ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ชารอน ฮีธอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ถนนพอร์ต ใกล้ๆกับสำนักงานภาษี วันนั้นอากาศร้อน ศีรษะอกาธาคันยิบๆอีก
“เดี๋ยวก่อน” รอยคว้ามืออกาธาที่กำลังจะกดกริ่ง “เรายังไม่ได้คิดเลยว่าจะพูดอะไร เรากำลังทำวิจัยเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวในต่างจังหวัดอยู่นะ ไม่ใช่มาถามเกี่ยวกับยายไคลี่”
“เราเก๊าะถามคำถามน่าเบื่อพวกนั้นไป แล้วค่อยชวนคุยออกนอกเรื่องทีละนิดสิ” อกาธาบอกอย่างอดทน
รอยยักไหล่อย่างยอมแพ้ จากประสบการณ์อันแสนจะขมขื่นของเขานั้น อกาธามักจะมีวาทะศิลป์พอๆกับแรดที่พุ่งเข้าประจัญบานเลยทีเดียว
อกาธากดกริ่ง รออยู่สองสามนาที และทำท่าจะกดอีก แต่ประตูเปิดออกเสียก่อนโดยผู้หญิงในชุดเสื้อคลุม
“จะอะไรก็แล้วแต่ เราไม่ต้องการ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะปิดประตู
“เรามาจากโทรทัศน์”
โอ้โฮ คำวิเศษแท้ๆ ผู้หญิงคนนั้นยกมือขึ้นกุมโรลที่ม้วนอยู่เต็มศีรษะ
“โอ๊ะ ตายละ! ฉันชื่อมิสซิสฮีธ นี่คุณจะคิดยังไงกะฉันล่ะนี่ ขอเวลาเดี๋ยว”
ประตูปิดปัง
“นี่มันอะไรกันวะ” อกาธาถามอย่างฉุนเฉียว
“ก็เรามาจากโทรทัศน์ หล่อนคงจะเข้าไปดึงโรลม้วนผมออก แล้วเอาตัวบวมฉึ่งไปยัดใส่สเตย์น่ะสิ” รอยบอกอย่างใจร้าย
อกาธาจุดบุหรี่ ท้องฟ้าเป็นสีครามอ่อนๆ ดูราวกับว่าถูกพายุฝนขัดถูจนเกลี้ยงเกลา ลมอ่อนๆโชยมา เสียงระฆังที่โบสถ์ดังเหง่งหง่างไปทั่วอีฟแชม เสียงทารกร้องกรี๊ดๆมาจากที่ไหนสักแห่ง
ในที่สุด ประตูก็เปิดออก มิสซิสฮีธที่แปลงโฉมไปแล้วปรากฏตัว ผมฉีดสเปรย์แข็งปั๋ง ใบหน้าลงแป้งหนาเตอะ ร่างอัดแน่นอยู่ในชุดผ้าไหมเทียมสีม่วง
“เข้ามาค้า” หล่อนทำเสียงอ่อนเสียงหวาน “ชารอนเพิ่งจะบอกว่าพวกคุณไปที่เธคเมื่อคืนนี้ แล้วนี่ลูกสาวฉันจะได้ออกทีวีไหม”
“เป็นไปได้” อกาธาพูดอย่างกระฉับกระเฉง “แกดูน่าสนใจมาก”
หล่อนชะเง้อคอข้ามอกาธาไป
“ไหนล่ะตากล้อง”
“นั่นต้องทีหลัง” อกาธาบอก “เราต้องทำวิจัยก่อน”
“เข้ามาค่า” มิสซิสฮีธยอมถอยให้ “ห้องรับแขกอยู่ทางซ้ายนะค้า”
