ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
อแมนด้ารู้สึกตัวขึ้นมาเจอกับอาการปวดตุบๆที่ศีรษะอย่างหนัก หล่อนรู้สึกแย่เอามากๆ
นี่มันเกิดอะ--
หญิงสาวเกร็งตัวเมื่อนึกถึงผู้ชายที่ไม่เห็นตัวคนนั้น
คำพูดของเขา
หล่อนยันตัวขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก และค้นพบอย่างรวดเร็วว่าตัวเองอยู่บนพื้นคอนกรีตเย็นๆ ภายในห้องที่คับแคบมาก และเต็มไปด้วยฝุ่นผง...
และถูกล่ามด้วยกุญแจมือติดอยู่กับผู้ชายผมทองที่ไหนก็ไม่รู้
ความอยากร้องกรี๊ดเสียดแทงขึ้นมาในลำคอ แต่หล่อนกลั้นมันไว้
อย่าสติแตก อย่าจนกว่าเธอจะรู้ความจริงทั้งหมด
ทั้งหมดที่เธอรู้คือ แท็บบิธาขู่ว่าจะหานัดบอดให้--เหมือนตอนที่เจ้าหล่อนเคยขังเธอไว้ ‘โดยบังเอิญ’ ในตู้เก็บของกับแรนดี้ เดวิสเป็นเวลาสามชั่วโมง
หรือ ‘ลักพาตัว’ เธอไปอยู่ในที่เก็บของท้ายรถของเจ้าหล่อนกับนักดนตรีเพี้ยนๆคนหนึ่ง
แท็บบิธามักชอบทำเรื่องนอกลู่นอกทางเพื่อให้อแมนด้าได้เจอกับหนุ่มๆ ถึงแม้—ถ้าจะให้ความยุติธรรมกับน้องสาวละก็--ปกติแล้วเจ้าหล่อนไม่เคยฟาดหัวหนุ่มนั่นจนสลบก่อนจะจับทั้งคู่มาอยู่ด้วยกัน
ทว่ากับแท็บบิธาแล้ว ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรกเสมอ
หญิงสาวบังคับตัวเองให้สงบจิตสงบใจจนกว่าจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้ อแมนด้าสำรวจสภาพแวดล้อม ทั้งคู่อยู่ในห้องเล็กๆที่ไม่มีหน้าต่างและมีประตูเหล็กขึ้นสนิมบานหนึ่ง ประตูที่หล่อนคงเอื้อมไม่ถึงหากไม่ลาก ‘เพื่อน’ ที่นอนอยู่บนพื้นไปด้วย
ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรืออะไรอื่นทั้งสิ้น แสงสว่างเดียวมาจากหลอดไฟกลมเล็กๆที่อยู่กลางเพดานห้อง
โอเค หล่อนไม่เจออันตรายเฉพาะหน้า
ทว่ามันก็ยังห่างไกลจากความสบายใจอยู่ดี หญิงสาวมองไปยังร่างที่อยู่ข้างตัว เขานอนคว่ำกึ่งตะแคงหันหลังมาให้หล่อน และถ้าไม่ตายก็คงหมดสติ
ขอให้เป็นอย่างหลังก็แล้วกัน หล่อนเขยิบเข้าไปหาเขาทีละนิด เห็นชัดเลยว่าเขาเป็นคนตัวสูงมาก และอยู่ในท่าที่เหมือนถูกโยนลงมาบนพื้นอย่างไม่อินังขังขอบ
ขาของหล่อนสั่นระริก อแมนด้าค่อยๆลุกขึ้นมาคุกเข่าและเลื่อนตัวข้ามร่างเขาไปเพื่อไม่ให้แขนของเขาอยู่ในสภาพบิดเบ้อย่างที่เป็นอยู่
เขาไม่ขยับเขยื้อน
หล่อนเลื่อนสายตาไปตามร่างกายเขา เสื้อโค้ตหนังสีดำยาว กางเกงยีนส์สีดำ และเสื้อคอกลมติดลำคอสีดำทำให้เขาดูน่าครั่นคร้ามมากทั้งๆที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น เท้าของเขาซ่อนอยู่ในรองเท้าบู๊ตแบบนักขี่จักรยานยนต์สีดำขลับซึ่งมีตัวเลี่ยมสีเงินแปลกๆติดอยู่ตรงส้นรองเท้า
ผมสีทองหยักสลวยเป็นคลื่นแผ่คลุมใบหน้าเขาและยาวระลงมาถึงคอปกเสื้อโค้ต ปกปิดใบหน้าของเขาไว้ไม่ให้หล่อนเห็น
“ขอโทษนะ” หล่อนกระซิบ พลางยื่นมือไปแตะแขนเขา “คุณยังไม่ตายใช่มั้ย”
ทันทีที่มือของหล่อนสัมผัสโดนต้นแขนกำยำด้วยมัดกล้าม ลมหายใจของหล่อนก็ชะงักค้าง ร่างกายที่นอนซบคว่ำของเขาแข็งเหมือนขดเหล็กกล้า ไม่มีเนื้อส่วนไหนนุ่มฟ่ามเลย เขาเปี่ยมไปด้วยพลังแข็งแกร่ง
โอย คุณพระช่วย ตายแล้ว
ก่อนที่จะหยุดตนเองได้ อแมนด้าก็เลื่อนมือลงมาตามท่อนแขนของเขา ดื่มด่ำกับมัน!
หล่อนระบายลมหายใจช้าๆอย่างพึงพอใจ
“นี่คุณ คุณน่ะ” หล่อนพยายามอีก เขย่าบ่าแข็งๆของเขา “คุณชุดดำ กรุณาฟื้นเสียทีได้มั้ย ฉันจะได้ไปๆจากที่นี่เสียที ฉันไม่อยากติดแหง็กอยู่ในห้องคนตายมากไปกว่าที่จำเป็นนะ ตกลงมั้ย ได้โปรดเถอะน่า อย่าทำให้นี่เหมือนในหนังเรื่องสุดสัปดาห์ที่เบอร์นี่ส์หน่อยเลย ในนี้มีแค่ฉันกับคุณนะ พ่อคนตัวโตมหึมา”
เขาไม่กระดุกกระดิก
โอเค เห็นทีฉันจะต้องพยายามทำอย่างอื่นเสียแล้ว
อแมนด้ากัดริมฝีปากขณะพลิกตัวเขานอนหงาย เรือนผมของเขาเลื่อนลงจากใบหน้าและคอปกเสื้อ
แล้วลมหายใจของหล่อนก็ชะงักค้างอยู่ในคอ ว้าว นี่เลยที่หล่อนประทับใจสุดๆ
เขาหล่อล้ำ แนวกรามแข็งแรงได้รูปงาม โหนกแก้มเด่นสูง โครงรูปหน้าเป็นแบบสายเลือดผู้ดีโดยแท้ และเขามีรอยบุ๋มนิดๆตรงปลายคางด้วย
โอ เจ้าประคุณเอ๋ย ชายคนนี้เป็นเจ้าของความสง่างามคมคายเยี่ยงบุรุษเพศ ซึ่งมีสตรีที่โชคดีมากๆน้อยคนนักที่จะได้ประสบพบเห็น
ที่เยี่ยมกว่านั้นก็ยังมี เขามีริมฝีปากได้รูปสวยที่สุดเท่าที่หล่อนเคยเห็นมา ทั้งเต็มอิ่มและเย้ายวนอารมณ์ เป็นริมฝีปากที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจูบอันดื่มด่ำและร้อนแรง
อันที่จริงจุดด่างพร้อยบนใบหน้าของเขามีเพียงรอยแผลเป็นบางๆเหมือนเส้นผมที่แล่นยาวลงมาถึงแนวขากรรไกรของเขา จากใบหูถึงปลายคาง
ความหล่อเหลาของเขาแข่งกับสามีหนุ่มสุดหล่อของเกรซได้อย่างสูสีที่สุด และจูเลียน เป็นหนุ่มลูกครึ่งมนุษย์กับเทพเจ้าที่ยากจะหาใครมาเทียมทัน
แต่ก็นั่นแหละ อแมนด้าไม่เคยประทับใจผู้ชายเพราะรูปร่างหน้าตาอยู่แล้ว หล่อนชอบพวกเขาที่จิตใจมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายที่หล่อนเคยรู้จักส่วนใหญ่ซึ่งหน้าตาดีน้อยกว่านี้ตั้งครึ่ง มีไอคิวน้อยกว่าเบอร์รองเท้าของหล่อนรวมกันเสียอีก
หล่อนไม่เหมือนแท็บบิธา ตรงที่แค่บั้นท้ายสวยๆกับไหล่กว้างๆก็ทำให้เจ้าหล่อนมองจนเหลียวหลังได้แล้ว
หากทว่า...
อแมนด้าเลื่อนสายตาไปตามเรือนกายเพรียวแกร่ง ในกรณีของผู้ชายคนนี้ หล่อนอาจจะยอมเต็มใจให้เป็นข้อยกเว้น
แต่ในกรณีที่เขายังไม่ตายนะ
หญิงสาวยื่นมือออกไปอย่างลังเล และวางมันลงบนลำคอสีน้ำตาลทองเพื่อคลำหาชีพจรของเขา จังหวะเต้นของหัวใจเขาหนักหน่วงแข็งแรงอยู่ใต้ปลายนิ้วของหล่อน
พอโล่งใจว่าเขายังมีชีวิต หล่อนก็เขย่าปลุกเขาอีกครั้ง “เฮ้ พ่อหนุ่มชุดหนังน่าหม่ำ คุณได้ยินฉันมั้ยคะ”
เขาครางแผ่วๆอยู่ในลำคอ แล้วขยับเปลือกตาลืมขึ้นช้าๆ อแมนด้ามองลงไปในดวงตาคู่นั้น สีของมันเข้มจัดจนเกือบเป็นสีดำ และเมื่อมันเพ่งมองมาที่หล่อน มันก็โชนแสงกล้าอย่างน่ากลัว
เขาสบถออกมาคำหนึ่ง แล้วฉวยบ่าหล่อนไว้ทั้งสองข้าง
ก่อนที่หล่อนจะทันขยับ เขาก็พลิกตัวพร้อมกับกระชากร่างหล่อนไปตรึงอยู่กับพื้นใต้ร่างเขาพร้อมกับรวบข้อมือทั้งสองข้างไปยึดไว้เหนือหัวหล่อน
ดวงตาสีเข้มคู่นั้นสำรวจมองหล่อนอย่างระแวงแคลงใจ
อแมนด้าหายใจไม่ออก ทุกตารางนิ้วของเขากดทับลงมาบนตัวหล่อนอย่างแน่นหนาเสียจนหล่อนรู้สึกได้ในทันทีว่าท่อนแขนของเขาไม่ใช่เพียงส่วนเดียวบนร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับศิลา ผู้ชายคนนี้เหมือนมีมัดกล้ามแข็งเหมือนกำแพงหินไปทั้งตัว
สะโพกของเขากดตรึงอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าขาของหล่อน ในขณะที่แผ่นท้องเครียดครัดเบียดบดลงมาบนสัดส่วนที่หล่อนต้องหน้าแดงก่ำ ทำให้หล่อนรู้สึกร้อนและซาบซ่าน หายใจไม่ออก
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อแมนด้าอยากจะยกหน้าขึ้นไปจูบผู้ชายที่หล่อนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย
เขาเป็นใครกัน
ขณะที่หล่อนมัวแต่ช็อกสุดขีด เขาก็ลดศีรษะลงมาที่ใบหน้าด้านข้างของหล่อนแล้วสูดกลิ่นเรือนผมของหล่อนลึกๆ
อแมนด้าเกร็งตัวแข็งทื่อ “นี่คุณกำลังดมกลิ่นฉันเรอะ”
เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มเหมือนเสียงดนตรีซ่านสะเทือนไปตามร่างกายเขา ส่งคลื่นเสียวซ่านแปลกๆผ่านลงมาถึงตัวหล่อน
“แค่ชื่นชมกลิ่นน้ำหอมของคุณเท่านั้นเอง ดอกไม้ของผม” เขากระซิบเบาๆข้างใบหูหล่อนด้วยสำเนียงแปลกเร้าใจที่ทำให้หล่อนแทบหลอมละลาย น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกเสียจนหล่อนนึกถึงเสียงฟ้ากระหึ่ม และพลังของมันมีผลต่อหล่อนอย่างร้ายกาจ
โอเค เอาเป็นว่าผู้ชายคนนี้เร่าร้อนอย่างเหลือเชื่อ และลมหายใจที่เป่ารดอยู่ตรงซอกคอก็ทำให้หล่อนสยิวซู่ซ่าเหมือนมีเข็มน้ำแข็งสักพันเล่มมาทิ่มแทง
“คุณไม่ใช่แท็บบิธา เดเวอโรซ์” เขากระซิบเบามากจนริมฝีปากมาปัดไล้อยู่ริมหูเมื่อหล่อนเอียงหน้าพยายามฟังเขา
อแมนด้ากลืนน้ำลาย “คุณรู้จักทะ--”
“จุ๊ๆ” เขากระซิบใส่หูหล่อนขณะที่นิ้วหัวแม่มือบรรจงลูบไล้ข้อมือเรียวที่ถูกเขารวบกำในจังหวะที่ทำให้ไฟฟ้าแล่นซ่านตลอดตัวหล่อน ทรวงอกของหล่อนพลันอ่อนไหวต่อความรู้สึกขณะที่ความปรารถนาก่อตัวขึ้นในกาย
เขาขยับใบหน้ามาเสียดสีกับดวงหน้าของหล่อน ใช้ไรเคราระคายเสียดไซ้กับแก้มของหล่อนอย่างนุ่มนวลและทำให้คลื่นซู่ซ่าที่ว่าไหลหลั่งไปทั่วกายหล่อนอีกรอบ ไม่มีครั้งไหนในชีวิตที่ทำให้หล่อนตื่นตัวได้เท่ากับยามที่มีน้ำหนักตัวของเขาทาบทับอยู่บนตัวหล่อน หรือเมื่อได้สูดกลิ่นกายที่สดใสซาบซ่าแบบชายชาตรีจากกายเขา
“พวกมันกำลังฟังอยู่” ไคเรียนสูดหายใจแผ่วลึก
ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าหล่อนไม่ได้เป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้า เขารู้ว่าเขาควรจะขยับออกห่างจากสตรีที่อยู่ใต้ตัวเขา แต่ทว่า...
นานเหลือเกินแล้วที่เขาไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงสักคนมากขนาดนี้ นานชั่วนิรันดร์แล้วที่เขากล้าพอจะอยู่ใกล้ผู้หญิงสักคน เขาลืมไปแล้วว่าเวลาที่มีอกอุ่นๆของผู้หญิงมาเบียดบดอยู่กับอกเขามันเป็นอย่างไร ลืมลมหายใจร้อนผะผ่าวและหอมหวานที่เป่ารดอยู่ตรงซอกคอเขา
ทว่าตอนนี้มีหล่อนมานอนอยู่ใต้ร่างเขาแล้ว...
โอ ใช่เลย เขาจำสิ่งนี้ได้ เขาจำเวลาที่มือของผู้หญิงคนหนึ่งลูบไล้แผ่นหลังเปลือยของเขา เวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งบิดกายเร่าๆไปกับสัมผัสอันเชี่ยวชาญของเขา
ณ นาทีนั้น ไคเรียนหลงลืมตนให้กับความซาบซ่านหวั่นไหวเมื่อจินตนาการว่ากำลังปลดเปลื้องอาภรณ์และสำรวจทุกสัดส่วนของหล่อนอย่างเต็มที่ยิ่งกว่านี้
และอย่างใกล้ชิดลึกซึ้งยิ่งกว่านี้
เขาหลับตาขณะที่ความคิดแล่นพล่านถึงการโลมไล้ไปทั่วเรือนร่างหล่อน ในขณะที่หล่อนซอนไซ้มือเข้ามาในเรือนผมของเขา
หล่อนบิดกายเร่าร้อนอยู่ใต้ร่างเขา มีแต่ยิ่งกระตุ้นจินตนาการให้ฝันเพริด
อืมม์...
แน่ละ ถ้าหล่อนค้นพบว่าเขาเป็นใครและเป็นอะไร มีหวังหล่อนคงสยองขวัญจนหน้าซีด และถ้าหล่อนมีอะไรๆเหมือนน้องสาวของหล่อนละก็ หล่อนคงจะเข้าจู่โจมจนกระทั่งไม่เขาก็หล่อนต้องถึงตาย
น่าสมเพชจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ เขาเคยคุ้นกับการที่มีผู้คนมาสะพรึงกลัวเขาอยู่แล้ว มันเป็นทั้งคำสาปและหนทางรอดของเผ่าพันธุ์เขา
“ใครกำลังฟังอยู่” หล่อนกระซิบถาม
เขาลืมตา พึงใจในน้ำเสียงอ่อนโยนและมีจังหวะไพเราะของหล่อน เขารักวิธีการพูดจาแบบเนิบๆนุ่มๆแบบชาวใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และผู้หญิงคนนี้มีวิธีออกเสียงได้นุ่มพลิ้วราวกับผ้าไหมชั้นเลิศ
แม้จะขัดกับความตั้งใจที่แข็งเหมือนเหล็กของตน ทว่าร่างกายเขากลับมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อหล่อนอย่างแรงกล้า ความต้องการในกายทะยานขึ้น เขาอยากลิ้มรสชาติกลีบปากเต็มอิ่มที่กำลังเผยอแย้มพร้อมๆกับแยกต้นขาเพรียวตึงและฝังกายลึกๆอยู่ในความเร่าร้อนของหล่อน
โอ ใช่เลย เขาสามารถกลืนกินผู้หญิงคนนี้ได้
ทั้งหมดของหล่อน
เขาขยับห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อจะได้มองหน้าหล่อนให้ชัดๆ เรือนผมสีน้ำตาลเข้มของหล่อนมีเส้นสีน้ำตาลอมแดงเหลือบแซมยามต้องแสงไฟ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของหล่อนบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน เพลิงโทสะ และความมีชีวิตชีวา มันประดับเด่นอยู่บนดวงหน้าสวยใสที่มีรอยกระจิ๋วๆเป็นแนวบางอยู่ใต้ดวงตาขวา รอยตรงนี้เท่านั้นที่ทำให้หล่อนแตกต่างจากน้องสาวคู่แฝด
รอยนั่นกับกลิ่นกายของหล่อน
แท็บบิธาใช้น้ำหอมกลิ่นกรุ่นแรงที่ฉุนเกินไปสำหรับประสาทสัมผัสที่พัฒนาขึ้นจนมีความฉับไวสูงของเขา ในขณะที่ผู้หญิงคนนี้มีกลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบสะพรั่งและความอ่อนโยน
ทันใดนั้นความต้องการที่ไคเรียนมีต่อหล่อนก็เรียกร้องเขาอย่างดุดันชนิดที่ทำให้เขาต้องตกตะลึง หลายศตวรรษมาแล้วที่เขาเคยโหยหาผู้หญิงสักคนรุนแรงถึงเพียงนี้
หลายศตวรรษมาแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรอย่างนี้เลย
อแมนด้าหน้าร้อนซู่เมื่อความตื่นตัวของเขาเบียดรุนหล่อนอย่างอุกอาจ ผู้ชายคนนี้อาจไม่ตายก็จริง แต่เขาก็เคยนอนแน่นิ่งมาแล้ว และมันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ในยามนี้ “นี่ พ่อคุณ ฉันว่าคุณจำเป็นต้องไปหาที่ปลดปล่อยอื่นแล้วละ”
สายตาของเขาจ้องเขม็งมาที่ริมฝีปากของหล่อนอย่างกระหายหิว หล่อนเห็นความโหยหาที่ดิบเถื่อนเรืองลึกอยู่ในดวงตาสีท้องฟ้าราตรีคู่นั้น สันกรามของเขาขบแน่นราวกับเขากำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่
หล่อนรู้สึกท่วมท้นไปกับความแข็งแกร่งและเสน่ห์ทางเพศอันคุกรุ่นของเขา
ขณะที่ทอดร่างอยู่ใต้เรือนกายชายหนุ่ม อแมนด้าก็ตระหนักว่า กับเขาแล้ว หล่อนช่างจิตใจอ่อนไหวเสียเหลือเกิน และหล่อนอยากจะได้ชิมรสชาติจากริมฝีปากได้รูปเร้าใจคู่นั้นเหลือเกิน
ความคิดดังกล่าวทำให้หล่อนทั้งพรั่นพรึงและตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน
เขากะพริบตาแล้วม่านความเฉยชาก็เคลื่อนเข้ามาครอบคลุมสีหน้าของเขา ปกปิดอารมณ์ของเขาไม่ให้หล่อนรู้ แล้วเขาก็ปล่อยหล่อน
เมื่อเขาขยับกายออกห่าง หล่อนก็เห็นเลือดเปื้อนเสื้อสเวตเตอร์สีชมพูของตน “โอ คุณพระช่วย!” อแมนด้าอุทานเบาๆ “คุณกำลังเลือดไหลนี่”
เขาสูดหายใจลึกๆและนั่งลงข้างตัวหล่อน “เดี๋ยวแผลก็หาย”
อแมนด้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ยินน้ำเสียงไม่แยแสจากเขา เมื่อพิจารณาจากปริมาณเลือดที่เปื้อนเสื้อของหล่อน บอกได้เลยว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขากลับไม่ส่อแสดงอาการแต่อย่างใด “คุณบาดเจ็บตรงไหนคะ”
เขาไม่ตอบ แต่กลับยกมือซ้ายขึ้นเสยผมสีทองอำพัน แล้วชะงักเมื่อเห็นกุญแจมือสีเงินคู่ใหญ่บนข้อมือขวาของตน ก่อนจะเริ่มกระชากมันอย่างเดือดดาล
จากแววตาที่ทั้งเย็นชาและน่ากลัว หล่อนบอกได้เลยว่ากุญแจมือคู่นี้ทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าที่มันทำให้หล่อนหงุดหงิดมากมายนัก
ทีนี้เมื่อเขาได้สติแล้วและไม่ได้อยู่บนตัวหล่อนแล้ว อแมนด้าก็ต้องสะดุดตาสะดุดใจกับอารมณ์ขุ่นมัวบนสีหน้าเขา ใบหน้าของเขามีอะไรบางอย่างที่โรแมนติกและเร้าใจ
อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่แบบวีรบุรุษ
มันง่ายเหลือเกินที่หล่อนจะนึกภาพเขาแต่งตัวแบบหนุ่มเสเพลสมัยรีเจนซี่หรือชุดอัศวินยุคกลาง ความสง่างดงามแบบคลาสสิกทำให้เขาดูโดดเด่นแปลกตาเป็นพิเศษในโลกยุคสมัยปัจจุบัน
“แหม” เสียงที่ไร้ตัวตนเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นดังๆ “ดาร์ค-ฮันเตอร์ตื่นแล้ว”
อแมนด้าจำเสียงชั่วร้ายของใครก็ตามที่ทุบหัวหล่อนในบ้านของแท็บบี้ได้ทันที
“ไอ้หนูเดซี่” บุรุษที่อยู่ข้างกายหล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆขณะที่เขามองไปยังผนังสีน้ำตาลทั้งสี่ด้าน “ฉันเห็นแล้วว่าแกยังไม่เลิกเล่นเกมเด็กๆของแกสักที ทีนี้ทำไมไม่ทำตัวเป็นดีมอนที่ดีแล้วโผล่หน้าออกมาให้ฉันเห็นล่ะ”
“รอไปเถอะ ดาร์ค-ฮันเตอร์ รอไปก่อน ฉันไม่เหมือนคนอื่นๆที่วิ่งแจ้นไปซ่อนหมาป่ายักษ์ชั่วร้าย ฉันเป็นคนตัดไม้ที่ตัวโตและชั่วร้ายที่จะมาฆ่าหมาป่าต่างหาก”
สุ้มเสียงที่ไร้ตัวตนนั้นทำเป็นหยุดชะงักอย่างมีลีลา “แกกับแท็บบิธา เดเวอโรซ์ไม่เคยมีเมตตาเวลาที่พวกแกไล่ล่าพี่ๆน้องๆของฉัน ถึงเวลาแล้วที่พวกแกจะได้รู้จักกับความกลัวเสียบ้าง เมื่อถึงเวลาที่ฉันเสร็จธุระกับพวกแกสองคน แกจะต้องวิงวอนขอให้ฉันยอมให้แกได้ตาย”
ดาร์ค-ฮันเตอร์ก้มหน้าลงแล้วหัวเราะ “เดซี่สุดที่รัก ฉันไม่เคยวิงวอนมาก่อนเลยในชีวิต ให้พระอาทิตย์แตกดับไปก่อนเถอะฉันถึงจะคิดขอร้องอะไรจากคนอย่างแก”
“โอหัง” เดซี่พูด “ฉันชอบนักละที่จะได้ลงโทษไอ้คนปากดีแบบนี้”
ดาร์ค-ฮันเตอร์ชันกายลุกขึ้นยืน อแมนด้าจึงได้เห็นบาดแผลที่สีข้างของเขา เสื้อเชิ้ตของเขาขาดแล่งและมีเลือดนองอยู่บนพื้นตรงที่เขานั่งเมื่อครู่
แต่เขาดูจะไม่สังเกตเห็นการบาดเจ็บนั้น
“เป็นไง ชอบกุญแจมือของแกมั้ยล่ะ” เดซิเดอริอัสถาม “คู่นี้เทพเฮพเฟสตุสทำเองกับมือเชียวนะ มีแต่เทพเจ้าหรือลูกกุญแจที่เทพเฮพเฟสตุสทำขึ้นมาคู่กับมันเท่านั้นที่จะเอามันออกได้ และในเมื่อเหล่าเทพเจ้าพากันทอดทิ้งแกแล้ว...”
ดาร์ค-ฮันเตอร์เหลือบมองไปรอบห้อง สีหน้าของเขาดุดันน่ากลัวจนแม้แต่ปีศาจร้ายเองก็ยังต้องสะพรึงกลัวเขา “ฉันคงสนุกน่าดูเวลาที่ได้ฆ่าแก”
เดซิเดอริอัสหัวเราะลั่น “ฉันยังสงสัยอยู่นะว่าแกจะมีโอกาสเรอะ ถ้าแม่เพื่อนตัวน้อยของแกรู้ว่าแกเป็นอะไร”
ดาร์ค-ฮันเตอร์ปรายตามองไปที่หล่อนเป็นเชิงปรามไม่ให้เผยตัวตนจริงออกไป ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องทำเลย เพราะสิ่งสุดท้ายที่อแมนด้าคิดจะทำคือทรยศน้องสาวตัวเอง
“เพราะอย่างนี้สิท่าแกถึงจับเราล่ามติดกัน” ดาร์ค-ฮันเตอร์ถาม “แกอยากดูเราสองคนต่อสู้กันว่างั้นเถอะ”
“โอ๊ะ เปล่าเลย” เดซิเดอริอัสร้อง “นั่นไม่ใช่แผนของฉันหรอก ถ้าพวกแกฆ่ากันตาย ฉันก็คงสะใจดีหรอก แต่ที่ฉันคิดจะทำก็คือปล่อยแกตอนย่ำรุ่ง เห็นมั้ยทีนี้ดาร์ค-ฮันเตอร์ก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกตามล่า และฉันก็จะสนุกที่สุดที่ได้ไล่ล่าแกและทำให้แกทุกข์ทรมาน เพราะไม่มีที่ไหนให้แกซ่อนตัวได้โดยที่ฉันตามหาแกไม่เจอ”
ดาร์ค-ฮันเตอร์ยิ้มเย้ย “แกคิดว่าแกจะมีปัญญาตามล่าฉันได้เชียวหรือ”
“อ๋อ ใช่สิ ฉันทำได้ รู้มั้ยว่าฉันรู้จุดอ่อนของแกดีกว่าตัวแกเองเสียอีก”
“ฉันไม่มีจุดอ่อน”
เดซิเดอริอัสหัวเราะ “พูดจาสมเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์แท้ๆ แต่เราทุกคนต้องมีจุดอ่อนกันทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกที่รับใช้เทพีอาร์ทิมิส แกก็ไม่มีข้อยกเว้น”
อแมนด้าสาบานว่าหล่อนเกือบได้ยินเสียงเดซิเดอริอัสเลียริมฝีปากอย่างสะใจ “จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของแกก็คือความมีเกียรติของแกนั่นแหละ ผู้หญิงคนนั้นเกลียดแก แต่แกก็ไม่ได้ฆ่าหล่อนเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย ในขณะที่หล่อนพยายามจะฆ่าแก แต่แกกลับเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อปกป้องหล่อนจากฉัน” เดซิเดอริอัสหัวเราะอย่างชั่วร้าย “แกมันก็แค่ทนเห็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”
“เดซี่ เดซี่ เดซี่” ดาร์ค-ฮันเตอร์จุ๊ปาก “ฉันจะทำยังไงกับแกดีนะเนี่ย”
“อย่าบังอาจมาทำเสียงตลกคะนองแบบนั้นกับฉัน”
“ทำไมจะทำไม่ได้”
“เพราะฉันไม่ใช่ปิศาจตาขาวกระจอกๆที่วิ่งหนีแกจนตัวสั่นงันงก ฉันคือฝันร้ายที่สุดของแกต่างหาก”
ดาร์ค-ฮันเตอร์ทำเสียงสมเพช “นี่แกต้องใช้ศัพท์แสงให้มันเยิ่นเย้อด้วยเรอะ โธ่เอ๋ย เดซิดิซาสทรัส ทำไมแกไม่คิดอะไรที่มันฟังเข้าท่ากว่าคำพูดที่ลอกมาจากหนังเกรดห่วยๆล่ะ”
เสียงคำรามอย่างเดือดดาลกระหึ่มไปทั่วห้อง “หยุดล้อชื่อฉันได้แล้ว”
“ขอโทษที แกพูดถูก อย่างน้อยสิ่งที่ฉันน่าจะทำก็คือแสดงความนับถือแกสักหน่อยก่อนที่จะกำจัดแกทิ้ง”
“เฮอะ แกไม่มีทางได้กำจัดฉันหรอก ดาร์ค-ฮันเตอร์ งวดนี้แกนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตาย เคยคิดบ้างมั้ยว่าหล่อนจะเล่นงานแกแบบไหน นี่ยังไม่พูดถึงพวกเพื่อนตัวน้อยของหล่อนเลยนะ พวกนั้นจะต้องรุมเล่นงานแกเหมือนฝูงหมาป่าขย้ำลูกแกะแน่ๆ ถ้าฉันเป็นแกละก็ ฉันจะเริ่มสวดมนต์ละ แกไม่มีวันรู้หรอกว่าฉันจะให้ความทุกข์ทรมานกับแกยังไงบ้างในครั้งหน้าที่เราพบกัน”
ริมฝีปากของดาร์ค-ฮันเตอร์เม้มแน่นเป็นเส้นตรง เขาขยับยิ้มเย้ยรับคำขู่ของเดซิเดอริอัส “แกประเมินศักยภาพของตัวเองสูงเกินไปเยอะเลยว่ะ”
“แล้วเราจะได้เห็นกัน”
อแมนด้าได้ยินเสียงปิดเครื่องกระจายเสียง
ดาร์ค-ฮันเตอร์กระชากกุญแจมือแรงๆอีกครั้ง “ฉันจะฆ่าไอ้บ้าหนังสยองขวัญนั่นซะ”
“เฮ้ เฮ้ เฮ้!” หล่อนร้องอู้เมื่อเขาทำให้แขนหล่อนพลอยบิดไปมาในขณะที่เขาพยายามจะทำตัวเองให้เป็นอิสระ “แขนคุณกับแขนฉันมันติดกันอยู่นะ”
เขาชะงักและก้มลงมองหล่อน สายตาของเขาอ่อนลง “ฝาแฝด... เป็นสิ่งที่มันไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย คุณรู้หรือเปล่าว่าคู่แฝดของคุณอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวฉันเองอยู่ที่ไหนหรือนี่มันเวลาอะไรแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือฉันไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน คุณเป็นใครและไอ้หมอนั่นเป็นใคร” แล้วหล่อนก็รีบลดเสียงลงและกระซิบถามเขาว่า “เขาได้ยินเราหรือเปล่า”
ไคเรียนส่ายหน้า “ไม่ การติดต่อผ่านเครื่องกระจายเสียงปิดแล้ว ตอนนี้มันไปคิดแผนแก้แค้นแบบงี่เง่าของมันอยู่ ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไง แต่ผมนึกภาพออกว่ามันคงกำลังถูมืออย่างกระหยิ่มยิ้มย่องและหัวเราะเหมือนเด็กซเตอร์ในเรื่องเด็กซเตอร์ส แล็บบอราทอรี่ ”
ไคเรียนเพ่งพินิจหญิงสาวอยู่ราวหนึ่งนาที หล่อนไม่มีท่าทีว่าจะสติแตก...ยังไม่มีน่ะ และเขาอยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการบอกว่าเดซิเดอริอัสเป็นปีศาจดูดวิญญาณที่กำลังตามล่าน้องสาวของหล่อนคงจะไม่เหมาะเป็นแน่
แต่ก็นั่นแหละ การมีน้องสาวที่ฝักใฝ่ในการตามล่าผีดูดเลือดคงไม่ทำให้หล่อนประหลาดใจอะไรมากนัก
ชายหนุ่มหลับตา ส่งกระแสจิตเข้าไปอ่านความนึกคิดของหล่อนและได้พบเครื่องยืนยันความสงสัยของเขา ในตัวหล่อนมีภูมิคุ้มกันความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยเลย
หล่อนไม่เหมือนแท็บบิธาผู้เป็นน้องสาว หล่อนไม่ใช่คนใจร้อนด่วนสรุป แต่หล่อนก็อยากรู้อยากเห็นและนึกโกรธสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าเขาน่าจะเล่าทุกอย่างให้หล่อนฟังได้โดยไม่ทำให้หล่อนเสียจริตไปเสียก่อน แต่ความเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ในตัวทำให้เขายึดหลักการเปิดเผยข้อมูลให้รู้เฉพาะเท่าที่จำเป็น
ทั้งหมดที่หล่อนจำเป็นต้องรู้ในขณะนี้คือรู้ให้น้อยที่สุด หากโชคดี เขาคงสามารถทำให้ทั้งสองเลิกผูกติดกันได้โดยไม่ต้องตัดชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งทั้งของเขาและของหล่อน
“ผมชื่อฮันเตอร์” เขาเอ่ยห้วนๆ “และไอ้หมอนั่นคือผู้ชายที่ต้องการจะทำร้ายน้องสาวคุณ”
“ขอบใจ แต่เรื่องพวกนั้นน่ะฉันรู้แล้ว” อแมนด้าทำหน้านิ่ว หล่อนควรจะตกใจกับเรื่องทั้งหมดนี้ แต่กลับไม่ยักตกใจ เพราะความโมโหที่หล่อนมีต่อเหตุการณ์นี้มันรุนแรงมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อถูกลากเข้ามาพัวพันกับการใช้ชีวิตแบบเพี้ยนๆของน้องสาว
อันที่จริง อแมนด้าดีใจที่พวกมันจับหล่อนมาผิดตัว เพราะถ้าเป็นแท็บบิธาเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าป่านนี้เจ้าหล่อนคงกระโจนเข้าใส่เหมือนนักรบกามิกาเซ่และทำให้ตัวเองถูกฆ่าตายจนได้
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองดาร์ค-ฮันเตอร์และทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหนักขึ้น เขารู้เรื่องของแท็บบิธาได้อย่างไร ที่ยิ่งกว่านั้นคือเขามองพวกหล่อนออกได้อย่างไรว่าคนไหนเป็นคนไหน เพราะบางครั้งแม่ของพวกหล่อนก็ยังแยกไม่ออกเลย “คุณเป็นเพื่อนของน้องสาวฉันหรือคะ”
เขามองหล่อนด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะดึงหล่อนลุกขึ้นยืน “เปล่า” เขาตอบพลางตบๆตามหน้าอก สะโพก บั้นท้าย และแข้งขาของเขา
อแมนด้าพยายามไม่สังเกตความซาบซ่านที่เพิ่มทวีขึ้นเมื่อมือของหล่อนถูกลากติดไปแตะต้องเนื้อตัวเพรียวแกร่งของเขา และเมื่อมือของหล่อนปัดไปถูกต้นขาด้านในที่แข็งแกร่งของเขา อแมนด้าก็คิดว่าตนเองแทบจะครวญคราง
เขาถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิงทางเพศรสโดยแท้ แย่หน่อยที่เขาไม่ใช่หนุ่มในสเป็กของหล่อนเลย ความจริงก็คือเขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อนนึกต่อต้านในตัวของผู้ชาย
จริงเหรอ เสียงในหัวถาม
เขาสบถ “ให้ตาย มันเอาโทรศัพท์ผมไป” เขาบ่นงึมงำ ก่อนจะลากหล่อนติดไปที่ประตูด้วย
หลังจากพยายามหมุนลูกบิดประตูแล้ว เขาก็เพ่งพินิจไปที่บานพับ
พอเขาแกะหัวสายคาดรองเท้าบู๊ตข้างซ้ายและถอดมันออก อแมนด้าก็เลิกคิ้ว “คุณกำลังจะทำอะไรน่ะ จะไปว่ายน้ำหรือไง”
เขาหันมามองหล่อนตาขวางนิดๆ ก่อนจะก้มตัวลงไปหยิบรองเท้าขึ้นมาจากพื้น “พยายามจะพาเราสองคนออกไปจากที่นี่ไง แล้วคุณล่ะ”
“ฉันก็พยายามจะไม่ยั่วโมโหคุณไง”
แววขบขันพราวขึ้นในดวงตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันไปให้ความสนใจกับประตูต่อ
อแมนด้ายืนมองเขากดปุ่มสีเงินปุ่มหนึ่งที่ฝังอยู่กับส้นรองเท้าบู๊ต แล้วมีดคมกริบยาวราวๆห้านิ้วก็ดีดตัวออกมาจากหัวรองเท้า เขาเป็นคนประเภทเดียวกับแท็บบิธาชัดๆ อแมนด้าสงสัยว่าเขาอาจจะมีอาวุธลับสำหรับขว้างอยู่ในกระเป๋าด้วย
“โอววว” หล่อนแกล้งร้องน้ำเสียงประชด “น่ากลัวจังเลย”
เขามองหล่อนด้วยสีหน้าไร้แววขัน “ทูนหัว คุณยังไม่ได้เจอของที่น่ากลัวจริงๆหรอก”
อแมนด้าทำหน้าแสยะใส่วาจาและท่าทางโอหังของเขา แล้วแค่นเสียงใส่แบบที่ไม่เป็นกุลสตรีเอาเสียเลย
เขาไม่สนใจหล่อน หากแต่ใช้ปลายมีดงัดบานพับ
“ทำดีๆล่ะ เดี๋ยวมีดจะหักเอา” หล่อนเตือน
เขาหันมาเลิกคิ้วใส่หล่อน “ไม่มีอะไรในโลกจะทำลายมีดนี้ได้หรอก” เขาขบฟันพลางทุบกำปั้นลงบนรองเท้าบู๊ต “เหมือนกับที่ไม่มีอะไรในโลกจะแงะบานพับนี้ได้นั่นแหละ” เขายังพยายามต่อไปอีกหลายนาที
“บ้าฉิบ” เขาสบถเมื่อบานพับไม่ยอมขยับเขยื้อน ชายหนุ่มกดปุ่มเก็บมีดและก้มตัวลงไปสวมรองเท้ากลับตามเดิม การเคลื่อนไหวของเขาทำให้รอยแหวกที่ด้านหลังเสื้อโค้ตสีดำตัวยาวแยกกว้าง เปิดช่องให้หล่อนได้เห็นภาพเจริญตาเจริญใจของเขาอีก
โอ้โฮ บั้นท้ายเจ๋งเป็นบ้า
อแมนด้าปากคอแห้งผากไปแล้วกว่าที่เขาจะยืดตัวกลับขึ้นมายืนเต็มความสูงระดับหกฟุตห้านิ้ว
โอ คุณพระช่วย คุณพระคุณเจ้าช่วย
โอเค หล่อนยอมถอนคำพูดก็ได้ เขามีรูปลักษณ์ที่หล่อนพบว่าช่างยากที่จะต้านทาน และหล่อนกระหายจะได้เจอชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าหล่อนมานานแล้ว และสำหรับผู้ชายคนนี้ ต่อให้หล่อนใส่รองเท้าส้นสูงสามนิ้วก็ไม่อาจข่มความทระนงเยี่ยงชายชาตรีของเขาได้เลย
เขาตัวสูงค้ำศีรษะหล่อนด้วยซ้ำ
และหล่อนชอบจัง
“คุณรู้จักน้องสาวฉันได้ยังไง” หล่อนถาม พยายามจะทำให้ความคิดมุ่งอยู่ที่ประเด็นสำคัญ ไม่ไขว้เขวไปสู่ความปรารถนาที่จะได้ลิ้มรสชาติจากริมฝีปากคู่นั้นของเขา
“ผมรู้จักเธอก็เพราะเธอคอยเข้ามาในวิถีทางของผมอยู่เรื่อย” เขาลองดึงกุญแจมือดูอีกครั้ง “อะไรที่ทำให้มนุษย์อย่างพวกคุณชอบเข้ามายุ่งในเรื่องที่พวกคุณไม่ควรจะยุ่งเกี่ยว”
“ฉันไม่ได้ยุ่งเรื่อง...” เสียงของหล่อนขาดหายเมื่อคำพูดของเขาหยั่งลึกลงมาในหัว “มนุษย์อย่างพวกคุณเรอะ ทำไมคุณพูดแบบนั้นล่ะ”
เขาไม่ตอบ
“นี่” หล่อนร้องพลางชูแขนให้เขาดูกุญแจมือ “ตอนนี้ฉันติดแหง็กอยู่กับคุณนะ และฉันอยากจะได้คำตอบ”
“ไม่ คุณไม่อยากหรอก”
ให้ตายสิ หล่อนเกลียดผู้ชายจอมกร่างที่สุดเลย พวกชอบใช้อำนาจกดขี่ ผู้ชายประเภท ผม-เป็น-ผู้ชาย-นะ-ทูนหัว-ให้-ผม-เป็น-คน-ขับ-เอง-ดี-กว่า ทำให้หล่อนอยากอ้วก
“นี่แน่ะ พ่อหนูน้อยจอมกร่าง” หล่อนพูดอย่างเหลืออด “ฉันไม่ใช่สาวปัญญานิ่มที่จะกระพือขนตาใส่ม้าหนุ่มสุดล่ำในชุดหนังสีดำหรอกนะ ฉะนั้นอย่าพยายามใช้กลยุทธ์มนุษย์ถ้ำกับฉัน ฉันจะบอกให้รู้ว่า เวลาฉันอยู่ที่ทำงาน ใครๆเขาก็เรียกฉันว่าจอมผ่าหมากทั้งนั้นแหละ”
ไคเรียนทำหน้าบึ้ง “พ่อหนูน้อยจอมกร่าง?” เขาทวนคำอย่างเหลือเชื่อ
ตลอดชีวิตอันยืดยาวของเขา ไม่เคยมีใครลุกขึ้นมาท้าทายเขาขนาดนี้ สมัยที่ยังเป็นมนุษย์ธรรมดา เขาเคยทำให้กองทัพโรมันเผ่นกระเจิงด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงมาแล้ว มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าสบตากับเขาตรงๆ
เมื่อเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ พรานแห่งราตรี เขาก็ทำให้บรรดาดีมอนและอพอลไลท์ต้องสั่นเทาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ชื่อของเขาถูกกระซิบกระซาบถึงด้วยความครั่นคร้ามและคารวะยกย่อง แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเรียกเขาว่า...
“พ่อม้าหนุ่มสุดล่ำในชุดหนังสีดำงั้นเรอะ” เขาพูดซ้ำดังๆ “ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองถูกดูหมิ่นมากเท่านี้มาก่อน”
“งั้นคุณต้องเป็นลูกคนเดียวแน่ๆเลย”
เขาหัวเราะกับข้อสังเกตนั้น เพราะอันที่จริงเขาเคยมีน้องสาวสามคน แต่ไม่มีคนไหนกล้าดูหมิ่นเขาสักคน
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั่วร่างหล่อน หล่อนไม่ใช่คนสวยแบบคลาสสิก แต่ก็มีความเย้ายวนชวนใจอยู่ในตัวไม่น้อย ดวงตาทรงยาวรีราวกับเมล็ดอัลมอนด์ที่พราวระยับไปด้วยเสน่ห์
เส้นผมยาวสีเข้มเหมือนไม้มะฮอกกานีทิ้งชายสลวยลงมาคลุมระสองบ่าบอบบาง แต่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของหล่อนต่างหากที่ตรึงตาตรึงใจ มันทั้งอบอุ่นและฉลาดเฉลียว แต่ตอนนี้ตาสวยๆกำลังหรี่มองเขาอย่างมาดร้าย
มีสีชมพูอ่อนระเรื่ออยู่ที่แก้มทั้งสองของหล่อน ขับเน้นสีดวงตาให้ยิ่งคมเข้ม ทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางภยันตราย ทว่าไคเรียนก็ยังไม่วายอยากรู้ว่าหล่อนจะดูเป็นเช่นไรหลังจากผ่านพ้นราตรีพิศวาสอันดิบร้อนและระโหยโรยแรง เขาเห็นภาพนัยน์ตางามที่คงเข้มข้นแรงกล้าด้วยเพลิงรักร้อน เรือนผมสยายยุ่ง แก้มแดงปลั่งจากที่ถูกไรเคราของเขาเสียดสี และริมฝีปากของหล่อนชุ่มฉ่ำและบวมเจ่อเพราะจูบของเขา
ความคิดนั้นทำให้เขาลุกร้อนไปทั้งตัว
จนกระทั่งไคเรียนรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ทำให้เส้นขนตรงท้ายทอยของเขาลุกชัน “อีกไม่นานก็จะย่ำรุ่งแล้ว”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“รู้ก็แล้วกัน” เขาดึงหล่อนมาทางซ้าย และเริ่มสำรวจผนังเขรอะสนิมเพื่อหาทางหนี “ทันทีที่หลุดออกไปได้ เราจะหาทางทำลายกุญแจมือคู่นี้”
“คุณนี่น่ารักจังที่อุตส่าห์มาย้ำอะไรที่มันเห็นชัดๆอยู่แล้ว” อแมนด้าก้มลงมองตัวเขาและเห็นบาดแผลฉกรรจ์ของเขา “คุณจำเป็นจะต้องทำแผลจริงๆนะ”
“พระเจ้าไม่ปล่อยให้ผมเลือดออกจนตายหรอกน่า จริงมั้ย” เขาถามเสียงเย้ยหยัน “ไม่งั้นคุณจะต้องไปไหนต่อไหนโดยมีซากศพเน่าๆของผมติดไปด้วย”
หล่อนย่นจมูกอย่างชิงชัง “พูดอะไรที่มันน่าทุเรศออกมาได้ คุณอยากโตขึ้นมาเป็นเหมือนวีรบุรุษประจำใจคนไหนไม่ทราบ บอริส คาร์ลอฟฟ์หรือไง”
“อันที่จริง ฮันนิบาลต่างหาก”
“คุณพยายามจะทำให้ฉันกลัวใช่มั้ย” หล่อนถาม “ฮึ ไม่ได้ผลหรอก ฉันโตขึ้นมาในบ้านที่มีผีขี้โมโหตัวหนึ่งกับพี่สาวสองคนที่เคยปลุกผีขึ้นมาช่วยเวลาที่พวกหล่อนทะเลาะกัน เชอะ ฉันเคยเห็นมาหมดแล้ว และอารมณ์ขันแบบสยองขวัญของคุณใช้กับฉันไม่สำเร็จหรอก”
ก่อนที่เขาจะตระหนักว่าหล่อนกำลังจะทำอะไร หล่อนก็ฉวยชายเสื้อเชิ้ตของเขาและถลกมันขึ้น
อแมนด้าตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นแผ่นท้องเปลือยเปล่าของเขา มันแบนราบและเครียดครัดด้วยมัดกล้าม เขามีลอนกล้ามเนื้อที่หน้าท้องงามๆหกมัดที่นักออกกำลังกายหน้าไหนก็ต้องริษยาตาร้อน แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนอุทานออกมาคือรอยแผลกระจายเกลื่อนอยู่บนผิวเนื้อนั้น
และที่แย่กว่านั้นคือ หล่อนเห็นบาดแผลลึกยาวตรงสีข้างของเขาด้วย ซึ่งมันกรีดไปตามแนวซี่โครงล่างสุดของเขา
“คุณพระช่วย เกิดอะไรขึ้นกับคุณน่ะ”
เขากระชากเสื้อเชิ้ตปิดลงมาแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ถ้าหมายถึงรอยแผลเป็นพวกนั้น ผมคงต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะสาธยายได้ครบ แต่ถ้าหมายถึงแผลลึกยาวนั่นละก็ มันได้มาจากอพอลไลท์อายุสิบสามขวบที่ผมเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ”
“คุณเดินเข้าไปหากับดักงั้นหรือ”
เขายักไหล่ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรก”
อแมนด้ากลืนน้ำลายขณะที่กวาดสายตามองทั่วตัวเขา มีรังสีดุดันและอันตรายเปล่งอยู่รอบตัวเขา เขาเคลื่อนไหวเหมือนสัตว์นักล่าที่ประเปรียวและสง่างาม และดวงตาคู่ที่...
ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะเก็บรายละเอียดของสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าปกติมากนัก ดวงตาสีดำประดุจนิลฉาย
และมันขโมยลมหายใจของหล่อนไปทุกครั้งที่เขามองมา
หล่อนไม่เคยเห็นผู้ชายผมทองคนไหนมีนัยน์ตาสีนี้มาก่อน และไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหนหล่อจนเหลือเชื่อเท่าคนนี้ด้วย รูปลักษณ์ของเขาเหมือนสลักเสลาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ
เขามีเสน่ห์ทางเพศที่รุนแรงจนเกือบจะผิดธรรมชาติ หล่อนเคยเห็นผู้ชายมากมายที่ตั้งหน้าตั้งตาเสริมเสน่ห์และความหล่อเหลาซึ่งธรรมชาติลำเอียงทุ่มมาให้ผู้ชายคนนี้จนเหลือเฟือ
“ดาร์ค-ฮันเตอร์คืออะไร” หล่อนถาม “เป็นเหมือนในหนังเรื่องบัฟฟี่สาวนักปราบแวมไพร์หรือเปล่า”
เขาหัวเราะขันคำถามนั้น “ครับ ผมเป็นสาวน้อยวัยรุ่นตัวเล็กๆที่ใส่ต่างหูตุ้งติ้งวิ่งวุ่นต่อสู้อยู่กับพวกแวมไพร์ จนพวกมันทำต่างหูผมหลุดและ--”
“ฉันรู้ว่าคุณไม่ใช่แม่สาวน้อยนั่น ว่าแต่ดาร์ค-ฮันเตอร์คืออะไรไม่ทราบ”
เขาถอนหายใจแล้วลากหล่อนเดินวนไปรอบห้อง มองหาผนังด้านที่อาจจะมีประตูลับซ่อนอยู่ “สรุปสั้นๆคือผมฆ่าสิ่งที่ออกมาเพ่นพ่านตอนกลางคืน”
คำพูดของเขาทำให้อแมนด้าหนาวเยือกลงไปตามสันหลัง และความรู้สึกบอกว่ามันจะต้องมีอะไรมากกว่าคำอธิบายแบบสั้นกุดของเขาแน่ เขาดูดุดันน่ากลัวก็จริง แต่ไม่มีความชั่วร้ายหรืออำมหิตแฝงอยู่ “ทำไมคุณถึงอยากฆ่าเดซิเดอริอัส”
เขาเหลือบมองหล่อนก่อนจะพยายามเปิดประตูเหล็กอีกรอบ ชายหนุ่มจับที่เปิดประตูและดึงด้วยพละกำลังมหาศาลจนอแมนด้าอัศจรรย์ใจที่เขาไม่ได้ฉีกกระชากลูกบิดหลุดออกมา “เพราะมันไม่เพียงแต่ฆ่าพวกมนุษย์ แต่มันยังขโมยวิญญาณไปด้วย”
หล่อนยืนตัวแข็งเพราะคำพูดของเขา “แล้วมันทำแบบนั้นได้ยังไง”
“ไหนคุณว่าอะไรๆก็เคยเจอมาหมดแล้วไง” เขาเอ่ยล้อๆ “งั้นคุณก็บอกผมมาสิ”
อแมนด้าอยากบีบคอเขานัก หล่อนไม่เคยเจอผู้ชายที่ยโสโอหัง หรือกวนโมโหมากเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
“ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องพิลึกพิลั่นเหนือธรรมชาติอยู่เรื่อยเลยนะ” หล่อนบ่นพึมพำ “ถ้าขอเจอแค่วันละเรื่องเดียวนี่จะมากเกินไปไหม”
“ชีวิตมันไม่ค่อยเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นหรอก”
หล่อนนิ่วหน้าใส่คำพูดของเขา และจับกระแสแปลกๆในน้ำเสียงของเขาได้
ไคเรียนยกศีรษะขึ้น แล้วชูมือปรามให้หล่อนเงียบ
มีเสียงลูกบิดประตูดังคลิกมาจากที่ไหนสักแห่ง
“ก๊อก ก๊อก” เดซิเดอริอัสพูดมา “แกมีเวลากลางวันให้ไปซ่อน พอตกค่ำ เราจะล่า”
“ได้เลย” ฮันเตอร์พูด “ต่อให้แกกับไอ้หมาน้อยของแกด้วย”
น้ำเสียงร่าเริงของเขาทำให้อแมนด้าแปลกใจ คำพูดชวนสยองเหล่านั้นไม่มีผลกระทบต่อเขาเลย “คุณไม่กลัวคำขู่ของเขาเลยหรือ”
เขามองหล่อนอย่างขันๆ “ที่รัก วันที่ผมกลัวอะไรอย่างมันก็คือวันที่ผมนอนอยู่ใต้เท้ามันและส่งมีดให้มันเฉือนหัวใจผมออกมานั่นแหละ สิ่งเดียวที่ผมกลัวคือทำยังไงถึงจะพาคุณไปหาน้องสาวและโน้มน้าวให้เจ้าแม่หัวแข็งนั่นเลิกยุ่งกับเรื่องนี้จนกว่าผมจะหาที่กบดานของเดซิเดอริอัสเจอและส่งวิญญาณมันไปในที่ซึ่งมันสมควรจะอยู่”
ทั้งที่ตกอยู่ในอันตรายขนาดนี้ แต่อแมนด้าก็ยังอดหัวเราะขำคำพูดของเขาไม่ได้ “เจ้าแม่หัวแข็งเรอะ คุณรู้จักแท็บบิธาดีชะมัด”
เขาไม่นำพากับความคิดเห็นของหล่อน และมุ่งอยู่กับการใช้ร่างกายของตนเป็นโล่คุ้มภัยให้หล่อน ก่อนจะเปิดประตูออกไปช้าๆ หยุดชะงักและมองไปรอบๆ
นอกประตูเป็นทางเดินแคบๆ มีหน้าต่างกว้างฝุ่นจับหนาซึ่งเผยให้เห็นว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น
“ระยำ” ฮันเตอร์คำรามเบาๆเมื่อถอยเท้ากลับเข้ามาในห้อง
“อะไร” หล่อนถามทันที ใจหายวาบด้วยความพรั่นพรึง “มีใครอยู่ข้างนอกหรือ”
“เปล่า”
“งั้นก็ไปกันเลยสิ” หล่อนตั้งท่าจะออกจากประตู
แต่เขาไม่ขยับเขยื้อน
ชายหนุ่มขบฟันแน่น มองไปตามทางเดินนั้นอีกครั้งแล้วพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาที่หล่อนไม่รู้จัก
“มีปัญหาอะไรหรือคะ” อแมนด้าถาม “นี่มันก็เช้าแล้ว และไม่มีใครอยู่ข้างนอกด้วย เราไปกันเถอะน่า”
เขาสูดหายใจแรงๆอย่างเดือดดาล “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คน ปัญหามันอยู่ที่ดวงอาทิตย์”
“และปัญหาที่ว่านั่นมันคืออะไรไม่ทราบ”
เขาลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเปิดริมฝีปากและตวัดปลายลิ้นแตะลากไปตามเขี้ยวยาวปลายแหลมของเขา

