บทที่ 2

รูปภาพ

บทที่ 2

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 24 ก.ย. 2009 7:09 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


บทที่ 2


ซาเร็คสบถเมื่อแบตเตอรี่ในเครื่องเล่นเอ็มพีสามหมดพลังงาน หมดเกลี้ยงเหมือนโชคของเขาเลย

เขายังเหลือการเดินทางอีกหนึ่งชั่วโมงเต็มๆกว่าเครื่องจะลงจอดและสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือฟังเสียงไมค์คร่ำครวญและบ่นงึมงำอยู่ในห้องนักบินของเฮลิคอปเตอร์เรื่องที่ต้องมาเป็นสารถีพาซาเร็คกลับอลาสกา แม้จะมีผนังเหล็กกล้าสีดำสนิทกั้นระหว่างห้องโดยสารที่ปิดมืดไร้แสงตะวันของซาเร็คกับส่วนของไมค์ แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงผ่านกำแพงเหล่านั้นมาได้สบายๆเหมือนไมค์มานั่งบ่นอยู่ข้างตัวเขา

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ซาเร็คเกลียดการติดอยู่ในห้องผู้โดยสารที่คับแคบปิดล้อม ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว ไม่แขนก็ขาจะต้องปะทะกับผนังเหล่านั้นทุกที แต่เนื่องจากพวกเขากำลังบินลัดฟ้าในเวลากลางวัน ซาเร็คจึงต้องเลือกเอาระหว่างอยู่ในห้องแคบๆกับโดนแดดแผดเผาตาย

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ตนเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก หากซาเร็คก็เลือกที่จะถูกปิดล้อมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ

เขาถอดหูฟังออกจากศีรษะแล้วสองหูก็พลันถูกจู่โจมด้วยเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังพั่บๆ เสียงลมหนาวพัดโหยหวน และเสียงไมค์พูดผ่านเครื่องรับส่งวิทยุ

“ว่าไง นายทำมันหรือยังวะ”

ซาเร็คเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นหูดังลอดออกมา

อืมม์ พลังอำนาจของเขามันก็ดีอย่างนี้เอง การได้ยินของเขาเฉียบคมเสียจนแม้แต่ยอดมนุษย์ซูเปอร์แมนยังต้องริษยา แถมเขายังรู้ด้วยว่าสองคนนั้นคุยเรื่องอะไรกันอยู่...

เรื่องของเขาไงล่ะ

หรือไม่ก็มรณกรรมของเขา

ไมค์ได้รับข้อเสนอก้อนโตให้ฆ่าเขา และนับตั้งแต่ทั้งคู่ออกจากนิวออร์ลีนส์เมื่อสิบสองชั่วโมงที่แล้ว ซาเร็คก็รอให้สไควร์วัยกลางคนเปิดหน้าต่างที่ปิดมิดชิดและปล่อยให้แสงแดดแผดเข้ามาสังหารเขา หรือไม่ก็ดีดห้องผู้โดยสารส่วนที่เขานั่งอยู่ให้ร่วงลงไปบนอะไรสักอย่างที่แน่ใจได้ว่าจะพิฆาตความเป็นอมตะของเขาได้

แต่ที่ไหนได้ ไมค์กลับทนขับเครื่องมาพร้อมกับเขาและไม่ยักกดปุ่มดีดเขาร่วงลงไป แต่ซาเร็คไม่เดือดร้อนหรอก เพราะเขาเองก็มีกลยุทธ์สองสามอย่างจะสั่งสอนสไควร์รายนี้เหมือนกัน ถ้าไมค์พยายามจะทำอะไรขึ้นมาละก็

“ไม่ละ” ไมค์พูดเมื่อเฮลิคอปเตอร์ดิ่งวูบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนจะพุ่งขึ้นอีกครั้งและเหวี่ยงซาเร็คเซไปกระแทกผนังห้องโดยสาร เขาชักเริ่มสงสัยว่าเจ้านักบินตัวแสบอาจจะแกล้งทำเล่นสนุกๆและหัวเราะขันเขาอยู่

เฮลิคอปเตอร์กระชากตัวอีกรอบในขณะที่ซาเร็คเกร็งตัวรออยู่แล้ว

“ฉันคิดดูแล้ว คิดหนักเชียวละ แต่นายรู้มั้ยว่าฉันคิดว่าการเผาไอ้สารเลวนี่ให้ตายน่ะมันสบายเกินไปสำหรับเขา ฉันอยากปล่อยให้พวกสไควร์จอมพิฆาตฆ่าเขาให้ตายอย่างช้าๆและเจ็บปวดดีกว่า ส่วนตัวแล้วฉันอยากได้ยินไอ้ถ่อยโรคจิตนี่แหกปากร้องขอความเมตตามากกว่าว่ะ โดยเฉพาะหลังจากสิ่งที่เขาทำกับตำรวจน่าสงสารที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พวกนั้น”

สันกรามของซาเร็คกระตุกริกๆ ขณะที่หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความเดือดดาลกับสิ่งที่ได้ยิน ใช่ ตำรวจพวกนั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มันก็ถูกอยู่หรอก แต่ถ้าซาเร็คเป็นคนธรรมดา การทุบตีที่ตำรวจพวกนั้นทำกับเขาอาจทำให้ถึงตาย หรือไม่ป่านนี้ก็ยังนอนโคม่าอยู่

เสียงพูดดังมาจากเครื่องรับวิทยุอีกครั้ง “ฉันได้ยินมาจากพวกผู้พยากรณ์ว่าเทพีอาร์ทิมิสจะจ่ายให้สองเท่าให้กับสไควร์ที่ฆ่าเขาได้ นายเอาจำนวนนั้นไปโปะกับยอดที่เทพดิโอนีซุสจ้างนายฆ่าเขา และโดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่านายโง่มากที่ไม่รับข้อเสนอนั้นว่ะ”

“ไม่ต้องสงสัยเลย แต่ฉันมีเงินแยะสมใจแล้ว นอกจากนี้ ฉันเป็นคนที่ต้องทนความกร่างและช่างเสียดสีของเขานะโว้ย เขาคิดว่าตัวเองกวนตีนสุดๆแล้ว ฉันอยากเห็นพวกนั้นอัดเขาให้หมอบซะก่อนแล้วค่อยตัดหัวทิ้ง”

ซาเร็คกลอกตาให้กับคำพูดของไมค์ เขาไม่สนแม่งหรอกว่าไอ้หมอนั่นจะคิดยังไงกับเขา

เขาเรียนรู้มานานแล้วว่าการพยายามยื่นมือไปหาใครสักคนเป็นเรื่องไร้ประโยชน์

ทั้งหมดที่ได้รับคือการถูกตบตีกลับมา

เขาซุกเครื่องเล่นเอ็มพีสามกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำคู่ใจแล้วทำหน้าบึ้งเมื่อหัวเข่ากระแทกเข้ากับผนังอย่างจัง เทพเจ้าทรงโปรด เอาเขาออกไปจากไอ้คอกแคบๆนี่ทีเถอะ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในโลงหิน

“ฉันแปลกใจที่สภาไม่อนุมัติสถานะจอมพิฆาตให้นิคในการตามล่าครั้งนี้” อีกเสียงหนึ่งพูดมา “เนื่องจากเขาใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายกับซาเร็ค ฉันคิดว่าเขาน่าจะอยาก”

ไมค์แค่นเสียง “พวกเขาพยายามแล้ว แต่โกเทียร์ปฏิเสธ”

“ทำไมล่ะ”

“ฉันไม่รู้ นายก็รู้จักโกเทียร์นี่หว่า เขาไม่รับคำสั่งอะไรง่ายๆหรอก ฉันนึกสงสัยมาตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมพวกนั้นถึงได้เชื้อเชิญเขาเข้ามาร่วมเป็นสไควร์ด้วย ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีดาร์ค-ฮันเตอร์คนไหน นอกจากแอชรอนกับไคเรียน ที่ยอมทนความปากร้ายของเขา”

“นั่นสิ ไอ้หมอนั่นมันแสบเป็นบ้า เออ จะว่าไปแล้ว ดาร์ค-ฮันเตอร์ของฉันเพจเรียกฉันพอดี ฉันไปทำงานก่อนดีกว่าว่ะ นายคอยระวังซาเร็คและอยู่ห่างๆเขาไว้ล่ะ”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะทุ่มเขาลงและปล่อยเขาให้คนอื่นๆตามล่ากันเอาเอง ส่วนฉันก็จะเปิดตูดออกจากอลาสกาให้เร็วกว่าที่นายจะพูดคำว่า ‘รัมเพลสทิลสกิน’ จบซะอีก”

เสียงเครื่องรับส่งวิทยุตัดสัญญาณดังคลิก

ซาเร็คนั่งนิ่งอยู่ในความมืดและฟังเสียงลมหายใจของไมค์ที่อยู่ในห้องนักบิน

แสดงว่า ไอ้ตัวแสบเปลี่ยนความคิดเรื่องที่จะฆ่าเขางั้นสิ

ว้า บ้าฉิบ ในที่สุดสไควร์นั่นก็ใจกล้าและมีหัวสมองขึ้น ต้องเป็นตอนใดตอนหนึ่งในช่วงสองสามชั่วโมงหลังที่ไมค์ตัดสินใจว่าการฆ่าตัวตายไม่ใช่คำตอบที่ดี

