ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ทันทีที่ขับรถผ่านอาคารไม้เก่าจนซีดหลังแรก เจนนี่ก็รู้ว่าเธอได้พบมันแล้ว ตัวหมู่บ้านซึ่งตั้งชื่อได้อย่างเหมาะสมว่าวินดี้พอยท์นั้น ตรงตามความต้องการของเธอที่จะพักพิงริมชายฝั่งของรัฐเมน ก่อนหน้านี้เธอพบที่ที่น่าสนใจหลายแห่งตามแนวชายฝั่งที่งดงามราวกับภาพวาด บางแห่งก็สวยสมบูรณ์แบบเหมาะที่จะทำโปสการ์ด แต่บางทีความสมบูรณ์แบบอาจเป็นตัวปัญหา
เมื่อเธอตัดสินใจออกเดินทางเพื่อพักผ่อนและทำงานไปด้วยในครั้งนี้ เธอตั้งใจที่จะค้นหาความสามารถของตัวเองในแง่มุมอื่นดูบ้าง ที่ผ่านมาเธอมักจะวาดภาพแนวเพ้อฝันจินตนาการ ภาพที่ทำให้เกิดความพิศวงสงสัย ใช้ความชอบของตัวเธอเองสร้างสรรค์ภาพในแนวมายา แต่ตอนนี้เธอตัดสินใจจะหันมาวาดภาพที่เน้นความเป็นจริง ไม่ว่ามันจะเรียบง่ายสักแค่ไหน ท้ายรถเธอเต็มไปด้วยภาพวาดก้อนหิน ทะเล และพื้นดิน บนผืนผ้าใบและสมุดวาดภาพ แต่...
มีบางสิ่งที่มากกว่านั้นในวินดี้พอยท์...หรืออาจน้อยกว่า ที่นี่ไม่มีความเขียวชอุ่มหรือด้านที่นุ่มนวล นี่คือชนบทที่แร้นแค้น ไม่มีร่มเงาของต้นไม้ มีเพียงพืช
ตระกูลสนที่แคระแกร็น หงิกงอไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ ถนนขรุขระไปด้วยหลุมบ่อ
ตัวหมู่บ้านเอง แม้จะไม่ถึงกับผุพัง แต่ก็มีบรรยากาศของเมืองเก่าที่ผ่านความเจ็บปวดและทุกข์ยาก ไอเกลือและสายลมทำให้ตัวอาคารทรุดโทรม ลบสีให้ซีดจาง สร้างริ้วรอยให้หน้าต่าง มันไม่ช่วยให้ดูนุ่มนวล แต่กลับเพิ่มความแกร่งกระด้าง
เจนนี่มองเห็นความงามที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ที่นี่ไม่มีตัวอาคารที่ไร้ประโยชน์ ไม่มีสิ่งประดับประดาหรูหรา อาคารแต่ละหลังทำหน้าที่ของมันไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำ สำนักงานไปรษณีย์ ร้านขายยา บ้านสองสามหลังที่ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักเป็นแบบนิวอิงแลนด์ที่มีรูปทรงบึกบึนและขนาดที่กะทัดรัด มีดอกไม้ประปรายช่วยเพิ่มสีสันที่สร้างความเบิกบานและรอยยิ้มให้กับไม้กระดานด้านๆ แต่เธอสังเกตว่าบ้านเกือบทุกหลังมีแปลงผักที่ดูแลอย่างดีอยู่ทางด้านหลังหรือด้านข้างของตัวบ้าน ต้นพิทูเนียอาจถูกปล่อยให้ขึ้นอย่างไร้ระเบียบ แต่แปลงแครอทได้รับการดูแลเอาใจใส่
เมื่อไขกระจกหน้าต่างรถลง เธอได้กลิ่นของหมู่บ้าน มันมีกลิ่นของปลา
เธอขับรถผ่านไปในรอบแรก เพราะต้องการสัมผัสความประทับใจอย่างแท้จริงของถนนสายหลัก เธอหยุดรถข้างสุสานของโบสถ์ ซึ่งแผ่นหินแกรนิตดูกระด้าง หญ้าขึ้นสูงและรก จากนั้นจึงขับย้อนกลับมาอีกครั้ง มันไม่ใช่เมืองใหญ่ และถนนค่อนข้างแคบ แต่เธอเกิดความรู้สึกของความกว้างใหญ่ ที่นี่คุณจะไม่พบเพื่อนบ้านเว้นแต่คุณตั้งใจ เจนนี่เลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าร้านขายของชำด้วยความรู้สึกพออกพอใจ เดาว่านี่คงจะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการสื่อสารของวินดี้พอยท์
ผู้ชายที่นั่งค้อมตัวอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ตัวเก่าไม่ได้จ้องมองมา แต่เธอรู้ว่าเขาเห็นเธอขับรถผ่านไปและย้อนกลับมา เขายังคงโยกเก้าอี้ขณะซ่อมกระชังดักกุ้งที่แตก เขามีใบหน้าสีน้ำตาลกร้านแดดแบบคนที่อยู่ริมทะเล ดวงตาระแวดระวัง ผมบาง และมือเป็นปุ่มปมที่แข็งแรง เจนนี่สัญญากับตัวเองว่าเธอจะสเก็ตช์ภาพเขาในท่านั้น เธอก้าวลงจากรถ คว้ากระเป๋าถือเมื่อนึกขึ้นมาได้ และเดินเข้าไปหาเขา
“สวัสดีค่ะ”
เขาพยักหน้า มือยังวุ่นอยู่กับแผ่นไม้ของกระชัง “ต้องการให้ช่วยอะไรไหม”
“ค่ะ” เธอยิ้ม ชอบเสียงลากยาวเนิบๆที่แฝงด้วยความกระฉับ-กระเฉง “คุณคงพอบอกฉันได้ว่าฉันจะเช่าห้องพักหรือกระท่อมสักสองสามอาทิตย์ได้ที่ไหน”
เจ้าของร้านยังคงโยกเก้าอี้ขณะประเมินเธอด้วยดวงตาสุขุม ชาวกรุง เขาสรุป ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองชอบดูถูก และเป็นชาวใต้ แม้เขาจะเป็นคนที่มองว่าบอสตันอยู่ทางใต้ เขาก็ยังคิดว่าเธอเป็นคนที่อยู่ในเขตชื้นใต้เส้นเมสัน-ดิกสัน เธอสะอาดหมดจดและหน้าตาดี แต่เขารู้สึกว่าผิวสีน้ำผึ้งและดวงตาสีอ่อนของเธอดูเหมือนพวกต่างชาติ แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าคุณเดินทางลงใต้จนเลยพอร์ทแลนด์ไป คุณก็กำลังพูดภาษาต่างชาติ
ระหว่างที่เขาโยกเก้าอี้และครุ่นคิด เจนนี่รอคอยด้วยความอดทน ผมสีดำของเธอถูกลมทะเลพัดไปด้านหลัง ประสบการณ์ในนิวอิงแลนด์ของเธอระหว่างช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสอนเธอว่า แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะมีความยุติธรรมและเป็นมิตร แต่โดยทั่วไปพวกเขาก็ต้องใช้เวลาสักพักที่จะแสดงออกมา
ดูไม่เหมือนนักท่องเที่ยว เขาคิด...เหมือนพวกเจ้าหญิงในเทพนิยายที่หลานสาวเขาอ่านในหนังสือภาพมากกว่า ใบหน้าดูบอบบาง คางเรียวแหลม และโหนกแก้มสูงช่วยเพิ่มความยโส แต่รอยยิ้มของเธอทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนลง และดวงตาของเธอเป็นสีของทะเล
“หน้าร้อนไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวมากนัก” เขาพูดในที่สุด “ตอนนี้กลับไปกันหมดแล้ว”
เจนนี่รู้ว่าเขาจะไม่ถาม แต่เธอสามารถเปิดเผยได้ถ้าต้องการ “ฉันคิดว่าฉันคงดูไม่เหมือนคนมาเที่ยวหน้าร้อนสักเท่าไร มิสเตอร์...”
“แฟร์ฟิลด์...โจชัว แฟร์ฟิลด์”
“ฌองวิแอฟ กรองโดค่ะ” เธอยื่นมือไปให้ ซึ่งเขาพอใจเมื่อพบว่ามันหนักแน่นอยู่ในมือหยาบกร้านจากการทำงานของเขา “ฉันเป็นจิตรกร ฉันอยากใช้เวลาวาดรูปอยู่ที่นี่สักระยะค่ะ”
จิตรกรรึ เขาครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบภาพวาด แต่เขาไม่แน่ใจว่าเขาจะไว้ใจคนที่สร้างมันขึ้นมาได้อย่างเต็มที่หรือไม่ การวาดภาพเป็นงานอดิเรกที่ดี แต่ถ้าจะทำเป็นอาชีพ... อย่างไรก็ตามเธอยิ้มสวยและไม่เดินตัวงอ “มีกระท่อมอยู่หลังหนึ่งห่างจากนี่สักสองไมล์ แม่ม่ายลอว์เรนซ์ยังไม่ได้ขายมัน” เก้าอี้ลั่นเมื่อเขาโยกมันไปมา “หล่อนอาจให้เช่าสักพัก”
“ฟังดูดีค่ะ ฉันจะติดต่อเธอได้ที่ไหนคะ”
“ข้ามถนนไปที่ไปรษณีย์” เขาโยกเก้าอี้อีกครู่หนึ่ง “บอกหล่อนว่าฉันแนะนำคุณมา” เขาสรุป
เจนนี่ยิ้มให้เขา “ขอบคุณค่ะ มิสเตอร์แฟร์ฟิลด์”
ที่ทำการไปรษณีย์มีเพียงเคาน์เตอร์กับผนังสี่ด้าน ผนังด้านหนึ่งแบ่งเป็นช่องๆ ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีดำกำลังแยกจดหมายอย่างคล่องแคล่ว รูปลักษณ์ของหล่อนดูเหมือนว่าน่าจะเป็นแม่ม่ายลอว์เรนซ์ เจนนี่คิดด้วยความพึงใจขณะที่มองผมเปียถักพันเป็นวงอย่างเรียบร้อยตรงท้ายทอยของหล่อน
“ขอโทษนะคะ”
ผู้หญิงคนนั้นหันมา มองเจนนี่เร็วๆเหมือนนกก่อนเดินมาที่เคาน์เตอร์ “มีอะไรให้ช่วยคะ”
“มิสซิสลอว์เรนซ์ใช่ไหมคะ”
“ค่ะ”
“มิสเตอร์แฟร์ฟิลด์บอกฉันว่าคุณอาจมีกระท่อมให้เช่า”
ปากเล็กๆเม้มเข้าหากัน...เป็นการเคลื่อนไหวเดียวบนใบหน้า “ฉันมีกระท่อมที่จะขาย”
“ค่ะ เขาบอกแล้ว” เจนนี่พยายามส่งยิ้ม เธอต้องการเมืองนี้...และกระท่อมที่ห่างจากมันสองไมล์จะให้สิ่งนั้นกับเธอ “แต่ไม่ทราบว่าคุณจะลองพิจารณาให้เช่าสักไม่กี่อาทิตย์ไหมคะ ฉันให้ชื่อคนอ้างอิงได้ถ้าคุณต้องการ”
มิสซิสลอว์เรนซ์มองเจนนี่ด้วยแววตาเยือกเย็น สำรวจตรวจตรา “นานแค่ไหน”
“เดือนกว่าๆค่ะ สักหกอาทิตย์”
หล่อนเหลือบมองมือของเจนนี่ มีแหวนเกลียวสีทองวงเล็ก แต่อยู่ผิดนิ้ว “คุณมาคนเดียวใช่ไหม”
“ค่ะ” เจนนี่ยิ้มให้อีกครั้ง “ฉันยังไม่แต่งงานค่ะ มิสซิสลอว์เรนซ์ ฉันเดินทางไปทั่วนิวอิงแลนด์อยู่หลายเดือนเพื่อวาดภาพ ฉันอยากใช้เวลาระยะหนึ่งที่นี่ ที่วินดี้พอยท์”
“วาดภาพงั้นรึ” หญิงม่ายพูดพร้อมกับมองเธออยู่นาน
“ค่ะ”
มิสซิสลอว์เรนซ์ตัดสินใจว่าหล่อนชอบหน้าตาท่าทางของเจนนี่...และการที่เธอเป็นหญิงสาวที่ไม่พูดเรื่อยเจื้อยเกี่ยวกับตัวเอง และความจริงก็คือความจริง กระท่อมว่างเปล่าเป็นของไร้ประโยชน์ “ที่นั่นสะอาดและระบบน้ำประปาดี หลังคาซ่อมไว้เมื่อสองปีก่อน แต่เตาขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมัน มีห้องนอนสองห้อง และห้องหนึ่งเป็นห้องว่าง”
เจนนี่รู้ว่านี่เป็นเรื่องเจ็บปวดสำหรับหล่อน แม้เสียงของหญิงม่ายจะราบเรียบและแววตามั่นคง หล่อนคงกำลังคิดถึงเวลาหลายปีที่หล่อนเคยอาศัยอยู่ที่นั่น
“ไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียง และโทรศัพท์ก็ยกเลิกไปแล้ว คุณจะติดโทรศัพท์ก็ได้ถ้าต้องการ”
“แค่นี้ก็ฟังดูดีแล้วค่ะ มิสซิสลอว์เรนซ์”
บางอย่างในน้ำเสียงของเจนนี่ทำให้หล่อนกระแอม มันเป็นความเห็นใจและเข้าใจที่มอบให้แก่กันอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นครู่หนึ่งหล่อนจึงบอกค่าเช่ารายเดือน ซึ่งถูกกว่าที่เจนนี่คาดไว้ เธอทำตามสัญชาตญาณโดยไม่ลังเล
“ฉันขอเช่าค่ะ”
ใบหน้าหญิงม่ายแสดงความแปลกใจเล็กน้อย “โดยไม่ดูมันก่อนอย่างนั้นหรือคะ”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” เจนนี่หยิบสมุดเช็คออกจากกระเป๋าถือและเขียนจำนวนเงินด้วยท่าทีกระฉับกระเฉงแบบที่มิสซิสลอว์เรนซ์ชื่นชม “บางทีคุณคงพอบอกฉันได้ว่าฉันจะต้องหาซื้ออะไรบ้าง พวกผ้าปูเตียงและจาน”
มิสซิสลอว์เรนซ์มองเช็ค “เจเนวีฟ” หล่อนพึมพำ
“ฌองวิแอฟค่ะ” เจนนี่แก้ พูดภาษาฝรั่งเศสอย่างคล่องแคล่ว “ตามชื่อคุณย่า” เธอยิ้มอีกครั้ง ทำให้หน้าตาแบบนางฟ้าใจร้ายดูอ่อนโยนลง “แต่ทุกคนเรียกฉันว่าเจนนี่ค่ะ”
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เจนนี่ก็มีกุญแจกระท่อมอยู่ในกระเป๋า อาหารสองกล่องบนเบาะหลัง และแผนที่ไปกระท่อมอยู่ในมือ เธอขับรถผ่านสายตาหวาดระแวงห่างเหินของคนในหมู่บ้าน และไม่หัวเราะกับการจ้องมองตาแทบถลนของวัยรุ่นร่างผอมแห้งคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านขายของชำระหว่างที่เธอกำลังเลือกจานกระเบื้อง
เมื่อเธอพร้อมจะออกเดินทาง พระอาทิตย์ก็เริ่มตกดินแล้ว เมฆคล้อยต่ำดูไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ และลมเริ่มแรงขึ้น มันยิ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศของการผจญภัย เจนนี่ขับรถไปตามถนนขรุขระสายแคบที่พาออกไปทางชายทะเลพร้อมด้วยความรู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวายข้างในที่หมายความว่าสิ่งใหม่กำลังรออยู่ที่ขอบฟ้า
เธอมีนิสัยรักการผจญภัย บรรพบุรุษของเธอเป็นโจรสลัด...เป็นวายร้ายแห่งท้องทะเล เรือของเขาทั้งเร็วและโหดร้าย และเขาแย่งชิงสิ่งที่ต้องการโดยไม่นึกกลัว หนึ่งในสมบัติของเจนนี่คือบันทึกการเดินเรือของเขา ฟิลิปเป้ กรองโดบันทึกการกระทำอันชั่วร้ายของเขาไว้อย่างหลักแหลมและมีอารมณ์เสียดสีที่เธอไม่เคยต่อต้านได้ เธออาจได้นิสัยจริงจังของผู้ดีพลัดถิ่นมาจากทางแม่ แต่เจนนี่ซื่อสัตย์พอที่จะรู้ว่าเธอคงออกเรือไปกับโจรสลัดฟิลิปเป้และรักทุกนาทีของมัน
ขณะที่รถกระดอนไปตามทางขรุขระ เธอมองทิวทัศน์รอบกายที่ห่างไกลจากนิวออร์ลีนส์บ้านเกิดจนแทบเป็นอีกโลกหนึ่ง นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับใช้เวลากลางวันอย่างเกียจคร้านและกลางคืนที่ครึกครื้น ในโลกที่เต็มไปด้วยหินและสายลมแห่งนี้ คุณต้องระวังตัวทุกนาที ความผิดพลาดจะไม่ถูกลืมเลือนได้ง่ายๆ ณ ที่แห่งนี้
แต่สิ่งที่เธอเห็นมันมากกว่าผืนดินที่แข็งกระด้างและโขดหิน มันคือความมั่นคง เธอสัมผัสมันได้ในดินแดนที่ยืนหยัดต่อสู้กับท้องทะเลอย่างไม่ย่นระย่อ มันรู้ว่ามันจะพ่ายแพ้ ทีละนิ้วทีละนิ้ว ศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า แต่มันไม่ยอมแพ้ แม้ขณะนี้เงาจะทอดยาวในยามเย็น เธอก็ยังจอดรถ เธอจำเป็นต้องถ่ายทอดความประทับใจลงบนแผ่นกระดาษ
มีอ่าวเล็กๆห่างจากถนนไปไม่กี่หลา ตอนนี้ผิวน้ำไม่สงบเนื่องจากพายุกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา เจนนี่หยิบสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอ ได้กลิ่นปลาเน่าและสาหร่ายทะเล มันไม่ทำให้เธอย่นจมูก เธอเข้าใจว่ามันคือส่วนหนึ่งของเสน่ห์อันประหลาดที่เรียกให้เหล่าผู้ชายมุ่งหน้าออกทะเล
พื้นที่บริเวณนี้เป็นหินหน้าเรียบ ใกล้ถนนมีพุ่มบลูเบอรี่ป่าที่กำลังออกผลชุดสุดท้ายของฤดูร้อน เธอได้ยินเสียงลม...ที่ฟังราวกับเสียงของผู้หญิงกำลังถอนใจและครวญคราง เธอยังมองไม่เห็นทะเล แต่เธอได้กลิ่นมัน และลิ้มรสของมันในอากาศที่อยู่รอบตัว
เจนนี่ไม่ต้องรับฟังคำสั่งใคร ไม่มีตารางเวลาให้ต้องรักษา เธอเคยชินกับอิสรภาพของตัวเองมานาน แต่ความสันโดษเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เธอรู้สึกมันได้ที่นี่ ใกล้อ่าวเล็กๆกลางสายลม ตลอดถนนสายแคบ และเธอซึมซับมันไว้ในตัวเธอ
เมื่อเธอกลับไปนิวออร์ลีนส์ เมืองที่เธอรัก และอยู่ท่ามกลางวันอันอบอ้าวที่มีกลิ่นของแม่น้ำและผู้คนคลาคล่ำ เธอจะระลึกถึงการใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในสถานที่อันโดดเดี่ยวและเย็นฉ่ำ ที่ซึ่งเธออาจเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวในรัศมีหลายไมล์
ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย แต่แฝงด้วยความตื่นเต้นที่ซ่านซ่าไปตามผิว หญิงสาวเริ่มสเก็ตช์ภาพ ลงรายละเอียดมากกว่าที่ตั้งใจไว้เมื่อตอนจอดรถ การปราศจากเสียงของมนุษย์เป็นสิ่งมีเสน่ห์สำหรับเธอ ใช่ เธอจะมีความสุขกับวินดี้พอยท์และกระท่อมหลังน้อยอย่างมาก
เมื่อวาดภาพเสร็จ เธอโยนสมุดกลับเข้าไว้ในรถ ใกล้ค่ำแล้ว ไม่เช่นนั้นเธอคงอยู่นานกว่านี้ เดินเข้าไปใกล้ขอบน้ำอีกนิด วันอันยาวนานของการวาดภาพรอคอยอยู่เบื้องหน้า...และใครจะรู้ว่าเวลาหนึ่งเดือนจะนำอะไรมาอีกบ้าง หญิงสาวยิ้มน้อยๆขณะติดเครื่อง
เมื่อได้ยินเสียงเครื่องสำลัก เธอจึงลองอีกครั้ง แต่มีเพียงเสียงครางและเสียงโคร้งเคร้งน่าสงสัย รถคันนี้สร้างปัญหาให้เธอเล็กน้อยในเมืองบาธ แต่ช่างเครื่องที่นั่นขันบางอย่างให้แน่นขึ้น และมันวิ่งได้ดีมาตลอด เจนนี่คิดถึงถนนที่ขรุขระ คิดว่าสิ่งที่ขันให้แน่นได้ก็หลวมได้อย่างง่ายดายเช่นกัน หญิงสาวสบถด้วยความหงุดหงิด ลงจากรถเพื่อเปิดฝากระโปรง
ต่อให้เธอมีเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่แค่ไขควงกับไฟฉายที่อยู่ในช่องเก็บของ เธอก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง เจนนี่ปิดฝากระโปรงลงตามเดิม มองไปตามถนน มันว่างเปล่า เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงลม ใกล้ค่ำเข้ามาทุกที และจากการคำนวณ เธออยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกับกระท่อม ถ้าเธอเดินย้อนกลับไป ใครสักคนน่าจะช่วยพาเธอไปส่งได้ แต่ถ้าเดินต่อไปข้างหน้า เธออาจไปถึงกระท่อมภายในสิบห้านาที หญิงสาวยักไหล่ หยิบไฟฉายออกจากช่องเก็บของและทำสิ่งที่เธอทำเป็นปกติ เธอก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
เธอต้องการแสงไฟในเกือบจะทันที ถนนอยู่ในสภาพไม่เหมาะกับการเดินพอๆกับการขับรถ แต่เธอต้องยึดเส้นทางเอาไว้ให้ดี เว้นแต่เธออยากจะหลงทางหรือหล่นตุ้บลงไปในอ่าว ร่องถนนลึกสลับกับหินที่โผล่สูงขึ้นมาจนเธอสงสัยว่ามีคนใช้เส้นทางนี้บ่อยแค่ไหน
ความมืดปกคลุมลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่อย่างเงียบเชียบ ลมพัดปะทะเรือนผมเธอ ส่งเสียงโหยหวนคร่ำครวญ สายหมอกลอยระอยู่รอบเท้า และเธอหวังว่ามันจะเบาบางอยู่เช่นนี้จนเธอได้เข้าไปอยู่ในกระท่อม ทันใดนั้นเธอก็ลืมเรื่องหมอกเมื่อพายุพัดเข้ามาอย่างรุนแรง
ภายใต้สภาพการณ์อื่น เจนนี่คงไม่รังเกียจการเปียกฝน ทว่าแม้แต่นิสัยรักการผจญภัยของเธอก็ยังทำให้เธอเครียดเมื่ออยู่ในความมืดที่แสงจากไฟฉายแทบจะฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่ได้ ความหงุดหงิดคือปฏิกิริยาแรกของเธอเมื่อเดินไปตามถนนขรุขระด้วยรองเท้าผ้าใบที่เปียกชุ่ม แล้วความหงุดหงิดก็เริ่มกลายมาเป็นความไม่สบายใจ และความกังวลใจ
แสงไฟฉายส่องกระทบหน้าตัดของก้อนหินและพุ่มไม้แคระแกร็น เกิดเงาที่ดูไม่เป็นมิตร แม้แต่ผู้หญิงที่ไร้จินตนาการก็อาจประสาทเสียได้ ภาพนางไม้ตัวเล็กๆจอมวายร้ายยิ้มอยู่ตามเงามืดวาบเข้ามาในหัว เธอจึงร้องเพลงที่ไม่ค่อยจะเป็นทำนองเพื่อขับไล่ความตื่นตระหนก เพ่งมองแต่แสงจากไฟฉาย
ฉันแค่เปียกปอน เจนนี่บอกตัวเองขณะเสยผมเปียกน้ำพ้นจากดวงตา มันจะไม่ทำให้ฉันตาย เธอเหลือบมองข้างถนนอีกครั้งอย่างไม่สบายใจ ไม่มีความมืดไหนจะเหมือนความมืดมิดในชนบท เจนนี่คิด แล้วกระท่อมอยู่ไหนนะ ตอนนี้เธอน่าจะเดินมากว่าไมล์แล้ว เธอกราดไฟฉายไปรอบตัวอย่างใจเสีย ฟ้าคำรามอยู่เหนือหัวขณะที่สายฝนสาดปะทะใบหน้า คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์ถึงจะพบกระท่อมมืดมิดร้างผู้คนโดยมีเพียงไฟฉายกระบอกเดียว
ยายโง่ เธอว่าตัวเองขณะที่กอดอกแน่นและพยายามคิด เป็นเรื่องโง่ที่จะก้าวเข้าหาสิ่งที่ไม่รู้ในเวลาที่คุณมีทางเลือก แต่เธอทำเช่นนั้นเป็นประจำ เธอเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางกลับไปที่รถและรออยู่ในนั้นจนกว่าพายุจะผ่านพ้นไป การต้องนั่งตัวเปียกโชกอยู่ในรถทั้งคืนไม่ใช่ความคิดที่น่ายินดี แต่มันก็ยังดีกว่าเดินหลงทางอยู่กลางพายุ และในรถยังมีถุงคุกกี้อยู่ เธอนึกขึ้นได้ขณะที่ยังกวาดไฟฉายไปมาเผื่อว่าอาจมี...บางอย่างอยู่ในความมืด หญิงสาวถอนใจ มองไปตามถนนเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วเธอก็เห็นมัน เจนนี่กะพริบตาไล่น้ำฝนและเขม้นมองอีกครั้ง แสงสว่าง ข้างหน้าต้องเป็นแสงสว่างอย่างแน่นอน แสงสว่างหมายถึงที่พักพิง ความอบอุ่น และเพื่อน เจนนี่เดินตรงไปหามันโดยไม่ลังเล
กลายเป็นว่าเธอต้องเดินไปอีกอย่างน้อยหนึ่งไมล์ ขณะที่พายุและถนนเลวร้ายลง สายฟ้าแล่นพาดท้องฟ้าพร้อมกับแสงสีม่วงน่ากลัว ให้ความสว่างขึ้นมาวูบหนึ่งซึ่งทำให้รอบตัวยิ่งมืดมากขึ้นเมื่อแสงเลือนหายไป เธอจำเป็นต้องเดินช้าๆเพื่อไม่ให้สะดุดล้ม และจับตาอยู่แต่บนพื้นดิน เธอเริ่มแน่ใจว่าเธอจะไม่มีวันได้แห้งหรืออบอุ่นอีกครั้ง แสงสว่างข้างหน้ายังคงมีให้เห็นและเป็นจริง ช่วยให้เธอไม่เหลียวมองข้ามบ่าบ่อยเกินไปนัก
เวลานี้เธอได้ยินเสียงทะเลที่โถมกระแทกเข้าใส่โขดหินและหน้าผาอย่างรุนแรง เมื่อฟ้าแลบขึ้นมาครั้งหนึ่ง เธอคิดว่ามองเห็นคลื่นที่กำลังพิโรธ ยอดคลื่นสีขาวปั่นป่วนอยู่ในระยะไกล แม้แต่ฝนยังมีกลิ่นของทะเล...ทะเลที่โกรธเกรี้ยวและเคืองแค้น เธอจะไม่...ไม่สามารถ...ปล่อยให้ตัวเองหวาดกลัว แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยเหตุที่มากกว่าการเดินสองไมล์ ถ้าเธอยอมรับว่าเธอกลัว เธอจะยอมจำนนต่อแรงกระตุ้นให้ออกวิ่ง และคงจบลงด้วยการตกหน้าผา ตกคูข้างทาง หรือตกลงไปในความว่างเปล่า
ความรู้สึกเคว้งคว้างมีมากเสียจนเธออาจนั่งลงบนถนนและร้องไห้ไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะลำแสงข้างหน้าที่ให้ความหวังของความปลอดภัย
เมื่อเจนนี่เห็นเงาตะคุ่มของสิ่งปลูกสร้างหลังม่านฝน เธอก็แทบหัวเราะออกมา ประภาคาร...หนึ่งในโครงสร้างอันแข็งแกร่งที่พิสูจน์ว่ามนุษย์ยังมีสำนึกในการเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นอยู่บ้าง แสงนำทางนั้นไม่ได้มาจากไฟที่หมุนอยู่บนยอดประภาคาร แต่มาจากหน้าต่างบานหนึ่ง เจนนี่ไม่เสียเวลาคิดสงสัย แต่เร่งฝีเท้าเท่าที่จะกล้าทำได้ ใครบางคนอยู่ที่นั่น...อาจเป็นชายชราหนังเหี่ยวย่นอดีตกะลาสีที่มีขวดเหล้ารัมอยู่ในมือ และพูดด้วยประโยคสั้นๆที่เผ็ดร้อน แต่เมื่อสายฟ้าฟาดผ่านท้องฟ้าอีกครั้ง เจนนี่ตัดสินใจว่าเธอชื่นชมบูชาเขาเรียบร้อยแล้ว
ตัวประภาคารดูใหญ่โตสำหรับเธอ...เป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยสำหรับใครก็ตามที่หลงทางและติดพายุ มันเป็นสีขาวโพลนกลางแสงไฟฉายของเธอเมื่อเธอส่องหาประตู หน้าต่างที่เปิดไฟอยู่สูงขึ้นไป เป็นบานบนสุดจากด้านที่เจนนี่เดินเข้าไป
เธอพบประตูบานหนาทำจากไม้เนื้อหยาบและทุบมัน เสียงพายุกลบเสียงทุบประตู เจนนี่ทุบประตูอีกครั้ง เข้าใกล้ความตื่นตระหนกมากกว่าที่อยากยอมรับ หรือเธอจะมาไกลถึงเพียงนี้ เข้าใกล้มากขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงเธอ คนเฝ้าประภาคารชราอยู่ในนั้น เธอคิดขณะทุบประตู อาจกำลังผิวปากและเหลาไม้ อาจใช้เวลายามเย็นให้หมดไปด้วยการใส่เรือลำเล็กไว้ในขวด
เจนนี่ยืนพิงประตูอย่างหมดหวัง รู้สึกว่าไม้เนื้อแข็งเปียกน้ำแนบอยู่กับแก้มและข้างกำปั้นขณะที่เธอยังคงทุบมันต่อไป ฉับพลันนั้นเองประตูก็เปิดออก เธอเสียหลักถลาเข้าไป แล้วแขนก็ถูกยึดไว้แน่นเมื่อเธอคะมำไปข้างหน้า
“ขอบคุณพระเจ้า!” เธอบอก “ฉันกลัวว่าคุณจะไม่ได้ยินฉัน” เธอใช้มือหนึ่งเสยผมให้พ้นจากใบหน้า และเงยหน้ามองชายคนที่เธอถือว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตเธอ
สิ่งหนึ่งคือเขาไม่แก่ หรือเหี่ยวย่น เขาค่อนข้างหนุ่มและผอม แต่ใบหน้าเรียวสีแทนอาจเป็นใบหน้าของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในท้องทะเล...แบบเดียวกับบรรพบุรุษของเธอ ผมของเขาเป็นสีเข้มเหมือนของเธอ และหนาพอกัน มันกระเซอะกระเซิงแบบที่จะเป็นเวลายืนโต้ลมอยู่ที่หัวเรือ ปากเขาเต็มอิ่มดูเร้าอารมณ์ จมูกตรงแบบผู้ดีบนใบหน้ากระด้าง ดวงตาเขาเป็นสีน้ำตาลเข้มใต้แนวคิ้วเข้ม และไม่เป็นมิตร เจนนี่สรุป ไม่แม้แต่จะแสดงความอยากรู้ มันมีแต่ความหงุดหงิด
“คุณโผล่มาที่นี่ได้ยังไง”
มันไม่ใช่การต้อนรับแบบที่เธอคาดไว้ แต่การเดินฝ่าพายุมาทำให้เธอสับสนเล็กน้อย “ฉันเดินมา” เธอบอกเขา
“เดินมา?” เขาทวนคำ “ในสภาพอากาศแบบนี้เนี่ยนะ จากไหน”
“ห่างออกไปสองไมล์...รถฉันเสีย” เธอเริ่มตัวสั่น ไม่ว่าจะจากความหนาวเย็นหรือปฏิกิริยาตอบสนองก็ตาม เขายังไม่ปล่อยมือจากเธอ และเธอยังตั้งตัวไม่ติด
“คุณมาทำอะไร ถึงได้เที่ยวขับรถตระเวนในตอนกลางคืนกลางสภาพอากาศแบบนี้”
“ฉัน...ฉันมาเช่ากระท่อมของมิสซิสลอว์เรนซ์ รถฉันเสีย แล้วฉันคงเดินเลยทางแยกมาเพราะมันมืด ฉันเห็นแสงไฟของคุณ” เธอหายใจลึกและรับรู้ในทันใดว่าขาเธอกำลังสั่น “ฉันขอนั่งได้ไหม”
เขามองเธออีกประมาณหนึ่งนาที ก่อนจะทำเสียงเหมือนคำรามและดันเธอไปที่โซฟา เจนนี่ทรุดลงนั่ง ทิ้งศีรษะพิงพนักและพยายามเรียกสติตัวเอง
เขาควรทำอย่างไรกับเธอดี แกรนท์ถามตัวเอง เขาขมวดคิ้วมองหญิงสาว นาทีนี้เธอดูเหมือนจะล้มพับลงได้ถ้าเขาหายใจแรงเกินไป ผมของเธอลู่ติดกับศีรษะ หยิกเล็กน้อย และดำพอกับยามราตรี ใบหน้าเธอไม่ได้งามเลิศหรือบอบบาง แต่สวยในแบบของราชวงศ์ยุคกลาง...โหนกแก้มสูง เครื่องหน้าคม เป็นเจ้าหญิงของเซลติกหรือแกลลิคที่มีร่างเล็กกระชับแบบนักกีฬาซึ่งเขามองเห็นได้ชัดเจนเพราะเสื้อผ้าเธอเปียกแนบไปกับเรือนร่าง
เขาคิดว่าใบหน้าและร่างกายแบบนั้นอาจดึงดูดใจพอสมควรภายใต้สภาพการณ์หนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปชั่วอึดใจเมื่อเธอเงยหน้ามองเขาคือดวงตาของเธอ สีเขียวของท้องทะเล โตและเฉียงเล็กน้อย ดวงตาของนางเงือก เขาคิด ชั่วอึดใจหนึ่ง หรืออาจเพียงครึ่งอึดใจ แกรนท์สงสัยว่าหรือเธอจะเป็นสัตว์ในตำนานที่ถูกพายุพัดขึ้นมาเกยฝั่ง
เสียงของเธอนุ่มนวลชวนฟัง และแม้เขาจะจับสำเนียงชาวใต้ได้ มันก็แทบฟังเหมือนสำเนียงต่างชาติหลังจากเคยชินกับสำเนียงเมืองชายฝั่งของรัฐเมน เขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะพอใจกับการมีผู้หญิงมาเคาะประตูบ้าน เมื่อเธอลืมตาและยิ้มให้เขา แกรนท์ก็อยากให้ตัวเองไม่ได้เปิดประตู
“ฉันขอโทษค่ะ” เจนนี่เริ่ม “ฉันพูดไม่รู้เรื่องใช่ไหมคะ ฉันคิดว่าฉันคงอยู่ข้างนอกเกินกว่าชั่วโมง แต่มันเหมือนหลายวัน ฉันชื่อเจนนี่ค่ะ”
แกรนท์เกี่ยวนิ้วหัวแม่มือกับกระเป๋ากางเกงยีนส์และนิ่วหน้าใส่เธออีก “แคมพ์เบลล์ แกรนท์ แคมพ์เบลล์”
เนื่องจากเขาพูดเพียงแค่นั้นและยังคงขมวดคิ้วนิ่วหน้า เจนนี่จึงพยายามเป็นฝ่ายคุย “มิสเตอร์แคมพ์เบลล์คะ ฉันบอกไม่ถูกหรอกค่ะว่าโล่งใจแค่ไหนตอนที่เห็นแสงไฟของคุณ”
เขามองเธออีกชั่วครู่ คิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่าเธอดูคุ้นหน้า “ทางเลี้ยวไปบ้านลอว์เรนซ์อยู่ย้อนไปหนึ่งไมล์”
เจนนี่เลิกคิ้วกับน้ำเสียงของเขา เขาคิดจะให้เธอกลับออกไปข้างนอกและเดินคลำทางไปจนเจอทางแยกอย่างนั้นหรือ เธอภูมิใจในความเป็นศิลปินที่ค่อนข้างอารมณ์เย็นของตน แต่เธอเปียกและหนาว และใบหน้าบึ้งตึงไม่เป็นมิตรของแกรนท์เหมือนฟางเส้นสุดท้าย “ฟังนะ ฉันจะจ่ายเงินให้คุณสำหรับค่ากาแฟกับการใช้...” เธอตบบนโซฟา ทำให้ฝุ่นบางๆฟุ้งขึ้นมา “...เจ้านี่สำหรับนอนคืนนี้”
“ผมไม่แบ่งบ้านให้คนเช่า”
“และคุณอาจเตะหมาป่วยออกไปถ้ามันเข้ามาเกะกะคุณ” เธอเสริมเสียงเรียบ “แต่คืนนี้ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกนั่น มิสเตอร์แคมพ์เบลล์ และฉันไม่แนะนำให้คุณพยายามจับฉันโยนออกไปด้วย”
นั่นทำให้เขานึกขัน แต่อารมณ์ขันไม่แสดงออกมาทางสีหน้า และเขาไม่แก้ข้อสันนิษฐานของเธอที่ว่าเขาคิดจะผลักเธอออกไปเผชิญพายุ เขาพูดมันออกไปเพียงเพื่อแสดงความไม่พอใจและบอกให้รู้ว่าเขาจะไม่รับเงินจากเธอ ถ้าเขาไม่หงุดหงิด เขาอาจพอใจกับความจริงที่ว่า ถึงเธอจะเปียกปอนและซีดเซียว แต่เธอก็ยังแสดงความกล้าหาญ
เขาเดินไปอีกด้านของห้องโดยไม่พูดอะไร และก้มลงค้นในตู้ไม้โอ๊กเก่าๆ เจนนี่มองตรงไปข้างหน้าแม้ขณะที่ได้ยินเสียงน้ำกระทบแก้ว
“เวลานี้คุณต้องการบรั่นดีมากกว่ากาแฟ” แกรนท์บอกเธอ ยื่นแก้วมาใต้จมูกหญิงสาว
“ขอบคุณ” เจนนี่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สาวชาวใต้ชำนาญ เธอไม่จิบ แต่ดื่มมันจนหมดภายในอึกเดียว ปล่อยให้ความอบอุ่นดึงระบบต่างๆในร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ เธอส่งแก้วเปล่าคืนเขาด้วยท่าทีสุภาพห่างเหิน
แกรนท์เหลือบมองแก้วและเกือบยิ้มออกมา “อยากได้อีกสักแก้วไหม”
“ไม่” เธอพูดเสียงเย็นชาและหยิ่งยโส “ขอบคุณ”
ฉันโดนเข้าให้แล้ว ชายหนุ่มคิดในใจ เจ้าหญิงตรัสกับสามัญชน แกรนท์โยกตัวบนส้นเท้าระหว่างทบทวนทางเลือกของตน เขาได้ยินเสียงพายุดังผ่านผนังหนาของประภาคาร แม้แต่การเดินทางเพียงไมล์เดียวไปยังกระท่อมของลอว์เรนซ์ก็ยังยากลำบากถึงแม้จะไม่เจออันตรายใดๆ เป็นเรื่องยุ่งยากน้อยกว่าถ้าจะให้เธอนอนตรงนี้แทนที่จะขับรถไปส่งเธอที่กระท่อม ชายหนุ่มหมุนตัวพร้อมกับสบถด้วยความอ่อนใจมากกว่าขุ่นเคือง
“มานี่” เขาสั่งโดยไม่หันกลับไปมอง “คุณจะนั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นทั้งคืนไม่ได้”
เจนนี่นึกอยากจะเหวี่ยงกระเป๋าถือใส่เขาเต็มแก่
บันไดทำให้เธอหลงเสน่ห์ เธอเกือบพูดออกมาก่อนห้ามตัวเองได้ทัน มันทำด้วยเหล็กและเวียนขึ้นไปถึงด้านบน แกรนท์ก้าวขึ้นไปบนชั้นสองซึ่งเจนนี่คะเนว่าสูงกว่าชั้นแรกยี่สิบฟุต เขาเคลื่อนไหวเหมือนแมวในความมืดระหว่างที่เธอจับราวบันไดและรอให้เขาเปิดไฟ
มันสาดแสงสลัวและเงามืดมากมายเหนือพื้นไม้โล่ง เขาเดินผ่านประตูบานหนึ่งทางขวาเข้าไปในส่วนที่เธอพบว่าเป็นห้องนอนของเขา...เล็กและไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก แต่มีเตียงทองเหลืองโบราณที่เจนนี่หลงรักในทันที แกรนท์เดินไปยังตู้เสื้อผ้าเก่าๆที่อาจสวยได้ถ้ามีการขัดแต่งเสียใหม่ เขาพึมพำบางอย่างกับตัวเองระหว่างค้นของ และดึงเสื้อคลุมผ้าขนหนูสีซีดออกมาตัวหนึ่ง
“ห้องอาบน้ำอยู่ฝั่งตรงข้าม” เขาพูดห้วนๆ ยัดเสื้อคลุมใส่แขนเจนนี่ก่อนจะทิ้งเธอไว้ตามลำพัง
“ขอบคุณมากค่ะ” เธอพึมพำขณะที่เขาเดินย้อนกลับลงบันได หญิงสาวเชิดคาง ดวงตาเป็นประกาย และเดินข้ามไปอีกด้านของทางเดิน และพบตัวเองหลงเสน่ห์มันอีกครั้ง
อ่างอาบน้ำเป็นกระเบื้องสีขาว มีขาตั้งทองเหลืองที่เห็นได้ชัดว่าเขาใช้เวลาขัดจนมันวับ ห้องนี้ใหญ่ไม่มากไปกว่าห้องสุขา แต่พื้นห้องปูด้วยไม้ซีดาร์ลงแล็คเกอร์ มีอ่างล้างหน้าแบบขาตั้งและกระจกเงาบานเล็ก หลอดไฟเหนือหัวเปิดด้วยการดึงเชือก
เจนนี่ถอดเสื้อผ้าเปียกออกจากตัวด้วยความยินดี ก้าวลงในอ่างและดึงผ้าม่านผืนบางปิด เปิดน้ำร้อนจากฝักบัวเล็กๆรดให้ความอบอุ่นกับร่างกายทันที เจนนี่แน่ใจว่าสวรรค์ไม่มีทางหอมหวานไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ต่อให้มันมีปิศาจเฝ้าอยู่
แกรนท์ชงกาแฟกาใหม่ในครัวและเปิดซุปอีกกระป๋อง เขาคิดว่าคงต้องหาอะไรให้เธอกิน ทางด้านหลังของหอคอย เสียงทะเลจะดังกว่า มันเป็นเสียงที่เขาเคยชิน...ไม่ได้ชินเสียจนไม่ได้ยินเสียงมัน แต่เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้อยู่แล้วว่าจะได้ยิน ถ้ามันรุนแรงและเกรี้ยวกราดเหมือนเช่นคืนนี้ แกรนท์ก็เพียงรับรู้ แล้วก็ทำงานของเขาต่อไป
หรืออันที่จริงเขาคงจะทำงานต่อไปถ้าไม่เปิดประตูออกไปพบผู้หญิงร่างเปียกโชกหน้าประตู เวลานี้เขาคงต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อชดเชยกับเวลาที่เธอทำให้เขาเสียไป เมื่อความหงุดหงิดในเบื้องต้นผ่านพ้นไป แกรนท์ยอมรับว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เขาจะให้ความช่วยเหลือพื้นฐานเช่นอาหารร้อนๆกับหลังคาคุ้มหัวกับเธอ และมันจะมีเพียงเท่านั้น
รอยยิ้มทำให้ใบหน้าเขาสว่างขึ้นเมื่อนึกถึงสายตาที่เธอใช้มองเขาขณะที่นั่งตัวเปียกชุ่มอยู่บนโซฟาของเขา สุภาพสตรีคนนี้เป็นพวกไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาสรุป แกรนท์มีความอดทนน้อยมากกับพวกขี้แพ้ เมื่อเขาเลือกบริษัท เขาจะเลือกบริษัทที่พูดสิ่งที่ตัวเองคิด และพร้อมที่จะยึดมั่นกับคำพูดของตน ในทางหนึ่ง นั่นคือเหตุผลที่แกรนท์กำหนดตารางเวลาให้ตัวเอง
เขาเพิ่งกลับมาจากไฮยันนิสพอร์ท ที่ซึ่งเขาทำหน้าที่ส่งมอบเชลบี น้องสาวของเขา ให้แต่งงานกับอลัน แมคเกรเกอร์ ได้ไม่ถึงสัปดาห์ เขาพบด้วยความอึดอัดใจว่าการแต่งงานทำให้เขามีอารมณ์อ่อนไหว ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกแมคเกรเกอร์ที่จะโน้มน้าวให้เขาอยู่ต่ออีกสองวัน เขาชอบคนพวกนั้น โดยเฉพาะตาเฒ่าแดเนียลที่โผงผาง และแกรนท์ไม่ใช่คนที่จะชอบใครได้ภายในเวลาอันสั้น เขาระมัดระวังมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่แมคเกรเกอร์ที่มารวมตัวกันเป็นสิ่งยากจะต้านทาน และเขาใจอ่อนลงเล็กน้อยเพราะการแต่งงาน
การมอบตัวน้องสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อเขาคงทำถ้ายังมีชีวิตอยู่ ให้ความรู้สึกทั้งเจ็บปวดและยินดี ซึ่งแกรนท์ดีใจที่มีสิ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเขาด้วยการใช้เวลาไม่กี่วันท่ามกลางแมคเกรเกอร์ก่อนเขากลับวินดี้พอยท์...จนถึงกับขบขันในความซอกแซกที่ไม่ซ่อนเร้นของแดเนียลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา เขาสนุกมากพอที่จะตอบรับคำเชิญในการกลับไปเยือนอีกครั้ง คำเชิญที่แม้แต่เขาเองยังแปลกใจที่คิดจะทำตามที่รับปากไว้
สำหรับเวลานี้ เขามีงานที่ต้องทำ แต่เขาบอกตัวเองว่าการขัดจังหวะเป็นเวลาสั้นๆจะไม่สร้างความเสียหายให้กับสถานการณ์ปัจจุบันของเขาจนเกินจะแก้ไข ตราบใดที่มันยังเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ คืนนี้เธอสามารถนอนในห้องว่าง แล้วเขาจะจัดการให้เธอออกไปในตอนเช้า อารมณ์เขาเริ่มดีขึ้นจนเกือบเป็นมิตรเมื่อซุปเริ่มเดือด
แกรนท์ได้ยินเสียงเธอเดินเข้ามาแม้ว่าเสียงข้างนอกจะยังดัง เขาหันไป พร้อมที่จะชวนคุยด้วยท่าทีเป็นมิตรมากขึ้น ทว่าภาพของเธอในชุดเสื้อคลุมของเขาทำให้เขาชะงัก
ให้ตาย เธอเป็นคนสวย สวยเกินกว่าจะทำให้ใจเขาสงบ เสื้อคลุมทำให้เธอดูตัวเล็ก แม้เธอจะม้วนแขนเสื้อขึ้นไปจนเกือบถึงข้อศอก สีฟ้าซีดของตัวเสื้อช่วยขับเน้นผิวสีน้ำผึ้งของเธอ เธอปัดผมเปียกชื้นไปด้านหลัง ทำให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่มีเพียงลูกผมน้อยๆระอยู่แถวขมับ ด้วยดวงตาสีเขียวอ่อนและขนตาสีเข้มเปียกน้ำ เธอดูเหมือนนางเงือกยิ่งกว่าที่เขาคิดในทีแรก
“นั่งลงสิ” เขาสั่งพลางหันกลับมา หงุดหงิดกับความปรารถนาที่พลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่พึงประสงค์ “คุณกินซุปได้”
เจนนี่ชะงักชั่วอึดใจ สายตากวาดไล่ไปตามแผ่นหลังเขาก่อนนั่งลงที่โต๊ะไม้หยาบๆ “โอ ขอบคุณค่ะ” คำตอบของเขาเป็นเพียงเสียงพึมพำจับใจความไม่ได้ก่อนที่เขาจะวางชามลงตรงหน้าเธอ หญิงสาวหยิบช้อน ไม่ยอมปล่อยให้ศักดิ์ศรีเข้ามาขวางทางความหิว เธอแปลกใจที่เขานั่งลงตรงข้ามพร้อมชามซุปของเขา แต่ก็ไม่พูดอะไร
ครัวมีขนาดเล็กสว่างไสว และเงียบมากๆ เสียงเดียวมาจากสายลมและทะเลที่ปั่นป่วนอยู่ด้านนอกผนังหนา ตอนแรกเจนนี่กินโดยจ้องอยู่เพียงชามซุปตรงหน้า แต่เมื่อความหิวที่รุนแรงผ่านพ้นไป เธอเริ่มมองไปรอบห้อง มันมีขนาดเล็กก็จริง แต่ไม่มีพื้นที่ว่างเสียเปล่า ตู้ไม้โอ๊กแบบหยาบๆบนผนังทำให้มีพื้นที่จำนวนมากสำหรับเก็บของ เคาน์เตอร์ทำจากไม้เช่นกัน แต่ขัดจนเกลี้ยงและเงางาม เธอเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ในรูปของเครื่องชงกาแฟและเครื่องปิ้งขนมปัง
เขาดูแลห้องนี้ดีกว่าส่วนที่เหลือของบ้าน หญิงสาวคิด ไม่มีจานทิ้งไว้ในอ่าง ไม่มีเศษขนมปังหรือกาแฟหกเลอะเทอะ และกลิ่นเดียวคือกลิ่นหอมของซุปและกาแฟ เครื่องครัวเก่าและผ่านการใช้งานมานาน แต่ไม่มีคราบสกปรกสะสม
ความโกรธของเธอลดน้อยลงเมื่อท้องเริ่มอิ่ม ถึงอย่างไรเธอก็บุกรุกความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้อนรับคนแปลกหน้าด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี เขาหน้าตาบึ้งตึง แต่เขาก็ไม่ปิดประตูใส่หน้าเธอ แถมเขายังหาเสื้อผ้าแห้งๆมาให้เธอเปลี่ยน และเตรียมอาหารให้เธอกิน เธอเสริมขณะที่พยายามกดศักดิ์ศรีของตัวเองลงไป
เธอขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อมองไล่ผ่านหน้าโต๊ะไปจนถึงมือของเขา คุณพระช่วย เธอคิดด้วยความตกใจ มันช่างงดงาม ข้อมือเล็ก แต่ไม่ให้ความรู้สึกของความอ่อนแอ แต่เป็นความแข็งแกร่งสง่างามเต็มไปด้วยความสามารถ หลังมือของเขาเป็นสีแทนเข้มและไร้ริ้วรอย ยาวเรียวเช่นเดียวกับนิ้วของเขา เล็บสั้นและตรง ความเป็นชายชาตรีคือความคิดแรกของเธอ ตามมาติดๆด้วยคำว่าคล่องแคล่ว เจนนี่สามารถนึกภาพมือคู่นี้ถือฟลุทได้อย่างง่ายดายเหมือนที่เธอสามารถนึกภาพมันกวัดแกว่งดาบ
เธอลืมส่วนอื่นในตัวเขาขณะที่ยังคงหลงวนอยู่กับมือคู่นั้นและปฏิกิริยาที่เธอมีต่อมัน เธอรู้สึกวูบวาบแต่ไม่ต่อต้านมัน เธอแน่ใจว่าผู้หญิงคนไหนถ้าได้มาเห็นมือที่งดงามและโรแมนติกคู่นี้ ย่อมต้องสงสัยว่ามันจะให้ความรู้สึกเช่นไรยามสัมผัสผิวของเธอ มือที่ไม่มีความอดทน มือที่ชำนาญ มันเป็นมือแบบที่สามารถดึงทึ้งเสื้อผ้าออกจากตัวผู้หญิงหรือปลดเปลื้องอาภรณ์จากตัวเธออย่างอ่อนโยนก่อนที่เธอจะทันได้รู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
เมื่อความซาบซ่านที่เจนนี่รู้ว่าคือความคาดหวังแล่นวาบขึ้นมาตามแผ่นหลัง เธอก็รีบหยุดตัวเอง นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่! แม้แต่จินตนาการของเธอก็ไม่ควรเฉไฉไปในทิศทางนั้น เธอช้อนสายตาขึ้นมองหน้าเขา ยังงุนงงเล็กน้อยกับความรู้สึกที่ไม่ถูกขจัดออกไปง่ายๆ
เขากำลังมองเธอ...อย่างเย็นชา เหมือนนักวิทยาศาสตร์กำลังมองตัวอย่างทดลอง ตอนที่เธอหยุดกินกะทันหัน เขาเห็นตาเธอตวัดมองมือของเขาและจับจ้องอยู่ที่มันด้วยดวงตาหลุบต่ำพอบดบังความรู้สึก แกรนท์รอคอย รู้ว่าในไม่ช้าเธอจะเงยหน้าขึ้นมอง เขาคาดหวังว่าจะเห็นความโกรธเคืองเย็นชาหรือความสุภาพเยือกเย็น แต่สีหน้าตกตะลึงของเธอทำให้เขางุนงง หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้น ทำให้เขาทึ่ง แต่มันเป็นความอ่อนแอที่ทำให้เขาต้องการเธอจนแทบเป็นเจ็บปวด แม้ในเวลาที่เธอเซถลาเข้ามาในบ้าน เปียกโชกและหลงทาง เธอยังไม่ดูไร้การป้องกันตัวเองขนาดนี้ เขาสงสัยว่าเธอจะทำอย่างไรถ้าเขาลุกขึ้นยืน ดึงเธอให้ลุกตาม และลากเธอขึ้นไปบนเตียงของเขา เขาสงสัยว่าตัวเองกำลังเป็นบ้าอะไร
ทั้งคู่มองหน้ากัน ต่างถูกจู่โจมด้วยความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ขณะที่สายฝนและสายลมกระหน่ำเข้าหาตัวบ้าน แยกทั้งสองออกจากความเจริญ เขาคิดขึ้นมาอีกครั้งว่าเธอดูเหมือนนางพรายจากท้องทะเล ส่วนเจนนี่คิดว่าเขาเป็นคู่แข่งบรรพบุรุษจอมวายร้ายของเธอได้สบาย
ขาเก้าอี้ของแกรนท์ครูดไปกับพื้นเมื่อเขาดันมันออกห่างจากโต๊ะ เจนนี่ชะงัก
“มีห้องพร้อมเตียงอยู่บนชั้นสอง” ดวงตาเขากระด้างและเข้มด้วยความโกรธที่ถูกกดไว้...ท้องขมวดเป็นปมจากความปรารถนาที่ถูกข่มกลั้น
เจนนี่พบว่าฝ่ามือเธอเปียกชื้นด้วยความกระวนกระวายและรู้สึกโกรธขึ้นมา การโกรธเขาย่อมดีกว่า “โซฟาตรงนี้ก็ใช้ได้” เธอพูดเสียงเย็น
เขายักไหล่ “ก็ตามใจ” เขาเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก เจนนี่รอจนได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินขึ้นบันไดก่อนจะยกมือขึ้นกดท้อง ครั้งต่อไปที่เธอเห็นแสงสว่างในความมืด หญิงสาวบอกตัวเอง เธอจะวิ่งไปในทิศตรงกันข้ามอย่างไม่คิดชีวิต