ห้องรับแขกเป็นห้องเล็กๆ มีร่องรอยของการเก็บงำความรกอย่างเร่งรีบ อกาธานั่งลงบนเก้าอี้นวมซึ่งส่งเสียงกรอบแกรบเพราะมีหนังสือพิมพ์กับนิตยสารยัดเอาไว้ใต้เบาะ
“เอาละค่ะ” มิสซิสฮีธว่า “ดื่มอะไรกันดีคะ”
ปากหล่อนบางเฉียบ มุมปากตกลง ตาแข็งกระด้าง อกาธาเดาว่าหล่อนคงไม่ค่อยมีแขกมาหาเท่าไร มิสซิสฮีธนี่ดูเหมือนจะอารมณ์ร้ายน่าดู
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” อกาธาปฏิเสธ “ชารอนอยู่ไหนล่ะคะ”
“ฉันจะไปตามให้ค่ะ”
มิสซิสฮีธนวยนาดออกจากห้อง เดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงลอยมาเข้าหู เป็นเสียงโกรธเกรี้ยวดุร้าย
“ให้ตายสิยะ ย้ายก้นออกมาซะทีเซ่ พวกนั้นไม่ได้มีเวลารอทั้งวันนะจะบอกให้”
สักครู่ต่อมาหล่อนก็กลับมา ตามด้วยชารอน ซึ่งสวมเสื้อทำด้วยผ้าแวววาวกับกระโปรงตัวยาวทับรองเท้าบู๊ตส้นตึก มันหนาจนดูเหมือนรองเท้าสำหรับถ่วงน้ำหนักเวลาดำน้ำมากกว่า ใบหน้ามีรองพื้นสีแทนเป็นปึก แต่หยุดชะงักอยู่แค่ตรงกราม จึงเห็นผิวสีขาวซีดตั้งแต่คางลงไป
“เอาละค่ะ” อกาธาวางคลิปบอร์ดลงบนตัก “เรากำลังจะทำรายการความบันเทิงของคนหนุ่มสาวในภาคกลาง แต่เรายังสนใจเรื่องอาชญากรรมด้วย เคยมีเด็กสาวๆออกจากดิสโก้เธคตอนดึกๆ แต่กลับไม่ถึงบ้าน”
“หนูเคยเห็นในโทรทัศน์ค่ะ แต่ในอีฟแชมนี่ไม่มีหรอก” ชารอนแกะเล็บแดงๆอย่างหวั่นไหว
“มียายไคลี่นั่นไง” มิสซิสฮีธรีบขัดขึ้น “ขึ้นหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี่เอง เห็นว่าตายเพราะเสพเฮโรอีนเกินขนาด และศพก็ถูกแช่แข็งด้วย เชื่อเขาไหมล่ะ”
คิ้วที่ถูกถอนจนเกือบเกลี้ยงของชารอนเลิกสูงจนแทบจะหายไปในแนวผม
“ยาเสพติด! ไคลี่น่ะเหรอ ไม่มีทาง”
“เมื่อคืนฉันถามว่าหล่อนมีศัตรูหรือเปล่า” อกาธาได้โอกาส “เธอพูดอะไรเกี่ยวกับคนที่ชื่อฟิลลิส”
“ไม่รู้สิ ถ้าจะออกทีวี หนูไม่อยากให้นังนั่นมาตะกุยหน้าหนู”
“ฉันรับรองได้ว่าเรื่องนี้จะไม่ออก” อกาธาบอก “ฉันแค่พยายามจะทำความเข้าใจเท่านั้น ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้”
“สัญญานะว่าคุณจะไม่พูดอะไร”
“ถ้าพูดละขอให้ฟ้าผ่าเลย” รอยสาบานอย่างเคร่งขรึม