ด้วยเหตุนั้น ซาเร็คก็จะปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป

แต่จะเปลี่ยนเป็นทำให้เขาต้องทรมานเล่นแทน

และหวังว่าปวงเทพเจ้าคงจะช่วยสงเคราะห์พวกที่เหลือที่ออกตามล่าเขาด้วยนะ เพราะในดินแดนเยือกแข็งของอลาสกาแห่งนี้ ซาเร็คคือผู้แข็งแกร่งที่ไม่มีใครโค่นลงได้ เขาไม่เหมือนดาร์ค-ฮันเตอร์หรือสไควร์คนอื่นๆ ซาเร็คฝึกเอาตัวรอดอยู่ในเขตขั้วโลกเหนือมาแล้วเก้าร้อยปี เก้าร้อยปีที่มีเพียงตัวเขากับดินแดนดิบเถื่อนที่ไม่ได้ระบุไว้ในแผนที่

แน่ละ แอชรอนแวะมาเยี่ยมทุกๆสิบปี หรือไม่ก็บ่อยพอที่จะแน่ใจได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่นอกจากนั้นแล้วไม่เคยมีใครย่างกรายมาหาเลย

แล้วผู้คนยังจะมาสงสัยอีกว่าทำไมเขาถึงสติแตก

จนกระทั่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เขาไม่เคยติดต่อคบค้ากับโลกภายนอก ช่วงหลายเดือนของฤดูร้อนที่มีกลางวันแสนยาวนานบังคับให้เขาต้องอาศัยอยู่ในเคบินอันห่างไกลผู้คนของเขาเท่านั้น

ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรทัศน์

ไม่มีอะไรเลยนอกจากความวิเวกเงียบสงัดทำให้เขาต้องอ่านหนังสือที่มีอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนจำข้อความในนั้นได้ เขาเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อให้ฤดูหนาวมาถึง ราตรีแห่งเหมันต์ยาวนานพอที่เขาจะเดินทางจากเคบินเปลี่ยวไกลเข้าไปที่เมืองแฟร์แบงก์ในขณะที่ร้านค้าต่างๆยังเปิดให้บริการ และเขาสามารถจะติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้

สำหรับเรื่องนั้น ดินแดนแห่งนี้เพิ่งมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่มากพอที่เขาจะติดต่อคบค้าได้เมื่อหนึ่งศตวรรษครึ่งที่แล้วมานี้เอง

ก่อนหน้านั้น เป็นเวลาหลายศตวรรษที่เขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากมนุษย์มนาอยู่ใกล้เคียง นานๆทีเขาจึงได้เห็นชนพื้นเมืองซึ่งเอาแต่หวาดกลัวชายชาวยุโรปรูปร่างสูงใหญ่ท่าทางแปลกๆ แถมยังมีเขี้ยวงอกและอาศัยอยู่ในป่าลึกเปลี่ยว แค่คนพวกนั้นเหลือบมาเห็นความสูงระดับหกฟุตหกนิ้วในชุดเสื้อขนสัตว์พะรุงพะรัง พวกเขาก็เผ่นแนบไปยังทิศทางตรงกันข้ามอย่างเร็วที่สุด พร้อมกับแผดร้องว่าอิแกลกตามไล่ล่าพวกเขา ด้วยความที่เชื่อเรื่องภูติผีปิศาจและสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีอยู่อย่างฝังหัว ทำให้ชนพื้นเมืองเหล่านั้นสร้างตำนานขึ้นมาเรื่องหนึ่งโดยเอาตัวเขามาเป็นบ่อเกิดของเรื่อง

ทำให้นานๆครั้งเขาจึงมีพวกดีมอนเหมันต์แวะมาเยี่ยมเยือน พวกมันจะตระเวนเข้ามาในป่าของเขา เพื่อที่พวกมันจะได้เผชิญหน้ากับดาร์ค-ฮันเตอร์โรคจิตคนนั้น โชคร้ายหน่อยที่พวกมันสนใจแต่เรื่องต่อสู้มากกว่าเรื่องสนทนา ดังนั้นการสมาคมของเขากับพวกมันจึงแสนที่จะสั้นกุด แค่ประลองกำลังกันไม่กี่นาทีพวกมันก็หมดน้ำยา และต่อจากนั้นเขาก็ต้องอยู่ตามลำพังกับหิมะและพวกหมีตามเคย

แถมหมีพวกนั้นยังไม่ใช่หมีที่เป็นเวอร์-ฮันเตอร์เสียอีก

คลื่นแม่เหล็กและประจุไฟฟ้าของแสงออโรร่าในดินแดนขั้วโลกทำให้พวกเวอร์-ฮันเตอร์ไม่มีทางตระเวนขึ้นเหนือมาไกลขนาดนี้ได้เลย และมันยังทำลายล้างการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าและการเชื่อมต่อกับดาวเทียมของเขาด้วย ตัดการสื่อสารต่างๆของเขาเป็นระยะๆ ฉะนั้นต่อให้เป็นยุคสมัยที่โลกเจริญก้าวหน้า เขาก็ยังคงต้องโดดเดี่ยวอย่างน่าใจหายอยู่ดี

บางทีเขาน่าจะปล่อยให้คนพวกนั้นฆ่าเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

แต่กระนั้นซาเร็คก็พบว่าตนเองยังคงดำเนินชีวิตต่อไป เวลาผันผ่านไปอีกหนึ่งปี ล่วงเลยมาอีกหนึ่งฤดูร้อน

การถูกตัดการสื่อสารอีกรอบหนึ่ง

พื้นฐานในการเอาชีวิตรอดเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ซาเร็คได้รับรู้

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงนิวออร์ลีนส์

เขารักเมืองนั้นเป็นบ้า รักในความซาบซ่า ความอบอุ่น และความเร้าใจที่คละเคล้ากันระหว่างกลิ่น ภาพ และเสียง เขาสงสัยว่าผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นได้ตระหนักกันบ้างไหมว่าพวกตนโชคดีเพียงไหน รู้ตัวกันหรือเปล่าว่าได้รับพรอันประเสริฐยิ่งที่ได้อยู่ในเมืองยอดเยี่ยมอย่างนั้น

แต่บัดนี้มันกลายเป็นความหลังสำหรับเขาไปเสียแล้ว เขาก่อเรื่องหนักหนาสาหัสเอาไว้จนไม่มีทางที่ทั้งเทพีอาร์ทิมิสหรือแอชรอนจะอนุญาตให้เขากลับไปอยู่ในบริเวณที่มีประชาชนแน่นหนา ซึ่งมีโอกาสสูงที่เขาจะต้องข้องแวะกับผู้คนมากมาย

มีแต่เขากับอลาสกาตราบชั่วนิรันดร์ ทั้งหมดที่เขาหวังได้จริงๆก็คือให้ผู้คนลุกฮือย้ายถิ่นกันมาอยู่ที่นี่จนเหมือนเขาได้ประจำการอยู่ในฮาวาย แต่พอนึกถึงอุณหภูมิที่สุดแสนจะทนทานแล้ว หวังไปก็ป่วยการ

พอคิดถึงเรื่องนั้น เขาจึงเริ่มหยิบเครื่องกันหนาวกันหิมะจากกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาสวม พวกเขามาถึงตอนที่ยังเช้าอยู่มากและฟ้ายังมืดอยู่ แต่รุ่งอรุณจะตามมาในไม่ช้านี้ เขาต้องรีบกลับไปให้ถึงเคบินก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

ในระหว่างที่หยิบวาสลีนออกมาทาเคลือบผิวและเปลี่ยนมาสวมกางเกงลองจอห์นตัวในเพื่อความอบอุ่นและเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีดำ และเสื้อโค้ตขนสัตว์ตัวยาวพร้อมกับรองเท้าเดินบนหิมะ เขาก็รู้สึกได้ว่าเฮลิคอปเตอร์กำลังค่อยๆร่อนลงสู่พื้นดิน

แรงกระตุ้นฉับพลันทำให้ซาเร็คควานมือลงไปในกระเป๋าเสื้อผ้า ควานหาอาวุธประดามีที่อยู่ในนั้น เขาเรียนรู้มานานแล้วว่าจะต้องพกพาอาวุธหลายๆชนิดติดตัวไว้ด้วยเสมอ อลาสกาเป็นดินแดนหฤโหดซึ่งคุณไม่อาจรู้ได้เลยว่าตนเองจะเผชิญกับอันตรายน่ากลัวอะไรบ้าง

ตั้งแต่เมื่อหลายศตวรรษก่อน ซาเร็คตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเป็นสิ่งน่ากลัวที่สุดในเขตทุ่งน้ำแข็งทุนดราแห่งนี้

ทันทีที่ลงจอด ไมค์ก็ดับเครื่องยนต์และรอให้ใบพัดหยุดหมุนสนิทเสียก่อนที่เขาจะก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วสบถกับอุณหภูมิหนาวยะเยือกต่ำกว่าศูนย์องศา ก่อนจะมาเปิดประตูที่นั่งด้านหลัง ไมค์ส่งเสียงแค่นๆใส่เขาแล้วถอยหลังออกมาให้ซาเร็คมีที่ว่างมากพอจะก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์

“ขอต้อนรับกลับบ้าน” ไมค์พูดด้วยน้ำเสียงมาดร้ายแกมสะใจ ไอ้บ้านี่กำลังสนุกกับความคิดที่ว่าพวกสไควร์ออกตามล่าและจะเด็ดชีพเขา

เอาละ ซาเร็คก็สนุกเหมือนกัน

ไมค์เป่าลมหายใจลงบนฝ่ามือที่สวมถุงมือทั้งสองข้าง “หวังว่าทุกอย่างคงเป็นเหมือนที่นายเคยจำได้นะ”

ใช่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว

ซาเร็คสะดุ้งเมื่อประกายจ้าของหิมะขาวพร่างพุ่งเข้ามากระทบนัยน์ตาทั้งๆที่ยังเป็นช่วงก่อนย่ำรุ่ง เขาดึงแว่นตาแบบปิดมิดชิดที่คาดอยู่เหนือศีรษะลงมาสวมและก้าวออกไป ชายหนุ่มหันไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้า เหวี่ยงขึ้นพาดบ่า แล้วเดินดุ่มๆย่ำหิมะตรงไปยังโรงเก็บรถยนต์ที่มีเครื่องควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเขาทิ้งรถจักรยานยนต์ตะลุยหิมะแบบ สกี-ดู เอ็มเอ็กซ์ ซี เรฟ ที่จอดทิ้งไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

โอ จริงสิ นี่คืออุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งที่เขาจำได้แม่นยำ สภาพอากาศแบบขั้วโลกเหนือที่โหดร้ายทารุณ บาดไปถึงผิวเนื้อทุกส่วนที่เปิดเผยของเขาจนแทบแสบเกรียม ซาเร็คกัดฟันเพื่อไม่ให้มันกระทบกัน - ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์เลยสำหรับชายที่มีเขี้ยวคมยาวแทรกอยู่ในฟันด้วย

ขอต้อนรับกลับบ้าน...

ไมค์กำลังจะย้อนกลับเข้าไปในห้องนักบินเมื่อซาเร็คหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา

“เฮ้ ไมค์” เขาตะโกน เสียงแหวกก้องผ่านความหนาวเย็นที่แสนเงียบเชียบ

ไมค์ชะงัก

“รัมเพลสทิลสกิน” เขาพูดก่อนจะโยนลูกระเบิดมือลงไปใต้ท้องเฮลิคอปเตอร์

ไมค์สบถลั่นแล้วกระโจนผึงผ่านดงหิมะออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พยายามลนลานหาที่กำบังกาย

เป็นครั้งแรกในเวลานานแสนนานที่ซาเร็คยิ้มขันภาพสไควร์วัยกลางคนที่กำลังโมโหเดือดและเสียงเกล็ดหิมะถูกบดขยี้อยู่ใต้ฝ่าเท้าอันร้อนรนของไมค์

เฮลิคอปเตอร์ลำงามระเบิดตูมในเวลาเดียวกับที่ซาเร็คเดินมาถึงจักรยานยนต์ลุยหิมะของเขาพอดี ดาร์ค-ฮันเตอร์หนุ่มเหวี่ยงขายาวแข็งแรงในกางเกงหนังเนื้อหนาขึ้นคร่อมเบาะหนังสีดำและมองกลับไปยังซากของเฮลิคอปเตอร์รุ่นไซคอสสกี้ราคายี่สิบสามล้านดอลลาร์ที่กลายเป็นเศษโลหะอยู่บนหิมะ

อา ดอกไม้ไฟ เขาชอบพวกมันเป็นบ้าเลย ช่างเป็นภาพที่งามตระการตาพอๆกับความสวยมลังเมลืองของแสงออโรร่า

ไมค์ยังก่นด่าไม่เลิกและกระโดดขึ้นกระโดดลงเหมือนเด็กเล็กๆขี้โมโหเมื่อเห็นพาหนะสุดรักติดไฟลุกท่วม

ซาเร็คติดเครื่องรถแล้วควบโฉบไปที่ไมค์ แต่ไม่ก่อนที่เขาจะโยนระเบิดอีกลูกใส่โรงเก็บรถเพื่อไม่ให้สไควร์ตัวแสบได้ใช้ประโยชน์อะไรจากมัน

ขณะที่จักรยานยนต์ลุยหิมะส่งคลื่นกระหึ่มทรงพลังอยู่ใต้ร่าง เขาดึงผ้าพันคอลงต่ำพอที่ไมค์จะได้ยินสิ่งที่เขาพูด “ตัวเมืองอยู่ห่างไปทางนั้นสี่ไมล์” เขาบอกพลางชี้ไปทางทิศใต้ แล้วโยนวาสลีนให้ไมค์หลอดหนึ่ง “เอาไว้ทาปากกันปากแตก เลือดจะได้ไม่ไหลไง”

“ฉันน่าจะฆ่านายซะ” ไมค์คำราม

“เออ นายน่าจะทำ” ซาเร็คดึงผ้าพันคอขึ้นปิดใบหน้าอีกครั้ง แล้วเร่งเครื่องยนต์แผดก้อง “อ้อ ถ้านายบังเอิญไปเจอพวกหมาป่าในป่าเข้าละก็ จำไว้เลยว่าพวกมันเป็นหมาป่าจริงๆ ไม่ใช่พวกเวอร์-ฮันเตอร์หลงมาหรอก พวกมันจะไปไหนกันเป็นฝูง ถ้านายเจอเข้าให้ตัวหนึ่ง แสดงว่ายังมีอีกหลายตัวอยู่ข้างหลัง คำแนะนำที่ดีที่สุดของฉันคือปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้และหวังว่าพวกมันจะเบื่อเฝ้านายก่อนที่หมีสักตัวหนึ่งจะผ่านมาและตัดสินใจปีนขึ้นมาตะครุบตัวนายว่ะ”

ว่าแล้วซาเร็คก็พาจักรยานยนต์ลุยหิมะอ้อมกลับและมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีเคบินของเขาตั้งรออยู่กลางป่ากว้างสามร้อยเอเคอร์

เขาควรจะรู้สึกผิดในสิ่งที่ทำกับไมค์ แต่เขากลับไม่รู้สึกเลย สไควร์คนนั้นควรจะได้เรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่าอย่างหนึ่งเอาไว้ เผื่อคราวหน้าเทพีอาร์ทิมิสหรือเทพดิโอนีซุสเสนอเงื่อนไขอะไรมาให้ เขาจะได้รับมันไว้

ซาเร็คบิดข้อมือเร่งความเร็วให้พาหนะคันเพรียวงามพุ่งทะยานไปตามเส้นทางขรุขระมีหิมะปกคลุม ยังเหลือหนทางอีกไกลกว่าเขาจะถึงบ้านและเวลาของเขาก็หดสั้นลงทุกทีๆ

รุ่งทิวากำลังจะมาถึง

ระยำชะมัด เขาน่าจะขับเจ้าแมช ซี มาแทน มันประเปรียวและแรงเร็วกว่าเครื่องแบบเอ็มเอ็กซ์ ซี เรฟ ที่เขาใช้อยู่ขณะนี้ แต่ขับแล้วไม่มันเท่า

ซาเร็คทั้งหนาว ทั้งหิว และทั้งเพลีย และพิลึกมากเมื่อทั้งหมดที่เขาต้องการจะทำคือทำให้สิ่งต่างๆกลับสู่สภาพที่เคยคุ้นอีกครั้ง

ถ้ามีสไควร์รายอื่นๆตามล่าเขา ก็เชิญได้เลย อย่างน้อยแบบนี้เขาก็ได้รับคำเตือนล่วงหน้าแล้ว

และเตรียมอาวุธล่วงหน้าไว้แล้วด้วย เมื่อเห็นจากสภาพของเฮลิคอปเตอร์กับโรงเก็บรถนั่น

ถ้าพวกเขายังอยากตามเก็บเขาอีก เขาก็ขออวยพรให้คนเหล่านั้นโชคดี พวกเขาจำเป็นจะต้องอาศัยโชคและกำลังเสริมอีกโขยงใหญ่เชียวละ

ซาเร็คตั้งตารอการท้าทายนั้น ดาร์ค-ฮันเตอร์หนุ่มบังคับจักรยานยนต์ลุยหิมะของเขาให้เคลื่อนไปยังภูมิประเทศหนาวเยือกแข็งเบื้องหน้า

เขามาถึงเคบินเปลี่ยวสันโดษของเขาก่อนตะวันขึ้นเพียงเล็กน้อย หิมะตกลงมามากขึ้นในช่วงที่เขาไม่อยู่บ้าน มันทับถมขวางประตูเข้าบ้าน เขาจอดพาหนะคู่ใจไว้ในโรงเก็บรถเล็กๆที่อยู่ติดกับตัวเคบินและเอาผ้าอาบน้ำมันคลุมมันไว้ พอเขาเสียบปลั๊กเครื่องทำความร้อนเพื่อให้ยานพาหนะอบอุ่นอยู่เสมอ เขาก็ตระหนักว่าไม่มีพลังงานความร้อนเป่าออกมาจากช่องระบายลม ทั้งสำหรับรถเอ็มเอ็กซ์ หรือรถแมชที่จอดอยู่ข้างๆกัน

เขาคำรามอย่างขุ่นเคือง ระยำฉิบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเครื่องยนต์ของเจ้าแมชคงแตกหักเพราะอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์องศา และถ้าเขาไม่ระวังให้ดีเครื่องยนต์ของเจ้าเอ็มเอ็กซ์อาจจะพังตามไปอีกคัน

ซาเร็ครีบออกมานอกโรงรถเพื่อตรวจดูสภาพเครื่องปั่นไฟก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นสูงเหนือโขดเขา เพียงเพื่อที่จะพบว่าเครื่องปั่นไฟทั้งสองเครื่องก็จับตัวเป็นน้ำแข็งและใช้งานไม่ได้

ชายหนุ่มคำรามฮึ่มอีกรอบแล้วยกกำปั้นทุบเปรี้ยงลงไปบนเครื่องปั่นไฟเครื่องหนึ่งอย่างหงุดหงิด

“ยอด ยอดเป็นบ้าเลยว่ะ” เขาบ่นงึมงำ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาจำต้องนอนหลับอยู่บนพื้นเคบินที่เย็นจัด และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย

มิหนำซ้ำเช้านี้คงเลวร้ายยิ่งกว่าเก่าเพราะเขาเพิ่งใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายอยู่ในเมืองที่มีอากาศอุ่นสบายอย่างนิวออร์ลีนส์มาหยกๆ ตอนอยู่ที่นั่นอากาศมันอบอุ่นเสียจนเขาไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทำความร้อนใดๆเลย

ให้ตายเถอะ เขาคิดถึงที่นั่นเป็นบ้า

ด้วยรู้ว่าเวลาที่เขามีก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเหลือน้อยเต็มทนแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินลากขากลับไปที่รถจักรยานยนต์ลุยหิมะแล้วใช้เสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาของเขาห่อส่วนที่เป็นเครื่องยนต์เพื่อให้ความอบอุ่นกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเขาก็หยิบกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากที่นั่งและขุดหิมะออกจากหน้าประตูเคบินเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน

ซาเร็คก้มศีรษะมุดลอดเข้าประตูและยังคงก้มศีรษะอยู่อย่างนั้น เพดานเคบินเตี้ยมาก เตี้ยจนหากเขายืนเต็มความสูง ศีรษะก็เกือบชนเพดานพอดี และถ้าเขาไม่ระวังให้ดีละก็ หัวของเขาอาจจะไปโดนพัดลมติดเพดานที่อยู่กลางห้องก็ได้

แต่การทำเพดานต่ำแบบนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็น ในกลางฤดูหนาวอันยาวนาน ความร้อนคือสิ่งที่มีค่าที่สุดและเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้คนต้องการปล่อยให้ความร้อนกระจายตัวมากเกินไปใต้เพดานสูงสิบฟุต ฉะนั้นเพดานยิ่งเตี้ยบ้านก็จะยิ่งอบอุ่น

นี่ยังไม่ได้พูดถึงที่เขาถูกเนรเทศออกมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อเก้าร้อยปีที่แล้ว เขาไม่มีเวลานานพอที่จะสร้างที่พักให้ถาวรมั่นคง ตอนกลางวันเขาหลบนอนอยู่ในโพรงถ้ำ ครั้นตกกลางคืนจึงออกมาสร้างเคบิน จนกระทั่งในที่สุดเขาจึงสร้างบ้านทุเรศทุรังขึ้นมาได้หลังหนึ่ง

ใช่ ดีจริงที่ได้กลับมา...

ซาเร็คหย่อนกระเป๋าเสื้อผ้าลงข้างเตาฟืน แล้วหันไปลั่นกลอนประตูที่เป็นดาลไม้แบบโบราณซึ่งมีไว้กั้นสัตว์ป่าในอลาสกาซึ่งบางครั้งก็แวะเวียนเข้ามาใกล้เคบินของเขามากไปหน่อย

ชายหนุ่มเลื่อนมือคลำไปตามฝาผนังจนกระทั่งพบตะเกียงที่แขวนอยู่ตรงนั้นและกล่องไม้ขีดไฟที่อยู่ข้างกัน แม้สายตาเยี่ยงดาร์ค-ฮันเตอร์ของเขาจะคมไวในยามราตรี แต่มืดมิดขนาดนี้เขาก็มองอะไรไม่เห็นเหมือนกัน ทันทีที่ปิดประตู ในเคบินของเขาก็ผนึกแน่นจนแม้แต่แสงสว่างก็ลอดเข้ามาตามร่องบนผนังไม้เนื้อหนาไม่ได้

เมื่อจุดตะเกียงเสร็จ เขาก็หนาวสั่นไปทั้งตัวในขณะที่เหลียวมองไปยังภายในบ้าน เขารู้จักทุกตารางนิ้วของที่นี่ดี รู้จักทุกชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่บนผนัง ทุกรอยสลักเสลาด้วยมือที่ประดับตกแต่งอยู่บนชั้นเหล่านั้น

เขาไม่มีเครื่องเรือนมากนัก มีแค่ตู้ทรงสูงสองใบ ใบหนึ่งใส่เสื้อผ้าและอีกใบใส่อาหาร จากนั้นก็เป็นชั้นวางโทรทัศน์และหนังสือ และเพียงแค่นี้ก็ถือว่ามากแล้ว สำหรับคนที่เคยเป็นทาสของชาวโรมันมาแล้ว ซาเร็คไม่ค่อยได้เคยใช้อะไรมากนักหรอก

ภายในเคบินหนาวยะเยือกจนลมหายใจของเขากลายเป็นไอลอยผ่านผ้าพันคอและขณะมองไปรอบๆสถานที่แคบเล็ก เขาก็ทำหน้านิ่วเมื่อเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ของตน - คงจะต้องละลายน้ำแข็งที่จับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสองชิ้นนี้ก่อนถึงจะใช้งานพวกมันได้อีกครั้ง

หวังว่าความชื้นคงไม่แทรกเข้าไปถึงในเครื่อง

เขาไม่อยากจะกังวลในเรื่องนั้น จึงเดินตรงไปที่ห้องเตรียมอาหารซึ่งอยู่ทางด้านหลัง ซึ่งเขาจะไม่พบอะไรเลยนอกจากเครื่องกระป๋อง ซาเร็คเรียนรู้มานานแล้วว่าถ้าหมีหรือสุนัขป่าได้กลิ่นอาหาร พวกมันจะตรงรี่เข้ามาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญทันที เขาไม่อยากฆ่าพวกมันเพียงเพราะพวกมันหิวโหยและโง่เขลา

ซาเร็คหยิบกระป๋องหมูกับถั่วและที่เปิดกระป๋อง แล้วนั่งลงบนพื้น ไมค์ไม่ยอมให้เขากินอาหารในระหว่างการเดินทางสามสิบชั่วโมงจากนิวออร์ลีนส์มาแฟร์แบงก์ โดยอ้างว่าไม่อยากเสี่ยงเปิดหน้าต่างให้ซาเร็คโดนแสงแดดตอนที่ส่งอาหารให้เขา

ความจริงก็คือ เจ้าสไควร์นั่นมันเป็นไอ้ตัวแสบ และความอดอยากหิวโหยก็ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับซาเร็ค

“อืมม์ ยอดไปเลย” เขาพึมพำเมื่อเปิดกระป๋องออกมาเจอถั่วจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งอยู่ข้างใน เขากำลังคิดว่าจะงัดเจ้าก้อนน้ำแข็งนั่นออกมา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เขาไม่หิวโซถึงขนาดที่หมูและถั่วพวกนั้นจะดึงดูดใจได้

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างชิงชัง เปิดประตูและขว้างกระป๋องเข้าไปในดงไม้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกระแทกประตูปิดก่อนจะปล่อยให้แสงสว่างส่องเข้ามา จากนั้นซาเร็คก็ควานลงไปทั่วกระเป๋าเสื้อผ้าจนกระทั่งพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเล่นเอ็มพีสาม และคอมพิวเตอร์แบบแล็บท็อป เขาซุกโทรศัพท์และเครื่องเล่นเอ็มพีสามไว้ในกางเกงเพื่อให้ความอบอุ่นจากร่างกายช่วยไม่ให้มันจับแข็ง จากนั้นก็ยกเครื่องแล็บท็อปหลบไปข้างๆเพื่อเขาจะได้จุดไฟในเตา

เขาเดินไปที่มุมห้องซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเตาผิงและหยิบเศษไม้จากการแกะสลักซึ่งกองรวมกันไว้มาขยุ้มมือหนึ่งและถือมันกลับมาที่เตาผิง

ทันทีที่เปิดประตูเหล็กของเตาเล็กๆนั้นออกมา เขาก็หยุดชะงัก

มีตัวมิงค์เล็กๆตัวหนึ่งอยู่ในนั้นพร้อมกับลูกที่เพิ่งเกิดใหม่อีกสามตัว แม่มิงค์โกรธจัดที่ถูกรบกวน มันขู่เตือนเขาในขณะที่ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน

ซาเร็คขู่มันกลับไป

“บ้าฉิบ ไม่อยากจะเชื่อเลย” ซาเร็คบ่นพึมพำอย่างโกรธเคือง

ตัวมิงค์ต้องไต่ลงมาตามปล่องเตาผิงและย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงที่เขาไม่อยู่บ้านแน่เลย ในช่องเตาคงอุ่นกว่านี้ตอนที่แม่มิงค์มาเจอเข้าและยึดเป็นถ้ำพักพิงที่อบอุ่นปลอดภัย

“อย่างน้อยแกน่าจะพาเพื่อนๆเข้ามาด้วยห้าสิบตัว ฉันจะได้มีเสื้อโค้ตใหม่ซะที”

มันแยกเขี้ยวใส่เขา

ซาเร็คยิ่งอารมณ์เสีย ปิดประตูเตาและหอบเศษไม้กลับมาคืนที่มุมห้องตามเดิม เขาเป็นไอ้คนถ่อย แต่ถึงยังไงก็ไม่มีทางโยนพวกมันออกไปข้างนอก เขาเป็นมนุษย์อมตะ เขาจะมีชีวิตรอดจากความหนาวเย็น แต่คุณแม่และลูกอ่อนคงไม่รอด

ชายหนุ่มหยิบแล็บท็อปขึ้นมาและสอดมันไว้ในเสื้อโค้ตของเขาเพื่อให้มันอบอุ่นและเดินไปยังมุมห้องสุดโน้นซึ่งมีที่นอนของเขาปูอยู่ ขณะที่จะล้มกายลงนอน เขาก็คิดได้ว่าลงไปนอนใต้ดินคงจะอุ่นกว่า แต่ก็นั่นแหละ จะเสียเวลาไปทำไม

เขาจะต้องย้ายเตาผิงเสียก่อนถึงจะลงไปถึงห้องลับใต้ถุนบ้านได้และทำแบบนั้นมันจะเป็นการก่อกวนแม่มิงค์อีกเหมือนกัน

ช่วงเวลานี้กลางวันจะสั้นมาก อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะตก และเขายิ่งกว่าคุ้นเคยกับดินแดนเยือกแข็งที่ไร้ประโยชน์แห่งนี้

ทันทีที่ทำได้ เขาจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อหาเสบียงและเครื่องปั่นไฟตัวใหม่ เขาดึงผ้าห่มนวมและขนสัตว์คลุมตัว แล้วถอนหายใจยาวๆอย่างอ่อนล้า

ซาเร็คหลับตาและปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ขอบคุณค่ะ ซาเร็ค”

เขากัดฟันแน่นเมื่อนึกถึงใบหน้าของซันไชน์ รันนิ่งวูล์ฟ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกลมโตของหล่อนช่างเย้ายวนใจอย่างเหลือเชื่อและหล่อนก็แสนห่างไกลจากหุ่นผอมเพรียวประเภทสาวยอดนางแบบที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชื่นชอบ หล่อนมีเรือนร่างสวยสะพรั่งกลมกลึงที่ทำให้เขาแข็งขึงได้เมื่ออยู่ใกล้หล่อน

บ้าฉิบ เขาน่าจะกัดซอกคอหล่อนเสียในตอนที่มีโอกาส เขายังไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไม่ลองลิ้มรสเลือดของหล่อน มันคงทำให้เขาอบอุ่นได้จนถึงเดี๋ยวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เฮ้อ ต้องบันทึกไว้ในรายการของน่าเสียดายที่เขาพลาดไป

ความคิดของเขาหวนกลับไปที่หญิงสาว...

ซันไชน์มาปรากฏตัวที่บ้านพักของเขาในนิวออร์ลีนส์อย่างเหนือความคาดหมาย ในระหว่างที่เขารอให้นิคมารับเขาไปส่งที่สนามบินเพื่อออกเดินทาง

เรือนผมดำขลับของหล่อนถักเป็นเปียสวยและดวงตาสีน้ำตาลก็เปี่ยมไปด้วยแววแห่งมิตรภาพอย่างที่เขาไม่เคยเห็นใครมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน

“ฉันอยู่นานไม่ได้ค่ะ ไม่อยากให้ทาลอนตื่นขึ้นมาเจอว่าฉันหายไป แต่ก่อนที่คุณจะไป ฉันต้องมาขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่คุณทำเพื่อเรา”

เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงช่วยหล่อนกับทาลอน ทำไมจึงท้าทายเทพดิโอนีซุสและต่อสู้กับเทพเจ้าองค์นั้นเมื่อเทพหนุ่มหาทางทำลายสองหนุ่มสาว

เพื่อความสุขของคนทั้งคู่ เขาถึงกับส่งตัวเองไปตาย

แต่พอได้มองหล่อนเมื่อวานนี้แล้ว ดูเหมือนว่ามันช่างคุ้มค่านัก

และขณะที่ยอมให้ความหลับใหลเข้าครอบงำ ซาเร็คก็สงสัยว่าเขาจะยังเห็นมันคุ้มค่าอยู่ไหมในตอนที่พวกสไควร์พบเคบินของเขาและเผามันราบเป็นหน้ากลองโดยมีเขาติดอยู่ข้างใน

เขาแค่นเสียงกับความคิดนั้น แล้วจะทำไมล่ะ อย่างน้อยเขาก็จะได้อบอุ่นอยู่สักสองสามนาทีก่อนที่จะตาย



ซาเร็คไม่แน่ใจว่าตนหลับไปนานแค่ไหน เมื่อตื่นขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าก็มืดอีกแล้ว

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาคงไม่หลับไปนานจนรถลุยหิมะของเขากลายเป็นน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องทนหนาวเดินทางไกลเข้าไปในเมือง

เขาพลิกตัวและทำหน้าเบ้เมื่อรู้สึกเจ็บ เขานอนทับเครื่องแล็บท็อปอยู่ และยังไม่ได้พูดถึงโทรศัพท์กับเครื่องเล่นเอ็มพีสามที่กดเนื้อตัวจนไม่สุขสบาย

เขาหนาวสั่นเพราะความหนาวเย็นจับจิต ฝืนใจลุกขึ้นมาและฉวยเสื้อคลุมขนสัตว์อีกตัวออกมาจากตู้เสื้อผ้า ทันทีที่แต่งตัวรับสภาพอากาศเสร็จ เขาก็ออกมาที่โรงเก็บรถสร้างหยาบๆ เอาแล็บท็อป โทรศัพท์ และเครื่องเล่นเอ็มพีสามใส่ไว้ในเป้และเหวี่ยงมันขึ้นสะพายบ่า ก่อนจะเหวี่ยงขาขึ้นนั่งคร่อมรถตะลุยหิมะและแกะเสื้อขนสัตว์ที่ห่อเครื่องยนต์ออก

โชคดีที่เครื่องติดตั้งแต่ครั้งแรก ฮาลเลลูยา! บางทีโชคดีของเขาอาจจะหวนกลับมาแล้วก็ได้ ไม่มีใครเอาไฟมาเผาเขาจนเกรียมในระหว่างที่เขาหลับอยู่ และเขายังมีน้ำมันรถมากพอที่จะขับไปถึงแฟร์แบงก์ ซึ่งเขาจะได้กินอาหารร้อนๆและได้อบอุ่นสักครู่หนึ่ง

ขอบคุณสวรรค์ในความโชคดีเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เขามุ่งหน้าตัดลงใต้ไปตามเส้นทางยาวไกลและขรุขระกระแทกกระทั้นที่จะนำเขาไปสู่ความเจริญ

ซาเร็คมาถึงในเมืองหลังหกโมงเย็นเล็กน้อย

เขาจอดรถจักรยานยนต์ลุยหิมะไว้ที่บ้านของชารอน พาร์ค-เกอร์ ซึ่งอยู่ห่างพอที่จะเดินเข้าไปยังใจกลางเมืองได้ เขาได้พบอดีตสาวเสิร์ฟคนนี้เมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขาเจอหล่อนติดอยู่ในรถยนต์เครื่องเสียคันหนึ่งบนถนนสายเปลี่ยวสู่ขั้วโลกเหนือในยามดึกดื่นค่อนคืน

ตอนนั้นอุณหภูมิต่ำกว่าลบหกสิบองศาฟาเรนไฮท์และหล่อนกำลังห่อตัวร้องไห้อยู่ในโปงผ้าห่ม กลัวว่าตนและลูกน้อยที่ยังเป็นทารกจะตายก่อนความช่วยเหลือมาถึง ลูกสาวอายุเจ็ดเดือนของหล่อนป่วยหนักด้วยโรคหอบหืดและชารอนพยายามพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา แต่ทางโรงพยาบาลไม่ยอมรับสองแม่ลูกไว้เนื่องจากหล่อนไม่มีประกันชีวิตใดๆเลย และไม่มีเงินจะจ่ายค่ารักษาด้วย

หล่อนกำลังจะตรงไปที่คลินิกการกุศลแห่งหนึ่งและหลงทางในระหว่างที่พยายามจะหามันให้เจอ

ซาเร็คพาสองแม่ลูกกลับไปที่โรงพยาบาลและจ่ายค่ารักษาให้เด็กน้อย ในระหว่างที่รอคอยกันอยู่นั้น เขาก็ได้ทราบว่าชารอนกำลังจะถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์และยังไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปทางไหนดี

ดังนั้นเขาจึงยื่นข้อต่อรองให้กับชารอน เพื่อแลกเปลี่ยนกับบ้านหนึ่งหลัง รถยนต์ และเงินใช้จ่าย หล่อนจะต้องมาเป็นเพื่อนพูดคุยฉันมิตรกับเขาทุกเมื่อที่เขาเข้ามาในแฟร์แบงก์ และจัดหาอาหารที่หล่อนปรุงเองไว้ให้เขากินบ้าง

ที่ดีที่สุดคือ ในช่วงฤดูร้อนซึ่งเขาจะต้องขังตัวอยู่ในเคบินตลอดเวลากลางวันที่นานถึงยี่สิบสามชั่วโมงครึ่ง หล่อนจะแวะไปที่สำนักงานไปรษณีย์ หรือร้านค้าและนำหนังสือกับเสบียงอาหารมาทิ้งไว้ให้เขาที่หน้าประตูเคบิน

มันเป็นข้อต่อรองที่ดีที่สุดที่เขาเคยทำมา

หล่อนไม่เคยซักถามเรื่องส่วนตัวของเขาเลย ไม่ถามแม้กระทั่งว่าไฉนเขาจึงไม่ออกจากกระท่อมในหน้าร้อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหล่อนคงซาบซึ้งใจที่เขาให้ความสนับสนุนทางการเงินจนไม่สนใจการดำรงชีวิตที่พิลึกพิลั่นของเขา

ในทางกลับกัน ซาเร็คก็ไม่เคยดูดเลือดหล่อนและไม่ซักถามชีวิตส่วนตัวของพวกหล่อนเช่นกัน ทั้งคู่เป็นเพียงนายจ้างและลูกจ้าง

“ซาเร็คหรือคะ”

เขาเงยหน้าจากการเสียบไฟฟ้าเพื่ออุ่นเครื่องยนต์และมองขึ้นไปเห็นหล่อนโผล่ศีรษะออกมาจากประตูหน้าบ้านทรงแบบบ้านไร่ของหล่อน ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้นกว่าเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเขาได้พบหล่อนเป็นครั้งหลังสุด - ตอนนั้นหล่อนไว้ผมยาวเคลียบ่า

รูปร่างเพรียว สูง และสวยสะดุดตา หล่อนสวมเสื้อสเวต-เตอร์สีดำกับกางเกงยีนส์ ถ้าเป็นผู้ชายส่วนใหญ่ป่านนี้ก็คงจะตามจีบหล่อนแล้ว และคืนหนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน หล่อนก็เคยกล่าวเป็นนัยๆว่าถ้าเขาต้องการจะทำความสนิทสนมลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ หล่อนก็ยินดีจะมอบมันให้เขา แต่ซาเร็คปฏิเสธ

เขาไม่เคยชอบให้ผู้คนเข้าใกล้เขามากจนเกินไป และพวกผู้หญิงก็มักจะชอบมองเห็นเซ็กซ์เป็นสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งจริงจัง

แต่เขาไม่ เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ มันเป็นความต้องการพื้นฐานและเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก เป็นสิ่งหนึ่งที่ร่างกายต้องการแบบเดียวกับที่ต้องการอาหาร แต่ผู้ชายเราไม่ต้องตกปากสัญญากับเนื้อสเต็ก ว่าเขาจะมีเดทกับมันก่อนที่เขาจะได้กินมัน

ทำไมพวกผู้หญิงมักอยากได้หลักฐานของความรักใคร่ชอบพอเสียก่อนแล้วพวกหล่อนถึงค่อยยอมมอบกายให้นะ

เขารับไม่ไหวหรอก

และเขาจะไม่มีวันข้องแวะกับชารอน การมีสัมพันธ์กับหล่อนเป็นความซับซ้อนที่เขาไม่ต้องการ

“ซาเร็ค ใช่คุณหรือเปล่าคะ”

เขาลดผ้าพันคอลงจากใบหน้าและตะโกนกลับไปว่า “ใช่ ผมเอง”

“จะเข้ามามั้ยคะ”

“เดี๋ยวผมจะกลับมาใหม่ ต้องไปซื้อของสองสามอย่างก่อน”

หล่อนพยักหน้ารับ แล้วหดศีรษะกลับเข้าไปข้างในและปิดประตู

ซาเร็คเดินตามถนนจากหน้าบ้านหล่อนไปยังร้านค้า ร้านสินค้าสารพัดอย่างของแฟรงค์มีทุกอย่างอยู่ในนั้น ที่ดีที่สุดคือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปั่นไฟหลากหลายชนิด โชคร้ายที่เขาคงมาใช้บริการร้านค้านี้ไม่ได้บ่อยๆอีกแล้ว ถึงทุกวันนี้เขาเป็นลูกค้าชั้นดีของที่ร้านประมาณสิบห้าปี และแม้แฟรงค์จะปัญญาทึบ แต่ก็เริ่มสังเกตเห็นความจริงที่ว่าซาเร็คหาได้อายุมากขึ้นตามกาลเวลาไม่

ไม่ช้าก็เร็ว ชารอนก็จะสังเกตได้เช่นกันและเขาก็คงต้องเลิกการสมาคมกับมนุษย์ธรรมดาเพียงประการเดียวที่มีอยู่

นั่นเป็นข้อเสียใหญ่อย่างหนึ่งของการเป็นผู้อมตะ เขาไม่กล้าคบค้ากับใครคนใดคนหนึ่งนานๆ มิเช่นนั้นพวกเขาจะค้นพบว่าเขาเป็นใครหรือเป็นอะไร และซาเร็คไม่โชคดีเหมือนดาร์ค-ฮันเตอร์คนอื่นๆ ทุกครั้งที่เขาขอให้มีสไควร์สักคนมาคอยบริการหรือปกป้องตัวตนให้ ทางสภาสไควร์จะปฏิเสธคำขอของเขาอยู่ร่ำไป

ดูเหมือนว่าชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ทำให้ไม่มีใครอยากมาปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยของเขา

ก็ดี ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ต้องการใครสักคนเหมือนกัน

ซาเร็คก้าวเข้ามาในร้านค้าและใช้เวลาหนึ่งนาทีเพื่อถอดแว่นตาและถุงมือ พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อโค้ต เขาได้ยินเสียงแฟรงค์กำลังพูดกับลูกจ้างอยู่ที่หลังร้าน

“ฟังนี่นะ ไอ้หนู เขาเป็นคนแปลกก็จริง แต่นายทำตัวดีๆกับเขาไว้ดีกว่า เขาใช้เงินเป็นตันในร้านของเราและฉันไม่สนว่าเขาจะหน้าตาน่ากลัวแค่ไหน นายต้องทำตัวดีๆ”

พวกเขาสองคนเดินออกมาจากด้านหลัง แฟรงค์ชะงักอยู่กลางทางและจ้องตรงมาที่เขา

ซาเร็คจ้องเขม็งตอบ แฟรงค์เคยเห็นแต่ตอนที่เขาไว้เคราคางแพะหรือไม่ก็หนวดเคราเฟิ้ม มีต่างหูรูปดาบกับหัวกะโหลกกระดูกไขว้ และสวมกรงเล็บเงินที่มือซ้าย แต่แอชรอนสั่งให้เขาโยนของทั้งสามอย่างทิ้งเมื่ออยู่ในนิวออร์ลีนส์

เขารู้ว่าตัวเองหน้าตาดูเป็นอย่างไรเมื่อปราศจากหนวดเคราและเขาเกลียดมัน แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องทนดูหน้าตัวเองในกระจกเงา ดาร์ค-ฮันเตอร์จะเห็นภาพสะท้อนของตนเองได้เฉพาะในเวลาที่อยากจะเห็น

ซึ่งซาเร็คไม่เคยอยากเห็นเลย

ชายสูงวัยกว่ายิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่ปั้นแต่งจนกลายเป็นอุปนิสัยมากกว่าจากน้ำใสใจจริง แม้ผู้คนในเมืองแฟร์แบงก์ค่อนข้างเป็นมิตรไมตรีอย่างมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็ระวังที่จะไม่เข้ามาข้องแวะกับซาเร็ค

เขาส่งผลกระทบต่อผู้คน

“วันนี้ผมพอจะหาอะไรให้คุณได้บ้างล่ะ” แฟรงค์ถาม

ซาเร็คเหลือบไปที่ลูกมือหนุ่มน้อยในร้าน ซึ่งยืนมองเขาอย่างสนใจใคร่รู้ “ผมต้องการเครื่องปั่นไฟตัวใหม่”

แฟรงค์สูดลมหายใจผ่านแนวฟันดังๆ ขณะที่ซาเร็คนิ่งรอฟังคำตอบที่รู้แก่ใจว่าจะเป็นเช่นไร “มันอาจจะมีปัญหานิดหน่อยน่ะสิครับ”

แฟรงค์พูดแบบนี้ทุกที ไม่ว่าซาเร็คต้องการสิ่งใด มันจะต้องให้มีปัญหาโน่นนี่ จนเขาต้องโปะเงินเพิ่มจึงจะได้ของมา

แฟรงค์เกาคางที่รกเรื้อด้วยไรเคราสีเทาๆ “ผมมีเหลืออยู่แค่เครื่องเดียวและมันควรจะต้องเอาไปส่งให้พวกวอลลาบีย์พรุ่งนี้”

นั่นปะไร

คืนนี้ซาเร็คเหนื่อยเกินกว่าจะเล่นเกมกับแฟรงค์ เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เขาเต็มใจจะจ่ายทุกอย่างเพื่อให้มีไฟฟ้ากลับมาใช้ในบ้านอีกครั้ง “ถ้าคุณยอมให้ผมเอามันไป ผมจะเพิ่มใบละพันให้อีกหกใบ”

แฟรงค์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและยังคงเกาคางแกรกๆต่อ “แหม คืองี้นะ ปัญหามันก็ยังมีอยู่ดีแหละ พวกวอลลาบีย์ต้องการมันเอามากๆน่ะสิ”

“สิบใบเลย แฟรงค์ และจะได้อีกสองถ้าคุณเอามันไปส่งที่บ้านของชารอนภายในหนึ่งชั่วโมง”

แฟรงค์หน้าบาน “โทนี่ นายได้ยินคุณคนนี้พูดแล้วใช่มั้ย ขนเครื่องปั่นไฟไปให้เขาเร็ว” นัยน์ตาของชายสูงวัยเปล่งประกายและเกือบจะเป็นมิตร “คุณต้องการอย่างอื่นอีกมั้ยครับ”

ซาเร็คส่ายหน้าและผละออกมา

เขาเดินย้อนกลับมาที่บ้านของชารอนและพยายามทำเป็นไม่นำพากับสายลมหนาวบาดผิว

เขาเคาะประตูบ้านหล่อนก่อนจะใช้ไหล่ดันประตูเปิดและก้าวเข้าไป แปลกจริงที่ในห้องนั่งเล่นว่างเปล่า ปกติแล้วในเวลานี้ของยามค่ำคืน ลูกสาวของชารอนจะวิ่งเล่นและกรีดเสียงเหมือนปิศาจน้อย หรือไม่ก็ทำการบ้านภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงของเจ้าหล่อนอยู่ในห้องด้านหลังของบ้านด้วยซ้ำ

วูบแรกเขาคิดว่าพวกสไควร์ตามหาเขาพบแล้ว แต่มันก็น่าขำอยู่ เพราะไม่มีใครรู้เรื่องของชารอน ซาเร็คไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้กับสภาสไควร์หรือดาร์ค-ฮันเตอร์คนอื่น

“เฮ้ ชารอน” เขาร้องเรียก “ทุกอย่างเรียบร้อยดีมั้ย”

หล่อนเดินช้าๆลงมาตามโถงทางเดินจากด้านที่เป็นห้องครัว “คุณกลับมาแล้ว”

ลางร้ายแผ่ซ่านทั่วกาย มีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขารู้สึกได้ หล่อนดูตื่นๆชอบกล

“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า ผมไม่ได้เข้ามาแทรกการเดทหรืออะไรใช่มั้ย”

แล้วเขาก็ได้ยินเสียงมัน มันเป็นเสียงลมหายใจของผู้ชายคนหนึ่ง ตามด้วยเสียงฝีเท้าย่ำหนักแน่นเดินออกมาจากห้องครัว

ชายคนหนึ่งเดินมาตามทางเดินด้วยฝีเท้าเนิบช้าและสง่างามเยี่ยงนักล่าที่อ้อยอิ่งสำรวจภูมิประเทศในระหว่างที่มันจับจ้องมองเหยื่ออย่างใจเย็นอดทน

ซาเร็คนิ่วหน้าเมื่อชายคนนั้นหยุดอยู่ที่กลางโถงทางเดิน เบื้องหลังของชารอน ความสูงตระหง่านของเขาเตี้ยกว่าซาเร็คเพียงหนึ่งนิ้ว เรือนผมยาวสีน้ำตาลเข้มรวบเป็นหางม้าและเขาสวมเสื้อผ้าแบบหนุ่มนักเลงตะวันตกย้อนยุค รัศมีดุดันน่าเกรงขามเปล่งเรืองรองอยู่รอบตัวและทันทีที่มองสบตากัน ซาเร็คก็รู้ว่าตนถูกหักหลัง

ผู้ชายคนนี้เป็นดาร์ค-ฮันเตอร์อีกคนหนึ่ง

และมีเพียงหนึ่งเดียวในดาร์ค-ฮันเตอร์นับพันคนที่รู้เรื่องของเขากับชารอน...

ซาเร็คสบถให้กับความโง่เขลาของตนเอง

ดาร์ค-ฮันเตอร์ผู้นั้นพยักหน้าให้เขานิดหนึ่ง “ซี” เขาเอ่ยลากเสียงเข้มหนักแบบชาวใต้ที่ซาเร็คยิ่งกว่ารู้จักดี “นายกับฉันต้องคุยกันหน่อยละ”

ซาเร็คหายใจไม่ออกเมื่อเขามองไปยังชารอนและซันดาวน์พร้อมๆกัน ซันดาวน์เป็นเพียงบุคคลเดียวที่เขาเปิดใจพูดคุยด้วยตลอดชีวิตสองพันปีกว่าที่ผ่านมา

และเขารู้ว่าซันดาวน์มาที่นี่ทำไม

มีซันดาวน์คนเดียวเท่านั้นที่รู้จักซาเร็ค รู้สิ่งที่อยู่ในใจเขา รู้อุปนิสัยของเขา

ใครจะออกตามล่าและฆ่าเขาได้ดีกว่าเพื่อนสนิทที่สุดของเขาล่ะ

“คุยอะไร” เขาถามเสียงกร้าว พลางหรี่ตาเขม็ง

ซันดาวน์เคลื่อนมายืนบังหน้าชารอนราวกับจะปกป้องหล่อน เขานึกว่าซาเร็คจะคุกคามทำร้ายหล่อนกระมัง “ฉันคิดว่านายรู้อยู่แล้วว่าฉันมาที่นี่ทำไมนะ ซี”

ใช่ เขารู้ดีเชียวละ เขารู้ด้วยว่าซันดาวน์ต้องการอะไรจากเขา ความตายที่รวดเร็วและหมดจดงดงามเพื่อให้ซันดาวน์ได้กลับไปรายงานผลต่อเทพีอาร์ทิมิสและแอชรอนว่าบัดนี้โลกได้กลับสู่ความถูกต้องอีกครั้ง และจากนั้นคาวบอยหนุ่มก็จะได้กลับบ้านที่รีโน

แต่ซาเร็คเคยหุบปากเงียบกับการประหารชีวิตของเขามาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาตั้งใจจะต่อสู้เพื่อชีวิตของตนเอง เช่นเดียวกับที่มันเคยเป็น

“ลืมไปได้เลย เจสส์” เขาเอ่ย ใช้ชื่อจริงของซันดาวน์

เขาหันหลังและวิ่งไปที่ประตู

ซาเร็ควิ่งกลับเข้าไปในสนาม ก่อนที่ซันดาวน์จะคว้าตัวและหยุดเขาไว้ได้ ซาเร็คแยกเขี้ยวขู่อีกฝ่าย แต่เจสส์ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็น

ซาเร็คชกท้องเขา มันรุนแรงพอที่จะทำให้เจสส์ผงะหงายและทำให้ซาเร็คเองต้องทรุดลงคุกเข่า เมื่อใดก็ตามที่ดาร์ค-ฮันเตอร์คนหนึ่งจู่โจมดาร์ค-ฮันเตอร์อีกคนหนึ่ง ดาร์ค-ฮันเตอร์ที่เป็นฝ่ายจู่โจมจะรู้สึกถึงผลของมันซึ่งรุนแรงกว่าดาร์ค-ฮันเตอร์ที่ถูกจู่โจมมากเป็นสิบเท่า วิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งนี้คือ ต้องให้เทพีอาร์ทิมิสเป็นผู้ยกเลิกคำสั่ง เขาได้แต่หวังว่านางคงไม่ยกเลิกมันให้กับเจสส์

ซาเร็คพยายามหายใจจากความเจ็บปวดที่ได้รับและฝืนทรงกายลุกขึ้นยืน เขาไม่เหมือนเจสส์ตรงที่ความเจ็บปวดทางร่างกายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยดี

แต่ก่อนที่จะไปได้ไกลกว่านั้น เขาก็เห็นไมค์และสไควร์อีกสามคนแฝงกายอยู่ในเงามืด พวกเขาเดินตรงมาที่พวกตนด้วยย่างก้าวที่มาดหมายว่าจะมาดับชีพดาร์ค-ฮันเตอร์

“ให้ฉันจัดการเอง” ซันดาวน์สั่ง

หากพวกนั้นไม่สนใจเขาและยังคงตรงเข้ามา

ซาเร็คหมุนตัว พุ่งไปที่จักรยานยนต์ตะลุยหิมะของตน เพียงเพื่อที่จะพบว่าเครื่องยนต์แหลกเป็นชิ้นๆ เห็นได้ชัดว่าพวกนี้พังมันทิ้งในช่วงที่เขาอยู่ในร้านของแฟรงค์

ระยำเป็นบ้า ทำไมเขาถึงได้งี่เง่าแบบนี้นะ

พวกมันต้องทำลายเครื่องปั่นไฟของเขาเพื่อบังคับให้เขาเข้ามาในเมือง พวกมันต้อนเขาออกจากป่าเหมือนพวกพรานต้อนสัตว์ป่าสักตัวหนึ่ง

ดี ถ้าพวกนั้นอยากล่าสัตว์นัก เขาก็จะเป็นสัตว์ให้พวกมันเอง

เขาเหวี่ยงมือออกไปและใช้พลังจิตกระแทกสไควร์เหล่านั้นล้มกระเด็น

เขาจะไม่ยอมเจ็บตัวอีกหรอก ซาเร็คเบี่ยงตัวจากเจสส์และวิ่งเข้าไปในเมือง

เขาไปได้ไม่ไกลนักเมื่อสไควร์ขุมกำลังใหม่ตามมาและเปิดฉากระดมยิงเขา

ลูกกระสุนทะลุผ่านร่าง ฉีกทึ้งเนื้อหนังเขา ซาเร็คครางเบาๆและผวาเยือกเพราะความเจ็บปวด

แต่กระนั้นก็ยังคงวิ่งต่อไป

เขาไม่มีทางเลือกอื่น

ถ้าเขาหยุดอยู่กับที่ พวกมันก็จะบั่นเขาออกเป็นชิ้นๆ และผลาญชีวิตเขาในสภาพที่เลวร้ายถึงขีดสุด เขาไม่คิดที่จะให้ตัวเองต้องกลายเป็นเงา รวมทั้งจะไม่ยอมให้พวกมันได้สะใจในการฆ่าเขา

ซาเร็ควิ่งอ้อมด้านข้างของตึกหลังหนึ่ง

จู่ๆก็มีอะไรบางอย่างฟาดเปรี้ยงมาตรงกลางลำตัว

แรงระเบิดอันหนักหน่วงของมันทำให้เขาตัวลอยกระเด็นร่วงกลับหัวกลับหางลงมาอยู่ที่พื้น เขานอนจุกหงายแผ่อยู่บนกองหิมะ

เงาร่างที่มีดวงตาเยือกเย็นไร้ปรานีก้าวออกมายืนตรงหน้าเขา

ด้วยความสูงอย่างน้อยหกฟุตแปดนิ้ว ชายผู้นั้นมีมัดกล้ามเต็มเปี่ยมที่น่าพรั่นพรึง ผมสีทองซีดและดวงตาสีน้ำตาลเข้ม เมื่อเขายิ้ม รอยยิ้มนั้นก็เผยเขี้ยวคมยาวเช่นเดียวกับของซาเร็ค

“แกเป็นอะไร” ซาเร็คถาม รู้ว่าชายแปลกหน้ารายนี้ไม่ใช่เป็นทั้งดีมอนและอพอลไลท์ ถึงแม้หน้าตาท่าทางของเขาดูเหมือนก็ตาม

“ฉันคือธานาทอส ดาร์ค-ฮันเตอร์” เขาเอ่ยด้วยภาษากรีกโบราณ ใช้ชื่อซึ่งแปลว่า ‘ความตาย’ “และฉันมาที่นี่เพื่อฆ่าแก”

เขากระชากเสื้อโค้ตของซาเร็คแล้วจับเหวี่ยงไปกระแทกผนังตึกราวกับซาเร็คไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าตุ๊กตาผ้าขี้ริ้วตัวหนึ่ง

ซาเร็คปะทะผนังแข็งและรูดลงไปกองอยู่บนถนน เจ็บมากจนแขนขาสั่นริกๆเมื่อเขาพยายามจะคลานออกห่างจากสัตว์ร้ายตนนั้น

แต่แล้วซาเร็คก็หยุด “ฉันจะไม่ยอมตายในสภาพนี้อีกแล้ว” เขาคำราม จะไม่คลานหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนสัตว์หวาดกลัวเพื่อรอให้ใครมาฆ่าทิ้ง

เยี่ยงทาสไร้ค่าที่ถูกทุบตีบีฑา

เพลิงโทสะจุดพลังให้ร่างกาย เขาฝืนลุกขึ้นยืนและหันขวับไปทางธานาทอส

สัตว์ร้ายแสยะยิ้ม “กระดูกแข็งเหมือนกันนี่ ฉันชอบแบบนี้เหลือเกิน แต่ยังไม่ชอบมากเท่าที่ฉันชอบดูดไขอ่อนจากโพรงกระดูกออกมา”

ซาเร็คคว้าแขนอีกฝ่ายไว้เมื่อเขาเข้ามาถึงตัว “แล้วแกรู้มั้ยว่าฉันชอบอะไร” ซาเร็คทึ้งฉีกแขนของธานาทอสแล้วขยุ้มคอหอยเขาไว้ “ชอบฟังเสียงดีมอนหายใจเฮือกสุดท้ายไงล่ะ”

ธานาทอสหัวเราะ เสียงนั้นฟังทั้งชั่วร้ายและเยือกเย็น “แกฆ่าฉันไม่ได้หรอก ดาร์ค-ฮันเตอร์ ฉันเป็นอมตะยิ่งกว่าที่แกเป็นเสียอีก”

ซาเร็คหอบหายใจแรงเมื่อแขนของธานาทอสหายดีอย่างรวดเร็ว

“แกเป็นอะไรกันแน่” ซาเร็คถามอีก

“ฉันบอกแกแล้วไง ฉันคือความตายและไม่มีใครเอาชนะหรือหลบหนีจากความตายได้”

โอ ระยำละสิ ตอนนี้ฉิบหายของแท้เลย

แต่เขาก็ยังอยู่ไกลจากความพ่ายแพ้เหมือนกัน ความตายอาจปลิดชีวิตเขาได้ แต่ไอ้สารเลวนี่ก็ต้องทำงานกันหนักหน่อยละ

“รู้มั้ย” ซาเร็คเอ่ยลอยๆ หวนกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นอย่างน่าประหลาดที่เคยทำให้เขาทนสภาพเด็กรับโบยเมื่อโดนทุบตีหนักๆมาได้ “ฉันพนันว่าคนส่วนใหญ่คงกลัวจนอึราดกางเกงเมื่อแกยื่นมือมาที่พวกเขา แต่แกรู้อะไรมั้ย มิสเตอร์ฉัน-อยาก-จะ-ขู่-ให้-กลัว-ขน-หัว-ลุก-และ-ฉัน-ต้อง-ล้ม-เหลว-อย่าง-น่า-อนาถ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น ฉันเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ และที่สำคัญก็คือแกไม่ทำให้ฉันสะทกสะท้านเลยว่ะ”

เขาเรียกพลังทั้งหมดมารวมอยู่ที่มือ แล้วปล่อยพลังแรงกล้าเข้าใส่ธานาทอส เจ้าสัตว์ร้ายกระเด็นหงายหลัง

“ฉันก็อยากจะอยู่เล่นกับแกที่นี่เหมือนกัน” เขาฟาดสายฟ้าไปที่ธานาทอสอีกเปรี้ยง “แต่ฉันขอขจัดแกไปจากความหดหู่ของเราทั้งคู่ดีกว่า”

ก่อนที่เขาจะจู่โจมอีกครั้ง กระสุนปืนนัดหนึ่งก็พุ่งมาเจาะทะลุหลังของเขา ซาเร็คเจ็บแปลบไปทั่วร่างกาย มันเฉียดหัวใจเขาไปนิดเดียว

เสียงไซเรนรถตำรวจดังแว่วๆมาแต่ไกล

ธานาทอสกรากเข้ามาฉวยคอหอยของเขาแล้วยกตัวซาเร็คขึ้นจนเขาต้องเขย่งปลายเท้าตาม “ถ้าจะให้ดีกว่า ทำไมไม่ให้ฉันขจัดแกแทนล่ะ”

ขณะดิ้นรนเพื่อหายใจ ซาเร็คก็ยิ้มเครียดเมื่อรู้สึกถึงหยาดโลหิตที่หยดเป็นทางจากมุมปากของตน รสชาติเค็มปะแล่มของมันซาบซ่านอยู่ในปาก เขาเจ็บก็จริง แต่ไม่ได้ตกใจกลัว

เขายิ้มมุมปากเย้ยเจ้าดีมอนตนนั้น แล้วก็กระแทกหัวเข่าเข้าที่กล่องดวงใจของมันสุดแรง

เจ้าดีมอนทรุดฮวบ ซาเร็คจึงฉวยจังหวะออกวิ่งทันที พุ่งปราดออกห่างจากดีมอน เหล่าสไควร์ และตำรวจ เพียงแต่คราวนี้เขาไม่รวดเร็วเหมือนเดิมอีกแล้ว

ความเจ็บปวดทำให้สายตาเขาพร่าเลือน และยิ่งวิ่งก็ยิ่งเจ็บหนัก

ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานบนร่างกายเหลือที่เขาจะทานทนไหว

สมัยเด็กที่ถูกเฆี่ยนโบยทุบตีก็ยังไม่เจ็บปวดเท่านี้เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองยังคงวิ่งต่อมาได้อย่างไร รู้เพียงว่ามีบางอย่างในตัวเขาปฏิเสธที่จะล้มลงนอนและปล่อยให้พวกมันมาจัดการกับเขา

เขาไม่แน่ใจว่าสลัดพวกมันหลุดแล้ว หรือพวกมันตามหลังมาติดๆ ซาเร็คบอกอะไรไม่ได้เลยในเมื่อสองหูมีแต่เสียงหึ่งๆอื้ออึง

เขาเริ่มช้าลงๆ สะดุดซวนเซมาข้างหน้าจนกระทั่งไปไม่ไหวอีกต่อไป

เขาล้มลงบนหิมะ

ซาเร็คนอนรอให้คนเหล่านั้นเข้ามาจับตัว รอให้ธานาทอสยุติสิ่งที่พวกมันเริ่มต้นไว้ ทว่าเมื่อหลายวินาทีผันผ่านไป เขาจึงตระหนักว่าคงหลบหนีพวกมันได้แล้ว

โล่งใจนัก เขาพยายามจะลุกขึ้น

แต่ทำไม่ได้ ร่างกายของเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วยอีกแล้ว ดีที่สุดที่เขาทำได้คือคลานไปข้างหน้าอีกสามฟุตแล้วจึงเหลือบเห็นบ้านหลังใหญ่แบบเคบินอยู่ตรงหน้า

มันดูอบอุ่นและแสนสบาย และสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเขาคือเขาจะคลานไปที่หน้าประตูเพื่อให้คนในบ้านนั้นช่วยเหลือเขาไหวไหม

ชายหนุ่มหัวเราะขื่นๆกับความคิดนั้น

ไม่มีใครเคยมาช่วยเขาหรอก

ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว

ใช่ นี่คือชะตากรรมของเขา ไม่มีประโยชน์ที่จะฝืนสู้กับมัน และความจริงก็คือเขาเหนื่อยล้ากับการดิ้นรนต่อสู้แต่เพียงเดียวดายในโลกใบนี้แล้ว

ซาเร็คหลับตา สูดลมหายใจลึกๆอย่างอ่อนล้าและรอคอยให้สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อุบัติขึ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 4 ระบำมาร

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน