ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
บทที่ 1
หล่อนกำลังเดินลากเท้าไปตามริมถนนแคบๆ ณ ที่ใดที่หนึ่งทางเหนือของกรุงลอนดอน...ทางเหนืออันไกลแสนไกลจากกรุงลอนดอน และหล่อนไม่แน่ใจเสียทีเดียวว่าคือที่ไหน เสื้อคลุมสีบานเย็นและหมวกบอนเน็ตสีชมพูประดับขนนกหลากสี ทั้งชมพูเข้ม บานเย็น และม่วง ทำให้หล่อนดูเหมือนนกน้อยสีจัดจ้าจากแดนไกลที่ร่วงลงมาคลุกดินจนมอมแมมอยู่บนถนนฝุ่นคลุ้งสายนี้ มีรถม้าน้อยคันนักแล่นผ่าน และคันที่แล่นผ่านก็ดูจะมุ่งไปในทิศตรงกันข้าม แต่ทว่า ใครๆที่ผ่านมาก็คงจะตัดสินใจผ่านเลยไปเมื่อได้เห็นหล่อน รองเท้าบู๊ตครึ่งข้อของหล่อนเป็นเครื่องแต่งกายเพียงอย่างเดียวที่ไร้สีสัน เพราะมันกลายเป็นสีเทาพอๆกับท้องถนน แม้ว่าแท้จริงแล้วจะเป็นสีดำอยู่ภายใต้ฝุ่นผงก็ตาม...สีดำที่เก่าซอมซ่อเสียด้วย หล่อนกำกระเป๋าผ้ายู่ยี่มอซอไว้แน่น ภายในบรรจุเหรียญเงินจำนวนน้อยนิดอย่างน่าอนาถที่ใกล้จะหมดเกลี้ยงเต็มที...น้อยนิดและใกล้หมดจนน่าพรั่นพรึง อันที่จริงแล้ว ไม่อาจจะกล่าวในรูปพหูพจน์ได้ด้วยซ้ำ เพราะมีเหลืออยู่เพียงเหรียญเดียวเท่านั้น
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นหล่อนในยามนี้...ใครก็ตามในชั่วระยะห้าไมล์อันเวิ้งว้าง...คงไม่อาจจะมองข้ามหล่อนไปได้ หรืออาจจะถึงกับตาบอดพร่าไปด้วยความงามของหล่อนเลยก็ได้ หญิงสาวคิดพร้อมกับเบ้ปาก และไม่ว่าใครก็คงเดาไม่ได้เลยว่าหล่อนเป็นสตรีสาวผู้ประพฤติตนได้น่านับถือยิ่งนัก ทั้งยังร่ำรวยมากอีกด้วย หล่อนหัวเราะคิกออกมากับอารมณ์ขันที่รังแต่จะทำให้ตัวเองขวัญเสียมากกว่าเดิมเมื่อได้ยิน จากการคำนวณ หล่อนจะต้องใช้เวลาหลายวัน หรืออาจจะหลายสัปดาห์ กว่าจะเดินไปถึงแฮมป์เชียร์ หล่อนไม่อาจชี้เฉพาะเจาะจงลงไปกว่านั้นได้ แต่การคำนวณที่แม่นยำยิ่งกว่าบอกว่า หล่อนเหลือเงินในกระเป๋าพอจะซื้อขนมปังได้อีกเพียงก้อนเดียว...และเป็นก้อนเล็กๆเสียด้วย
ขนมปังก้อนเล็กๆหนึ่งก้อนจะพอยาไส้ให้หล่อนเดินเท้าไปได้อีกหลายวันงั้นหรือ และจะเกิดอะไรขึ้นหากมันไม่เพียงพอ หล่อนผลักความคิดนั้นออกไปอย่างหนักแน่นแล้วสาวเท้าให้เร็วขึ้น มันต้องได้สิน่า ไม่มีอาหารเหลือเมื่อไหร่ หล่อนก็คงต้องอดนั่นแหละ ดื่มน้ำเอาก็คงพอประทังได้อยู่ น้ำก็หาได้เหลือเฟืออยู่แล้ว หล่อนเพียงแต่หวังว่าอากาศจะยังแจ่มใสและไม่หนาวเกินไปในยามค่ำคืน อย่างไรเสียนี่ก็เพิ่งจะต้นพฤษภาคม แต่หญิงสาวตัวสั่นขึ้นมาใหม่เมื่อคิดว่าจะต้องนอนกลางแจ้งอีกคืนหนึ่ง เมื่อคืนนี้แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หล่อนก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง หล่อนขดตัวอยู่บนพื้นข้างพุ่มไม้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเวลากลางคืนจะมืดมิดและเต็มไปด้วยเสียงที่ไม่รู้จัก แต่ละเสียงล้วนชวนขนหัวลุกด้วยกันทั้งสิ้น แน่นอนว่า หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องชวนขนหัวลุกของจริง และหล่อนก็รอดตัวมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
ไม่อยากจะเชื่อเลย หล่อนคิด แล้วหยุดชั่วครู่เพื่อเหลียวมองกลับไปยังเส้นทางเบื้องหลัง ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับคนอย่างหล่อน ชีวิตที่ผ่านมาทั้งจืดชืด น่าเบื่อ และปราศจากมลทินใดๆเป็นที่สุด ไม่มีอะไรที่ละม้ายคล้ายคลึงกับการผจญภัยแม้แต่น้อยเข้ามาร้องทักทายในชีวิต ตอนนี้หล่อนกำลังชิงชังตัวเองที่เคยโหยหาเรื่องตื่นเต้น ใครคนหนึ่งที่หล่อนจำไม่ได้ว่าเป็นใครเคยบอกว่า จงระวังคำอธิษฐานของตัวเอง เพราะมันอาจจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา ปัญหาของการผจญภัยในฝันก็คือ ทุกเรื่องล้วนแต่จบลงด้วยความสุขสนุกสนาน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย อันที่จริงแล้ว หากหล่อนรอดชีวิตไปได้ก็คงถือว่าโชคดีเต็มที
ความคิดนั้นน่าสยดสยองแต่ก็แสนจะเป็นความจริงจนหล่อนหัวเราะคิกออกมาอีก หล่อนมักจะดุพวกเด็กๆว่าชอบแสดงอารมณ์มากมายเหมือนละครน้ำเน่า หล่อนมักจะปรามพวกเขาไม่ให้เล่าวีรกรรมบ้าบิ่นที่ไปทำมาอย่างเกินจริงมากเกินไป
ใจคอจะไม่มีใครเดินทางผ่านถนนสายนี้บ้างเลยหรือไง มันเป็นถนนสายหลักระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ไม่ใช่หรือ แต่เท่าที่หล่อนได้เห็นมาตลอดวัน...และนี่ก็จะเที่ยงแล้ว...กลับมีเพียงเกวียนของชาวนาที่บรรทุกปุ๋ยมูลสัตว์ มันไม่ได้เคลื่อนที่เร็วกว่าหล่อนเดินเท่าไรเลย ทั้งยังเหม็นอย่างร้ายกาจ แต่ถึงกระนั้น หล่อนก็ยังวิงวอนขอโดยสารไปด้วย แปลกนักที่คนเราสามารถเอ่ยปากขอร้องได้ง่ายดายเมื่อความจำเป็นบังคับ หล่อนสงสัยว่าตัวเองจะเที่ยวขอขนมปังจากใครๆหรือเปล่าหลังจากเหรียญเงินเหรียญสุดท้ายหมดไป มันเป็นความคิดที่น่าสังเวชยิ่ง อย่างไรก็ตาม ชาวนาผู้มีฟันดำปี๋ที่หลอตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างกลับถลึงตาใส่ราวกับหล่อนเป็นนกหน้าตาพิกลตัวหนึ่งจริงๆ จากนั้นเขาก็พึมพำอะไรที่จับความไม่ได้ ก่อนจะลากเกวียนต่อไปอีกสองสามหลาแล้วเลี้ยวลงท้องนาไป
จริงอยู่ว่ามีรถม้าโดยสารคันหนึ่งและรถไปรษณีย์คันหนึ่งผ่านหน้าไป แต่รถพวกนั้นไม่นับ การอ้อนวอนขอนั่งรถสาธารณะฟรีๆคงเป็นไปไม่ได้ แน่นอนว่ามีเสียงเป่าปากและโห่แซวจากทั้งคนขับรถม้าและผู้โดยสารชายทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นความอัปยศอย่างสุดแสนสำหรับผู้หญิงที่เคยชินกับการที่ไม่มีใครมาสนใจ
หล่อนเริ่มออกเดินอย่างมุ่งมั่นอีกครั้ง บางทีอาจจะเป็นการดีแล้วที่กระเป๋าเดินทางใบเล็กของหล่อนถูกขโมย จะได้ไม่ต้องถือให้ลำบาก หล่อนคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง จนกระทั่งนึกได้ว่าถ้ามันไม่ถูกขโมย หล่อนก็คงจะได้ขึ้นไปนั่งบนรถม้าโดยสารเรียบร้อยแล้ว และเข้าใกล้จุดหมายปลายทางมากกว่านี้ หล่อนยังแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองโง่เขลาเพียงใดที่เก็บเงินและตั๋วไว้ในกระเป๋าเดินทาง แล้วไว้ใจให้สาวชนบทตัวอ้วนล่ำที่เป็นมิตรและดูน่านับถือช่วยเฝ้าให้ ตลอดช่วงครึ่งแรกที่ร่วมทางมาด้วยกันนั้น ทั้งสองพูดคุยอย่างเป็นกันเองมาก หล่อนแค่เข้าไปใช้ห้องน้ำในโรงแรมเพียงห้านาที พอกลับออกมา ผู้หญิงอ้วนล่ำคนนั้นก็หายไปแล้วพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง เงิน และตั๋วโดยสารของหล่อน
คนขับรถม้าโดยสารปฏิเสธที่จะรับหล่อนขึ้นรถ เจ้าของโรงแรมปฏิเสธที่จะเรียกตำรวจและมองหล่อนเหมือนเป็นหนอนตัวหนึ่ง...หนอนสีเทาๆ หล่อนยังใส่เสื้อคลุมสีเทาและหมวกบอนเน็ตของตัวเองอยู่ในตอนนั้น
ในที่สุดก็มีอะไรบางอย่างใกล้เข้ามา...อะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าเกวียนเล็กน้อย คงจะเป็นรถม้าโดยสารหรือรถไปรษณีย์อีกสักคัน หญิงสาวคิดพร้อมกับถอนหายใจ หยุดฝีเท้า แล้วขยับลงจากถนนไปเบียดซุกพุ่มไม้ เพราะไม่อยากถูกชนกระเด็นโดยคนขับรถม้าที่เชื่อว่าตัวเองเป็นเจ้าของถนน
มันเป็นรถม้าส่วนตัว...รถม้าเรียบๆเทียมม้าสี่ตัวซึ่งเข้าคู่กันอย่างน่าชม คนขับรถม้าและคนรับใช้ชายนั่งประจำที่ แต่งเครื่องแบบสีน้ำเงินกันทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่าผู้โดยสารคงจะเป็นท่านผู้ยิ่งใหญ่ เป็นใครสักคนที่คงจะมองหล่อนเหมือนหนอนไร้ค่า และพร้อมจะเหยียบให้แบนใต้ฝ่าเท้าหรือใต้ล้อรถโดยไม่ยี่หระเลยแม้แต่น้อย...โดยเฉพาะเมื่อหล่อนอยู่ในสภาพนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อรถม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ หล่อนก็ยกมือขึ้น ทีแรกอย่างลังเล แล้วจากนั้นก็อย่างห้าวหาญมากขึ้นด้วยการยื่นแขนโบกเข้าไปในถนน ความตระหนกเอ่อท้นเต็มลำคอและรูจมูก หล่อนไม่คิดว่าตัวเองเคยรู้สึกเดียวดายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต...ทั้งๆที่หล่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตโดดเดี่ยวด้วยซ้ำ
รถม้าแล่นหวือผ่านไปโดยไม่ชะลอ คนรับใช้ทั้งสองไม่หันศีรษะมามองให้เสียเกียรติด้วยซ้ำ พวกเขาเพียงแค่ชายตามาทางหล่อน แล้วเอาศอกถองกันและกันพลางยิ้มกริ่มก่อนจะขับผ่านไป หญิงสาวกัดริมฝีปากล่าง แต่ทันใดนั้น รถม้าก็ไม่เพียงแต่ชะลอตัว แต่ยังหยุดสนิทอยู่ข้างหน้าหล่อนไปไม่ไกล คนขับรถเหลียวหลังมา ท่าทางตกใจอยู่บ้าง แล้วมองมาที่หล่อนด้วยดวงหน้าซึ่งสูญสิ้นรอยยิ้มไปแล้ว
หล่อนรีบรุดตามไป
โอ...ได้โปรด ได้โปรดเถิด พระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า
ผู้ที่อยู่ในรถม้ากำลังดึงกระจกข้างที่ใกล้ตัวหล่อนที่สุดลงต่ำ มือข้างหนึ่งในถุงมือหนังสีครีมราคาแพงวางพักบนขอบกระจก แล้วใครคนนั้นก็โน้มตัวมามองขณะที่หล่อนเข้าไปหา เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ดวงหน้าหล่อเหลาของเขาหยิ่งยโสแกมเบื่อหน่าย เรือนผมสีน้ำตาลดกหนาจัดทรงยุ่งๆอย่างประณีต เสียงเขายามเมื่อเปล่งวาจาสอดคล้องกับสีหน้าท่าทาง
“นกน้อยสีจัดจ้าผู้แต่งแต้มทิวทัศน์ให้สดใส” เขาพูด “อะไรหรือคือสิ่งที่เธอต้องการ”
หล่อนคงจะตอกกลับใส่หน้าเขาไปแล้วหากไม่เหนื่อยและหิวขนาดนี้ ยังไม่นับที่เมื่อยเท้า มอมแมม หวาดกลัว...และอับอาย เขาคิดว่าหล่อนต้องการอะไรไม่ทราบที่ออกมายืนอยู่กลางถนนห่างไกลจากที่ไหนก็ตามเป็นไมล์ๆอย่างนี้
“ได้โปรดเถอะค่ะ คุณสุภาพบุรุษ” หล่อนพูดพลางหลุบสายตาลงมองกระเป๋าผ้าของตนซึ่งถูกกำแน่นอยู่ในมือทั้งสองข้างราวกับจะให้มั่นใจว่ามันจะไม่ถูกฉกชิงไป “ไม่ทราบว่าคุณจะกรุณาอนุญาตให้ฉันนั่งไปกับคนรับใช้ของคุณสักไม่กี่ไมล์ได้ไหมคะ” หล่อนไม่ได้อยากขึ้นไปนั่งอยู่ระหว่างสองหนุ่มที่ยิ้มกริ่มนั่นหรอก แต่การทำเช่นนั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทางที่เหลือ
“แล้วนี่กำลังจะไปไหนล่ะ” หล่อนสังเกตว่านิ้วใต้ถุงมือของเขากำลังเคาะกราวที่ขอบกระจก และพอจะบอกได้จากน้ำเสียงว่าเขากำลังขมวดคิ้ว
“ขอประทานโทษครับ...” คนขับรถพูดขึ้นพร้อมกับกระแอมไออย่างสุภาพ
“ที่ไอให้ฉันได้ยินน่ะรึ” สุภาพบุรุษท่านนั้นกล่าว ฟังดูเบื่อหน่ายกว่าเก่า “ฉันยกโทษให้ เบตส์ ว่าแต่กำลังจะไปไหนล่ะ แม่คุณ”
“ไปแฮมป์เชียร์ค่ะ” หล่อนพูด
“ไปแฮมป์เชียร์?” หล่อนได้ยินความประหลาดใจในน้ำเสียงแม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “นั่นออกจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ไกลโขอยู่นะสำหรับการเดินเล่นยามบ่าย”
“ได้โปรดเถอะค่ะ” หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา อย่างที่นึกไว้ไม่ผิด เขากำลังขมวดคิ้ว นิ้วยังเคาะขอบกระจกเป็นจังหวะ เขาดูยโสโอหังยิ่งนัก ดูท่าคงจะหมดหวังเสียแล้ว “แค่ไม่กี่ไมล์เท่านั้น แค่ถึงเมืองหรือหมู่บ้านข้างหน้า”
คนขับรถม้ากระแอมไออีกครั้ง
“เราเห็นจะต้องหาหมอยามาตรวจนายซะแล้ว เบตส์” สุภาพบุรุษท่านนั้นกล่าวอย่างรำคาญ
แล้วเขาก็เปิดประตูออกและกระโดดลงมายังพื้นถนนโดยไม่ได้ดึงขั้นบันไดลง หล่อนถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ ตระหนักขึ้นมาทันทีว่าถนนหนทางรกร้างทั้งซ้ายและขวา มีเพียงชายแปลกหน้าสามคนอยู่กับหล่อน เขาเป็นสุภาพบุรุษร่างใหญ่ ตัวสูงใหญ่ มิใช่อวบท้วม เขาสูงกว่าหล่อนสักช่วงศีรษะเห็นจะได้ และหล่อนก็ไม่ใช่คนตัวจิ๋ว ประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อคืนนี้ทำให้หล่อนรู้ซึ้งเป็นอย่างดี
“เอาละ” สุภาพบุรุษท่านนั้นกล่าว แล้วหันกลับไปก้มลงดึงบันไดลงมาด้วยตัวเอง แม้ว่าคนรับใช้ชายจะตะลีตะลานโผลงมาจากที่นั่งแล้ว “ไปถึงเมืองหรือหมู่บ้านข้างหน้าก็แล้วกันครับ มิส...?” เขาหันกลับมามองหล่อน คิ้วเลิกสูง
“เกรย์ค่ะ” หล่อนบอก
คิ้วข้างหนึ่งยังเลิกค้างอยู่ขณะที่อีกข้างลดกลับลงมาแล้ว “มิสเกรย์” เขาทวนคำพลางยื่นมือมาให้ หล่อนรู้สึกว่าเขาคงดูสีสันสดใสบนเครื่อง-แต่งกายของหล่อนแล้วสรุปว่ามันไม่ได้สอดคล้องกับชื่อนี้เลย หล่อนมาสงสัยเมื่อสายเกินไปแล้วว่าทำไมหล่อนถึงไม่ฉุกคิดแล้วดึงขนนกเจ้ากรรมทั้งสามออกจากหมวกโยนทิ้งพุ่มไม้ข้างทางไปเสียตั้งแต่เมื่อเช้า
เขาคิดจะให้หล่อนนั่งข้างในรถม้ากับเขางั้นหรือ เขาไม่รู้หรือไงว่ามันไม่เหมาะสม... แต่การมัวเคร่งครัดธรรมเนียมปฏิบัติดูจะน่าหัวร่อในสถานการณ์เช่นนี้ และโอกาสที่จะได้เข้าที่ร่ม ต่อให้เป็นเพียงในรถม้าสักคันก็ยั่วยวนใจนัก
“ฉันไม่ได้คิดจะนั่งข้างในหรอกค่ะ คุณสุภาพบุรุษ” หล่อนพูด
“งั้นหรือครับ” เขาโบกไม้โบกมืออย่างรำคาญใจ “จะอย่างไรก็มาเถอะ มิสเกรย์ ผมจะพยายามระงับความกระหายอยากชิมนกเขตร้อนจนกว่าเราจะไปถึงหมู่บ้านถัดไป”
หล่อนวางมือข้างหนึ่งลงบนมือเขาแล้วสังเกตเห็นทันทีว่ารูโหว่ที่นิ้วโป้งของถุงมือหล่อนเคลื่อนมาจนปรากฏให้เห็นแก่สายตา “ขอบคุณค่ะ” หล่อนพูดพลางรู้สึกขายหน้าจนอยากจะมุดแผ่นดินหนี จากนั้นพอได้เข้าไปนั่งอยู่ในรถ พิงพนักฝั่งที่อยู่ใกล้ม้า และรู้สึกถึงความอบอุ่นและอ่อนนุ่มของกำมะหยี่สี่น้ำเงิน หล่อนก็ต้องกลืนน้ำลายอีกหลายอึกเพื่อระงับใจไม่ให้แสดงอาการสมเพชตัวเองออกมา หล่อนบิดถุงมือที่นิ้วโป้งให้รูโหว่หลบเข้าข้างในด้วยความหวังว่าเขาจะไม่ทันเห็นความซอมซ่อของมัน
สุภาพบุรุษท่านนั้นปิดประตูอีกครั้งแล้วนั่งลงยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม จากนั้นรถม้าก็ออกตัววูบไปข้างหน้า หล่อนยิ้มให้เขาอย่างไม่มั่นใจเล็กน้อยและพยายามจะไม่หน้าแดง หล่อนจำไม่ได้ว่าเคยมีครั้งไหนที่ต้องอยู่ตามลำพังกับสุภาพบุรุษสองต่อสองเช่นนี้
อลิสแตร์ มันโร ดยุคแห่งบริดจ์วอเตอร์ กำลังเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมฤดูออกงาน มารดาของเขาอยู่ที่นั่นแล้ว เช่นเดียวกับน้องสะใภ้ของเขา เลดี้จอร์จ มันโร แน่นอนว่าจอร์จเองก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่จอร์จไม่ได้มีพิษภัยอะไร น้องสาวอีกสองคนของเขาก็อยู่ที่นั่นเช่นกันพร้อมด้วยสามีของพวกหล่อนแต่ละคน บริดจ์วอเตอร์ซาบซึ้งเข้าไปถึงทรวงว่าการปรากฏตัวของญาติๆผู้หญิงในเมืองหลวงระหว่างฤดูออกงานนั้นจะมีผลอย่างไรต่อเขา เขาจะถูกจับเดินโชว์ตัวไปทุกๆงานเต้นรำ งานแสดงดนตรี งานสังสรรค์ยามเย็น และงานบันเทิงประดามีที่วงสังคมชั้นสูงคิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อความหรรษาร่วมกัน การที่ญาติๆผู้หญิงของเขาบอกว่าพวกหล่อนไม่อาจไปร่วมงานสังคมได้โดยปราศจากเขานั้นเป็นเพียงเหตุผลบังหน้า เพราะแต่ละคนดูจะสนุกสนานกันเองได้ดีอยู่ในช่วงต้นฤดู และทุกคนล้วนมีสามีที่จะลากไปไหนมาไหนด้วยกันได้ ยกเว้นเพียงมารดาเขา ผู้ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีคนพาไปอยู่แล้ว ถูกแล้ว เหตุผลที่แท้จริงก็คือ พวกหล่อนต้องการให้เขาได้ทัศนาบรรดาเด็กสาวหน้าแฉล้มที่เพิ่งเปิดตัวหมาดๆสู่ตลาดสมรสในปีนี้ รวมทั้งมารดาของพวกหล่อน มารดาและน้องสาวของเขา อีกทั้งน้องสะใภ้ ต่างหมายมั่นปั้นมือจะจับเขาแต่งงานให้ได้ เพราะเขาอายุตั้งสามสิบสี่ปีแล้ว นับเป็นตัวเลขที่สูงอย่างน่าตกใจสำหรับดยุคผู้ปราศจากทายาทที่เป็นสายเลือดของตน
ปัญหาก็คือ เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับความหดหู่จนกระทั่งอารมณ์ดีขึ้นมาเมื่อเห็นนกน้อยสีจัดจ้ายืนอยู่ริมถนน มือข้างหนึ่งยื่นหราออกมา ปัญหาก็คือเขาเริ่มหมดกำลังใจจะต้านทานแล้ว และกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะใจอ่อนจนยอมแต่งงานให้สิ้นเรื่องสิ้นราว นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาท่วมท้นไปด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตครั้งมโหฬาร ทำไมไม่แต่งงานให้จบๆไปเสียหากมารดาของเขาหมายมั่นปั้นมือขนาดนั้น เขาเดาว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำเรื่องนี้เข้าสักวัน อย่างไรเสียเขาก็ต้องเปิดห้องเลี้ยงเด็กบ้าๆนั่นอยู่แล้ว
เขากำลังเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง...หงุดหงิด...และหดหู่กับความคิดที่ว่าชีวิตและความรักกำลังผ่านเลยไป เขาเคยเป็นคนโรแมนติก เคยฝันว่าจะได้พบผู้หญิงที่เกิดมาเป็นเนื้อคู่ของเขาตั้งแต่วันกำเนิดโลก แต่เขาหาหล่อนไม่พบตลอดช่วงอายุยี่สิบปีที่ยังกระตือรือร้น จากนั้นเขาก็เริ่มวิตก เพื่อนสนิทของเขาบางคนถ้าไม่ถูกหลอกให้แต่งงานก็ต้องแต่งเพราะความจำเป็นบังคับ มันทำให้เขาเริ่มตระหนก ถ้าเกิดว่าเขาต้องเจอกับเรื่องแบบนั้นเข้าอีกคนล่ะ ตัวอย่างเช่น เกเบรียล เอิร์ลแห่งธอร์นฮิลล์ ที่ประมาทกับแผนล้างแค้นของตัวเองจนต้องรีบแต่งเจ้าสาวทั้งที่ไม่ต้องการ ไหนจะเพื่อนสนิทที่สุดของเขา ฮาร์ทลีย์ มาร์ควิสแห่งคาริวผู้สันโดษและขาดความมั่นใจในตนเอง ฮาร์ทลีย์แต่งงานด้วยความรักกับสุภาพสตรีผู้งดงามที่สุดในโลก แต่กลับพบว่าหล่อนแต่งงานกับเขาด้วยเหตุผลอื่น และยังมีฟรานซิส เนลเลอร์ที่ใจดีช่วยดูแลมิสคอร่า ดาวนส์ แม่สาวเปิ่นเทิ่นที่กะเปิ๊บกะป๊าบจนน่าตกใจ ทั้งๆที่หล่อนเป็นเพียงลูกสาวพ่อค้า ผลสุดท้ายกลับจบลงด้วยการต้องแต่งงานกับหล่อนหลังจากไปทำให้สาวเจ้าเสื่อมเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ หายนะครั้งสุดท้ายนั่นเกิดขึ้นเมื่อหกปีมาแล้ว และบริดจ์วอเตอร์ก็หลีกเลี่ยงไม่เอาตัวไปพัวพันกับความโรแมนติกใดๆอีกนับตั้งแต่นั้น
ด้วยเหตุนั้นเขาจึงต้องเบื่อหน่าย หงุดหงิด และไร้สุขโดยสิ้นเชิง เขาหนีไปกบดานที่ไวท์วิคฮอลล์ บ้านของเขาในกลอสเตอร์เชียร์ ที่ซึ่งมีแต่จะเตือนให้เขานึกถึงการครองคู่อย่างมีความสุขที่เขาเคยไขว่คว้าแต่หาไม่พบ เขาตระเวนเดินทางไปทั่ว เข้าร่วมงานสังสรรค์บ้านแล้วบ้านเล่า จากเมืองตากอากาศแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง เพื่อไล่ตามหาสิ่งที่จะจุดประกายความสนใจของเขาได้อีกครั้ง
เขาเพิ่งจะจากยอร์กเชียร์มาหลังจากไปพำนักกับคาริวและภรรยาที่คฤหาสน์ไฮมัวร์อย่างยืดยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่เทศกาลอีสเตอร์ เขาได้พบหน้าเอิร์ลแห่งธอร์นฮิลล์บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะที่ดินของฝ่ายนั้นติดกับคาริว และโชคชะตายังบันดาลให้ลอร์ดฟรานซิส เนลเลอร์ ไปเยี่ยมเยียนที่นั่นด้วย ถึงแม้ลอร์ดฟรานซิสและครอบครัวจะกลับบ้านไปแล้วเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนก็ตาม สามีภรรยาทั้งสามคู่นี้ล้วนแต่เคยทำให้ดยุคขวัญหนีดีฝ่อจนเลิกฝันถึงความรักโรแมนติกและความสุขชั่วนิรันดร์ดั่งในเทพนิยาย น่าขันนักที่คนทั้งสามคู่ต่างกำลังอยู่ในภาวะที่ตัวเขาเองเคยใฝ่ฝันไว้ คนทั้งสามคู่ชื่นมื่นและแวดล้อมไปด้วยลูกๆ ที่ดินทั้งสองแห่งดูจะคับคั่งไปด้วยเด็กๆที่เจี๊ยวจ๊าว ซุกซน เริงร่า และน่ารักน่าเอ็นดูอย่างประหลาด สามคนของธอร์นฮิลล์ สองคนของคาริว และสี่คนของเนลเลอร์
ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่บริดจ์วอเตอร์จะรู้สึกเดียวดายมากเท่ากับช่วงเวลาหลายสัปดาห์นั้น เขาเป็นเพื่อนรักของทุกคน แต่ไม่ใช่สามีและคนรักของใคร เขาเป็นลุงที่รักของเด็กเก้าคน แต่ไม่ใช่บิดาของใครเลย
เขากระหายถึงอะไรสักอย่างที่จะดึงความสนใจของเขาเอาไว้ได้ อันที่จริงแล้วเขาตะเกียกตะกายหาสิ่งนั้นเสียจนไม่ลังเลที่จะเคาะผนังด้านหน้าเป็นสัญญาณให้รถม้าจอดเมื่อสังเกตเห็นแม่นกน้อยที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางสถานที่รกร้างว่างเปล่า วอนขอโดยสารไปด้วย ทั้งๆที่ไม่มีผู้หญิงที่น่านับถือคนไหนจะกล้าทำเช่นนั้น แน่ละ หล่อนไม่ใช่ผู้หญิงที่น่านับถือ หล่อนดูผิดที่ผิดทางจนน่าขันกับสภาพแวดล้อมในตอนนี้ หล่อนดูราวกับเพิ่งจะก้าวออกมาจากซ่องโสเภณีไร้ระดับ...หรือโรงละครต่ำชั้นสักแห่งหนึ่ง
เอาเถอะ บริดจ์วอเตอร์คิด ถ้าความรักและความโรแมนติกได้ผ่านเลยเขาไปแล้ว ก็ยังมีความเพลิดเพลินอย่างอื่นที่เหลืออยู่ ถึงเขาจะชอบหาเมียเก็บและคู่นอนชั่วคราวจากระดับที่น่านับถือกว่านี้สักหน่อยก็ตาม
แม้จะสวมเครื่องแต่งกายสีฉูดฉาดบาดตา หล่อนกลับฝุ่นเขรอะ มอซอ และเสื้อผ้ายับยู่ยี่จนน่ากระอักกระอ่วนใจ แต่หล่อนมีท่าทีสุภาพนอบน้อมและสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ สองมือกำกระเป๋าผ้าโทรมๆไว้แน่นยามยืนข้างรถม้า ตาหลุบมองกระเป๋าผ้าราวกับกลัวว่าเขาจะกระชากมันไปจากอุ้งมือหล่อนแล้วสั่งเบตส์ให้โผนม้าหนี เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่หยุดรถ เขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะเล่นบทสุภาพบุรุษอย่างที่หล่อนหวัง และไม่มีใครบอกได้ว่าการเด็ดดอมผู้หญิงแปลกหน้านั้นอันตรายเพียงไหน เขารู้สึกหงุดหงิด แต่เขาก็หยุดรถไปแล้ว มันคงโหดร้ายที่จะขับผ่านไปแล้วทิ้งหล่อนให้ยืนอยู่ที่นี่เพียงเพราะเขากำลังเบื่อและไม่มีอารมณ์ เห็นได้ชัดว่ามีใครสักคนเตะหล่อนออกจากรถม้าและทิ้งหล่อนไว้ตามยถากรรม ซึ่งทำให้หล่อนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ออกจะเลวร้ายไม่น้อย
เขาเพียงแต่หวังว่าหล่อนจะไม่เล่นบทสาวน้อยผู้เหนียมอาย มันจะเหมือนนกแก้วเขตร้อนที่ปลอมตัวเป็นกระรอกสีเทา
แต่แล้วหล่อนก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ และเขาก็เห็นว่ามันเป็นดวงตาที่งดงาม...สีน้ำตาลอ่อนประกายทอง ดวงตาคู่โตที่ใสแจ๋วและฉลาดเฉลียว ดวงตาที่พินิจพิเคราะห์เขาอย่างเยือกเย็น เขาถอนหายใจและกระโดดลงไปพยุงหล่อนขึ้นรถ อย่างไรเสียเขาก็คงไม่สามารถปล่อยหล่อนให้ขึ้นไปนั่งเบียดอยู่ระหว่างเบตส์กับฮอลแลนเดอร์ และทำให้สองคนนั้นขาดสมาธิที่จะขับต่อไปอีกหลายไมล์ก่อนตะวันพลบโดยไม่ทำให้รถหกคะเมนลงคูไปเสียก่อน และบางทีการค้นหาว่าทำไมหล่อนจึงเดินเท้าไปแฮมป์เชียร์โดยมีเพียงกระเป๋าผ้าซอมซ่อใบหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมทางอาจจะช่วยบรรเทาความเบื่อของเขาได้บ้างในระยะทางจากที่นี่ไปถึงหมู่บ้านข้างหน้า
มิสเกรย์ มิสเกรย์ เป็นนามสกุลที่ไม่เข้าท่าอย่างน่าหัวร่อเกินกว่าจะเป็นของจริง มิสอะไรสักอย่างกำลังเดินทางภายใต้นามแฝง เขาคิด เอาเถอะ อยากจะเก็บชื่อนามสกุลจริงเอาไว้ก็ตามใจ มันไม่ได้มีความสำคัญกับเขาเลยแม้แต่เศษเสี้ยว
บริดจ์วอเตอร์ค่อยๆพินิจพิเคราะห์หลังจากรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งและสังเกตว่า นอกจากนัยน์ตาอันงดงามแล้ว หล่อนยังหน้าตาสะสวยไม่ใช่เล่น เขายังออกจะแปลกใจเมื่อเห็นว่าดวงหน้านั้นเกลี้ยงเกลาปราศจากเครื่องสำอาง เรือนผมสีน้ำตาลแดงแพลมออกมาเล็กน้อยใต้หมวกบอนเน็ตที่ไร้รสนิยมอย่างน่าขนลุกขนพองนั่น โชคไม่ดีที่เรือนผมนั้นไม่ได้เข้ากันเลยกับเครื่องแต่งกายทั้งหมดของหล่อน ยกเว้นชุดกระโปรงสีเทาที่เขาเห็นแวบๆใต้เสื้อคลุม หล่อนอายุน้อยกว่าที่เขาคิดในทีแรก เดาว่าคงไม่เกินยี่สิบห้าปี
สายตาซึ่งหลุบต่ำอยู่บนตักบัดนี้เงยขึ้นจ้องมองเขา โอ...จริงเสียด้วย เป็นดวงตาที่งดงามยิ่งนัก และหล่อนก็มีฝีมือในการใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดเสียด้วย บริดจ์วอเตอร์ระงับสัญชาตญาณที่อยากกดไหล่เข้ากับเบาะเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างหล่อนกับเขาให้มากขึ้น เขาเพียงแต่เลิกคิ้วแทน
“เอาละ มิสเกรย์” เขาเอ่ยขึ้น เน้นชื่อหล่อนเล็กน้อยเพื่อแสดงให้รู้ว่าเขาไม่ได้เชื่อเลยแม้แต่ขณะจิตเดียวว่านั่นเป็นชื่อจริงของหล่อน “พอจะบอกหน่อยได้ไหมว่าคุณจะไปแฮมป์เชียร์ทำไม”
มันเป็นคำถามที่ซอกแซกอวดดี แต่หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี และเขาก็มีสิทธิ์จะได้รับความบันเทิงเป็นการแลกเปลี่ยนกับการพาหล่อนโดยสารไปอีกสักไม่กี่ไมล์
“ฉันจะไปรับมรดกของตัวเองที่นั่นค่ะ” หล่อนพูด “แล้วก็จะแต่งงานกับคนที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฉัน”
เขากอดอกและรู้สึกยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่โชคชะตาบันดาลให้เขาสังเกตเห็นหล่อนที่ริมถนนขณะที่รถม้ากำลังแล่นผ่าน ทั้งๆที่เขากำลังงีบหลับอยู่เมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้ เขาคงจะไม่ผิดหวังในตัวหล่อน หล่อนจะต้องมอบความเพลิดเพลินให้กับเขาด้วยนิยายยกเมฆที่ชวนขันอย่างแสนวิเศษ บางทีมันอาจจะเหลวไหลพอๆกับเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ เขายังสังเกตเช่นกันว่าหล่อนพูดด้วยสำเนียงที่ได้รับการขัดเกลา คงจะมีใครบางคนเคยลงทุนสอนบทเรียนทางวาทศิลป์ให้กับหล่อน
“หรือครับ” เขาตอบรับเป็นเชิงให้กำลังใจ “มรดกของคุณ?” ขึ้นต้นมาเสียเข้มข้นชวนฟังขนาดนี้ กระตุ้นอีกสักนิดก็คงเล่าต่อได้น่า เขาจะให้หล่อนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมรดกเสียก่อน พอตะล่อมจนหมดมุกแล้ว ค่อยแหย่ให้เล่าเรื่องการแต่งงานเพื่อเอื้อประโยชน์ที่ว่านั่นต่อไป ถ้าหล่อนเป็นนักประดิษฐ์เรื่องที่สร้างสรรค์ เขาอาจจะยอมพาหล่อนไปยังหมู่บ้านถัดไปอีกด้วยซ้ำ
“คุณตาของฉันเพิ่งเสียค่ะ” หล่อนเล่า “ท่านทิ้งบ้านและทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับฉัน ฉันเชื่อว่าออกจะใหญ่โตทีเดียว หมายถึงตัวบ้านน่ะค่ะ จะว่าไปมูลค่าของทรัพย์สมบัติก็ด้วย ตามที่ฉันได้ยินมา มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก เพราะฉันไม่เคยรู้จักท่านมาก่อนเลย คุณตาไล่คุณแม่ออกจากบ้านเมื่อคุณแม่แต่งงานกับคุณพ่อ และพ่อลูกไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย”
เขาพนันด้วยสมบัติของตัวเองครึ่งหนึ่งเลยว่า เดี๋ยวหล่อนคงจะบรรยายต่อไปว่าคุณพ่อเป็นพระอธิการบ้านนอก เรื่องน้ำเน่าเก่าเก็บแท้ๆ...ทายาทสาวผู้ร่ำรวยแต่งงานกับบาทหลวงบ้านนอกจนๆด้วยความรัก และกัดก้อนเกลือกินด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป บริดจ์วอเตอร์นึกว่าหล่อนจะสร้างสรรค์กว่านี้เสียอีก แต่บางทีหล่อนอาจจะปรับปรุงขึ้นบ้างหลังจากอุ่นเครื่องได้ที่แล้ว
“แล้วคุณพ่อของคุณ...?” เขาถาม
“คุณพ่อเป็นบาทหลวงค่ะ” หล่อนพูด “ท่านไม่ได้ร่ำรวยและไม่เคยปรารถนาจะร่ำรวย แต่ท่านกับคุณแม่รักกันและมีความสุขด้วยกัน”
นั่นปะไร ทีนี้ทั้งสองคนก็จะต้องเสียชีวิตไปแล้ว แล้วมิสเกรย์ทำมาหากินอะไรล่ะในเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว แน่นอนว่าหล่อนจะต้องหางานทำแทนที่จะไปกราบกรานคุณตาผู้มั่งคั่ง มันต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว คุณธรรมและศักดิ์ศรีอันสูงส่งจะมีชัยเหนือความโลภ ว่าแต่จะทำงานอะไรดี อะไรที่ดูเหมาะสมสำหรับสุภาพชน ไม่ใช่สาวใช้แน่ ไม่มีทางเป็นโสเภณีด้วย รับจ้างดูแลสุภาพสตรีสูงศักดิ์งั้นหรือ ไม่งั้นก็ครูพี่เลี้ยง ถ้าให้เดาคงเป็นอย่างหลัง ใช่ เขาพนันได้เลยว่าหล่อนคงตัดสินใจที่จะมีชะตากรรมเป็นครูพี่เลี้ยง แต่ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้ หล่อนคงเลือกเป็นครูพี่เลี้ยงไม่ได้ในเมื่อแต่งตัวเสียขนาดนี้ เขาสงสัยว่าหล่อนจะฉุกคิดทันเวลาหรือไม่
“และท่านทั้งสองก็เสียชีวิตไปแล้วใช่ไหม” เขาคุมเสียงให้เรียบและเห็นอกเห็นใจ
“ค่ะ”
เขาดีใจที่เห็นว่าหล่อนไม่ได้ควักผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋ามาซับหัวตา ถ้าหล่อนทำอย่างนั้นเขาคงจะบอกศาลากับการเป็นผู้ฟังเป็นแน่ การบีบน้ำตาอย่างน่าสังเวช...แม้จะเพียงเสแสร้ง...มีแต่จะทำให้เขารำคาญ ยิ่งไปกว่านั้น มันจะเป็นการพิพากษาให้หล่อนต้องลงที่หมู่บ้านข้างหน้านี้ เขาสงสัยว่าใครกันหนอที่ถีบหล่อนลงจากรถม้าเมื่อหลายไมล์ก่อน และเพราะเหตุใดกัน สายตาเขาค่อยๆปรายลงต่ำ เสื้อคลุมตัวนี้ออกจะใหญ่เอาการ แต่เขาเดาว่ามันซ่อนเรือนร่างที่อาจจะมีส่วนเว้าส่วนโค้งน้อยกว่าที่เขาคาดไว้ในตอนแรก
“ฉันไปรับตำแหน่งเป็นครูพี่เลี้ยงเมื่อคุณพ่อเสียค่ะ” หล่อนพูด “ที่ทางเหนือของอังกฤษ” หล่อนบุ้ยใบ้อย่างคลุมเครือมายังทิศของเขา
หล่อนคงจะเป็นครูพี่เลี้ยงที่พิลึกเอาการ เขาอมยิ้มในใจกับภาพหล่อนในห้องเรียน แล้วพนันได้ว่าหล่อนคงจะดึงดูดความสนใจของเด็กๆได้มากกว่าผู้หญิงซีดเซียวทึมทื่อที่มักจะรับตำแหน่งนั้น แน่ละ คุณผู้หญิงเจ้าของบ้านอาจถึงขั้นชักตาตั้งเมื่อได้เห็นหล่อน ส่วนคุณผู้ชายเจ้าของบ้าน จะเป็นในทางตรงกันข้าม...
“แล้วจากนั้น” เขาพูด “พอกำลังนึกว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในชะตากรรมทำงานหนักตัวคนเดียวไปตลอดกาล คุณก็ได้รับข่าวการเสียชีวิตของคุณตาและพินัยกรรมที่คาดไม่ถึงของท่าน”
“มันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆค่ะ” หล่อนกล่าวพร้อมกับมองเขาด้วยสีหน้าจริงใจเปิดเผยที่สมบทบาทอย่างน่าชื่นชม “ท่านไม่ได้ตอบจดหมายคุณพ่อด้วยซ้ำตอนที่เขียนไปแจ้งข่าวเรื่องคุณแม่เสีย คิดดูสิคะ อีกอย่าง คุณแม่มีน้องชายคนหนึ่ง ฉันเดาว่าคุณน้าคงจะเสียไปโดยไม่มีทายาท คุณตาจึงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้ฉัน”
“คุณตาของคุณอาศัยอยู่ในแฮมป์เชียร์หรือ” เขาถาม
หล่อนพยักหน้าพลางมองเขาอย่างใสซื่อกระตือรือร้นและดูไม่เหมือนคนตีสองหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาสงสัยว่าเมื่อคืนนี้หล่อนนอนที่ไหน สภาพนั้นเห็นๆอยู่ว่านอนหลับไปทั้งเสื้อคลุม แม้แต่ขนนกเจ้ากรรมบนหมวกก็ยังดูโทรมไม่น้อย และเขาก็สงสัยเช่นกันว่าเงินในกระเป๋าหล่อนมีอยู่เท่าไร แน่นอนว่าคงมีไม่พอจะซื้อตั๋วรถม้าโดยสารไปยังที่ใดก็ตามที่หล่อนตั้งใจไว้ แน่ละ...เว้นแต่ว่าหล่อนไม่คิดที่จะเสียเงินเปล่าๆปลี้ๆในเมื่อตัวเองสามารถปะเหลาะนักเดินทางขี้เบื่ออย่างเขาให้แบ่งที่นั่งในรถม้าเพื่อแลกกับเรื่องราว...และบางทีอาจจะ...หรืออาจจะไม่...แลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นด้วย บางทีหากเขาถาม หล่อนอาจจะบอกว่าตัวเองชื่อ เชอเฮราซาดก็ได้ เชอเฮราซาด เกรย์ ใช่ คงเหมาะกับหล่อนดี
หล่อนหิวหรือเปล่านะ
แต่เขาไม่อยากรู้สึกสงสารหล่อน เขาแค่อยากฟังเรื่องตลก และเท่าที่ผ่านมา หล่อนก็ชวนขันอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นพอควรทีเดียว
“และดังนั้น” เขาพูด “หลังจากค้นพบว่าคุณกลายเป็นทายาทเจ้าของมรดกมหาศาล คุณก็ดีใจจนเนื้อเต้นและปรารถนาจะพลิกโฉมชีวิตใหม่เสียจนคุณถลาออกจากบ้านนายจ้างทางเหนือของอังกฤษ โดยมีเพียงเสื้อผ้าติดกายและกระเป๋าถือหนึ่งใบ เพื่อออกเดินเท้าไปยังบ้านใหม่ในแฮมป์เชียร์ คุณช่างเป็นสุภาพสตรีสาวที่หุนหันพลันแล่นเหลือเกินนะครับ แต่ก็นั่นละ ใครบ้างที่ได้ยินข่าวว่าบุญหล่นทับตัวเองแล้วจะไม่ทำอย่างคุณ”
หล่อนหน้าแดงก่ำแล้วเอนหลังพิงพนัก “ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ” หล่อนพูด “แต่ก็ใกล้เคียงจนน่าอาย” หล่อนยิ้มให้เขา เผยให้เห็นลักยิ้มที่แก้มซ้าย ยังไม่นับฟันขาวเรียบราวไข่มุก นัยน์ตาหล่อนเป็นประกายด้วยความร่าเริงและซุกซน ใช่...ไม่ผิดแน่ เขาพนันได้เลยว่าหล่อนรู้ว่ารอยยิ้มนั่นมีผลกับเหยื่อที่เป็นบุรุษเพศอย่างไร ขนาดตัวเขาที่ตั้งป้อมระวังอยู่ยังรู้สึกว่าท้องไส้ทำท่าจะตีลังกาพลิกกลับอยู่รอมร่อ ใช่...หล่อนเป็นแม่นกน้อยฝีมือฉกาจจริงๆ
“พวกเขาต้องส่งรถม้ามารับฉันค่ะ” หล่อนพูด “พร้อมกับคนรับใช้ด้วย ใจจริงฉันก็อยากจะรอรถม้าและอยากจะบอกนายจ้างถึงความโชคดีของฉัน แต่ที่ผ่านมาพวกเขาไม่ได้เป็นนายจ้างที่เมตตาเลย ถึงแม้พวกเด็กๆจะน่ารักเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม พวกเขาชอบสำคัญตัวว่ายิ่งใหญ่เหลือเกิน และปฏิบัติต่อฉันราวกับฉันเกิดมาต่ำต้อยกว่าพวกเขา ฉันรู้ว่าพวกเขาคงจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันทีที่ทราบข่าว และคงจะประจบประแจงฉันจนน่าเกลียด จู่ๆฉันก็คงกลายเป็นเพื่อนรักที่สุดในโลกของพวกเขา เพื่อนที่รักใคร่ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันเสมอมา มันยั่วใจฉันอยู่นะคะ แต่มันก็น่าสะอิดสะเอียนด้วย ฉันไม่อยากจะเห็นมันค่ะ ดังนั้นฉันก็เลยไม่รอให้รถม้ามารับ แต่ออกมาในเช้าวันหนึ่งโดยไม่บอกกล่าวใครทั้งนั้น...ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็น เพราะฉันไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว”
ดยุคหนุ่มย่นริมฝีปาก เขาต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องราวที่สนุกมาก และเกือบจะนึกภาพครูพี่เลี้ยงในจินตนาการเดินอาดๆไปตามถนนออกจากบ้านนายจ้างคนเก่า ไร้ซึ่งการเหลียวหลังอาลัย ขนนกสามเส้นกระดกไหวเริงร่าในสายลม
“ดังนั้น” เขาพูด “คุณจึงจากมาทั้งๆที่ในกระเป๋าเหลือเงินไม่พอจะไปถึงแฮมป์เชียร์...เว้นแต่จะเดินเท้าหรือขอโดยสารไปกับคนอื่น”
หล่อนหน้าแดงอีกครั้ง เป็นสีตำลึงสุกยิ่งกว่าเก่า และเขาก็รู้สึกเกือบจะเสียใจกับวาจาไร้มารยาทของตนเอง
“อ๋อ ฉันมีพอค่ะ” หล่อนบอก “พอที่จะเดินทางไปถึงที่นั่นได้ ฉันซื้อตั๋วรถโดยสารและยังเหลือเงินพอซื้อเครื่องดื่มกลางทาง และมีพอที่จะค้างแรมสักคืนสองคืนได้หากจำเป็น โชคไม่ดีที่ฉันเก็บเงินและตั๋วไว้ในกระเป๋าเดินทางใบเล็ก”
และกระเป๋าก็ถูกขโมยไป สมบูรณ์แบบจริงๆ อันที่จริงแล้ว การคาดเดาเรื่องราวของหล่อนล่วงหน้าดูจะสนุกยิ่งกว่าตัวเรื่องจริงๆด้วยซ้ำ
“กระเป๋าฉันถูกขโมยไปค่ะ” หล่อนบอก “ตอนที่กำลังเปลี่ยนรถ ฉันทิ้งมันไว้ไม่เกินห้านาที โดยฝากผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินทางมาในรถคันเดียวกัน ท่าทางใจดีและน่านับถือแท้ๆ”
“ผมเดาว่า” เขาพูด “ไม่มีโจรสติดีคนไหนจะโฆษณาอาชีพตัวเองด้วยการทำท่าเหมือนคนใจร้ายที่ไม่น่านับถือ แล้วหวังว่านักเดินทางผู้อ่อนโลกจะไว้ใจฝากสมบัติของตนให้เขาดูแลให้”
“นั่นสิคะ” หล่อนพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ยิ้มออกมาชั่วแวบ “ฉันนี่โง่จริงๆ น่าอายจนไม่ควรเล่าให้ใครฟังเลย”
แต่หล่อนก็ยังเล่าให้คนแปลกหน้าคนนี้ฟัง
“ด้วยเหตุนั้น” เขาว่า “คุณจึงต้องหันมาเดินเท้าแทน”
“ค่ะ” หล่อนหัวเราะเบาๆ แต่ฉลาดพอที่จะทำให้เสียงหัวเราะฟังดูเก้อกระดากแทนที่จะเป็นขบขัน
“แล้วตกลงว่า...” เขาถาม “ในกระเป๋าถือของคุณมีเงินพอจะเลี้ยงตัวเองขณะที่เดินเท้าไหม”
“อ๋อ ค่ะ” นัยน์ตาหล่อนเบิกกว้าง แล้วสีระเรื่อก็กลับมาบนใบหน้า “ค่ะ มีค่ะ ต้องมีแน่นอน”
เป็นการแสดงออกถึงความสับสนและความหยิ่งผยองที่น่าชม แต่จริงๆนะ...มีเงินอยู่ในกระเป๋าผ้านั่นเท่าไรกันแน่
เขาไม่ทันสังเกตว่ารถใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะช่วงเวลาที่กำลังเข้าสู่เมืองหรือหมู่บ้านหรือโรงแรมคือยาแก้เซ็งในการเดินทางของเขา รถม้าวิ่งช้าลงแล้วเลี้ยวเข้าสู่ลานหน้าโรงแรม เขาเดาว่ามันเป็นโรงแรมสำหรับแวะเปลี่ยนม้า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนม้าและหาอะไรใส่ท้องแล้ว
“อุ๊ย” สหายร่วมทางของเขาหันไปมองนอกหน้าต่าง ท่าทางประหลาดใจเช่นกัน...และผิดหวังเล็กน้อย “แหม ถึงแล้ว ขอบพระคุณค่ะ คุณสุภาพบุรุษ คุณช่างใจดีจริงๆที่ให้ฉันนั่งมาด้วย ฉันเลยไม่ต้องเดินอีกตั้งหลายไมล์”
แต่เขายังไม่ได้ฟังเรื่องการแต่งงานที่เอื้อประโยชน์นั่นเลย อีกอย่าง บางทีหล่อนอาจจะหิว ไม่สิ หล่อนน่าจะหิวเลยละ และที่สำคัญ ความเบื่อหน่ายอันมโหฬารของเขาเพิ่งจะพร่องไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“มิสเกรย์” เขากล่าวขึ้น “คุณจะให้เกียรติร่วมรับประทานอาหารกับผมได้ไหม”
“แหม” นัยน์ตาหล่อนเบิกกว้างกว่าเดิม แล้วเขาก็อ่านออกอย่างชัดเจนถึงความหิวโหยที่มีอยู่ลึกๆ เป็นชั่วขณะที่หล่อนลืมบทที่เล่นอยู่ “เอ้อ...ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ฉันซื้ออาหารทานเองได้ เพียงแต่ตอนนี้ฉันไม่ค่อยหิว ฉันคิดว่าจะเดินต่อไปยังหมู่บ้านข้างหน้าเลยหลังจากหยุดรถ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ”
“มิสเกรย์” เขาพูด “ผมจะพาคุณไปส่งหมู่บ้านถัดไปเอง แต่ก่อนอื่นผมต้องทานอาหารก่อน ผมหิวน่ะ และถ้าคุณต้องนั่งมองผมทาน ผมคงเกรงใจแย่ ช่วยจำใจทานเป็นเพื่อนผมสักคำสองคำเถอะ”
“โอ...” เขารู้ในทันใดด้วยความมั่นใจว่าหล่อนไม่ได้ทานอะไรเลยในวันนี้ และอาจจะเมื่อวานด้วย คงจะเป็นเมื่อวาน ไม่ใช่วันนี้ ที่หล่อนถูกโยนออกมาจากรถม้าคันอื่น “คุณจะพาฉันไปถึงหมู่บ้านถัดไปหรือคะ คุณช่างมีน้ำใจเหลือเกิน ฉันอาจจะทานได้นิดหน่อยค่ะ” หล่อนหัวเราะ “พอดีว่าฉันทานอาหารเช้ามาหนักสักหน่อย”
บริดจ์วอเตอร์เลิกคิ้วขณะที่ออกจากรถม้า แล้วรับมือหล่อนพยุงลงบันไดมา เขาพาหล่อนไปยังห้องอาหารส่วนตัวที่ฮอลแลนเดอร์จองไว้ให้แล้ว ท่านสุภาพบุรุษกับโสเภณี เขาตีความหมายนั้นได้จากสายตาของผู้ดูแลม้าในลานและสายตาเจ้าของโรงแรมเมื่อทั้งสองเข้าไปข้างใน รวมทั้งสายตาของสาวเสิร์ฟที่พวกเขาเดินผ่าน
เอาเถอะ อยากคิดอะไรก็ช่าง สุภาพบุรุษเองก็ต้องหาความสำราญบ้างเป็นครั้งคราว และแม้แต่โสเภณีก็หิวโหยได้เมื่อถูกผู้คุ้มครองทอดทิ้งและต้องหิ้วท้องมาเป็นวันหรือนานกว่านั้น


