสนอนหมดสติอยู่ ในขณะที่เฮดิสสะบัดหน้าให้หายมึนงง

เทพเจ้าผู้ดุดันแห่งยมโลกคำรามก้องอย่างเดือดดาลและหงุดหงิดขณะลุกขึ้นยืนเหนือร่างอาเรส พยายามจะปลุกเขา “เจ้ารู้มั้ยว่าเจ้าเพิ่งปลดปล่อยอะไรออกไป”

สไตรเกอร์ก็ไม่แน่ใจนักกับคำกล่าวหานั้น “ความโหดร้าย โรคร้าย การลงทัณฑ์ ความรุนแรง ความทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด...ยังมีพรสวรรค์อื่นใดอีกล่ะที่เทพเจ้าทั้งหลายมอบให้เขา”

“เจ้าบอกส่วนที่สำคัญมาครบแล้ว แต่ก่อนที่เจ้าจะปลดปล่อยเขาไป เจ้าควรจะหาความรู้ใส่ตัวเสียด้วยว่าเขาทำลายคนที่บังคับบัญชาเขาเสมอ เจ้าคงไม่ใช่ข้อยกเว้นหรอก” เฮดิสชี้กราดไปทั่วห้อง “ดูรอบตัวเจ้าสิ หลุมที่เราเรียกว่าทาร์ทารัสคือทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ของเทพที่อุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก การที่เขาตายด้วยน้ำมือของวอร์เป็นเหตุให้เทพเจ้าทุกวงศ์ผนึกกำลังและรวมพลังกับพวกธอเนียนช่วยกันกักขังเขาไว้ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่เราได้รับการเคารพบูชาและมีพลังอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ตอนนี้เราไม่แข็งแกร่งเช่นนั้นอีกแล้ว”

เอาละ มีบางอย่างที่สไตรเกอร์ไม่สนใจจะหาความรู้ แต่มันก็ไม่สำคัญหรอก เพราะเขายิ่งกว่าพร้อมที่จะสละชีวิต--เพื่อกำจัดศัตรูทั้งหลายให้ตายตกไปกับเขาด้วย “โอ๊ะโอ” เขาร้อง เสียงเข้มด้วยความเย้ยหยัน “เดาว่าข้าคงทำวุ่นซะแล้ว ไม่ทันได้นึกว่าผลลัพธ์จากการกระทำที่ไร้ความคิดของเราจะส่งผลกระทบไปถึงคนในครอบครัวด้วย เยี่ยมมากในเมื่อข้ามีพ่อเป็นเทพพยากรณ์ ท่านว่ามั้ย”

ดวงตาของเฮดิสเรืองแสงแดงจ้า “เขาจะทำลายพวกมนุษย์”

สไตรเกอร์แค่นเสียง “ข้าไม่เห็นท่านลุกขึ้นปกป้องเผ่าพันธุ์อพอลไลท์เลย ตอนที่พ่อข้าสาปพวกเราให้ต้องดื่มเลือดกันเองและตายอย่างเจ็บปวดเมื่อเราอายุแค่ยี่สิบเจ็ดปีเพียงเพราะชาวอพอลไลท์แค่กระหยิบมือเดียวฆ่านางบำเรอที่ไร้ค่าของเขา เท่าที่ข้าจำได้ ทั้งหมดที่ท่านทำคือหันหลังและทิ้งเราไว้ในความมืดมนเหมือนพวกหนูที่ท่านอยากจะลืมว่ามีตัวตนอยู่”

เฮดิสสั่นศีรษะ “ข้าจะฆ่าเจ้าก็ได้ แต่ปล่อยให้เจ้าเผชิญชะตากรรมจากสิ่งที่เจ้าเพิ่งปลดปล่อยไปดีกว่า ข้าจะเจอกับเจ้าอีกครั้งเมื่อเจ้ากลับมาที่นี่ตอนที่เจ้าไม่มีชีวิตอีกแล้ว”

สไตรเกอร์ไม่ออกความเห็นขณะที่ยืนดูเฮดิสปลุกอาเรส เขาไม่สนใจเทพทั้งสองอีกต่อไป และกลับไปยังคาโลซิส ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาจะไปอยู่เมื่อสิ้นชีพ แดนนรกของแอตแลนเตียนเป็นบ้านของสไตรเกอร์มานับแต่วันที่เขาหันหลังให้บิดาและย้ายมาอยู่ข้างองค์เทพีผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ อโพลิมีเป็นเจ้าของดวงวิญญาณเขา สไตรเกอร์ยินดีมอบมันให้กับนางในวันที่บิดาของเขาสาปเผ่าพันธุ์ของสไตรเกอร์ทั้งหมดเพราะสิ่งที่ทหารเพียงไม่กี่คนทำลงไป

สไตรเกอร์ไม่อยากไปเกี่ยวข้องอะไรกับพวกกรีกอีกเลย

ที่น่าขันแกมขมขื่นก็คือความจริงที่ว่าอโพลิมีคงจะสำราญใจกับการถูกทรมานชั่วนิรันดร์ของสไตรเกอร์ยิ่งกว่าเฮดิสเสียอีก สไตรเกอร์กลับเข้าห้องของตัวเอง ซึ่งเขาเก็บลูกแก้ววิเศษสโฟร่าไว้ในนั้นเพื่อใช้สอดส่องความเคลื่อนไหวของเหล่าศัตรู อย่างน้อยก็แอชรอนคนหนึ่งละ

ส่วนเจ้านิคนั้น สไตรเกอร์มองเห็นเขาผ่านดวงตาของตนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ มันเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่สไตรเกอร์ได้รับเมื่อเขาผูกพันไอ้สารเลวนั่นเข้ากับเขา ทว่าโชคร้ายหน่อยที่นิคไม่ค่อยมีอะไรให้น่าติดตามนัก เพราะเจ้านั่นมัวแต่ปลีกวิเวกจากโลกภายนอกและจากทุกคนที่สไตรเกอร์ต้องการจะสอดส่อง

เขาเบื่อความซึมเศร้าของนิคด้วย

สำหรับตอนนี้ สไตรเกอร์อยากเห็นจุดจบของแอชรอนก่อน เขาโบกมือเหนือลูกแก้ววิเศษ เฝ้ามองขณะที่ม่านหมอกสลายให้เห็นภาพเทพหนึ่งเดียวที่เขาอยากจะฝัง...

โอรสผู้เลอค่าที่สุดของอโพลิมี

สไตรเกอร์เม้มปากเมื่อเจอแอชรอนในสิ่งที่เหมือนภาพของนอร์แมน ร็อกเวลล์อย่างน่าขัน อะไรมันจะเชยขนาดนั้น แอชรอนอยู่ที่บ้านในคาโตเตรอส อาณาจักรสวรรค์ของแอตแลนเตียน กำลังตกแต่งต้นคริสต์มาสกับโซเทอเรีย แฟนสาวของเขา มันเป็นอะไรที่เกือบจะเพี้ยนสุดๆเมื่อเทพเจ้าเก่าแก่โบราณทำตามประเพณีของมนุษย์เพื่อเอาใจคู่รัก ทั้งสองดูมีความสุขกันเหลือเกินและหวานหยดย้อยจนเขาแทบอาเจียน

ทั้งหมดนั่นจะต้องเปลี่ยนไป

สไตรเกอร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วนั่งรอ



“โอวว อัคกริ ให้เดอะซิมี่กินไอ้นั่นได้มั้ย”

แอช พาร์เธโนเพอัสชะงักเมื่อได้ยินเสียงแม่ปีศาจน้อยคู่ใจดังมาจากข้างหลัง เขาหันไปเห็นซิมี่จ้องเทวดาแก้วในมือเขาตาเขม็ง

เจ้าหล่อนอยู่ในชุดกระโปรงสไตล์โกธสีดำสลับแดงกับเสื้อรัดทรง ซิมี่มีหมวกซานต้าคลุมทับเขาปีศาจเล็กๆของเจ้าหล่อนอยู่ เรือนผมของหล่อนเป็นสีดำขลับเหมือนสีผมของแอช และยาวลงไปถึงเอวเพรียว

ก่อนที่เขาจะทันตอบ โซเทอเรียก็ยิ้มให้ซิมี่อย่างอ่อนหวานและอดทนที่ทำให้แอชหัวใจแทบละลาย ผมสีน้ำตาลของหล่อนถักเป็นเปียยาวสองชาย และแต่งตัวตรงกันข้ามกับชุดหนุ่มโกธของแอชด้วยกางเกงสีขาวเนื้อหนานุ่มรับหน้าหนาวกับสเวตเตอร์สีแดงมีลายกวางเรนเดียร์สีขาว เสื้อยืดแขนยาวของแอชสีดำมีฝูงกวางเรนเดียร์ที่มีแต่โครงกระดูกกำลังลากเลื่อนรูปร่างประหลาด

“แหม ขอร้องละจ้ะ ซิมี่” โซเทอเรียพูด “อย่ากินเจ้านั่นเลย มันเป็นเทวดาประดับต้นไม้ของฉันมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก ฉันเลือกมันมาจากร้านขายของคริสต์มาสในกรีกกับพ่อแม่ของฉัน”

ซิมี่ทำปากยื่น “งั้นข้ากินช็อกโกแลตได้มั้ย”

“แน่นอนจ้ะ”

ซิมี่ร้องเสียงแหลมก่อนจะคว้าแท่งช็อกโกแลตเฮอร์ชีย์ที่โซเทอเรียทิ้งไว้บนโต๊ะกาแฟใกล้ๆและวิ่งออกไปอร่อยกับมัน

โซเทอเรียหัวเราะ “ให้ตาย ฉันว่าจะแบ่งกับคุณกินหลังจากนี้เชียว”

แอชติดเทวดาองค์นั้นไว้บนยอดต้นไม้ เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าเขาสูงหกฟุตแปดนิ้วทำให้แอชยื่นมือไปถึงได้อย่างง่ายดาย “ไม่เป็นไรหรอก ผมเกลียดรสชาติของช็อกโกแลต”

โซเทอเรียดึงเส้นสีเงินวะวับออกจากเครื่องประดับรูปตัวหมีในมือ “ฉันคงจะขอคำอธิบาย แต่ทุกครั้งที่ฉันถามว่าทำไมคุณถึงเกลียดสิ่งโน้นสิ่งนี้ คำตอบพวกนั้นก็คอยจะทำร้ายหัวใจฉันอยู่เรื่อย ฉะนั้นฉันจะจัดการให้แน่ใจว่าจะไม่ให้ช็อกโกแลตคุณในวันวาเลนไทน์”

“ขอบใจจ้ะ”

แอชเดินเข้าไปรั้งหล่อนมากอดและจูบเร็วๆทีหนึ่ง ริมฝีปากเขาเพิ่งจะสัมผัสกลีบปากหล่อนก็พลันมีแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นในห้อง เขากำลังจะอ้าปากจะโวยอเล็กซิออน พ่อบ้านหนุ่มที่อาจหาญมาขัดจังหวะ แต่ก่อนที่แอชจะพูดออกไป อะไรบางอย่างก็กระแทกเขาอย่างแรงจนล้มทั้งยืน

โซเทอเรียหันไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก คาดว่าจะเจอเทพีอาร์ทิมิสของกรีก หล่อนจึงตกตะลึงเมื่อเห็นชายร่างสูง หุ่นงดงามใหญ่โตกำยำ ความโหดเหี้ยมในสีหน้าเขาทัดเทียมกับความสง่างาม ชายคนนั้นแต่งกายในชุดสีดำล้วน เขาเดินผ่านโซเทอเรียไปหาแอชรอนเหมือนหล่อนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเครื่องเรือนที่ไร้อันตรายชิ้นหนึ่ง

หล่อนเรียกพลังมาระเบิดใส่เขา แต่เมื่อโซเทอเรียพยายาม หล่อนกลับพบว่าพลังของหล่อนทำอะไรเขาไม่ได้เลย ราวกับว่าหล่อนกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง แสงพิฆาตหายไปจากหล่อนและดูเหมือนจะถูกร่างกายเขาดูดซับไว้

ชายคนนั้นกระชากแอชรอนขึ้นจากพื้นและเหวี่ยงไปกระแทกข้างฝาเหมือนเขาเป็นเพียงหุ่นฟาง

คุณพระช่วย ผู้ชายคนนี้กำลังจะฆ่าแอช!



แอชหายใจไม่ออกขณะพยายามจะต่อสู้แต่ทำไม่ได้ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างรัดตัวเขาไว้เหมือนปลอกเหล็ก ทำให้เขาเป็นอัมพาต ความเจ็บปวดกรีดซ่านทั่วร่างเหมือนถูกกรงเล็บแหลมจิกขยุ้ม ไม่เคยมีใครเล่นงานเขาได้หนักหนาสาหัสขนาดนี้เลยนับแต่เขาเป็นมนุษย์มา

ในไม่ช้าความคิดนั้นก็หายไปจากหัวแอชรอนเมื่อเขารับรู้อย่างชัดเจนว่าใครและอะไรกำลังโจมตีเขาอยู่

วอร์ นักรบชั้นเลิศที่สุด

ให้ตายสิ

“ไม่!” แอชตะโกนลั่นเมื่อโซเทอเรียตั้งท่าจะจู่โจมวอร์ในเวลาเดียวกับที่ซิมี่โผล่ร่างเข้ามาในห้องเตรียมจะต่อสู้เคียงข้างหล่อน วอร์จะฉีกสองสาวออกเป็นชิ้นๆ “พาซิมี่ออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!”

เมื่อซิมี่กำลังจะพุ่งเข้าใส่วอร์ โซเทอเรียก็คว้าเจ้าหล่อนไว้ ทอรี่มองเขาด้วยสีหน้าที่บอกให้รู้ว่าหล่อนไม่อยากจะถอยเลย แต่ก็ไว้วางใจเขามากพอที่จะเชื่อฟัง

อเล็กซิออนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับดาบขณะพยายามจะแทงเจ้าภูติร้าย แต่ดาบกลับทะลุเนื้อหนังของวอร์ไปแทงท้องของแอช แอชกระซิบครางเมื่อความเจ็บปวดหลั่งไหลไปทั่วกายมากขึ้น

อเล็กซิออนหน้าซีดเผือด “ข้าเสียใจจริงๆ เจ้านาย”

มาลองโดนดูมั่งไหมล่ะ แต่แอชคงไม่ต่อว่าต่อขานพ่อบ้านของเขาหรอก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ก่อน “ไป! พาแดนเจอร์ พวกปีศาจ และทอรี่ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”

วอร์คว้าคอเขา แอชสำลัก พยายามจะดึงกรงนิ้วรัดแน่นนั้นออกไป เขาสบตากับอเล็กซิออน ความจงรักภักดีวาววามอยู่ในนั้น แต่เพื่อนของเขารู้ดีว่าแอชต้องการอะไร เขาจะต่อสู้ไม่ได้ถ้าความสนใจถูกเบี่ยงเบน

“ข้าจะไปพบท่านที่เนอราติติ” อเล็กซิออนรีบรวบรวมพวกผู้หญิงแล้วหายตัวไป

แอชทุบมือของวอร์ พยายามจะทำให้กรงนิ้วคลายออก เมื่อไม่ประสบผล แอชจึงระเบิดพลังใส่เทพองค์นั้น ซึ่งก็ไม่ทำให้ฝ่ายนั้นสะดุ้งสะเทือนเลย

“เจ้าต้องการอะไร” แอชถามหอบๆ

วอร์เอียงศีรษะแล้วขยุ้มกรงเล็บแน่นขึ้น “ความตายของเจ้า”

สองหูของแอชอื้ออึงเมื่อปอดขัดแน่น เขาพยายามจะหายใจแต่ไร้ผล การยึดเหนี่ยวกับดวงวิญญาณของเขาอ่อนแอลงทุกขณะเมื่อทุกอย่างกลายเป็นความมืดมิด
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 13 ปิศาจราตรี

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron