บทที่ 1

รูปภาพ

บทที่ 1

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 24 ก.ย. 2009 7:10 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


บทที่1


นิวออร์ลีนส์ สมัยปัจจุบัน



แอชรอน พาร์เธโนเพอัสเป็นชายผู้มีความลับและพลังอำนาจมากมาย ในฐานะดาร์ค-ฮันเตอร์รายแรกและหัวหน้าของพรานราตรีทั้งหลาย เขาตั้งตนเป็นกันชนขวางกั้นระหว่างเหล่าจอมพรานกับอาร์ทิมิส เทพีแห่งการล่าสัตว์ ผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา

มันเป็นงานที่เขาแทบไม่นึกกระหายที่จะทำหรืออยากตกอยู่ในสถานะที่เขาชิงชังเสมอมา ด้วยเห็นเขาเป็นเหมือนเด็กรับใช้ เทพีอาร์ทิมิสจึงไม่สุขอะไรยิ่งไปกว่าการผลักดันเขาเพียงเพื่อที่จะดูว่านางจะทำอะไรได้มากแค่ไหน ก่อนที่เขาจะว่ากล่าวนาง

ทั้งคู่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนซึ่งเป็นไปในเชิงถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน มีแต่เขาเท่านั้นที่สามารถทำให้นางสงบและรู้จักมีเหตุมีผล

อย่างน้อยก็เป็นส่วนใหญ่ละ

ในระหว่างนั้นนางก็ครอบครองแหล่งอาหารเดียวที่เขาจำเป็นต้องเสพเพื่อคงความเป็นมนุษย์ คือความเห็นอกเห็นใจ

หากปราศจากนาง เขาก็จะกลายเป็นนักฆ่าไร้วิญญาณที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าพวกดีมอนซึ่งใช้มนุษยชาติเป็นเหยื่อ

หากปราศจากเขา นางก็จะไม่มีทั้งหัวใจและจิตสำนึก

ในคืนงานวันมาร์ดีกราส์ เขาได้ต่อรองกับนาง แลกเปลี่ยนด้วยการไปรับใช้นางเป็นเวลาสองสัปดาห์เพื่อให้นางปลดปล่อยวิญญาณของทาลอนและอนุญาตให้ดาร์ค-ฮันเตอร์หนุ่มรายนั้นถอนตัวจากภารกิจและไปใช้ชีวิตอมตะเคียงคู่กับสตรีที่เขารัก

ทาลอนเป็นอิสระจากงานตามล่าแวมไพร์และสิ่งมีชีวิตเยี่ยงปิศาจร้ายซึ่งตระเวนท่องโลกเพื่อมองหาเหยื่อที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

ตอนนี้แอชถูกจำกัดพลังอำนาจส่วนใหญ่ที่เขามีในระหว่างที่เขาต้องติดอยู่ที่วิหารของอาร์ทิมิส เขาจึงได้แต่พึ่งพาความลมเพลมพัดของนางเมื่อต้องการจะรู้ข่าวสารเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการล่าซาเร็ค

เขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกว่าถูกทรยศหักหลังของซาเร็คและมันกัดทึ้งทรมานเขาเช่นกัน เขาเข้าใจดีกว่าใครๆว่าการถูกทิ้งให้อยู่เพียงเดียวดายโดยสิ้นเชิงนั้นเป็นเช่นไร ต้องเอาชีวิตรอดโดยอาศัยสัญชาตญาณ และรอบตัวก็มีแต่ผู้ที่เป็นศัตรู

แอชรอนทนไม่ได้เลยเมื่อคิดว่าคนของเขาคนหนึ่งกำลังเกิดความรู้สึกเช่นนั้น

“ข้าอยากให้ท่านเรียกธานาทอสกลับมา” แอชเอ่ยเมื่อนั่งลงบนพื้นหินอ่อนแทบเท้าเทพีอาร์ทิมิส นางนอนเอนกายอยู่บนบัลลังก์ยาวสีนวลงาช้าง มันทั้งนุ่มนวลและแสนสบาย

อาร์ทิมิสคือสัตว์โลกแห่งความอภิรมย์

นางยิ้มเอื่อยๆขณะที่พลิกองค์ลงนอนหงาย เสื้อคลุมตัวหลวมสีขาวบางเบาบนร่างงามกลายเป็นเผยนวลเนื้อเสียยิ่งกว่าปกปิด และในยามที่นางเคลื่อนไหว เรือนกายเบื้องล่างของนางก็เปิดเผยให้แก่สายตาเขา

ทว่าเขาไม่สนใจ กลับเลื่อนสายตาขึ้นสบตานาง

สายตาเร่าร้อนขององค์เทพีเลื่อนไปทั่วกายเขา เรือนกายที่เปลือยเปล่ายกเว้นกางเกงหนังสีดำสนิทกระชับลำตัว ความพึงพอใจเรืองรองอยู่ในดวงตาสีเขียวเจิดจรัสในขณะที่นางพันนิ้วเล่นกับปอยผมสีทองยาวสลวยซึ่งคลุมปิดถึงรอยเขี้ยวบนลำคอชายหนุ่ม

นางอิ่มเอมและสำราญใจที่ได้อยู่กับเขา

ขณะที่เขากลับไม่เลยทั้งสองอย่าง

“ท่านยังอ่อนแออยู่นะ แอชรอน” นางเอ่ยเบาๆ “และไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องจากข้าด้วย นอกจากนี้สองสัปดาห์ที่ท่านจะต้องอยู่กับข้านั้นเพิ่งจะเริ่ม การยอมเป็นข้าช่วงใช้ที่ท่านสัญญาเอาไว้ไปอยู่ซะที่ไหนแล้วล่ะ”

แอชลุกขึ้นช้าๆจนตระหง่านเหนือร่างนาง วางท่อนแขนแต่ละข้างยันค้ำขนาบตัวนางไว้แล้วก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกของทั้งคู่แทบจะชนกัน ดวงตาของนางเบิกกว้างแต่พอให้เขารู้ว่าถึงแม้นางจะพูดจาข่มเขา แต่นางก็รู้ดีว่าใครทรงพลังอำนาจมากกว่ากัน แม้กระทั่งในยามที่เขายังอ่อนเพลีย “เรียกสัตว์เลี้ยงของท่านกลับมาซะ อาร์ตี้ ข้าหมายความตามนั้นจริงๆ ข้าบอกท่านตั้งนานแล้วว่าไม่จำเป็นต้องส่งธานาทอสออกไปตามล่าพวกฮันเตอร์ของข้าและข้าเบื่อเกมที่ท่านเล่นเต็มทีแล้ว ข้าต้องการให้เขาถูกใส่กรงไว้”

“ไม่” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เกือบเป็นกระเง้ากระงอด “ซาเร็คจะต้องตาย เป็นการปิดฉากของเรื่อง ทันทีที่รูปภาพของเขาตอนกำลังฆ่าพวกดีมอนกลายเป็นข่าวภาคค่ำ เขาทำให้ดาร์ค-ฮันเตอร์ทุกคนตกอยู่ในอันตราย เราไม่อาจเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เป็นมนุษย์รู้เรื่องของพวกเขา ถ้าพวกนั้นเจอตัวซาเร็ค--”

“ใครจะหาเจอ เขาถูกขังอยู่กลางดินแดนตรงไหนก็ไม่รู้เพราะความโหดร้ายของท่าน”

“ข้าไม่ได้ส่งเขาไปที่นั่นนะ ท่านต่างหากที่ส่ง ข้าอยากให้เขาตายและท่านปฏิเสธ เรื่องที่เขาโดนเนรเทศไปอยู่อลาสกามันเป็นความผิดของท่านเต็มๆ อย่ามาโทษข้า”

แอชเหยียดริมฝีปากอย่างเย้ยหยัน “ข้าไม่ยอมส่งผู้ชายคนหนึ่งไปตายเพราะท่านกับญาติๆของท่านเล่นตลกเอากับชีวิตของเขาหรอก”

เขาต้องการให้ซาเร็คได้มีชะตาชีวิตอีกแบบหนึ่ง แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ เขาก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือทั้งจากเหล่าเทพเจ้าและตัวซาเร็คเอง

ก็เพราะไอ้ความคิดที่เอาแต่ใจตัวเองบ้าๆพวกนั้นแหละ มันทำให้พวกเขาทุกคนเจอปัญหาเกินกว่าที่จำเป็น

นางหรี่ตามองเขา “ทำไมท่านถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อนนักล่ะ แอชรอน ข้าชักเริ่มริษยานายดาร์ค-ฮันเตอร์คนนี้และความรักที่ท่านมีให้เขาแล้วนะ”

แอชดันตัวออกห่างจากนาง นางทำให้ความห่วงใยที่เขามีต่อลูกน้องคนหนึ่งฟังเป็นเรื่องลามก

แน่ละสิ ก็นางเก่งในเรื่องนั้นอยู่แล้วนี่

สิ่งที่เขารู้สึกต่อซาเร็คคือความเอื้ออารีฉันพี่น้อง แอชรอนเข้าใจในแรงจูงใจของชายคนนั้นดีกว่าใคร รู้ดีว่าเหตุไฉนซาเร็คจึงระเบิดโทสะและความแค้นเคืองออกมา

สุนัขตัวหนึ่งลงถูกเตะถีบบ่อยๆเข้า มันก็ย่อมต้องแสดงความดุร้ายออกมา

ตัวเขาเองก็เคยเกือบจะถึงจุดผกผันนั้นเช่นกัน เขาจึงไม่โทษซาเร็คที่กลายเป็นสุนัขบ้าดีเดือดตั้งแต่เมื่อหลายศตวรรษก่อน

แต่กระนั้น เขาก็ไม่อาจตัดใจปล่อยให้ซาเร็คตาย ไม่ใช่ในสภาพแบบนี้ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของซาเร็ค เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซอยของเมืองนิวออร์ลีนส์จนทำให้ซาเร็คทำร้ายตำรวจสองคนเป็นแผนการที่เทพดิโอนีซุสวางไว้ เพื่อเปิดเผยตัวซาเร็คต่อพวกมนุษย์และจงใจทำให้เทพีอาร์ทิมิสออกคำสั่งไล่ล่าและจับตายซาเร็ค

ถ้าธานาทอสหรือพวกสไควร์สังหารซาเร็คได้ ซาเร็คก็จะกลายเป็นเงาไร้ร่าง ต้องเผชิญหายนะในการตระเวนอยู่ในโลกตราบชั่วนิรันดร์ ต้องหิวโหยและทนทุกข์เวทนา

ต้องเจ็บปวดตลอดกาลนาน

แอชทำหน้านิ่วกับความทรงจำนั้น

เขาไม่อาจทนความคิดดังกล่าวได้ และมุ่งตรงไปที่ประตู

“ท่านจะไปไหน” อาร์ทิมิสร้องถาม

“ไปหาเทพีธีมิสและลบล้างสิ่งที่ท่านเริ่มต้นไว้”

อาร์ทิมิสโผล่มาปรากฏองค์ที่หน้าประตูในพริบตา ขวางทางเขาไว้ “ท่านจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

“งั้นก็เรียกสุนัขรับใช้ของท่านกลับมาสิ”

“ไม่”

“ดี” แอชมองลงไปที่แขนขวาของตนซึ่งมีรอยสักมังกรเฉวียนพาดตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงข้อมือ “ซิมี่” เขาสั่งการ “กลายร่างเป็นมนุษย์”

มังกรคลี่คลายตัวขึ้นจากผิวหนังของเขา ปรากฏกายในร่างปิศาจหญิงตัวน้อย สูงไม่ถึงสามฟุต ลอยร่อนอยู่ทางด้านขวาของเขา

ในการจำแลงกายครั้งนี้ ปีกของหล่อนเป็นสีน้ำเงินเข้มเหลือบดำ แม้ปกติเจ้าหล่อนจะชอบให้ปีกเป็นสีแดงอมม่วงมากกว่า สีปีกที่คล้ำเข้มขึ้นบวกกับสีวาววับในดวงตาของหล่อนบอกให้เขารู้ว่าซิมี่ไม่เป็นสุขแค่ไหนเมื่อรู้ว่าตนอยู่บนสรวงสวรรค์โอลิมปัส

ดวงตาของหล่อนเป็นสีขาว ตรงขอบเป็นสีแดง และผมสีเหลืองทองปลิวสยายรอบตัว หล่อนมีเขาสีดำคู่หนึ่งซึ่งดูน่ารักมากกว่าน่ากลัวและมีใบหูยาวปลายแหลมชี้ขึ้น ชุดสีแดงสะพรั่งโอบล้อมร่างกายเล็กๆที่ประเปรียวด้วยกล้ามเนื้อ ซึ่งเจ้าหล่อนสามารถแปลงกายย่อขยายร่างมนุษย์ได้ตั้งแต่หนึ่งนิ้วไปจนถึงสูงแปดฟุต หรือไม่อีกทีก็เป็นมังกรยาวแปดสิบฟุต

“ไม่นะ!” อาร์ทิมิสร้อง พยายามใช้พลังอำนาจของนางควบคุมปิศาจตัวร้าย ทว่าหาได้ทำให้ซิมี่ย่นระย่อไม่ เจ้าหล่อนยอมรับคำสั่งหรือการควบคุมก็เฉพาะจากแอชรอนหรือมารดาของเขาเท่านั้น

“ต้องการอะไรเหรอ อัคกริ” ซิมี่ถามแอช

“ฆ่าธานาทอส”

ซิมี่แยกเขี้ยววาววับพลางยกมือถูกันอย่างมันมือและปรายตาไปยิ้มร้ายๆให้เทพีอาร์ทิมิส “โอ ยอดไปเลย! ข้าชอบทำให้เทพีหัวแดงโกรธเป็นบ้าเป็นหลังจัง!”

อาร์ทิมิสมองไปที่แอชอย่างตระหนก “เรียกมันกลับไปที่แขนของท่านเดี๋ยวนี้”

“ลืมได้เลย อาร์ทิมิส ไม่ใช่ท่านคนเดียวที่ออกคำสั่งกับนักฆ่าได้ โดยส่วนตัวแล้ว ข้าคิดว่ามันคงน่าสนใจดีที่ได้ดูว่าธานาทอสของท่านจะต้านทานกับซิมี่ของข้าได้นานสักแค่ไหน”

อาร์ทิมิสหน้าซีดลงทันที

“เขาคงทนได้ไม่นานหรอก อัคกริ” ซิมี่พูดกับแอช เรียกเขาด้วยภาษาแอตแลนเตียนที่หมายถึง ‘ท่านลอร์ดและเจ้านาย’ เสียงของเจ้าหล่อนแผ่วเบาแต่ทรงพลังและเป็นทำนองเหมือนร้องเพลง ‘ธานาทอสเป็นบาร์บิคิว’ แม่ปิศาจน้อยยิ้มให้อาร์ทิมิส “และข้าก็ชอบบาร์บิคิวของข้ามากเลย บอกมาเลยว่าอยากให้เขาเป็นแบบไหน อัคกริ เอาแบบสูตรดั้งเดิมหรือแบบกรอบเกรียมพิเศษ ส่วนตัวแล้วข้าชอบแบบกรอบๆหน่อย มันเคี้ยวดังดีเวลาที่แก่ไฟ ช่วยเตือนข้าด้วย ข้าต้องใช้ขนมปังป่นนิดหน่อย”

อาร์ทิมิสกลืนน้ำลายดังๆ “ท่านส่งมันไปตามล่าเขาไม่ได้นะ มันจะควบคุมไม่อยู่เมื่อไม่มีท่าน”

“นางทำเฉพาะที่ข้าสั่งให้นางทำ”

“เจ้าสิ่งนั้นมันสติแตก ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีท่านก็ตาม เทพซูสทรงห้ามมันออกสู่โลกมนุษย์ตามลำพัง”

แอชคำรามใส่วาจาประโยคนั้น “นางสติแตกน้อยกว่าท่านเสียอีก และนางจะออกมาตอนไหนก็ตามใจนาง”

“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านจะปล่อยมันออกมาโดยไม่รู้จักระมัดระวัง ท่านคิดยังไงกันแน่”

ในระหว่างที่ทั้งคู่โต้เถียงกัน ซิมี่ก็ลอยฉวัดเฉวียนไปทั่วห้อง จดรายการยิกๆลงไปในสมุดพกปกหนังเล่มหนึ่ง “โอวว ไหนมาดูหน่อยสิ ข้าจะต้องมีซอสบาร์บิคิวแบบเผ็ดซาบซ่า ที่แน่ๆก็ต้องมีถุงมือนวมสำหรับหยิบของจากเตาอบด้วย เพราะเขาคงร้อนจี๋เลยถ้าโดนปิ้งซะเกรียมขนาดนั้น ข้าต้องใช้ต้นแอปเปิ้ลสองต้นมาทำไม้ฟืน เนื้อมันจะได้หอมหวนชวนลิ้ม ต้องทำแบบนี้ถึงจะน่ากิน เพราะข้าไม่ชอบรสชาติของดีมอนพวกนั้นเลย แหยะ!”

“มันกำลังทำอะไรน่ะ” อาร์ทิมิสถามเมื่อตระหนักว่าซิมี่กำลังรำพึงรำพันอยู่กับตัวเอง

“นางกำลังจดรายการของที่จำเป็นต้องใช้ฆ่าธานาทอส”

“ฟังเหมือนมันเตรียมจะกินเขามากกว่านะ”

“ก็อาจจะ”

อาร์ทิมิสหรี่ตาทันที “มันกินเขาไม่ได้ ข้าขอห้ามมัน”

แอชหัวเราะแบบมาดร้ายหมายขวัญหน่อยๆ “นางอยากจะทำยังไงก็ต้องตามใจนางแล้วละ ข้าเคยสอนนางไว้ว่าถ้าไม่สุรุ่ยสุร่ายก็ไม่ขาดแคลน”

ซิมี่ชะงักแล้วเงยหน้าจากรายการมาทำเสียงขึ้นจมูกใส่เทพีอาร์ทิมิส “เดอะซิมี่รักษาสิ่งแวดล้อมนะ กินเรียบทุกอย่างยกเว้นกีบเท้า ข้าไม่ชอบ มันทำให้เจ็บฟัน” แล้วเจ้าหล่อนก็หันมามองแอช “ธานาทอสไม่มีกีบเท้าใช่มั้ย”

“ใช่ ซิมี่ เขาไม่มี”

ซิมี่ร้องอย่างมีความสุข “โอวว งั้นคืนนี้ก็กินอร่อยน่ะสิ ข้าจะมีดีมอนเป็นบาร์บิคิว ขอไปตอนนี้เลยได้มั้ย อัคกริ นะคะ นะคะ ให้ข้าไปเลยนะ ได้โปรดเถอะ” ซิมี่กระโดดโลดเต้นไปรอบๆเหมือนเด็กน้อยที่มีความสุขอยู่ในงานฉลองวันเกิด

แอชมองไปที่อาร์ทิมิส “แล้วแต่ท่านคนเดียวเลยนะ อาร์ตี้ เขาจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของท่านแล้ว”

“ไม่นะ อัคกริ!” ซิมี่ร้องโหยหวนหลังจากยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหล่อนทำเสียงเหมือนเจ็บปวดเสียเต็มประดา “อย่าขอนางแบบนั้นสิ นางไม่มีวันยอมให้ข้าได้สนุกหรอก นางเป็นเทพีใจร้าย!”

แอชรู้ดีว่าอาร์ทิมิสเกลียดแค่ไหนเมื่อเขาเป็นฝ่ายชนะการโต้แย้งกับนาง ดวงตาของนางเรืองรองด้วยความโกรธเคือง “ท่านต้องการให้ข้าทำยังไง”

“ท่านบอกว่าซาเร็คไม่เหมาะสมที่จะมีชีวิตอยู่ บอกว่าเขาเป็นภัยคุกคามผู้อื่น ฉะนั้นทั้งหมดที่ข้าขอท่านคือยอมให้เทพีธีมิสได้พิพากษาเขา ถ้าการพิจารณาของนางมีผลออกมาว่าซาเร็คเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง ข้าจะส่งซิมี่ไปตามล่าเพื่อจบชีวิตเขาด้วยตัวข้าเอง”

ซิมี่แยกเขี้ยวใส่เทพีอาร์ทิมิสในระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าแสยะใส่กัน

ในที่สุดอาร์ทิมิสก็หวนกลับมาที่เขา “ก็ได้ แต่ข้าไม่ไว้ใจปิศาจของท่านหรอก ข้าจะให้ธานาทอสถอนตัวออกมาก่อน แต่หลังจากซาเร็คถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ข้าจะส่งธานาทอสไปกำจัดเขาเอง”

“ซิมี่” แอชเรียกคู่หูสุดแสบของเขา “กลับมาหาข้า”

เจ้าหล่อนทำหน้าไม่พอใจกับความคิดนั้น “ ‘กลับมาหาข้า ซิมี่’ ” ซิมี่ทำเสียงล้อเลียนในระหว่างที่กลายร่าง “ห้ามพ่นไฟใส่องค์เทพี ห้ามพ่นไฟใส่ธานาทอส” หล่อนทำเสียงฮี้ฮ้าเหมือนเสียงม้าร้อง “ข้าไม่ใช่ลูกดิ่งโยโย่นะ อัคกริ ข้าคือซิมี่ ข้าเกลียดเวลาที่ท่านทำให้ข้าตื่นเต้นว่าจะได้ฆ่าอะไรสักอย่าง แล้วก็ค่อยมาบอกข้าว่าอย่า ข้าไม่ชอบแบบนั้นเลย ท่านไม่ยอมให้ข้าได้สนุกอีกแล้วด้วยซ้ำ”

“ซิมี่” เขาเรียก เน้นชื่อของเจ้าหล่อนอย่างหนักแน่น

ปิศาจน้อยทำปากยื่นแล้วบินโฉบมายังร่างกายด้านซ้ายของแอชรอนแล้วกลับมาแนบสนิทอยู่ที่ต้นแขนเขาในรูปลักษณ์ของปักษาตัวงาม

แอชลูบแขนไปบนความแสบร้อน ซึ่งรู้สึกได้ทุกครั้งที่ซิมี่ผละออกหรือหวนกลับมาบนผิวหนังของเขา

เทพีอาร์ทิมิสขึงตามองรูปลักษณ์ใหม่ของซิมี่ด้วยแววตามาดร้าย แล้วนางก็ก้าวอ้อมแอชรอนมายืนอิงแอบกับแผ่นหลังของเขา แล้วไล้มือไปบนรูปลักษณ์ของซิมี่ “สักวันหนึ่งข้าจะหาทางกำจัดเจ้าสัตว์ร้ายที่อิงแอบอยู่บนแขนท่านทิ้งให้ได้”

“เชิญตามสบายเลย” เขาพูด พลางพยายามฝืนต้านทานสัมผัสของอาร์ทิมิสเมื่อลมหายใจอุ่นๆของนางเป่ารดบนผิวกายเขาในระหว่างที่นางแนบเรือนร่างกับแผ่นหลังของเขา มันเป็นสิ่งหนึ่งที่แอชไม่เคยสามารถที่จะทนทานได้ง่ายๆเลย และมันเป็นสิ่งหนึ่งที่นางรู้ว่าเขาเกลียดชัง

เขาเหลียวข้ามบ่ามามองนาง “และสักวันหนึ่งข้าจะหาทางกำจัดสัตว์ร้ายที่อิงแอบอยู่บนหลังของข้าทิ้งให้ได้เหมือนกัน”



แอสทริดนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องโถงกลางของนาง กำลังอ่านหนังสือเล่มโปรด เจ้าชายน้อย ซึ่งแต่งโดยอองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี ไม่ว่านางจะเคยอ่านมันมาแล้วกี่รอบ นางก็มักได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆจากหนังสือเรื่องนี้เสมอ

และวันนี้นางจำเป็นต้องเสาะหาอะไรสักอย่างที่ดีๆ สิ่งที่จะเตือนใจนางว่าโลกนี้ยังมีความงดงาม ความบริสุทธิ์ ความร่าเริง และความสุข

เหนืออื่นใด นางต้องการจะค้นพบความหวัง

สายลมอ่อนโยนพัดพากลิ่นดอกไลแลคจากแม่น้ำมาหอมรวยริน โชยผ่านมาตามเสาหินทรงดอริกและมายังตั่งที่นางนั่งอยู่ พี่สาวทั้งสามของนางเพิ่งมาที่นี่เมื่อครู่ก่อน แต่แอสทริดเชิญให้พวกนางออกไป

แม้กระทั่งพวกพี่สาวก็ไม่อาจปลอบใจนางได้

ในสภาพที่อ่อนล้าและตาสว่าง นางเสาะหาความวิเวกอยู่กับหนังสือของนาง ในหนังสือเล่มนี้ นางได้เห็นความดีงาม ความดีงามที่สูญหายไปจากตัวผู้คนที่นางเคยรู้จักมาในชีวิต

การประพฤติตนเป็นคนดีไม่มีอยู่หรือ ไม่มีความเมตตากรุณาหรือไร

หรือว่าในที่สุดมนุษย์ก็ได้จัดการทำลายทั้งสองสิ่งนั้นเสียแล้ว

แม้นางจะรักพี่ๆมากแค่ไหน แต่พี่สาวของนางก็มีความใจดำอำมหิตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ พวกนางเมินเฉยต่อคำวิงวอนและความทุกข์ทรมานของใครก็ตามที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกนางได้อย่างหมดสิ้น

ไม่มีสิ่งใดที่สัมผัสซึ้งถึงใจของพวกนางได้อีกแล้ว

แอสทริดจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่นางร้องไห้คือเมื่อใด แล้วยังครั้งสุดท้ายที่นางเคยหัวเราะอีกล่ะ

บัดนี้นางกลายเป็นคนเฉยชา

ความเฉยชาคือคำสาปสำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะอย่างนาง พี่สาวของนาง แอตตี้เคยเตือนนางเมื่อนานมาแล้วว่าถ้านางเลือกที่จะเป็นผู้พิพากษา สักวันหนึ่งสิ่งนี้จะมาถึง

ความที่อ่อนเยาว์ ลำพอง และโง่เขลา แอสทริดจึงโง่พอที่จะไม่นำพากับคำเตือนนั้น คิดว่ามันคงจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับนางได้

นางจะไม่มีวันเมินเฉยต่อผู้คนหรือความเจ็บปวดของพวกเขา

ทว่าบัดนี้มีเพียงหนังสือของนางเท่านั้นที่ทำให้นางเกิดอารมณ์ต่างๆได้ แต่กระนั้นนางก็หาได้ ‘รู้สึกรู้สม’ ถึงมันอย่างแท้จริงไม่ อารมณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาให้ตัวละครต่างๆพอจะเป็นเครื่องประโลมใจนางได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

และถ้านางมีความสามารถที่จะทำได้ มันก็คงทำให้นางร้องไห้ออกมาแล้ว

แอสทริดได้ยินเสียงใครบางคนตรงเข้ามาหานางจากทางด้านหลัง นางไม่อยากให้ใครมาเห็นสิ่งที่กำลังอ่านอยู่เพราะนางไม่อยากฟังพวกเขาถามว่าอ่านทำไม แล้วเมื่อนั้นนางก็ต้องจำใจยอมรับว่าได้สูญเสียความเมตตากรุณาของตนไปเสียแล้ว แอสทริดจึงซุกหนังสือไว้ใต้เบาะเก้าอี้ยาว แล้วหันไปเห็นมารดาของนางเดินข้ามสนามหญ้าที่ตัดเรียบประณีตมา

มารดาของนางไม่ได้มาคนเดียว

เทพีอาร์ทิมิสและแอชรอนมากับนางด้วย

เรือนผมสีแดงยาวของมารดาทิ้งลอนเคลียสลวยรอบดวงหน้าที่ดูอายุไม่มากกว่าสามสิบปี เทพีธีมิสสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้ากับกางเกงทรงหลวมสีกากี

ไม่มีใครบอกได้เลยว่านางคือเทพีแห่งความยุติธรรมของกรีก

เทพีอาร์ทิมิสแต่งองค์ในอาภรณ์ผ้าพลิ้วคลุมเฉวียนบ่าแบบสตรีชาวกรีกดั้งเดิม ขณะที่แอชรอนนุ่งกางเกงหนังสีดำตามแบบและเสื้อยืดสีดำ เส้นผมสีทองกระจ่างของเขายาวลงมาคลุมรอบบ่า

นางรู้สึกหนาวสะท้านลงมาตามสันหลัง แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่แอชรอนเข้ามาใกล้ มีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้สุดจะฝืนและยากต้านทาน

รวมถึงความประหวั่นพรั่นพรึงด้วย

นางไม่เคยรู้จักใครที่เหมือนเขามาก่อนเลย เขามีเสน่ห์เร้าใจอย่างที่นางก็ยากจะอธิบาย มันราวกับว่าการปรากฏกายของเขาทำให้ทุกผู้คนเกิดความปรารถนาจนยากที่จะมองเขาโดยไม่นึกอยากฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเขาออก แล้วผลักร่างเขาลงบนพื้น และร่วมรักกับเขานานให้หลายศตวรรษเลย

ทว่าในตัวเขาก็ยังมีอะไรที่ยิ่งกว่าพลังดึงดูดทางเพศ บางสิ่งที่เก่าแก่โบราณและดุจดั่งปฐมกาล สิ่งที่ทรงอำนาจเสียจนแม้แต่เทพเจ้าต่างๆก็ยังต้องหวาดกลัวเขา

ท่านสามารถมองเห็นความกลัวนั้นได้ในดวงตาของเทพีอาร์-ทิมิสขณะที่นางเดินเคียงข้างมากับเขา

ไม่มีใครรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวคู่นี้เป็นเช่นไร พวกเขาไม่เคยแตะต้องกันและกัน นานแสนนานจึงเห็นพวกเขามองกันและกันสักที แต่กระนั้นแอชรอนก็มาเข้าเฝ้าเทพีอาร์ทิมิสที่วิหารของนางบ่อยๆ

สมัยที่แอสทริดเป็นเด็ก เขามักแวะมาเยี่ยมนางด้วย มาเล่นเกมกับนางและสอนให้นางรู้จักควบคุมพลังอำนาจที่มีอยู่อย่างจำกัดของนาง เขานำหนังสือมาให้นางนับไม่ถ้วน ทั้งหนังสือจากอดีตกาลและจากอนาคต

ความจริงก็คือ แอชรอนนี่แหละที่มอบหนังสือ เจ้าชายน้อย ให้นาง

การเยี่ยมเยือนของเขามีอยู่เรื่อยๆ แต่มันก็ยุติลงในวันที่นางบรรลุความเป็นผู้ใหญ่และตระหนักว่าความน่าปรารถนาของผู้ชายในตัวแอชรอนเป็นเช่นไร เขาถอยห่างจากนางตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา สร้างกำแพงแน่นหนาขวางกั้นระหว่างกันไว้

“ข้าได้รับเกียรติเนื่องจากอะไรคะ” แอสทริดถามเมื่อบุคคลทั้งสามมารุมล้อมนาง

“แม่มีงานอย่างหนึ่งให้เจ้าจ้ะ ลูกรัก” มารดาของนางกล่าว

แอสทริดทำหน้าเจ็บปวด “ข้าคิดว่าเราตกลงกันแล้วเสียอีกว่าข้าหยุดงานได้สักพักหนึ่ง”

“โธ่ ช่วยหน่อยเถอะน่า แอสทริด” เทพีอาร์ทิมิสพูด “ข้าต้องการเจ้านะ ญาติตัวน้อย” นางชำเลืองมองไปที่แอชรอนด้วยสายตาร้ายกาจ “มีดาร์ค-ฮันเตอร์รายหนึ่งที่จำเป็นจะต้องถูกจัดการ”

สีหน้าของแอชรอนเรียบเฉยยิ่งนักเมื่อเขามองแอสทริดโดยไม่ออกความเห็นใดๆ

แอสทริดถอนหายใจ นางไม่อยากทำงานนี้เลย การพิพากษาใครต่อใครติดต่อกันนานหลายศตวรรษเกินไปมีแต่ทำให้นางกลายเป็นผู้ล้มละลายทางอารมณ์ความรู้สึก นางเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจไม่สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดของใครสักคนได้อีกแล้ว

ไม่ได้แม้กระทั่งของตัวนางเอง

การขาดความเมตตาสงสารได้เคยทำลายพี่สาวทั้งสามของนางมาแล้ว ตอนนี้นางกลัวว่ามันกำลังจะทำลายนางด้วยอีกคน

“มีผู้พิพากษาคนอื่นตั้งเยอะแยะ”

เทพีอาร์ทิมิสพ่นลมหายใจอย่างชิงชัง “ข้าไม่ไว้ใจพวกนั้น พวกนั้นขี้ใจอ่อนชอบแต่จะหาช่องทางว่าคนคนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์มากกว่ามีความผิดจริง ข้าต้องการผู้พิพากษาที่จิตใจหนักแน่นและไม่เข้าข้างใคร ผู้ซึ่งจะไม่หวั่นไหวจากสิ่งที่กำลังกระทำเพื่อความถูกต้องและจำเป็น ข้าต้องการเจ้า”

ขนที่ด้านหลังคอของนางตั้งชันขึ้นทันที แอสทริดเลื่อนสายตาจากอาร์ทิมิสไปที่แอชรอน ซึ่งยืนกอดอกเงียบๆ สายตาของเขาไม่วอกแวก เขาจับจ้องแอสทริดด้วยดวงตาสีเงินที่หมุนวนเป็นระลอกอย่างน่าประหลาด

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกขอให้พิพากษาดาร์ค-ฮันเตอร์ตัวแสบสักคนหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนี้นางรู้สึกว่าแอชรอนมีบางอย่างที่แปลกไปจากเดิม

“ท่านเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์ใช่มั้ยคะ” นางถาม

แอชรอนพยักหน้า

“เขาไม่บริสุทธิ์หรอก” อาร์ทิมิสเย้ยหยัน “เขาฆ่าใครหรืออะไรได้โดยไม่กะพริบตา เขาไม่มีศีลธรรมหรือความห่วงใยให้ใครเลยนอกจากตัวเขาเอง”

แอชรอนเลิกคิ้วมองอาร์ทิมิสเหมือนเป็นเชิงบอกว่าคำกล่าวหาเหล่านั้นทำให้เขานึกถึงใครอีกคนหนึ่งซึ่งเขารู้จัก

ท่าทางนั้นทำให้แอสทริดเกือบยิ้มขัน

ในขณะที่มารดาของนางยืนรั้งอยู่เบื้องหลังออกไปอีกสองสามฟุตเพื่อเปิดพื้นที่ให้พวกเขาทุกคน แอชรอนก็แทรกตัวลงมานั่งบนตั่งของแอสทริดและมองสบตากับนางอย่างตรงไปตรงมา “ข้ารู้ว่าท่านเหนื่อย แอสทริด ข้ารู้ว่าท่านอยากเลิกงานนี้ แต่ข้าไม่ไว้ใจให้คนอื่นพิพากษาเขาจริงๆ”

แอสทริดนิ่วหน้าเมื่อเขาพูดถึงสิ่งที่นางไม่เคยปริปากบอกใครเลย ไม่มีใครรู้ว่านางอยากจะเลิกเป็นผู้พิพากษา

เทพีอาร์ทิมิสส่งสายตาริษยามาที่แอชรอน “ทำไมท่านถึงได้คล้อยตามการตัดสินใจเลือกตัวผู้พิพากษาของข้านักล่ะ นางไม่เคยตัดสินว่าใครเป็นผู้บริสุทธิ์เลยสักรายในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้”

“ข้ารู้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มซึ่งเย้ายวนใจเสียยิ่งกว่ารูปลักษณ์อันสง่างามล้ำเลิศของเขา “แต่ข้าไว้วางใจว่านางจะกระทำสิ่งที่ถูกต้อง”

อาร์ทิมิสหรี่ตามองเขา “ท่านมีแผนเจ้าเล่ห์เพทุบายอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า”

สีหน้าของเขาเรียบสนิทเมื่อเขายังมองแอสทริดอย่างแน่วแน่ไม่มีหวั่นไหว “ไม่มีเลย”

แอสทริดคิดที่จะรับงานนี้ก็เพราะเห็นแก่แอชรอน เขาไม่เคยขออะไรจากนางมาก่อนและนางยังจำได้ดีว่าสมัยที่นางยังเป็นเด็ก เขาเคยอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจนางบ่อยแค่ไหน เขาเป็นเหมือนทั้งพ่อและพี่ชายใหญ่ของนาง

“ข้าจะต้องอยู่นานแค่ไหน” นางถามพวกเขา “ถ้าข้าลงไปแล้วและดาร์ค-ฮันเตอร์คนนั้นชั่วร้ายเหลือที่จะเยียวยา ข้าจะถอนตัวออกมาทันทีได้หรือเปล่า”

“ได้” เทพีอาร์ทิมิสตอบ “อันที่จริง ยิ่งท่านตัดสินว่าเขามีความผิดจริงได้เร็วแค่ไหน มันก็จะดีกับเราทุกคนมากแค่นั้น”

แอสทริดหันไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย “แอชรอนล่ะคะ”

เขาพยักหน้าเห็นชอบด้วย “ข้าจะยึดถือตามการตัดสินของท่าน”

อาร์ทิมิสหน้าชื่นขึ้นทันที “งั้นเราก็ตกลงกันได้แล้วสิ แอชรอน ข้ามอบผู้พิพากษาให้ท่านคนหนึ่งแล้วนะ”

รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนเรียวปากของแอชรอน “ท่านทำแล้วจริงๆนั่นแหละ”

อาร์ทิมิสมีท่าทางตระหนกขึ้นมาทันที นางมองแอชรอนแล้วเลื่อนไปมองแอสทริด “ท่านรู้อะไรที่ข้าไม่รู้หรือไง” นางถามเขา

ดวงตาสีอ่อนจางซึ่งไหวพลิ้วได้ประดุจระลอกคลื่นมองดิ่งลึกลงมาที่แอสทริดในขณะที่แอชรอนเอ่ยเรียบๆว่า “ข้ารู้ว่าแอสทริดมีความเที่ยงแท้อยู่ในตัวนาง”

อาร์ทิมิสยกมือเท้าสะโพก “และมันยังไงกันล่ะ”

“ ‘มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่ทำให้ใครคนหนึ่งมองเห็นความถูกต้องได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งมักมองไม่เห็นได้ด้วยดวงตาภายนอก’ ”

ความหนาวเย็นไล่สะท้านลงมาตามสันหลังของแอสทริดอีกครั้งเมื่อแอชรอนยกคำพูดดังกล่าวมาจากเรื่องเจ้าชายน้อยตอนที่นางกำลังอ่านอยู่ในขณะที่พวกเขาเข้ามา

เขารู้ได้อย่างไรว่านางกำลังอ่านอะไรอยู่

นางก้มลงดูให้แน่ใจว่าซ่อนหนังสือหลบสายตาพวกเขาอย่างมิดชิดดีแล้ว

มันก็มิดชิดแล้วนี่

โอ จริงสิ แอชรอน พาร์เธโนเพอัส เป็นบุคคลที่น่าตื่นตกใจจริงๆ

“เจ้ามีเวลาสองสัปดาห์ ลูกรัก” มารดาของนางเอ่ยเรียบๆ “ถ้าเจ้าใช้เวลาได้น้อยกว่านั้น ก็ยิ่งดี แต่เมื่อสิ้นสุดหนึ่งปักษ์แล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ชะตากรรมของซาเร็คจะต้องถูกตัดสินด้วยมือของเจ้า”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 4 ระบำมาร

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน