ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
บทที่ 1
อันยา เทพีแห่งความวุ่นวาย ธิดาของเทพีแห่งความไร้ขื่อแป อันยาผู้ก่อความสับสนไร้ระเบียบ ยืนอยู่ที่รอบนอกของฟลอร์เต้นรำแออัด นักเต้นทั้งหมดเป็นมนุษย์ผู้หญิง สวยงามและเกือบเปลือย ถูกคัดเลือกมาเป็นพิเศษจากนักรบเทพปิศาจเพื่อจัดสรรความบันเทิงของคืนนี้ ความบันเทิงที่ทั้งยามร่างกายอยู่ในแนวตั้งและแนวนอน
กลุ่มควันทำให้เกิดม่านหมอกรอบๆตัวพวกเขาคล้ายกับอยู่ในความฝัน และแสงสว่างกะพริบวูบวาบเหมือนแสงดาวจากหลอดไฟหมุน ซึ่งหมุนเป็นวงกลมช้าๆส่องให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในคลับที่อยู่ในความมืด จากหางตา อันยาเห็นภาพหนึ่งชัดเจน บั้นท้ายเกร็งของอมตะชนผู้หนึ่งกำลังกระแทกไปข้างหน้าแล้วถอย ไปข้างหน้าแล้วถอย เข้าสู่ร่างของผู้หญิงที่กำลังเคลิบเคลิ้มเห็นสวรรค์เต็มที่คนหนึ่ง
ปาร์ตี้แบบที่ฉันชอบ อันยาคิดพร้อมกับรอยยิ้มซุกซน หล่อนไม่ได้รับคำเชิญให้มาร่วม
ราวกับจะมีอะไรห้ามฉันไม่ให้มาร่วมงานได้อย่างนั้นแหละ
บรรดานักรบเทพปิศาจเป็นนักรบอมตะชนที่หน้าตาชวนเพลิดเพลินเจริญใจ ผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณของปิศาจที่เคยถูกกักไว้ในหีบแพนโดร่าสิงสู่ และเวลานี้พวกเขากำลังดื่มเหล้าดีกรีสูงและมีเพศสัมพันธ์รุนแรง พวกเขากำลังกล่าวอำลาบูดาเปสต์ เมืองที่พวกเขาเรียกว่าบ้านมาหลายร้อยปี
อันยาอยากเข้าร่วมสนุกด้วย โดยมีนักรบคนหนึ่งอยู่ในใจเป็นพิเศษ
“หลีกไป” หล่อนกระซิบ หักห้ามอารมณ์ในใจที่จะตะโกนว่า “ไฟไหม้” แล้วเฝ้ามองบรรดามนุษย์วิ่งแตกตื่นกรีดร้องอย่างควบคุมสติไม่ได้ ขอให้ความสนุกดำเนินต่อไป
จังหวะบ้าคลั่งของดนตรีร็อกที่เข้ากับจังหวะบ้าคลั่งของการเต้นของหัวใจหล่อนดังสนั่นมาจากลำโพง ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครได้ยินหล่อน แต่ถึงอย่างไรผู้คนก็ทำตาม เนื่องจากถูกบีบบังคับจากอำนาจระดับหนึ่งที่พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจ
ทางเดินช่องหนึ่งเริ่มเปิดว่างช้าๆ...ช้ามาก...
ในที่สุดจุดที่ดึงความสนใจของหล่อนก็ปรากฏให้เห็น ลมหายใจร้อนผ่าวของหล่อนติดค้างอยู่ในปอด อันยาตัวสั่น ลูเซียน มีรอยแผลเป็นเร้าใจบนใบหน้า เฉยเมยเกินห้ามใจได้ ลูเซียนผู้ถูกปิศาจมรณะสิงสู่ เวลานี้เขานั่งอยู่ที่โต๊ะตรงมุมด้านใน สีหน้าว่างเปล่าขณะเงยหน้าขึ้นจ้องมองเรเยสซึ่งเป็นเพื่อนและอมตะชนอีกคนหนึ่ง
พวกเขากำลังพูดอะไรกัน ถ้าลูเซียนต้องการให้ปิศาจแห่งความเจ็บปวดทรมานหามนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งให้เขา การแกล้งร้องตะโกน “ไฟไหม้” จะไม่ทำให้พวกเขากังวลเลยสักนิด อันยากัดฟัน เอียงศีรษะ ทุ่มสมาธิไปที่พวกเขาขณะที่ไม่สนใจเสียงดังรอบข้าง และฟัง
“--เธอพูดถูก ฉันตรวจดูภาพถ่ายดาวเทียมบนคอมพิวเตอร์ของทอรินแล้ว วิหารเหล่านั้นกำลังโผล่จากใต้ทะเล” เรเยสกรอกของเหลวในกระติกเงินที่เขาถืออยู่เข้าปาก “วิหารแห่งหนึ่งปรากฏที่กรีซ อีกวิหารแห่งหนึ่งในโรม และถ้ามันยังขยับขึ้นมาเรื่อยๆในระดับความเร็วเดิมนี้ มันจะขึ้นสูงพอให้สำรวจได้ในวันพรุ่งนี้”
“ทำไมมนุษย์ถึงไม่รู้เรื่องวิหารที่ว่านี้” ลูเซียนใช้สองนิ้วแข็งแรงลูบคาง นี่เป็นนิสัยหนึ่งของเขา “ปารีสเฝ้าดูข่าวจากทีวีสถานีต่างๆ แต่ไม่มีช่องไหนรายงานอะไรเลย ไม่มีการตั้งข้อสังเกตด้วยซ้ำ”
เด็กโง่ อันยาคิด ขณะนึกโล่งใจที่พวกเขาไม่ได้พูดเรื่องความสำราญทางเพศในคืนนี้ พวกคุณรู้เรื่องนี้เพราะฉันอยากให้พวกคุณรู้เท่านั้น คนอื่นจะไม่เห็นวิหาร--มองไม่เห็น หล่อนจัดการให้แน่ใจว่าด้วยอิทธิพลของสิ่งเล็กๆที่เรียกว่าความวุ่นวายอลหม่าน ซึ่งเป็นขุมอำนาจหลักของหล่อน หล่อนสามารถจัดการซ่อนวิหารทั้งสองด้วยพายุซึ่งกันมนุษย์ธรรมดาออกไป พร้อมๆป้อนข้อมูลให้พวกนักรบเทพปิศาจซึ่งมากพอจะดึงพวกเขาออกจากบูดา
หล่อนต้องการดึงลูเซียนออกจากบูดาและอยู่ไกลจากเกมของเขา เพียงสักพักหนึ่ง เมื่อผู้ชายคนหนึ่งเกิดความยุ่งยากใจจะทำให้ควบคุมเขาได้ง่ายขึ้น
เรเยสถอนใจ “บางทีพวกเทพกลุ่มใหม่อาจเป็นต้นเหตุก็ได้ ในเวลาส่วนใหญ่แล้วฉันเชื่อว่าเทพเหล่านั้นเกลียดชังเรา อยากทำลายเรา เพียงเหตุผลแค่เราเป็นกึ่งเทพกึ่งปิศาจ”
สีหน้าของลูเซียนยังคงเฉยเมย “ไม่สำคัญว่าใครเป็นต้นเหตุ เราจะเดินทางในตอนเช้าตามที่วางแผนไว้ มือฉันคันยิบๆแล้วเพราะอยากค้นวิหารสักแห่งหนึ่ง”
เรเยสโยนกระติกที่ว่างเปล่าแล้วลงบนโต๊ะ มือเขารวบบนพนักเก้าอี้ตัวหนึ่ง เกร็งแน่นจนกระทั่งข้อนิ้วเริ่มไร้สีเลือดช้าๆ “ถ้าโชคดี เราจะได้พบหีบเจ้าปัญหาระหว่างอยู่ที่นั่น”
อันยาขยับลิ้นแตะฟัน หีบเจ้าปัญหา อีกชื่อหนึ่งคือ ดิมอูนิแอค อีกชื่อหนึ่งคือหีบแพนโดร่า ถูกทำขึ้นมาจากกระดูกของเทพีแห่งความบีบคั้น หีบนี้มีพลังอำนาจเก็บกักปิศาจที่ชั่วร้ายจนกระทั่งแม้แต่นรกก็ยังกักพวกมันไว้ไม่ได้ และมันยังมีอำนาจพอจะดูดปิศาจพวกเดียวกันนั้นออกจากตัวนักรบเทพปิศาจ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเจ้าของร่างที่ไม่เต็มใจให้ปิศาจอาศัยอยู่ เวลานี้บรรดานักรบที่มีความก้าวร้าวน่าอัศจรรย์พวกนี้ต้องพึ่งปิศาจในการมีชีวิตรอด ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดว่าพวกเขาต้องการหีบใบนั้นเพื่อตัวพวกเขาเอง
ลูเซียนผงกศีรษะอีกครั้ง “อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นในตอนนี้ พรุ่งนี้ยังมีเวลาพอจะคิด ไปสนุกกับเวลาที่เหลือในคืนนี้ดีกว่า อย่ามัวเสียเวลากับการมีฉันอยู่ด้วยซึ่งทำให้น่าเบื่อ”
น่าเบื่อรึ เชอะ! อันยาไม่เคยพบใครที่ทำให้หล่อนตื่นเต้นได้ถึงขนาดนี้
เรเยสลังเลนิดหนึ่งก่อนเดินผละไป ทิ้งลูเซียนไว้ตามลำพัง ไม่มีมนุษย์ผู้หญิงเดินเข้าไปใกล้เขา แน่นอนว่าพวกหล่อนมองเขา แน่นอนว่าพวกหล่อนผงะเมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนหน้า แต่ไม่มีคนไหนต้องการเกี่ยวข้องกับเขา--และนั่นเป็นการช่วยชีวิตพวกหล่อนไว้
เขาถูกจองแล้ว นังผู้หญิงใจง่ายทั้งหลาย
“มองฉันสิ” อันยาสั่งเบาๆ
ครู่หนึ่งผ่านไป เขาไม่ทำตามที่ถูกสั่ง
มนุษย์หลายคนเหลือบมองทางหล่อน ทำตามคำสั่งของหล่อน แต่สายตาลูเซียนจับนิ่งที่กระติกเปล่าตรงหน้า และยังคงนิ่งเฉย สีหน้าเริ่มบอกความครุ่นคิดเล็กน้อย สมแล้วที่หล่อนหวั่นใจอยู่แล้วว่าพวกอมตะชนจะไม่อยู่ใต้อำนาจของหล่อน นี่เป็นความเอื้อเฟื้อของมวลเทพ
“เทพสารเลว” อันยาพึมพำ มีกฎเกณฑ์จำกัดอะไรที่พวกเขาใช้กับหล่อนได้ พวกเขาจะรีบใช้ “พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อข่มเหงเทพีแห่งความวุ่นวายผู้แสนต่ำต้อย”
อันยาไม่เป็นที่รักใคร่ชื่นชมนักระหว่างที่หล่อนอยู่บนภูเขาโอลิมปัส บรรดาเทพีทั้งหลายไม่ชอบหล่อนเพราะคิดว่าอันยาเป็นร่างจำลองของ ‘แม่ใจง่าย’ ของหล่อน และคิดว่าจะกระโดดเข้าหาสามีของพวกนาง แต่พวกผู้ชายต้องการหล่อน นั่นหมายถึงจนกระทั่งหล่อนฆ่าอมตะชนหัวหน้าองครักษ์ พวกเขาจึงมองว่าหล่อนดุร้าย
ปัญญาอ่อน หัวหน้าองครักษ์คนนั้นสมควรได้รับสิ่งที่หล่อนทำกับเขา ให้ตายสิ เขาสมควรได้รับสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น เจ้าบ้านั่นพยายามข่มขืนหล่อน ถ้าเขาไม่ยุ่งกับหล่อน หล่อนก็คงไม่ยุ่งกับเขา แต่ไม่ อันยาไม่เสียใจที่เชือดหัวใจดำมืดออกจากอกเขา ไม่เสียใจที่เอาหัวใจนั้นเสียบไว้บนยอดแหลมหน้าวิหารเทพีอโฟรไดต์ ไม่เสียใจแม้สักนิดเดียว อิสรภาพในการมีทางเลือกเป็นสิ่งล้ำค่า และใครก็ตามที่พยายามขโมยไปจากหล่อน จะต้องรับรู้ความคมของกริช
ทางเลือก คำนี้ดังลั่นในใจหล่อน ดึงหล่อนกลับมาสู่ปัจจุบัน จะต้องใช้อะไรถึงจะทำให้ลูเซียนยอมเลือกหล่อน
“มองฉันสิ ลูเซียน ได้โปรด”
เขายังไม่สนใจหล่อนอีก
อันยากระทืบเท้า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ หล่อนอยู่ในสภาพล่องหนหายตัว เพื่อติดตามลูเซียน เฝ้ามอง ศึกษาเขา และใช่แล้ว ปรารถนาเขา เขาไม่รู้ว่าหล่อนซุ่มอยู่ใกล้ๆ แม้ในขณะที่หล่อนส่งพลังใจบังคับให้เขาทำเรื่องซุกซนต่างๆเช่น ถอดเสื้อผ้า ให้ความสุขตัวเอง...ยิ้ม ก็ได้ อย่างหลังสุดไม่ใช่เรื่องซุกซน แต่หล่อนอยากเห็นใบหน้าสวยมีตำหนิจากแผลเป็นของเขาสว่างไสวด้วยอารมณ์ขันมากพอๆกับที่หล่อนอยากเห็นร่างเปลือยของเขามีเหงื่อเป็นมันจากการถูกปลุกเร้า
แต่เขาเคยทำตามการขอร้องอย่างสุภาพนั้นไหม ไม่เลย!
ส่วนหนึ่งในตัวหล่อนอยากให้หล่อนไม่เคยเห็นเขา ปรารถนาให้หล่อนไม่เปิดโอกาสให้โครนัส ราชาแห่งมวลเทพองค์ใหม่หลอกล่อความสนใจของหล่อนด้วยเรื่องต่างๆเกี่ยวกับนักรบเทพปิศาจเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว ฉันอาจจะเป็นคนปัญญาอ่อนเอง
โครนัสเพิ่งหนีรอดจากคุกทาร์ทารัส คุกสำหรับพวกอมตะชน สถานที่หนึ่งที่หล่อนรู้จักดี โครนัสขังซีอุสกับพรรคพวกไว้ที่นั่น รวมทั้งพ่อแม่ของอันยาด้วย เมื่ออันยากลับไปหาพ่อแม่ โครนัสคอยหล่อนอยู่แล้ว เขาเรียกร้องขอสมบัติล้ำค่าที่สุดของอันยา หล่อนปฏิเสธ--ขอได้ไง--เขาก็เลยพยายามทำให้หล่อนกลัว
มอบของที่ข้าต้องการมาเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นข้าจะส่งนักรบเทพปิศาจตามเล่นงานเจ้า พวกเขามีปิศาจแฝงอยู่ในตัว กระหายเลือดพอๆกับสัตว์ที่กำลังอดอยาก และพวกเขาไม่ลังเลกับการถลกหนังออกจากกระดูกของเจ้า อย่างงั้น อย่างงี้ อย่างโง้น อะไรต่อมิอะไร
คำพูดของโครนัสห่างไกลจากการทำให้หล่อนกลัว แต่กลับกระตุ้นความตื่นเต้น แล้วจบลงด้วยการที่หล่อนออกตระเวนหานักรบเทพปิศาจเสียเอง หล่อนคิดจะเอาชนะพวกเขาแล้วหัวเราะใส่หน้าเทพโครนัส เป็นเชิงบอกว่าดู-สิ่ง-ที่-ฉัน-ทำ-กับ-ปี-ศาจ-น่า-สยองขวัญ-ของ-ท่าน-สิ
แต่เพียงมองลูเซียนแวบเดียว หล่อนก็หลงใหลเขาในทันที ลืมเหตุผลที่หล่อนมาที่นั่น แถมให้ความช่วยเหลือนักรบที่มีชื่อเสียงว่าอำมหิตด้วย
เป็นเพราะความขัดแย้งนั่นเองที่ดึงความสนใจของหล่อน ลูเซียนมีความขัดแย้งอยู่ในตัวมากมาย เขามีรอยแผลเป็นแต่ไม่แหลกสลาย มีเมตตาแต่ไม่ใจอ่อน เขามีความสงบนิ่งแบบอมตะชนที่ดี ไม่ใช่พวกกระหายเลือดอย่างที่โครนัสอ้าง เขามีปิศาจเลวร้ายตนหนึ่งสิงสู่ในตัว แต่ก็ไม่เคยหันเหออกจากมาตรฐานสูงส่งของเกียรติที่เขายึดถือ เขารับมือกับความตายทุกวัน ทุกคืน แต่เขาต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่
น่าประทับใจ
ราวกับนั่นยังกระตุ้นความสนใจของหล่อนไม่พอ กลิ่นหอมดอกไม้จากตัวเขาทำให้หล่อนเต็มไปด้วยความคิดซุกซน ความคิดเสื่อมทรามทุกครั้งที่หล่อนเข้าใกล้เขา ทำไมนะ ถ้าผู้ชายอื่นมีกลิ่นกุหลาบคงทำให้หล่อนหัวเราะ แต่กับลูเซียน ปากหล่อนน้ำลายสอด้วยความต้องการลิ้มลอง และผิวเนื้อหล่อนไหวระริกเพราะต้องการสัมผัสของเขา
แม้กระทั่งในเวลานี้ เพียงแค่มองเขาและจินตนาการว่ากลิ่นนั้นโชยเข้าจมูกหล่อน อันยาต้องถูแขนตัวเองเพื่อกำจัดอาการขนลุก แต่แล้วหล่อนกลับนึกถึงว่าเขาเป็นคนถูแขนหล่อน แล้วอาการสั่นเร้าใจนั้นไม่ยอมหายไป
แหม เขาช่างเซ็กซี่ เขามีดวงตาที่ประหลาดที่สุดที่หล่อนเคยเห็น ข้างหนึ่งสีฟ้า อีกข้างหนึ่งสีน้ำตาล และทั้งสองตานั้นหมุนวนผสมกันด้วยแก่นแท้ของมนุษย์และปิศาจ แถมรอยแผลเป็นของเขา...สิ่งเดียวที่หล่อนคิดได้ ฝันถึง และปรารถนาจะทำ คือไล้เลียแผลเหล่านั้น รอยแผลสวยงาม เป็นสิ่งยืนยันถึงความเจ็บปวดและทรมานทั้งหมดที่เขาเคยฟันฝ่ามา
“เฮ้ คนสวย เต้นรำกับผมสิ” หนึ่งในนักรบเทพปิศาจโผล่มายืนข้างหล่อนอย่างกะทันหัน
ปารีสนั่นเอง อันยานึกรู้ หล่อนจำสิ่งบ่งบอกถึงความสุขเย้ายวนใจในน้ำเสียงของเขาได้ เขาคงเสร็จจากการมีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้หญิงที่ข้างฝาผนังแล้ว และตอนนี้กำลังหาผู้หญิงรักสนุกอีกคนหนึ่งเพื่อสนองความพอใจของตัวเองต่อไป แต่เขาต้องมองหาต่อไปแล้วละ “ไปให้พ้น”
ปารีสไม่สะดุ้งสะเทือนกับท่าทางไม่สนใจของหล่อน เขารวบเอวหล่อนไว้ “คุณจะชอบนะ ผมสาบาน”
หล่อนปัดเขาให้ออกห่างด้วยการตวัดข้อมือครั้งหนึ่ง ปารีสซึ่งมีปิศาจสังวาสอยู่ในตัว ได้รับพรให้มีผิวขาวเกือบผ่องระยิบระยับ ตาสีฟ้าจัดเหมือนกระแสไฟฟ้า และใบหน้าที่บรรดานางฟ้าอาจจะร้องเพลงอวยพรให้ แต่เขาไม่ใช่ลูเซียน และเขาไม่ส่งผลอะไรต่อใจหล่อน
“เก็บมือตัวเองไว้อย่าให้ยุ่มย่าม” หล่อนพึมพำ “ก่อนที่ฉันจะตัดมันทิ้ง”
เขาหัวเราะราวกับหล่อนกำลังพูดเล่น ไม่รู้ตัวว่าอันยาจะทำตามที่พูดและมากกว่าด้วย หล่อนอาจจะยุ่งกับการไร้ระเบียบเล็กๆน้อยๆ แต่หล่อนไม่เคยพูดข่มขู่อะไรที่หล่อนจะไม่ทำจริงๆ การขู่เฉยๆเป็นการแสดงความอ่อนแอ และอันยาสาบานมานานแล้วว่าหล่อนจะไม่มีวันแสดงความอ่อนแอออกมาแม้เพียงนิดเดียว
ศัตรูของหล่อนไม่รักอะไรมากไปกว่าใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอ
น่าขอบคุณที่ปารีสไม่เอื้อมมือมาหาหล่อนอีก “จูบเดียว” เขาพูดเเสียงแผ่ว “แล้วผมจะอนุญาตให้คุณทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการกับมือของผม”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะตัดไอ้นั่นของคุณด้วย” หล่อนไม่ชอบที่ถูกขัดจังหวะการมองลูเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อหล่อนไม่ค่อยจะมีเวลาทำอย่างนั้น เดี๋ยวนี้หล่อนใช้เวลาที่ยังตื่นส่วนใหญ่คอยหลบหน้าโครนัส “ว่าไงล่ะ”
เสียงหัวเราะของปารีสดังยิ่งขึ้น และนั่นดึงความสนใจของลูเซียน สายตาเขาเหลือบมองขึ้นมา ตอนแรกมองปารีส แล้วมองอันยา เข่าหล่อนเกือบอ่อนทรุดลง สวรรค์เป็นพยาน ปารีสถูกลืมไปขณะที่หล่อนพยายามหายใจ หล่อนจินตนาการไปเองหรือเปล่าว่ามีไฟปะทุขึ้นอย่างทันใดในตาคนละสีของลูเซียน หล่อนจินตนาการไปเองหรือเปล่าว่าจมูกของเขาบานออกอย่างรับรู้
ลงมือตอนนี้หรือไม่ก็ไม่เลย อันยาเลียริมฝีปาก ไม่เบนสายตาจากเขา เริ่มขยับส่ายสะโพกเดินตรงไปยังโต๊ะเขา เมื่อได้ครึ่งทางหล่อนจึงหยุด แล้วทำท่าให้เขาร่วมสนุกกับหล่อนด้วยการงอนิ้วกระดิกเรียก เขามายืนตรงหน้าหล่อนครู่ต่อมา ราวกับถูกดึงด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น ขัดขืนไม่ได้
เมื่ออยู่ใกล้อย่างนี้ เขาคือมัดกล้ามสูงหกฟุตหกนิ้ว และอันตราย เย้ายวนใจจริงๆ
ริมฝีปากหล่อนขยับเป็นรอยยิ้มช้าๆ “เราพบกันในที่สุด ช่อดอกไม้”
อันยาไม่ให้เวลาเขาตอบ หล่อนเบียดสะโพกซ้ายเข้าเสียดสีกับความแข็งแกร่งระหว่างขาของเขา แล้วหมุนตัวยั่วยวน ให้เขาเห็นแผ่นหลังของหล่อน เสื้อรัดติ้วสีฟ้า-น้ำแข็ง ติดอยู่ได้ด้วยริบบิ้นเส้นเล็กๆเท่านั้น และหล่อนรู้ว่ากระโปรงของหล่อนเอวต่ำลงไปจนกระทั่งไม่อาจปิดสายเล็กๆของเอวกางเกงชั้นในจีสตริงของหล่อน อุ๊บ
ผู้ชาย ไม่ว่ามนุษย์หรืออมตะชน มักจะละลายเมื่อเห็นอะไรที่พวกเขาไม่สมควรได้เห็นเพียงแวบหนึ่ง
ลูเซียนสูดหายใจแรง
ยิ้มของหล่อนกว้างขึ้น เอาละ ก้าวหน้าไปขั้นหนึ่ง
การเคลื่อนไหวแบบไม่รีบร้อนของหล่อนขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับจังหวะกระแทกโครมๆของร็อก แต่อันยาไม่หยุดการบิดตัวหมุนช้าๆขณะหล่อนยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ สอดนิ้วเข้าสู่เส้นผมสีขาวราวหิมะของหล่อน แล้วลดแขนลง ลูบไล้ผิวตัวเอง แต่จินตนาการว่าเป็นมือของเขา ยอดอกหล่อนแข็งขึ้น
“คุณเรียกผมทำไม คุณผู้หญิง” เสียงของเขาเบา เคร่งครัดเหมือนตัวผู้พูดเอง
ฟังเสียงเขาพูดปลุกเร้าใจหล่อนยิ่งกว่าการถูกผู้ชายอื่นสัมผัส ในท้องหล่อนบีบเกร็ง “ฉันอยากเต้นรำกับคุณ” หล่อนเหลียวพูดข้ามไหล่ กระแทก กระแทก หมุนเบียดช้าๆๆ “นั่นเป็นความผิดหรือคะ”
เขาไม่ลังเลในการตอบ “ใช่”
“ดี ฉันสนุกเสมอกับการได้แหกกฎ”
เขาเงียบไปนิดหนึ่งอย่างสับสน แล้วจึงพูดว่า “ปารีสจ่ายเงินให้คุณเท่าไร”
“ฉันนี่นะได้เงิน โอ คนดี!” อันยาก้าวถอย ยิ้มกว้าง ปัดบั้นท้ายเข้ากับเขา แอ่นตัวและหมุนให้ยั่วยวนที่สุดเท่าที่ทำได้ โอ้โฮเฮะ เขาแข็งแล้ว ความร้อนของเขาเกือบทำให้กระดูกหล่อนละลาย “เงินตระกูลไหนล่ะ เอาแบบสยิวสุดยอดใช่มั้ย”
ในฝันของหล่อน เขาคว้าตัวหล่อนเสมอและอยู่ในตัวหล่อนแล้วเมื่อถึงจุดนี้ ในความเป็นจริง เขากระโจนออกห่างราวกับหล่อนเป็นลูกระเบิดที่กำลังจะระเบิด ทำให้เกิดระยะห่างที่แสนน่าชังระหว่างหล่อนกับเขา
ความรู้สึกสูญเสียเข้าครอบงำหล่อนในทันที
“ห้ามแตะต้อง” เขาพูด เขาอาจจะพยายามอย่างเต็มที่ในการพูดอย่างสงบ แต่เสียงของเขาแสดงถึงความหงุดหงิด เครียด เขาเครียดมากกว่าถูกปลุกเร้า
ตาของอันยาหรี่ลง ผู้คนที่อยู่รอบๆเฝ้ามองการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขากับหล่อนและการที่เขาปฏิเสธหล่อน นี่ไม่ใช่รายการโชว์ยอดนิยม หล่อนส่งเสียงพร้อมกับหน้าบึ้งใส่พวกเขา หันหน้าเน่าๆกลับไปเดี๋ยวนี้
มนุษย์ทั้งหลายทำตามคำสั่งทีละคน อย่างไรก็ตาม บรรดานักรบที่เหลือเริ่มขยับตีวงเข้ามาใกล้ จ้องมองอย่างจริงจัง แน่นอนที่พวกเขาต้องสงสัยว่าหล่อนเป็นใครและกำลังทำอะไรที่นี่
พวกเขาต้องระวังตัว หล่อนเข้าใจในเรื่องนั้น พวกเขายังถูกพวกมือล่าสังหารตามล่า พวกนั้นเป็นมนุษย์ที่มีความเชื่ออย่างโง่เง่าว่าพวกเขาจะสร้างเมืองในฝันที่มีแต่ความสงบสุขและความปรองดองกันได้ ด้วยการกำจัดนักรบเทพปิศาจและปิศาจที่อยู่ในตัวนักรบแต่ละคนให้หมดไปจากโลกนี้
ไม่ต้องสนใจพวกเขา เธอกำลังจะหมดเวลาแล้ว คนสวย อันยาหันความสนใจกลับไปยังลูเซียนด้วยการบิดศีรษะไปเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่หมุนไปทั้งตัว “เราถึงไหนแล้วคะ” หล่อนถามเสียงแผ่ว ลูบปลายนิ้วลงที่สายเล็กๆของเอวกางเกงใน ไม่หยุดจนกระทั่งหล่อนดึงสายตาร้อนแรงของเขาถึงปีกนางฟ้าระยิบระยับที่ตรงกลาง
“ผมกำลังจะเดินไป” เขาเค้นเสียงออกมา
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เล็บหล่อนยาวขึ้นเป็นกรงเล็บเล็กๆ เขายังคิดจะหนีหล่อนอีกรึ จริงหรือเปล่า
หล่อนแสดงตัวเองให้เขาเห็นแล้ว แม้จะรู้ว่าเทพทั้งหลายสามารถระบุตำแหน่งของหล่อนได้แล้ว--นั่นเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงจะดีที่สุดเพราะเหล่าเทพตั้งใจจะบี้หล่อนทิ้งเหมือนสัตว์สกปรกตัวหนึ่ง หล่อนจะไม่ไปจากคลับนี้โดยไม่มีรางวัล
ความมุ่งมั่นมีมากขึ้น หล่อนหมุนตัวด้วยการสะบัดสะโพกอีกครั้งหนึ่ง ผมสีอ่อนยาวสยายสะบัดเสียดสีกับหน้าอกเขา ขณะหล่อนกัดริมฝีปากล่าง เชิดหน้าอกขึ้น “แต่ฉันไม่อยากให้คุณไป” หล่อนพูดพร้อมกับทำปากยื่นกระเง้ากระงอดแบบฝึกมาแล้ว
เขาถอยหลังอีกก้าวหนึ่ง
“มีอะไรคะ หวานใจ” หล่อนรุกหน้าอย่างไม่ปรานี “กลัวเด็กหญิงตัวเล็กๆหรือคะ”
ปากเขาเม้มเป็นเส้นตรง ไม่ตอบ แต่น่าขอบคุณที่เขาไม่ขยับถอยอีก
“กลัวจริงมั้ยคะ”
“คุณไม่รู้ว่าคุณกำลังเล่นเกมอะไร คุณผู้หญิง”
“แต่ฉันคิดว่าฉันรู้นะ” สายตาหล่อนตวัดมองเขาทั่วตัว และนิ่งงันด้วยความอัศจรรย์ใจขึ้นมาใหม่ เขางดงามที่สุด แสงไฟหมุนสีรุ้งพร่าพรายบนใบหน้าและเรือนร่างเขา เรือนร่างที่สลักเสลาสวยงามราวกับแกะมาจากหิน เขาสวมเสื้อยืดดำและกางเกงยีนส์ฟอก เสื้อผ้าสองชิ้นนั้นรัดรึงบนมัดกล้ามทุกมัดบนตัวเขา ของฉัน
“ผมบอกว่าห้ามแตะต้อง”
สายตาหล่อนตวัดกลับไปสบตาเขา แล้วหล่อนชูมือทั้งสองข้างขึ้น หันฝ่ามือออก “ฉันไม่ได้แตะต้องคุณ ทูนหัว” แต่ฉันอยากทำ...ฉันวางแผนจะทำ...ฉันจะทำ
“สายตาคุณไม่ได้บอกอย่างนั้น” เขาพูดเสียงแข็ง
“นั่นเป็นเพราะ--”
“ผมจะเต้นกับคุณเอง” นักรบอีกคนหนึ่งพูดแทรก ปารีสอีกแล้ว
“ไม่” อันยาไม่เปลี่ยนจุดสนใจ หล่อนต้องการลูเซียน ลูเซียนเท่านั้น คนอื่นไม่เอา
“อาจจะเป็นนกต่อ” นักรบอีกคนหนึ่งพูดแทรกเข้ามา อาจจะมองหล่อนอยู่อย่างสงสัย อันยาจำเสียงทุ้มลึกนั้นได้ ซาบินผู้ซึ่งมีปิศาจแห่งความเคลือบแคลงอยู่ในตัว
โธ่เอ๊ย นกต่อรึ ทำราวกับหล่อนจะพยายามหลอกล่อใครไปที่ไหนด้วยเหตุอื่นๆที่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นแหละ นกต่อ เด็กสาวหน้าโง่ทั้งนั้น พวกหล่อนเป็นพวกเสียสละตัวเอง โดยงานหลักคือยั่วยวนนักรบเทพปิศาจให้ไขว้เขวเพื่อให้พวกมือล่าสังหารแอบเข้าใกล้และฆ่าเขาได้ แต่พูดกันจริงๆแล้ว พวกปัญญาอ่อนแบบไหนกันที่อยากฆ่านักรบเทพปิศาจแทนที่จะสนุกกับพวกเขา
“ฉันไม่แน่ใจว่าพวกมือล่าสังหารจะรวมตัวกันได้รวดเร็วอย่างนี้หลังจากโรคระบาด” เรเยสพูด
ใช่ โรคระบาด หนึ่งในนักรบเทพปิศาจมีปิศาจโรคภัยอยู่ในตัว ถ้าเขาแตะต้องมนุษย์ธรรมดา เขาจะทำให้มนุษย์คนนั้นติดเชื้อร้ายแรงอะไรสักอย่าง ที่แพร่ออกไปและฆ่าคนได้อย่างรวดเร็ว
เพราะรู้อย่างนี้ ทอรินจึงสวมถุงมือยาวเสมอ และแทบไม่ออกจากป้อม เขาเต็มใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองเพื่อเป็นการปกป้องมนุษย์จากคำสาปของเขา ไม่ใช่ความผิดของทอรินที่มือล่าสังหารกลุ่มหนึ่งแอบเข้าไปในป้อมแล้วเชือดคอเขา
ทอรินรอดชีวิต พวกมือล่าสังหารทั้งกลุ่มไม่รอด
แต่โชคร้ายที่ยังมีมือล่าสังหารอีกมากมายที่ข้างนอก พูดจริงๆแล้วพวกเขาเหมือนแมลงวัน ตบตัวหนึ่งไป อีกสองตัวจะเข้ามาแทนที่ แม้กระทั่งในเวลานี้พวกเขาก็อยู่ข้างนอกที่ไหนสักแห่ง รอคอยเวลาที่จะโจมตี พวกนักรบเทพปิศาจยังต้องคอยระวังตัวเสมอ
“นอกจากนั้น ไม่มีทางที่พวกมันจะรู้วิธีหลบผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของเราได้” เรเยสพูดเสริม เสียงกระด้างของเขาดึงอันยาจากความคิดของตัวเอง
“เหมือนกับที่พวกมันไม่มีวันเข้าไปในป้อมและเกือบตัดหัวทอรินได้อย่างนั้นรึ” ซาบินถาม
“บ้าจริง! ปารีส นายอยู่ที่นี่ และคอยเฝ้าเธอไว้ระหว่างที่ฉันออกไปตรวจบริเวณรอบๆ” มีเสียงฝีเท้าและเสียงสบถพึมพำ
แย่แล้ว ถ้าพวกนักรบพบร่องรอยของมือล่าสังหารข้างนอกนั่น หล่อนไม่มีทางจะพูดให้พวกเขาเชื่อความบริสุทธิ์ใจของหล่อนได้เลย ลูเซียนจะไม่มีวันไว้วางใจหล่อน ไม่มีวันทำตัวผ่อนคลายเวลาอยู่ใกล้หล่อน ไม่มีวันแตะต้องหล่อนนอกจากเวลาโกรธ
อันยาไม่ยอมให้ความหวั่นใจปรากฏบนใบหน้า “ฉันอาจจะแค่เห็นคนเยอะๆแล้วแอบเข้ามา” หล่อนบอกปารีสกับนักรบเทพปิศาจอีกคนหนึ่งที่กำลังพิจารณาหล่อน แล้วบอกต่อเสียงเครียด “และฉันกับพ่อหนุ่มร่างบึ้กนี้อาจจะแวบได้สักสองสามนาทีโดยไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะ อยากได้เวลาส่วนตัวน่ะ”
พวกเขาอาจจะฟังเข้าใจ แต่พวกเขาไม่จากไป
ก็ได้ หล่อนจะหาทางเอง
ขณะหล่อนเริ่มโยกตัวเบาๆเข้ากับจังหวะดนตรี หล่อนยังคงมองลูเซียน และลูบไล้นิ้วลงบนหน้าท้องแบนราบของตัวเอง เอามือคุณมาวางแทนที่มือฉันสิ หล่อนส่งพลังจิตไปหาเขา
แน่อยู่แล้วว่าเขาไม่ทำ แต่จมูกของเขาบานออกเร้าใจ ขณะตามองตามการเคลื่อนไหวของฝ่ามือหล่อนตลอดเวลา เขากลืนน้ำลาย
“เต้นรำกับฉันนะ” ครั้งนี้หล่อนพูดดังๆ หวังว่าเขาจะทำเป็นไม่รับรู้หล่อนง่ายๆไม่ได้ แล้วเลียริมฝีปากให้ชุ่มชื้น
“ไม่” เสียงแหบพร่า แทบไม่ได้ยิน
“ทำตัวน่ารักหน่อยเถอะ ฉันจะวางเชอรี่ไว้บนตัวด้วย”
ตาเขากะพริบกับคำพูดเร้าใจนั้น อันยามองออกว่าหล่อนไม่ได้จินตนาการไปเอง ความหวังแล่นท่วมท้นใจ แต่เมื่อหลายวินาทีผ่านไปแล้วเขาก็ยังไม่เอื้อมมือมาหาหล่อน ความหวังเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด เวลาเป็นศัตรูกับหล่อนจริงๆ ยิ่งหล่อนอยู่ที่นี่นานเท่าไร โอกาสจะถูกจับตัวได้ยิ่งมีมากเท่านั้น
“คุณเห็นว่าฉันไม่น่าปรารถนาหรือคะ ช่อดอกไม้”
กล้ามเนื้อใต้ตาเขากระตุก “นั่นไม่ใช่ชื่อผม”
“ก็ได้ คุณเห็นว่าฉันไม่น่าปรารถนาหรือคะ มัฟฟิน”
อาการกระตุกแผ่ไปถึงกราม “ผมจะเห็นว่าคุณเป็นอย่างไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
“นั่นไม่ได้ตอบคำถามของฉันสักหน่อย” หล่อนพูด ทำปากยื่นกระเง้ากระงอดอีก
“ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นคำตอบนี่นา”
เฮ้อ! กวนโมโหจริงๆ หาวิธีอื่นแล้วกัน อะไรที่โจ่งแจ้งกว่านี้
ทำราวกับฉันไม่โจ่งแจ้งไปแล้วนะนี่
ก็ได้ หล่อนหมุนตัวแล้วก้มลงสู่พื้น กระโปรงร่นขึ้นพ้นต้นขา เปิดโอกาสให้เขาเห็นกางเกงชั้นในสีฟ้าที่มีเพียงเส้นพาดสองสามเส้นเท่านั้น เมื่อหล่อนดันตัวขึ้นเพื่อยืน หล่อนเลียนแบบการขยับตัวของการร่วมรัก หมุนตัวช้าๆให้เขาเห็นหล่อนทั้งตัว
เขาสูดหายใจ กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเครียด “คุณมีกลิ่นเหมือนสตรอเบอรี่กับครีม” ขณะพูด เขาทำท่าเหมือนสัตว์นักล่าที่พร้อมจะตะปบ
ได้โปรด ได้โปรด ได้โปรด หล่อนคิด “พนันว่าฉันมีรสชาติเหมือนมันด้วยนะ” หล่อนพูดพร้อมกับกระพือขนตาแม้ว่าเขาจะพูดราวกับกลิ่นนั้นน่ารังเกียจ
เขาคำรามเบาๆในลำคอและก้าวเข้าหาหล่อนก้าวหนึ่งอย่างข่มขู่ แล้วยกมือขึ้นเพื่อ--จับตัวหล่อนรึ ทุบตีหล่อนรึ ว้าว นี่มันเรื่องอะไร--ก่อนจะห้ามตัวเองแล้วกำมือไว้ ก่อนเขาจะวิจารณ์กลิ่นของหล่อน เขาทำตัวห่างเหินแต่อาจจะให้ความสนใจบ้าง แต่เวลานี้ดูเหมือนสิ่งเดียวที่เขาสนใจคือบีบคอหล่อน
“คุณโชคดีแล้วที่ผมไม่ทำร้ายคุณเดี๋ยวนี้เลย” เขาพูด ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความคิดของหล่อน มือเขายังคงลดต่ำข้างตัว
อันยาหยุดเคลื่อนไหว เงยหน้าขึ้นจ้องหน้าเขาพร้อมกับอ้าปากค้างอย่างอัศจรรย์ใจ เขาอยากทำร้ายหล่อนเพราะหล่อนมีกลิ่นเหมือนผลไม้รึ นั่น...น่าผิดหวัง--อย่างยิ่ง สมองหล่อนพยายามจะใช้คำว่าจนแต้ม แต่หล่อนไล่มันออกไป หล่อนเพิ่งรู้จักผู้ชายคนนี้ เขาทำให้หล่อนจนแต้มไม่ได้
ไม่ใช่หล่อนจะคาดหวังให้เขาคุกเข่าเอาอกเอาใจ แต่อย่างน้อยหล่อนก็หวังว่าเขาจะมีปฏิกิริยาที่ดีกว่านี้
ผู้ชายชอบผู้หญิงที่โถมตัวใส่พวกเขาไม่ใช่รึ หล่อนเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์มานานหลายปีเกินจะนับ และนั่นดูเหมือนจะต้องเป็นอย่างนั้น คำสำคัญคือคนสวย--เป็นมนุษย์ ลูเซียนไม่ใช่มนุษย์ ไม่เคยเป็นมนุษย์
ทำไมเขาไม่ต้องการฉัน
ในช่วงเวลาหลายวันที่หล่อนเฝ้าติดตามสังเกต เขาไม่ชอบผู้หญิงคนไหนสักคน แอชลิน คนรักของเพื่อน เขาวางตัวให้ความเมตตาและนับถือ คามีโอ นักรบหญิงคนเดียวที่อยู่ที่ป้อม เขาก็ทำตัวสุภาพและเป็นห่วงแบบเกือบเป็นพ่อ ไม่ใช่ความปรารถนา
แต่เขาไม่ได้ชอบผู้ชาย สายตาเขาไม่ได้มองเล้าโลมผู้ชายด้วยความกระหายหรือมีอารมณ์อ่อนหวานอะไรทั้งสิ้น ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าเขาหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง และปันใจให้คนอื่นไม่ได้ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผู้หญิงตัวแสบคนนั้นจะต้องตาย!
อันยาขยับลิ้นเลียฟัน มือทั้งสองกำแน่นอยู่ข้างตัว กลุ่มควันยังคงม้วนตัวไปทั่วอาคาร เป็นม่านหมอกเหมือนอยู่ในฝัน มนุษย์ผู้หญิงเริ่มแออัดบนฟลอร์เต้นรำอีก พยายามใช้เสน่ห์ดึงดูดนักรบเทพปิศาจกลับไปอยู่ข้างตัว แต่นักรบทั้งหมดยังคงเฝ้ามองอันยา รอคอยคำพิพากษาสุดท้ายว่าหล่อนเป็นใครและอะไร
ลูเซียนไม่ขยับตัวแม้เพียงนิ้วเดียว ราวกับเรือนร่างของเขางอกรากติดกับพื้นไปแล้ว หล่อนน่าจะยอมแพ้ เดินผละไป รีบหนีก่อนโครนัสจะมาพบหล่อนเข้า มีแต่คนอ่อนแอที่ยอมแพ้ นั่นเป็นความจริง อันยาเกิดความมุ่งมั่นขึ้น หล่อนเชิดหน้า แค่เพียงใช้ความคิดเท่านั้นหล่อนก็เปลี่ยนเพลงที่กำลังกระแทกกระทั้นดังลั่นผ่านลำโพง จังหวะช้าลงในทันที เพลงอ่อนละมุนขึ้น
อันยาบังคับสีหน้าให้เปลี่ยนไปตามเพลง หล่อนเดินช้าๆเข้าหาเขา ตัดระยะห่างที่น่าเกลียดชังระหว่างกัน ลูบนิ้วขึ้นสู่แผ่นอกแกร่ง แข็งแรงของเขา แล้วตัวสั่น ห้ามแตะต้อง--ฮึ! เขาจะเรียนรู้ในไม่ช้า เทพีแห่งความวุ่นวายไม่ใช่สุนัขน้อยที่เชื่อฟังคำสั่ง
อย่างน้อยเขาก็ไม่ถอยหลังออกห่าง
“คุณจะต้องเต้นรำกับฉัน” หล่อนทำเสียงครางแผ่ว “นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะกำจัดฉันได้” และเพื่อยั่วยวนเขายิ่งขึ้น อันยาเขย่งปลายเท้าขึ้นจูบติ่งหูเขาเบาๆ
มีเสียงคำรามกระหึ่มในลำคอเมื่อแขนของเขาโอบรัดรอบตัวหล่อนในที่สุด ในตอนแรกอันยาคิดว่าเขาตั้งใจจะผลักหล่อนออกห่าง แล้วเขาก็กระตุกหล่อนเข้าหาร่างเขายิ่งขึ้น กดแนบหน้าอกหล่อนเข้ากับเขา บังคับให้ขาหล่อนคร่อมบนต้นขาซ้ายของเขา หล่อนชุ่มชื้นทันที
“คุณอยากเต้น เราจะเต้นกัน” เขาขยับตัวหล่อนจากข้างหนึ่งไปอีกข้างอย่างช้าๆ เร้าใจ เรือนร่างยังคงกดแนบชิดกัน แก่นกลางตัวหล่อนถูไถบริเวณเหนือเข่าของเขา ความสุขถูกกระตุ้นขึ้นมา พุ่งผ่านไปในเส้นเลือด ไม่มีส่วนไหนในตัวหล่อนจะไม่หวั่นไหว
เทพทั้งหลายในสวรรค์ นี่ดีกว่าที่หล่อนคาด ตาของอันยาหลับลงอย่างยอมแพ้ เขาร่างใหญ่ ไหล่กว้างมากจนกระทั่งหล่อนเล็กราวกับคนแคระ เรือนร่างช่วงบนของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามจนมันห้อมล้อมหล่อนไว้ และตลอดเวลานั้นลมหายใจอบอุ่นของเขาเป่าเล้าโลมแก้มหล่อนเหมือนคนรักที่เฝ้าเอาใจ อันยาสั่น ขยับมือขึ้นบนแผ่นหลังของเขา สอดนิ้วเข้าในเส้นผมดำนุ่มละมุนดุจไหม ใช่ มากกว่านั้น
ช้าหน่อย หนูน้อย แม้ว่าเขาจะต้องการหล่อนอย่างที่หล่อนต้องการเขา หล่อนจะร่วมรักกับเขาไม่ได้ ร่วมรักอย่างเต็มที่ไม่ได้ ในแง่นั้นหล่อนถูกสาปเช่นเดียวกับเขา แต่หล่อนก็ยังพึงพอใจกับช่วงเวลานี้ได้ หล่อนพึงพอใจได้อย่างเต็มที่ ในที่สุด เขาก็ตอบสนองหล่อน!
จมูกเขาซุกไซ้แนวกรามหล่อน “ผู้ชายทุกคนในอาคารนี้ต้องการคุณ” เขาพูดเสียงแผ่ว ทว่าคำพูดของเขาเฉียบคมจนกระทั่งน่าจะเชือดเฉือนได้เหมือนมีดเล่มหนึ่ง “ทำไมต้องเป็นผม”
“เพียงเพราะว่า” หล่อนพูดพร้อมกับสูดหายใจเอากลิ่นกุหลาบที่น่าเคลิบเคลิ้มของเขา
“นั่นไม่ได้ตอบอะไรเลย”
“ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นคำตอบ” หล่อนพูด เลียนคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ ยอดอกหล่อนยังคงแข็งขึง แข็งมาก เสียดสีกับเสื้อรัดรูป กระตุ้นความปรารถนาของหล่อนยิ่งขึ้น ผิวของหล่อนอ่อนไหวรับความรู้สึก ใจหล่อนรับรู้การเคลื่อนไหวของลูเซียนทุกขณะ มีอะไรจะเร้าใจมากไปกว่านี้...ถูกต้องไปกว่านี้หรือไม่
ลูเซียนขยุ้มผมหล่อนแน่น เกือบดึงบางเส้นหลุดจากหนังศีรษะ “คุณเห็นว่าการยั่วเย้าผู้ชายที่น่าเกลียดที่สุดในห้องนี้เป็นเรื่องน่าสนุกใช่มั้ย”
“น่าเกลียดที่สุดหรือคะ” ในเมื่อเขาปลุกเร้าใจหล่อนอย่างที่คนอื่นไม่เคยทำได้น่ะรึ “แต่ฉันไม่ได้เข้าใกล้ปารีสนะ แสนหวาน”
นั่นทำให้เขาชะงัก ขมวดคิ้วและปล่อยมือจากหล่อน จากนั้นก็ส่ายหน้า ราวกับพยายามคิดให้ชัดเจน “ผมรู้ว่าผมเป็นอะไร” เขาคำรามด้วยน้ำเสียงแฝงด้วยความขมขื่นเล็กน้อย “คำว่าน่าเกลียดยังถือว่าเมตตาแล้ว”
อันยานิ่งงัน จ้องมองตาสองสีเย้ายวนใจของเขา เขาไม่รู้จริงๆหรือว่าเขาเย้ายวนใจเพียงใด เขาแผ่พลังของความเข้มแข็งและความมีชีวิตชีวา เขาแผ่พลังความโหดแบบผู้ชาย ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาทำให้หล่อนตื่นเต้น
“ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นอะไรนะคะ หวานใจ คุณคงรู้ว่าคุณเซ็กซี่และอันตรายแบบเร้าใจ” และหล่อนต้องการเขามากกว่านี้ อาการสั่นตื่นเต้นขยับเป็นระลอกไปตามแนวสันหลัง สั่นสะท้านไปตามแขนขา แตะต้องฉันอีกสิ
ลูเซียนถลึงตาลงมองหล่อน “อันตรายรึ นั่นหมายความว่าคุณอยากให้ผมทำร้ายคุณใช่มั้ย”
หล่อนยิ้มกว้างช้าๆ “ถ้านั่นหมายถึงการเอามือฟาดก้น”
จมูกของเขาบานออกอีก “ผมคิดว่าแผลเป็นของผมคงไม่กวนใจคุณ” เขาพูด ตอนนี้เสียงเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆแล้ว
“กวนใจฉันหรือคิดจะห้ามใจได้”
ใกล้อีกนิด...ใกล้อีกนิด...ใช่แล้ว แตะต้อง ข้าแต่เทพทั้งหลาย! หล่อนเลื่อนมือไปบนแผ่นอกเขา พึงพอใจกับการที่ยอดอกแข็งขึงเกร็งตัวหามือหล่อน ดื่มด่ำกับความแข็งแกร่งของมัดกล้ามที่ต้อนรับมือหล่อน “มันปลุกเร้าใจฉัน”
“โกหก”
“เป็นบางครั้ง” หล่อนยอมรับ “แต่ไม่ใช่เรื่องนี้” หล่อนมองหน้าเขา สาเหตุที่ทำให้เขามีรอยแผลเป็นนี้จะต้องไม่ดีนัก เขาต้องทรมาน ทรมานมากด้วย ทันใดนั้นการรับรู้ก็ทำให้หล่อนโกรธมากพอๆกับที่มันทำให้หล่อนลุ่มหลง ใครทำร้ายเขาและทำเพราะอะไร คนรักที่หึงหวงใช่หรือไม่
ลักษณะเหมือนมีคนเอามีดแกะสลักลูเซียนราวกับเขาเป็นแตงโม แต่อมตะชนส่วนใหญ่รักษาแผลตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ดังนั้นถ้าลูเซียนถูกแกะสลักจริง ลูเซียนคงจะหายดีแล้ว
เขามีแผลเป็นแบบนี้ทั่วร่างหรือไม่ เข่าหล่อนอ่อนเมื่อคลื่นของการปลุกเร้าลูกใหม่โถมท่วมท้น หล่อนเฝ้าติดตามสังเกตเขาหลายสัปดาห์แล้ว แต่หล่อนยังไม่ได้เห็นเรือนร่างที่ดึงดูดใจของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาจะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนที่หล่อนผละจากเขาแล้วทุกครั้ง
เขารู้สึกตัวว่าหล่อนอยู่ใกล้ๆและปกปิดตัวเองไว้ใช่หรือไม่
“ถ้าผมไม่รู้ดีกว่านี้ ผมคงคิดว่าคุณเป็นนกต่อ อย่างที่คนของผมคิด” เขาพูดเสียงเครียด
“อะไรทำให้คุณรู้ดีกว่านั้นล่ะคะ”
เขาเลิกคิ้ว “แล้วคุณเป็นนกต่อหรือเปล่าล่ะ”
คุณต้องพูดไปในแนวนี้ใช่มั้ย ถ้าหล่อนยืนยันกับเขาว่าหล่อนไม่ใช่นกต่อ ดูเหมือนนั่นจะเป็นการยอมรับว่าหล่อนรู้ว่านกต่อคืออะไร อันยาคิดว่าหล่อนรู้จักเขาดีพอจะรู้แนวคิดนี้ ในความคิดของเขา การยอมรับจะเป็นการแย้งกับคำอ้างของหล่อนว่าไม่ใช่ จากนั้นเขาจะรู้สึกว่าจำเป็นต้องฆ่าหล่อน แต่ถ้าหล่อนอ้างว่าเป็นนกต่อ เขาก็ยังรู้สึกถึงความจำเป็นต้องฆ่าหล่อนอยู่ดี
มีแต่แพ้-กับ-แพ้
“คุณอยากให้ฉันเป็นมั้ยล่ะคะ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงยั่วยวนที่สุด “เพราะฉันจะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากให้เป็น ที่รัก”
“หยุดเถอะ” เขาคำราม หน้ากากของความสงบนิ่งตลอดกาลหวั่นไหวไปแวบหนึ่ง เปิดให้เห็นไฟร้อนรุนแรงน่าตะลึง โอ ถ้าถูกเผาด้วยไฟนั้น “ผมไม่ชอบเกมที่คุณกำลังเล่น”
“ไม่ใช่เกม ช่อดอกไม้ ฉันสัญญาได้”
“คุณต้องการอะไรจากผม อย่าบังอาจโกหกนะ”
เอาละ นั่นเป็นคำถามหนักอึ้ง หล่อนต้องการให้ความเป็นผู้ชายทั้งหมดของเขาทุ่มเทสนใจหล่อน ต้องการเวลาหลายชั่วโมงในการถอดเสื้อผ้าเขาและสำรวจ ต้องการให้เขาถอดเสื้อผ้าหล่อนและสำรวจ ต้องการให้เขายิ้มให้หล่อน หล่อนต้องการลิ้นของเขาในปากหล่อน
ณ เวลานี้ มีเพียงส่วนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะทำได้ และต้องใช้วิธีการแบบไม่ให้รู้ตัวเท่านั้น นี่ดีนะที่หล่อนเป็นตัวอย่างของความปลิ้นปล้อน
“ฉันอยากจูบ” หล่อนพูดพร้อมกับมองปากสีชมพูนุ่มนวลของเขา “ที่จริงแล้ว ฉันยืนยันว่าต้องจูบ”
“ฉันไม่พบพวกมือล่าสังหารใกล้ๆบริเวณนี้” เรเยสพูด ปรากฏตัวข้างลูเซียนอย่างกะทันหัน
“นั่นไม่มีความหมายอะไร” ซาบินบอก
“เธอไม่ใช่มือล่าสังหารและไม่ได้ทำงานกับพวกมัน” ความสนใจของลูเซียนไม่เบนไปจากอันยาขณะเขาโบกมือให้เพื่อนๆถอยออกห่าง “ฉันต้องการเวลาอยู่กับเธอสักครู่หนึ่ง”
ความมั่นใจของเขาทำให้หล่อนตะลึง เขาอยากจัดการกับหล่อนให้จบๆไปอย่างนั้นรึ ได้เลย! เสียแต่เพื่อนๆของเขายังยืนเฉย พวกทุเรศ
“เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน” ลูเซียนบอกหล่อน ยังคงสนทนาต่อราวกับไม่เคยถูกขัดจังหวะ
“แล้วไงล่ะ คนแปลกหน้าจับคู่กันอยู่ตลอดเวลา” หล่อนแอ่นหลัง กดแก่นกลางตัวเข้ากับความชูชันของเขา อืมม์ ความชูชัน เขายังมีมันอยู่ ยังถูกปลุกเร้าได้ “ไม่มีอันตรายอะไรกับการจูบแค่นิดหนึ่ง จริงมั้ย”
นิ้วเขากดลึกที่ส่วนโค้งเอวหล่อน กอดหล่อนให้นิ่ง “แล้วคุณก็จะไปใช่มั้ย หลังจากนั้น”
คำพูดของเขาน่าจะทำให้หล่อนโกรธ แต่อันยากำลังว้าวุ่นกับคลื่นของความสุขที่เกิดจากแค่การสวมกอดธรรมดาๆนั้น ชีพจรที่จุดต่างๆเริ่มเต้นเป็นจังหวะบ้าคลั่ง ความอบอุ่นแปลกๆเร้าใจวิบไหวในท้อง
“ค่ะ” ถึงอย่างไรหล่อนก็จะได้จากเขาเท่านั้น ไม่ว่าจะปรารถนามากกว่านั้นมากเพียงใดก็ตาม และหล่อนจะรับเอาไว้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด บีบบังคับ ใช้กำลัง ใช้เล่ห์ หล่อนเบื่อการจินตนาการถึงจูบของเขา ปรารถนาจะได้รับรู้จริงๆ ต้องรับรู้ของจริง แล้วหล่อนจะได้ในที่สุด แน่นอนว่าเขาคงมีรสไม่อัศจรรย์เหมือนกับที่หล่อนจินตนาการไว้
“ผมไม่เข้าใจ” เขาพึมพำ ตาหรี่ลง ขนตาดำยาวทำให้เกิดเงาเหนือแก้มที่มีรอยแผลเป็น ทำให้เขาดูเป็นตัวอันตรายยิ่งกว่าปกติ
“ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
เขาเอนตัวเข้าหาหล่อน ลมหายใจมีกลิ่นดอกไม้ร้อนผ่าวบนผิวเนื้อหล่อน “การจูบครั้งหนึ่งจะทำให้ได้อะไรขึ้นมา”
ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ความคาดหวังเต้นรัวไปทั่วตัวหล่อน อันยาแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเอง “คุณช่างพูดอย่างนี้เสมอหรือคะ”
“ไม่”
“จูบเธอสิ ลูเซียน ก่อนที่ฉันจะจูบเสียเอง จะเป็นนกต่อหรือไม่ก็ช่าง” ปารีสตะโกนพร้อมเสียงหัวเราะ แม้ว่าเสียงหัวเราะนั้นจะบอกถึงอารมณ์ดี แต่มันแฝงไปด้วยความแข็งกร้าว
ลูเซียนยังคงขัดขืน หล่อนรู้สึกถึงหัวใจเขาที่เต้นปะทะชายโครงเขาเอง เขารู้สึกขัดเขินที่มีคนคอยเฝ้าดูอยู่ใช่มั้ย แย่จัง หล่อนยอมเสี่ยงมากมายเพื่อสิ่งนี้ และหล่อนจะไม่ยอมให้เขาถอยในตอนนี้
“ไร้สาระ” เขาพูด
“แล้วไงล่ะ ความไร้สาระอาจเป็นเรื่องสนุกได้ เอาละ อย่าถ่วงเวลาต่อไปเลย ลงมือเดี๋ยวนี้” อันยาดึงศีรษะเขาลงหาหล่อน และกระแทกริมฝีปากเข้าหาริมฝีปากเขา ปากเขาเปิดออกในทันที และลิ้นของทั้งสองพบกัน เกิดคลื่นความร้อนพุ่งผ่านทั่วตัวอันยาเมื่อกลิ่นกล่อมประสาทของกุหลาบและมิ้นต์เข้าครอบงำหล่อน
อันยาเบียดตัวเข้าหามากขึ้น ต้องการเขามากกว่านั้น ต้องการทั้งหมด ไฟร้อนไปทั่วร่าง หล่อนเสียดสีตัวเองเข้ากับความเป็นชายของเขา หยุดตัวเองไม่ได้ เขาขยุ้มผมหล่อน ควบคุมปากหล่อนไว้โดยสิ้นเชิง หล่อนติดอยู่ในวังวนของความเร่าร้อนและความกระหายหิวที่ลูเซียนเท่านั้นจะสนองให้ได้ หล่อนเข้าสู่ประตูของสวรรค์โดยไม่ต้องย่างเท้าแม้เพียงก้าวเดียว
มีเสียงคนร้องเชียร์ มีเสียงผิวปาก
ชั่วแวบหนึ่งอันยารู้สึกราวกับเท้าหล่อนถูกยกจากพื้น และหล่อนไม่มีอะไรถ่วงร่างกายไว้ ครู่ต่อมา หลังหล่อนถูกดันเข้าพิงผนังเย็นเฉียบ เสียงเชียร์หายไปในทันใด ลมเย็นเฉียบกัดแทะผิวหล่อน
ข้างนอกรึ อันยาสงสัย แล้วส่งเสียงคราง ไม่สน หล่อนตวัดขาทั้งสองข้างรอบเอวลูเซียนขณะลิ้นเขาพิชิตลิ้นของหล่อน มือข้างหนึ่งกดสะโพกหล่อนแรงๆแทบช้ำ--หล่อนชอบจริงๆ--และอีกมือหนึ่งสอดเข้าในผมหล่อน ตวัดนิ้วม้วนกับเรือนผมหนาและดึงใบหน้าหล่อนให้เอียงไปข้างหนึ่งเพื่อจูบลึกยิ่งขึ้น
“คุณ--คุณ--” เขากระซิบด้วยอารมณ์รุนแรง
“ต้องการอย่างสุดใจ ไม่ต้องพูด จูบต่อ”
การควบคุมตัวเองของลูเซียนหมดไป ลิ้นเขาสอดกลับเข้าในปากหล่อน ฟันกระทบกัน ความเร่าร้อน และการปลุกเร้ากลายเป็นไฟร้อนระหว่างกัน ไฟร้อนจากนรก หล่อนกำลังถูกไฟไหม้จริงๆ ว้าวุ่น ต้องการ เขาลูบคลำไปทั่วตัวหล่อน เป็นส่วนหนึ่งของหล่อน
อันยาไม่อยากให้มันหยุดลง
“มากกว่านี้” เขาพูดเสียงกระด้าง เกาะกุมทรวงอกหล่อน
“ค่ะ” ยอดอกหล่อนแข็งชูชัน เต้นตุบๆจากสัมผัสของเขา “มากกว่านี้ มากกว่านี้ มากกว่านี้”
“ดีเหลือเกิน”
“น่าอัศจรรย์”
“แตะต้องผม” เขาคำราม
“กำลังทำ”
“ไม่ ผม”
อันยาเข้าใจ และที่มาพร้อมกับความเข้าใจคือความปรารถนา เขาอาจจะต้องการหล่อนจริงๆ ในที่สุดเขาก็ต้องการให้มือหล่อนอยู่บนผิวเนื้อ ซึ่งหมายความว่าเขาโหยหามากกว่าแค่เพียงจูบเดียว
“ด้วยความยินดี” มือหนึ่งของหล่อนจับชายเสื้อของเขายกขึ้น อีกมือหนึ่งลูบไล้มัดกล้ามหน้าท้อง รอยแผลเป็น หล่อนรู้สึกถึงรอยแผลเป็นและตัวสั่น เนื้อขรุขระนั้นให้ความรู้สึกร้อนอย่างแสนวิเศษ
กล้ามเขาเกร็งแน่นกับแต่ละสัมผัส เขากัดริมฝีปากล่างของหล่อน “ใช่ อย่างนั้น”
อันยาเกือบถึงจุดสุดยอด ปฏิกิริยาของเขาเหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงราดบนไฟที่ลุกโชนอยู่แล้ว หล่อนครางออกมาจริงๆ
นิ้วหล่อนวนรอบยอดอกเขาก่อนแตะที่ปลายของมัน แต่ละครั้งที่เสียดสียอดอกเขา ความเป็นหญิงเต้นตุบราวกับหล่อนกำลังแตะต้องตัวเอง “ฉันรักการสัมผัสคุณ”
ลูเซียนไล้เลียลงมาตามลำคอหล่อน ลิ้นเขาทำให้เกิดแนวร้อนเย้ายวนใจ เปลือกตาอันยาหรี่ขึ้นนิดหนึ่ง แล้วเกือบร้องอุทานออกมาเมื่อตระหนักว่าเขากับหล่อนกำลังอยู่นอกอาคารจริงๆ กำลังพิงผนังด้านนอกของคลับในมุมมืดหนึ่ง เขาคงหายตัวเอาหล่อนมาที่นี่ เด็กจอมซน
เขาเป็นนักรบเทพปิศาจคนเดียวที่สามารถนำตัวเองจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยการคิดเท่านั้นเอง เป็นทักษะหนึ่งที่หล่อนทำได้ด้วย หล่อนเพียงแต่อยากให้เขานำหล่อนไปยังห้องนอนสักห้อง
ไม่ หล่อนบังคับตัวเองให้บอกอย่างนั้น ขณะต่อสู้กับคลื่นของความสิ้นหวัง ห้องนอนไม่ได้ ไม่ดี ไม่ดี ไม่ดี อันยาแย่มากที่คิดเป็นอย่างอื่นแม้เพียงชั่วแวบ ผู้หญิงคนอื่นคงพอใจกับแรงกดเสียดสีระหว่างเนื้อหนังกับเนื้อหนัง และเรือนร่างเปลือยที่เกร็งเพื่อการปลดปล่อย แต่ไม่ใช่อันยา อันยาไม่มีวันทำอย่างนั้นได้
“ผมต้องการคุณ” เขาพูดลอดไรฟัน
“ถึงเวลาเสียที” หล่อนกระซิบ
เขาเงยศีรษะที่ดำเป็นมันจนเหมือนมีรังสีรอบ ตาสีฟ้าและน้ำตาลเข้ม แล้วตรึงหล่อนด้วยจูบเร่าร้อนอีกครั้งหนึ่ง จูบนั้นดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหล่อนจมดิ่งลงในตัวเขาอย่างเต็มใจและยินดี ประทับตราลงในจิตวิญญาณของหล่อน ที่ซึ่งหล่อนจะไม่ใช่อันยาอีกต่อไป แต่เป็นผู้หญิงของลูเซียน ทาสของลูเซียน หล่อนอาจจะไม่มีวันรู้จักพอในตัวเขา อนุญาตให้เขาเข้าสู่เรือนร่างหล่อนในตอนนี้ เดี๋ยวนี้ถ้าหล่อนทำได้ คุณ-พระ...ความเป็นจริงดีกว่าจินตนาการมากมายนัก
“ฉันอยากสัมผัสคุณมากกว่านี้ ฉันอยากให้มือคุณอยู่บนตัวฉัน” อันยาปล่อยขาจากรอบเอวเขา ลงยืน และยื่นมือไปยังกางเกงเขา อยากปลดปล่อยความเป็นชายและกำมือรอบความหนาเบ่งบวมของมัน เมื่อหล่อนได้ยินเสียงฝีเท้าดังก้องใกล้ๆ
ลูเซียนต้องได้ยินด้วยแน่ๆ เพราะเขาตัวแข็งขึ้น และผงะออกห่าง
เขากำลังหอบ หล่อนก็เหมือนกัน เข่าหล่อนเกือบงอทรุดเมื่อสายตามองสบกัน เวลาชะงักค้างครู่หนึ่ง ความรุนแรงทางอารมณ์ราวสายฟ้าปะทุระหว่างกันยังคงมีอยู่ หล่อนไม่เคยคิดว่าการจูบจะกระตุ้นประกายไฟฟ้าได้ถึงอย่างนี้
“ขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่” เขาสั่ง
“แต่...แต่...” หล่อนยังไม่พร้อมจะหยุด จะมีคนดูหรือไม่ก็ตาม ถ้าเขาให้เวลาครู่หนึ่ง หล่อนนำเขาหายตัวไปยังที่อื่นได้
“เร็ว เดี๋ยวนี้”
ไม่ จะไม่มีการหายแวบไป อันยาตระหนักด้วยความผิดหวัง สีหน้าแข็งกร้าวของเขาประกาศว่าเขาจบแล้ว จบการจูบ จบกับหล่อน
อันยาดึงสายตาจากเขา ก้มลงมองตัวเอง เสื้อรัดรูปของหล่อนเลื่อนลงไปอยู่ใต้หน้าอก หล่อนไม่ได้สวมบรา ดังนั้นยอดอกสีชมพูแข็งขึงจึงปรากฏให้เห็นชัดเจน เหมือนไฟเล็กๆสองดวงในยามกลางคืน กระโปรงร่นขึ้นมาอยู่รอบเอว เปิดให้เห็นกางเกงชั้นในที่แทบไม่ปิดบังอะไร
หล่อนลูบเสื้อผ้า หน้าแดงเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี ทำไมต้องเป็นตอนนี้ สำคัญด้วยรึ มือหล่อนสั่น นี่เป็นความอ่อนแอที่น่าอายอย่างหนึ่ง หล่อนพยายามบังคับให้มันหยุด แต่คำบังคับเดียวที่ร่างกายของหล่อนอยากได้ยินคือการกระโดดกลับเข้าสู่อ้อมแขนของลูเซียน
นักรบเทพปิศาจหลายคนกำลังวิ่งเลี้ยวมุมคลับมา ทุกคนหน้าตาบึ้งตึง โกรธแค้น
“ฉันชอบนะเวลานายหายตัวไปอย่างนั้น” คนที่ชื่อกีเดียนตะโกน น้ำเสียงฉุนเฉียวของเขาบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้ชอบมันเลย อันยารู้ว่าเขามีปิศาจแห่งความโป้ปดมดเท็จอยู่ในตัว ดังนั้นเขาจึงพูดความจริงไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว
“หุบปาก” เรเยสตวัดเสียง เรเยสที่ทรมานน่าเวทนา เขามีปิศาจแห่งความเจ็บทรมาน เขาชอบกรีดเฉือนตัวเอง ครั้งหนึ่งหล่อนเคยเห็นเขากระโดดจากหลังคาป้อมที่พวกเขาถือเป็นบ้าน ทำให้ร่างกายหักยับเยิน “เธออาจจะดูเหมือนบริสุทธิ์ใจ ลูเซียน แต่นายยังไม่ได้สำรวจอาวุธของเธอก่อนนายจะดูดกลืนลิ้นเธอ”
“ฉันเกือบเปลือยด้วยซ้ำ” หล่อนชี้แจงอย่างโกรธๆ แต่ไม่มีใครสนใจฟัง “จะมีอาวุธอะไรที่ฉันจะซ่อนไว้ได้” จริง หล่อนซ่อนอาวุธไว้สองสามอย่าง ไม่เห็นสำคัญ ผู้หญิงต้องป้องกันตัวเองอยู่แล้ว
“ฉันควบคุมทุกอย่างได้” ลูเซียนพูดด้วยเสียงที่ไม่แสดงความหวั่นไหวเลย “ฉันคิดว่าฉันรับมือกับผู้หญิงคนเดียวได้ จะมีอาวุธหรือไม่ก็ตาม”
อันยาเคยทึ่งเสมอกับความสงบนิ่งของเขา จนกระทั่งตอนนี้ อารมณ์เร่าร้อนของเขาหายไปไหน ไม่ยุติธรรมเลยที่เขาควบคุมสติได้อย่างรวดเร็วระหว่างที่หล่อนยังคงต้องพยายามสูดหายใจ แขนขาของหล่อนยังไม่หยุดสั่นด้วยซ้ำ ที่แย่กว่านั้น หัวใจหล่อนเต้นแรงราวกับกลองสงคราม
“ตกลงเธอเป็นใคร” เรเยสถาม
“เธออาจจะไม่ใช่นกต่อ แต่เธอต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ๆ” ปารีสพูด “นายพาเธอหายตัวมา แต่เธอไม่กรีดร้องสักแอะ”
นั่นเป็นตอนที่สายตาที่หรี่ลงของพวกเขาทุกคนจ้องเป๋งมาที่อันยา หล่อนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า อ่อนแออย่างนี้ ตลอดชีวิตหลายศตวรรษของหล่อน การจูบลูเซียนคุ้มค่ากับการเสี่ยงต่อการถูกจับตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหล่อนจะต้องทนกับการสอบปากคำ “พวกคุณทั้งหมดหุบปากได้เลย ฉันจะไม่บอกอะไรพวกคุณทั้งนั้น”
“ผมไม่ได้เชิญคุณ และเรเยสบอกว่าทุกคนที่นี่ไม่มีใครรับว่าเป็นเพื่อนคุณ” ปารีสพูด “ทำไมคุณถึงพยายามยั่วยวนลูเซียน”
“เพราะไม่มีใครเต็มใจจะยุ่งกับนักรบหน้ามีแผลเป็น” น้ำเสียงของเขาประกาศอย่างนั้น คำพูดนั้นทำให้หล่อนโกรธ แม้หล่อนจะรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นการหยาบคายหรือสร้างความเจ็บปวด เขาอาจจะแค่พูดสิ่งที่พวกเขาทุกคนถือว่าเป็นความจริง
“นี่เป็นการสอบปากคำเรอะ” หล่อนถลึงตาใส่พวกเขาทีละคน ทุกคนยกเว้นลูเซียน หล่อนหลีกเลี่ยงเขา หล่อนอาจจะทรุดลงกองถ้าหน้าเขายังคงนิ่งเฉยและไร้อารมณ์ “ฉันเห็นเขา เขาดึงดูดความสนใจฉัน ฉันก็เลยเข้ามาหาเขา จบเท่านั้น ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย”
นักรบแต่ละคนกอดอก ท่าทางบอกว่าก็ใช่ อันยาเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขายืนเป็นครึ่งวงกลมรอบตัวหล่อน แม้ว่าหล่อนจะไม่เห็นพวกเขาขยับตัว หล่อนแทบห้ามตัวเองจากการกลอกตาไม่ได้
“คุณไม่ได้ต้องการเขาจริงๆ” เรเยสพูด “เราทุกคนรู้ เพราะฉะนั้นบอกเราว่าคุณต้องการอะไรก่อนที่เราจะบังคับคุณให้บอก”
บังคับหล่อนรึ ขอร้องละ อันยากอดอกเช่นกัน เพิ่งเมื่อครู่นี้เองพวกเขาส่งเสียงเชียร์ให้ลูเซียนจูบหล่อนใช่หรือไม่ หรือบางทีหล่อนอาจเชียร์ตัวเอง แต่เวลานี้พวกเขาต้องการคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการคิดของหล่อนอย่างนั้นรึ ตอนนี้พวกเขาทำท่าราวกับลูเซียนไม่มีปัญญาแม้แต่การหลอกล่อผู้หญิงตาบอดอย่างนั้นรึ “ฉันอยากให้ไอ้นั่นของเขาอยู่ในตัวฉัน ได้ยินแล้วใช่มั้ย ทุเรศ”
ทุกคนชะงักอย่างช็อก
ลูเซียนก้าวมายืนหน้าหล่อน ปิดกั้นหล่อนจากคนอื่นๆ เขากำลัง...ปกป้องหล่อนรึ น่ารักที่สุด ไม่จำเป็นแต่น่ารัก ความโกรธของหล่อนหายไปบางส่วน อันยาอยากกอดเขา
“อย่ายุ่งกับเธอ” ลูเซียนพูด “เธอไม่มีความหมายอะไร เธอไม่สำคัญ”
ความสุขของอันยาหายวับไปด้วย ไม่มีความหมายอะไรรึ ไม่สำคัญรึ เขาเพิ่งเกาะกุมทรวงอกหล่อนไว้ในมือและเสียดสีความชูชันเข้ากับซอกขาหล่อน เขากล้าดีอย่างไรที่พูดอย่างนั้น
ม่านควันสีแดงเข้าปกคลุมทัศนวิสัยหล่อน นี่ต้องเป็นสิ่งที่แม่ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ผู้ชายเกือบทุกคนที่ดิสโนมีอาเคยรับขึ้นเตียงแสดงความดูถูกหล่อนเมื่อความพึงพอใจของพวกเขาได้รับการสนองแล้ว ง่าย พวกเขาพูดอย่างนั้น ไม่ดีสำหรับอย่างอื่น
อันยารู้จักแม่ของหล่อนดี รู้ว่าแม่เป็นทาสของนิสัยไร้กฎเกณฑ์ รู้ว่าแม่เพียงแต่แสวงหาความรัก เทพที่มีคู่แล้ว หรือเทพที่ยังไร้คู่ ไม่สำคัญ ถ้าพวกเขาปรารถนาดิสโนมีอา หล่อนจะมอบกายให้เขา อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงในอ้อมแขนพวกเขาเหล่านั้น หล่อนรู้สึกได้รับการยอมรับ ได้รับความทะนุถนอม แรงกระตุ้นเร้นลับในใจหล่อนได้รับการตอบสนอง
ซึ่งทำให้การทรยศหลังจากนั้นให้ความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น อันยาคิดขณะมองลูเซียน ในบรรดาสิ่งต่างๆที่หล่อนเคยคาดหวังและโหยหาให้เขาพูด คำว่าไม่สำคัญไม่ใกล้เคียงเลย เธอเป็นของฉัน อาจจะใช่ ฉันต้องการเธอ อาจจะใช่ อย่าแตะต้องสมบัติของฉัน ต้องพูดแบบนั้น
อันยาไม่อยากมีชีวิตแบบเดียวกับแม่ แม้ว่าหล่อนจะรักแม่ และเคยสาบานมานานแล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครใช้ประโยชน์จากเรือนร่างหล่อน แต่ดูฉันในตอนนี้สิ ฉันวิงวอนขอจูบของลูเซียน และเขาไม่เห็นฉันเป็นอะไรมากไปกว่าสิ่งไม่สำคัญ
อันยาคำราม รวบรวมพลังที่มีอยู่เหลือเฟือ ความโกรธและความเจ็บปวด ผลักเขา เขาถลาไปข้างหน้าเหมือนลูกกระสุนหลุดจากปากกระบอกปืนพุ่งเข้าใส่ปารีส ทั้งสองคนส่งเสียงอึบ ก่อนผงะออกห่างจากกัน
เมื่อลูเซียนทรงตัวได้ เขาหันขวับมาเผชิญหน้ากับหล่อน “จะไม่มีการใช้กำลังอย่างนั้น”
“ที่จริงแล้ว จะมีแบบนั้นอีกมาก” หล่อนย่างสามขุมเข้าหาเขา กำหมัดแน่น เดี๋ยวเขาจะต้องกลืนฟันขาวสวยของตัวเอง
“อันยา” เขาพูด ชื่อของหล่อนฟังเหมือนเสียงขอร้องแผ่วเบา “หยุด”
อันยาตัวแข็ง ความช็อกทำให้เลือดหล่อนข้นขึ้น “คุณก็รู้ว่าฉันเป็นใคร” นั่นเป็นการพูดเฉยๆไม่ใช่คำถาม “รู้ได้ไง” พวกเขาเคยพูดกันครั้งเดียว เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่เขาไม่เคยเห็นหล่อนก่อนวันนี้ หล่อนแน่ใจ
“คุณติดตามผมมานานแล้ว ผมจำกลิ่นของคุณได้”
สตรอเบอรี่กับครีม เขาเคยพูดก่อนหน้านี้ ด้วยน้ำเสียงกล่าวหา ดวงตาของอันยาเบิกกว้างขึ้น ความพอใจกับความตกใจผสมผสานกันพุ่งเจาะลึกถึงกระดูก เขารู้ตัวว่าหล่อนเฝ้าติดตามเขาตลอดมา
“ทำไมคุณถึงไม่ติดต่อฉันถ้าคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร และทำไมคุณถึงไม่ขอให้ฉันแสดงตัวถ้ารู้ว่าฉันกำลังติดตามคุณ” คำถามหลุดจากปากหล่อนด้วยพลังอันรุนแรง
“ข้อหนึ่ง” เขาพูด “ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครจนกระทั่งหลังจากมีการพูดเรื่องพวกมือล่าสังหาร ข้อสอง ผมไม่อยากทำให้คุณตกใจหนีไปจนกว่าผมจะรู้ว่าคุณมีจุดหมายอะไร” เขาชะงัก คอยให้หล่อนพูด และเมื่อหล่อนไม่พูด เขาจึงพูดต่อ “คุณมีจุดหมายอะไร”
“ฉัน--คุณ--” หล่อนควรบอกอะไรเขาดี “คุณเป็นหนี้บุญคุณฉัน! ฉันช่วยเพื่อนคุณ ปลดปล่อยคุณจากคำสาปของเขา” นั่นไง เหตุผลและความจริง หวังว่านั่นจะดึงการสนทนาหันเหจากแรงจูงใจของหล่อน
“อ้อ” เขาผงกศีรษะ ไหล่แข็งเกร็งเครียดขึ้น “ตอนนี้ค่อยฟังมีเหตุผลแล้ว คุณมาเพื่อเรียกการทดแทนบุญคุณ”
“ไม่ใช่” แม้ว่านั่นจะช่วยศักดิ์ศรีของหล่อนไว้ แต่อันยาก็รู้ตัวในทันใดว่าหล่อนไม่อยากให้เขาคิดว่าหล่อนจูบคนง่ายๆอย่างนั้น “ยังไม่ถึงเวลาทดแทน”
คิ้วเขาขมวด “แต่คุณเพิ่งพูด--”
“ฉันรู้ว่าฉันพูดอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นคุณมาทำไม ทำไมติดตามเฝ้าดูผมตลอดเวลาที่คุณตื่น”
อันยากดลิ้นเข้ากับเพดานปาก ความหงุดหงิดเริ่มขึ้นใหม่ แต่หล่อนไม่มีเวลาตอบ เพราะเรเยส ปารีส และกีเดียนขยับเข้าใกล้ยิ่งขึ้น ทุกคนหน้าตาบึ้งตึง พวกเขาคิดว่าจะจับตัวหล่อนให้นิ่งได้อย่างนั้นรึ
แทนที่จะตอบคำถามของลูเซียน อันยาตวัดเสียงใส่สามคนนั้น “อะไร ฉันจำไม่ได้ว่าเชิญพวกคุณมาร่วมสนทนาด้วย”
“คุณคืออันยารึ” เรเยสมองหล่อนหัวจรดเท้า ความรังเกียจชัดเจน
รังเกียจรึ เขาควรรู้สึกขอบคุณ! หล่อนไม่ได้ปลดปล่อยเขาจากคำสาปที่บังคับให้เขาต้องแทงเพื่อนรักให้ตายทุกคืนหรอกรึ บ้าจริง หล่อนช่วยเขา แต่สีหน้าของเขาเป็นสิ่งที่หล่อนรู้จักดี และเป็นสีหน้าที่ทำให้หล่อนขนลุกทุกครั้ง เพราะอดีตชีวิตรักของแม่หล่อนและความคาดคิดในใจทุกคนว่าหล่อน ซึ่งมีนิสัยรักอิสระ จะต้องทำตัวเหมือนแม่ เทพทุกคนที่โอลิมปัสแสดงความรังเกียจแบบเดียวกันนี้กับหล่อนบ่อยๆ
ในตอนแรกอันยาเคยเจ็บปวดใจกับการดูถูกแบบนั้น และหล่อนใช้เวลาหลายร้อยปีพยายามทำตัวเป็นเด็กดี แต่งตัวเหมือนนางชีน่าขนลุก พูดเฉพาะเมื่อมีคนพูดด้วย คอยระวังทอดสายตาลงต่ำเสมอ หล่อนอดกลั้นความต้องการจะทำตัวนอกกฎเกณฑ์อันเป็นนิสัยไว้ ทั้งหมดนั้นเพื่อให้ได้รับความนับถือจากผู้ที่ไม่เคยมองหล่อนเป็นอย่างอื่นนอกจากผู้หญิงใจง่ายขายตัว
แล้ววันแห่งชะตากรรมก็มาถึง เมื่อหล่อนกลับจากการฝึกงี่เง่าเพื่อวางตัวเป็นเทพธิดา หล่อนร้องไห้เพราะหล่อนส่งยิ้มให้เทพแอเรซ และเทพีอาร์ธิมิสตัวแสบเรียกหล่อนว่า ผู้หญิงสำส่อน เทพีดิสโนมีอาดึงหล่อนไว้ ไม่ว่าลูกจะทำอะไร ไม่ว่าลูกจะทำตัวอย่างไร พวกเขาก็ยังคงตัดสินลูกอย่างใจร้าย เทพีบอก แต่เราจะต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง การทำตัวเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองรังแต่จะทำให้เราเจ็บปวด และทำให้คนอื่นเห็นว่าเราอับอายตัวตนของเราเอง พวกเขาจะสนุกกับความอับอายนั้น และในไม่ช้าลูกจะต้องอยู่กับความดูถูก ลูกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ อันยา จงภูมิใจในสิ่งที่ลูกเป็น แม่ภูมิใจในตัวลูก
จากนั้นมา อันยาแต่งตัวเซ็กซี่ตามที่หล่อนพอใจ คุยแบบที่อยากคุยเมื่ออยากจะคุย และไม่ก้มลงมองเท้าตัวเองนอกจากเพื่อชื่นชมรองเท้าส้นสูงร้อยสายสวยของหล่อน หล่อนไม่ปฏิเสธความต้องการทำตัวไร้ระเบียบกฎเกณฑ์อีกต่อไป เป็นความจริงว่านั่นเป็นการพูด ‘ช่างแม่ง’ ใส่หน้าทุกคนที่ปฏิเสธหล่อน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หล่อนชอบสิ่งที่หล่อนเป็น
หล่อนจะไม่มีวันอับอายตัวเองอีก
“น่า...สนใจนะที่ได้เห็นตัวจริงของคุณหลังจากที่ผมทุ่มเทค้นคว้าเกี่ยวกับคุณในระยะหลังนี้ คุณเป็นลูกสาวของดิสโนมีอา” เรเยสพูดต่อ “คุณเป็นเทพีระดับต่ำ เทพีแห่งความวุ่นวาย”
“ไม่มีอะไรอยู่ในระดับต่ำเกี่ยวกับตัวฉัน” ระดับต่ำหมายถึงไม่สำคัญ และหล่อนมีความสำคัญเท่ากับพวก ‘ระดับสูง’ อื่นๆ ให้ตายสิ แต่เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าพ่อของหล่อนเป็นใคร--แต่หล่อนรู้แล้วในตอนนี้--หล่อนจึงถูกสังคมตัดขาด “แต่ใช่ ฉันเป็นเทพีนางหนึ่ง” หล่อนเชิดหน้าขึ้น ไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมา
“คืนที่คุณแนะนำตัวเองกับพวกเราและช่วยชีวิตของแอชลิน คุณบอกเราว่าคุณไม่ใช่เทพี” ลูเซียนพูด “คุณบอกเราว่าคุณเป็นเพียงอมตะชนคนหนึ่ง”
อันยายักไหล่ หล่อนเกลียดพวกเทพมากจนกระทั่งแทบไม่ใช้สถานะนั้น “ฉันโกหก ฉันโกหกบ่อยๆ มันเป็นเสน่ห์ส่วนหนึ่งของฉัน คุณคิดอย่างนั้นมั้ย”
“ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นนักรบของเทพเจ้าและอยู่ในสวรรค์ ซึ่งผมแน่ใจว่าคุณคงรู้แล้ว” เรเยสพูดราวกับหล่อนไม่ได้พูดมาก่อน “ผมจำคุณไม่ได้”
“ฉันอาจจะยังไม่เกิดไง พ่อคนฉลาด”
ความหงุดหงิดปรากฏแวบในดวงตาของเรเยส แต่เขาพูดต่ออย่างสงบ “อย่างที่ผมบอกคุณแล้ว นับตั้งแต่คุณแนะนำตัวกับเราเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับคุณ เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้ นานมาแล้วคุณถูกขังเนื่องจากฆ่าผู้ชายที่ไม่ได้ทำผิดคนหนึ่ง แล้วหนึ่งร้อยปีหรือประมาณนั้นหลังจากคุณถูกขัง ในที่สุดบรรดาเทพก็ตกลงกันได้ถึงวิธีการลงโทษที่เหมาะสมสำหรับคุณ แต่ก่อนที่เขาจะปฏิบัติตามการตัดสินนั้น คุณก็ทำสิ่งที่ไม่เคยมีอมตะชนคนไหนเคยทำได้ คุณหนีจากคุก”
หล่อนไม่พยายามปฏิเสธด้วยซ้ำ “คุณค้นคว้าได้ถูกต้อง” เป็นส่วนใหญ่
“ตำนานอ้างว่าคุณทำให้ผู้คุมคุกทาร์ทารัสติดเชื้อโรคอะไรสักอย่าง เพราะหลังจากคุณหนีเขาก็อ่อนแอลงเรื่อยๆและสูญเสียความทรงจำ มีการจัดวางองครักษ์ไว้ทุกมุมสวรรค์เพื่อเสริมระบบรักษาความปลอดภัย เพราะเทพทั้งหลายกลัวว่าความแกร่งของคุกขึ้นอยู่กับความแกร่งของผู้คุม เวลาผ่านไปกำแพงคุกเริ่มพังจริงๆ ซึ่งทำให้พวกไททันหนีออกมาได้ในที่สุด”
เขาจะโทษว่าเป็นความผิดของหล่อนใช่หรือไม่ นัยน์ตาของอันยาหรี่ลง “สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับตำนาน” หล่อนพูดเสียงเรียบ “ก็คือความจริงมักถูกบิดเบือนเพื่ออธิบายสิ่งต่างๆที่มนุษย์ธรรมดาไม่เข้าใจ แต่น่าแปลกที่คุณซึ่งถูกเอ่ยถึงในหลายตำนาน ไม่เข้าใจในเรื่องนี้”
“คุณซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ท่ามกลางมนุษย์ธรรมดา” เรเยสพูดต่อ ไม่สนใจหล่อนอีกแล้ว “แม้กระนั้นคุณก็ไม่พอใจที่จะอยู่อย่างสงบ คุณเริ่มทำให้เกิดสงครามหลายครั้ง ขโมยอาวุธและแม้กระทั่งเรือ คุณทำให้เกิดไฟไหม้และความหายนะรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความกลัว เสียขวัญ และการปฏิวัติขนานใหญ่ในกลุ่มมนุษย์ และผู้คนหลายร้อยคนถูกจำคุก”
หน้าหล่อนเริ่มร้อน ใช่ หล่อนทำสิ่งเหล่านั้นจริง เมื่อแรกลงมาอยู่บนโลก หล่อนไม่รู้ว่าจะควบคุมนิสัยต่อต้านกฎเกณฑ์ได้อย่างไร เทพต่างๆป้องกันตัวเองได้จากความวุ่นวายของหล่อน แต่มนุษย์ทำไม่ได้ นอกจากนั้น หล่อนมีนิสัยเกือบ...โหดร้ายจากการอยู่ในคุกมานานปี แค่หล่อนพูดออกความเห็นธรรมดาๆ--ท่านคงไม่ปล่อยให้น้องชายพูดกับท่านอย่างนี้ใช่หรือไม่--แล้วสงครามของเลือดระหว่างเผ่าต่างๆก็เกิดขึ้นตามมา มีครั้งหนึ่งหล่อนไปปรากฏตัวในวังแห่งหนึ่ง--แล้วอาจจะหัวเราะเยาะผู้นำและนโยบายของพวกเขา--แล้วบรรดาอัศวินผู้จงรักภักดีก็พยายามสังหารพระราชาของพวกเขา
ส่วนเรื่องไฟไหม้ มีอะไรบางอย่างในตัวที่บังคับให้หล่อน ‘บังเอิญ’ ทำคบเพลิงหลุดจากมือและเฝ้ามองเปลวไฟเต้นส่ายไปมา และเรื่องการขโมย...หล่อนไม่สามารถต่อสู้กับเสียงที่กระซิบในหัว หยิบเลย ไม่มีใครรู้
ในที่สุดอันยาก็เรียนรู้ว่าถ้าหล่อนสนองความต้องการแหกกฎเกณฑ์ต่างๆในเรื่องเล็กๆน้อยๆ--การขโมยของเล็กๆ การโกหกที่ไม่สร้างความเสียหาย และการต่อสู้ข้างถนนเป็นครั้งคราว--หล่อนก็เลี่ยงความหายนะใหญ่ๆได้
“ฉันก็ทำการบ้านเกี่ยวกับพวกคุณเหมือนกัน” หล่อนพูดเบาๆ “ครั้งหนึ่งคุณไม่ได้ทำลายเมืองต่างๆและฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่รึ”
ถึงคราวเรเยสจะหน้าแดงบ้าง
“คุณไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่คุณเคยเป็น เหมือนกับที่ฉัน--” ก่อนที่หล่อนจะทันได้พูดจบ ลมก็พัดกระโชกรอบตัวพวกเขาอย่างกะทันหัน พัดแรงส่งเสียงหวีดหวิว อันยากะพริบตาถี่ๆสู้ลม งงอยู่เพียงครู่เดียว “ให้ตายสิ!” หล่อนพูด รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
แน่นอนอยู่แล้ว บรรดานักรบเทพปิศาจตัวแข็งทื่ออยู่กับที่เมื่อเวลาสำหรับพวกเขาหยุดลง อำนาจอย่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ากำลังแผ่พลังรอบๆ แม้กระทั่งลูเซียนซึ่งทำตัวระมัดระวังกำลังเฝ้าดูหล่อนโต้แย้งกับเรเยส ก็กลายเป็นหิน
นรกแล้ว หล่อนก็เหมือนกัน
ไม่นะ ไม่ ไม่ ไม่ อันยาคิด และด้วยคำพูดเหล่านั้น ซี่กรงคุกที่มองไม่เห็นก็พ้นไปจากหล่อนเหมือนใบไม้ร่วงในฤดูหนาว ไม่มีอะไรหรือใครจับหล่อนเป็นนักโทษได้ ไม่อีกต่อไปแล้ว พ่อของหล่อนจัดการให้เป็นอย่างนั้น
อันยาเดินไปยังลูเซียนเพื่อพยายามปลดปล่อยเขาจากมนต์สะกด--หล่อนไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังจากคำพูดต่างๆที่เขาพูดเกี่ยวกับหล่อน--แต่จู่ๆลมก็หยุดพัดเหมือนกับตอนที่มันเกิดขึ้น ปากหล่อนแห้งผาก หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ โครนัส ผู้เพิ่งแย่งบัลลังก์สวรรค์ได้เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง สร้างกฎเกณฑ์ใหม่ ความปรารถนาใหม่และการลงโทษใหม่ เขากำลังจะมาถึง
เขาพบหล่อนแล้ว
ยอดมาก เมื่อแสงสว่างสีฟ้าเจิดจ้าปรากฏตรงหน้าหล่อน ขับไล่ความมืดและมีเสียงกระหึ่มด้วยพลังอำนาจเกินจินตนาการ อันยาหายตัวแวบ หล่อนเสียใจอย่างไม่มีเหตุผลที่ทิ้งลูเซียนไว้ข้างหลัง--นำรสชาติและความทรงจำของการจูบไปกับหล่อน


