ไอโลน่า แบ่งโลกมนุษย์ออกเป็น 3 แดน คือ โบรเคิน ดิเอ็ดจ์ และเดอะเวียร์ด โบรเคิน ก็คือโลกที่เราอยู่กันนี่แหละค่ะ เดอะเวียร์ด คือ มิติคู่ขนานของโบรเคินเลยทีเดียว เพราะมันเป็นดินแดนแห่งเวทมนตร์ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนแห่งนี้จะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของโบรเคิน ยกเว้นกลุ่มบุคคลระดับสูงหรือผู้มีหน้าที่ ๆ เกี่ยวข้องเท่านั้น ส่วนดิเอ็ดจ์ คือดินแดนระหว่างกลางของโบรเคินกับเดอะเวียร์ด ซึ่งผู้คนมีเวทมนตร์เพียงเล็กน้อย ดังนั้นในสายตาของชาวเวียร์ดแล้วชาวเอ็ดจ์ก็ไม่ต่างกับพันธุ์ทางที่ไม่เป็นด้านใดด้านหนึ่งยกเว้นคนพิเศษที่อาจมีมากจนเป็นที่ต้องการตัวอย่างยิ่งและการวัดระดับเวทมนตร์ก็คือการแฟลช ชาวเอ็ดจ์ต้องอาศัยทำมาหากินในโบรเคินเป็นหลัก ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แคบยาวเหมือนตรอกที่ถูกขนาบข้างด้วยอาคารขนาดใหญ่สองแห่งและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผืนป่า ความเป็นอยู่เป็นแบบพึ่งพิงที่ดินตนเองเป็นหลัก ดังนั้นถ้าครอบครัวใดไม่มีพื้นดินในการดำรงชีพก็ต้องเข้าไปทำงานในโบรเคินและถ้าคุณไม่ได้เกิดในโบรเคินก็เท่ากับว่าคุณจะกลายเป็นแรงงานต่างด้าวโดยทันทีและทั้งชาวเอ็ดจ์และเดอะเวียร์ดเมื่อเข้าไปในโบรเคินแล้วจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ใด ๆ ได้เลย
โรส เดรตัน คือหญิงสาวที่เป็นเสมือนศูนย์รวมความโชคร้ายมาไว้ในตัวเอง ไม่ว่าจะสูญเสียตายายในเหตุการณ์เพลิงไหม้ มีพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต มีแม่ที่โดนดูถูกว่าเป็นโสเภณีและด่วนเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงวัยรุ่นโดยทิ้งให้เธอเลี้ยงน้องชายสองคนที่ยังเล็กแถมอีกคนยังเป็นมนุษย์กลายร่างที่โรสต้องทุ่มเททั้งกายใจให้กับการดูแลนอ้ยชายคนนี้ และน้องชายอีกคนที่ยิ่งเติบโตเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับเธอมากขึ้น แม้ทั้งสองจะเป็นที่รักยิ่งของเธอเพียงใดแต่มันก็คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่เธอต้องแบกรักบาตลอดมานับแต่เข้าสู่วัยสาวและถึงแม้เธอจะมีย่าอยู่เคียงข้างแต่โรสก็ยังต้องยืนหยัดด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อความปลาบปลื้มกับความสามารถในการแฟลชที่เธอคาดหวังว่าจะได้รับเสียงชื่นชมกลับกลายเป็นหายนะในชีวิตแถมเมื่อเธอหวังพึ่งคนรักมันก็กลายเป็นความเจ็บปวดที่เธอไม่มีวันลืมเลือน ดังนั้นการผิดหวังถูกทรยศอย่างซ้ำซากจึงเปรียบเสมือนบทเรียนที่โรสจดจำฝังใจและเป็นเหตุให้การพบกับชายแปลกหน้าเช่นเดคแลน เอิร์ลแห่งคามารีน ผู้ดีสูงส่งชาวเดอะเวียร์ดจึงเป็นความประทับใจที่เดคแลนคงยากจะลืมเลือนเมื่อได้รับการสนองตอบที่หยาบคายและท้าทายจากเธอ กิริยามารยาทอันงดงาม การพูดจาที่ไพเราะเสนาะหู หน้าตาหล่อเหลาที่สาวใดก็ต้องเหลียวมองบวกกับพลังเวทมนตร์ที่ไม่ต้องแสดงออกก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่ไม่มีใครในดินแดนแห่งนี้เทียบเทียมได้แต่มันกลับไม่สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับโรสอย่างใดด้วยเธอมั่นใจเกินร้อยว่าชายแสนเลิศเช่นเขาไม่มีทางชายตามองเธอแน่นอนถ้าไม่มุ่งหวังในสิ่งที่เธอมิอาจให้ได้ และวิธีกำจัดเขาก็คือการยื่นคำท้าที่เขาต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างแน่นอนแต่เดคแลนกลับทำให้เธอซาบซึ้งประทับใจอย่างยิ่งกับชัยชนะของเขาแม้มันจะหมายถึงความพ่ายแพ้ของเธอก็ตามเพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นความฉลาดหลักแหลม ความสามารถที่เหมือนหินผาอันมั่นคงให้พักพิง และทุกครั้งที่เขาได้ช่วยเหลือครอบครัวของเธอจากภยันตรายที่รุกเร้าเข้ามาทุกขณะ จิตใจของเธอก็เริ่มหวั่นไหวมากขึ้นแต่ถึงกระนั้นโรสจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสุดท้ายแล้วเขาจะไม่ทรยศเธอในเมื่อเขาเจ้าเล่ห์ซะขนาดนั้นแถมความต่างระหว่างทั้งสองยังมีมากเสียจนเธอกังวล เพราะไม่ใช่เพียงเธอเท่านั้นที่จะเจ็บปวดแต่ยังมีน้อง ๆ เธอที่ต้องมารับรู้ว่าวีรบุรุษของเขาเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันอาจไม่สำคัญเลยว่าความรักของทั้งสองจะจบลงด้วยดีหรือไม่ ในเมื่อยังมีเงามืดแห่งความชั่วร้ายที่พร้อมจะเขมือบทุกอย่างที่คงเหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าของดิเอ็ดจ์ ถ้าชาวเอ็ดจ์ไม่ร่วมมือกันและความรักระหว่างกันคือพลังแห่งความสำเร็จที่มิอาจมองข้าม
เราขอยกคำกล่าวของ Jeaniene Frost นักเขียนคนโปรดของเรามาบรรยายความรู้สึกค่ะ "โลกที่น่าหลงไหลผสมกับความตื่นเต้นเร้าใจทำให้ On the Edge เป็นหนังสือยอดเยี่ยมที่น่าอ่าน" (ป.ล. ความรักระหว่างโรสและเดคแลนอาจไม่ได้อ่อนหวานซาบซึ้งแต่กลับสร้างความน่าประทับใจอันมิอาจลืมเลือนเป็นอย่างยิ่ง และวิลเลียม ชายหนุ่มที่แทบไม่ออกมาเลยแต่กลับมีชื่อเขาปรากฎอยู่แทบทุกบททุกตอนซึ่งทำให้เราอยากอ่านเรื่องของเขามาก ๆ ค่ะ ชายที่ถูกเลี้ยงมาเหมือนสัตว์ตัวหนึ่งแถมยังโตขึ้นมาเป็นมือสังหารที่ฆ่าคนตามคำสั่ง แต่ยังคงมีความรักให้ผู้อื่นและหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นชายชาติทหารที่ใครจะมาหยามมิได้หวังว่าเพื่อน ๆ คนไม่หมดกำลังใจในการอ่านเสียก่อนน่ะ เพราะยาวมาก ๆ ค่ะ








แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้อ่านเล่มสองนี่สิ 