ชารอนยิ้มพรายให้เขา ราวกับเพิ่งจะสังเกตเห็นเขาเป็นครั้งแรก แต่คำว่า ‘ยิ้มพราย’ นั้นอาจจะไม่ใช่คำที่ถูกต้องนัก อกาธาคิด เพราะปากชารอนระบายสีม่วงเข้ม ดูแล้วเหมือนแสยะแยกเขี้ยวอย่างแวมไพร์มากกว่า
“คืองี้ค่ะ” ชารอนชะโงกหน้ามาเตรียมจะเล่าอย่างมันปาก “แซคเดทกับยายฟิลลิสอยู่ ฟิลลิสเป็นคนตัวใหญ่ ชอบส่งเสียงหนวกหูเวลาเหล้าเข้าปาก ที่หล่อนไม่รู้ก็คือแซคเดทกับไคลี่ด้วยพร้อมๆกัน วันหนึ่งไคลี่โผล่มาในออฟฟิศพร้อมกับแหวนหมั้น ยายฟิลลิสอาละวาดซะออฟฟิศแทบแตก รี่เข้าไปจะกระชากผมยายไคลี่ด้วย เราต้องช่วยกันแยกแทบแย่ หล่อนบอกว่า ‘แกจะไม่มีวันได้แต่งงานกับเขา ฉันจะฆ่าแกก่อน’ นั่นไง คุณคิดว่าไงล่ะ”
“น่าสนใจมาก” อกาธาบอก “ฟิลลิสนี่อยู่ที่ไหนล่ะ”
“หนูบอกคุณไม่ได้หรอก” ชารอนร้องอย่างตกใจ “หล่อนอาจจะเดาได้ว่าหนูเป็นคนบอกคุณ”
“ไม่มีเหตุผลที่จะต้องบอกนี่” อกาธาพูดอย่างลื่นไหล “มีทางที่ฉันจะสัมภาษณ์สาวๆที่ทำงานที่เดียวกับหล่อนพร้อมๆกันได้ไหม”
“มีร้านแมคโดนัลด์อยู่แถวนั้น ส่วนใหญ่เราจะไปที่นั่นกันประมาณบ่ายโมง”
“แต่ตำรวจคงสัมภาษณ์ฟิลลิสแล้วแน่ๆ”
“พวกตำรวจมาคุยกับเราทุกคน แต่เรากลัวยายฟิลลิสมาก เลยไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย”
อกาธารู้สึกว่ามีอะไรที่พอจะใช้ได้ต่อไปแล้ว จึงถามชารอนว่าสนใจอะไร มีงานอดิเรกอะไรบ้าง ซึ่งปรากฏว่าเป็นการไปเที่ยวดิสโก้เธคกับดูโทรทัศน์น้ำเน่า
เมื่อเสร็จแล้ว มิสซิสฮีธก็เดินไปส่ง บอกว่า “ช่วยบอกล่วงหน้าด้วยนะว่าจะเอากล้องมาเมื่อไร เราจะได้แต่งบ้านใหม่”
อกาธากลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น เลยรีบบอกไปว่า “เราจะไปถ่ายหรือสัมภาษณ์กันที่ดิสโก้เธค”
จอห์น อาร์มิเทจขยับตัวอย่างอึดอัดใจ สาบานกับตัวเองว่าทีหน้าทีหลังจะล็อกประตูบ้าน และจะไม่มีวันเปิดมันทิ้งไว้อีกเลย เพราะที่กำลังประจันหน้าเขาอยู่ตอนนี้คือมิสซิสอันตรัตเธอร์-โจนส์ ที่เดินเข้ามาโดยไม่เคาะประตูเสียก่อน
หล่อนชะงักการบรรยายเกี่ยวกับความสำคัญของตัวเองในหมู่บ้านเมื่อมีเสียงรถแล่นผ่าน
“นั่นอกาธา เรซิ่น เพื่อนบ้านของคุณ กับเด็กเลี้ยงต้อยของหล่อน”
“งั้นหรือครับ” เขาพูดเสียงเบื่อหน่าย “เอาละครับ ผมต้องขอตัว...”
“แต่ก็ใช่ว่าหล่อนจะทำอะไรดีๆกับเขาไม่เป็นหรอกนะ”
“อย่างการสานตะกร้าใต้น้ำสำหรับพวกจิตใจสับสนหรือครับ”
หล่อนจ้องมองเขาด้วยปากที่อ้าค้าง
“และผมต้องขอตัวแล้วจริงๆ ต้องเขียนหนังสือน่ะครับ”
หล่อนลุกขึ้น หยิบกระเป๋าหนังแวววาวใบมหึมา “แหม คุณนี่พูดเล่นก็เป็นด้วย” หล่อนชมดชม้อย
“ครับ” เขาว่าพลางต้อนหล่อนไปที่ประตู
พอหล่อนออกไป เขาก็ล็อกประตู เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วนั่งจ้องจอ
อกาธา เรซิ่นรึ จากที่พวกชาวบ้านพูดกันนั้น หล่อนเป็นนักสืบสมัครเล่น แต่งงานกับคนที่เคยเป็นเจ้าของกระท่อมหลังนี้ หล่อนมีอะไรดีอยู่อย่าง คือไม่ได้มาจุ้นจ้านกับเขาเหมือนผู้หญิงแทบทุกคนในหมู่บ้านนี้ เขาหวังว่าเมื่อเลิกเห่อกันแล้ว พวกสาวๆนั้นคงจะเลิกมายุ่งกับเขาเสียที
ก่อนเที่ยงของวันต่อมา เขาได้ยินเสียงประตูของเพื่อนบ้านกระแทกปิด ทันใดนั้นเอง เขาก็อยากเห็นว่าอกาธา เรซิ่นคนนี้มีหน้าตาอย่างไร เขารีบไปที่ชานบันไดซึ่งอยู่ด้านข้าง เพื่อจะได้เห็นประตูด้านหน้าของเพื่อนบ้าน
ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเข้าไปนั่งในรถ หล่อนมีผมสีบลอนด์แปลกๆ ดูคล้ายๆวิก กับแว่นน่าเกลียด
“ถ้าหน้าตาแบบนี้แล้วยังมีแฟนเด็กได้ ก็นับว่าโชคดีแล้วละ” เขาพึมพำพลางกลับลงไปทำงาน
อกาธาพารอยไปส่งขึ้นรถไฟเมื่อคืนก่อน และต้องยอมรับละว่าคิดถึงเขามาก หล่อนให้เงินรอยไปซื้อวิกผมบลอนด์ที่ดูดีกว่านี้หน่อย พร้อมกำชับว่าให้ส่งมาที่บ้านนี่ หล่อนได้แต่หวังว่าพวกสาวๆที่บริษัทบาร์ริงตันจะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ออกโทรทัศน์จนไม่สังเกตหล่อนให้ชัดๆเกินไปนัก
อากาศสดใสอีกเหมือนเคย แสงแดดส่องเข้าหน้าต่างรถ แล้วความร้อนก็ทำให้รำคาญวิกมากยิ่งกว่าเดิม หล่อนไปที่ห้างเทสโก้ในอีฟแชมเพื่อซื้อของกินของใช้ ก่อนจะไปถึงร้านแมคโดนัลด์หลังบ่ายโมงเล็กน้อย ชารอนกับสาวๆอีกสี่คนนั่งห้อมล้อมโต๊ะแล้ว
อกาธาเข้าไปหาพร้อมด้วยคลิปบอร์ด
“รู้สึกว่าฉันจะเห็นพวกเธอบางคนในดิสโก้เธคเมื่อคืนก่อน” หล่อนพูด “ฉันกำลังหาข้อมูลเพื่อทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับกิจกรรมของคนหนุ่มสาวในภาคกลาง ไม่ทราบว่าจะขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
ทั้งหมดขยับที่ให้หล่อนอย่างกระตือรือร้น หล่อนจดชื่อของทุกๆคนเป็นการเบิกโรง นอกจากชารอนแล้ว คนอื่นๆคือแอนน์ ทรัมป์ แมรี่ เว็บสเตอร์ โจอันนา ฟีลด์ และฟิลลิส เฮเกอร์ พวกหล่อนบอกอกาธาว่า มีเพียงมาริลิน จอชเท่านั้นที่ไม่มา เพราะมีนัดทำผม
อกาธาพิศดูฟิลลิส ทุกสิ่งในตัวหล่อนนั้นใหญ่ไปหมด แต่ไม่ใช่อ้วนนะ ดูเหมือนจะเป็นกล้ามเนื้อล้วนๆ ตาหล่อนสีน้ำตาลใหญ่ ปากอิ่มใหญ่ ผมสีดำหนาๆ อกใหญ่ ตาจ้องไปทางนั้นทีทางนี้ที ท่าทางเจ้าอารมณ์เหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
อกาธาถามคำถามทั่วๆไปเหมือนที่เคยถามชารอน และสังเกตเห็นว่าฟิลลิสมักจะสอดแทรกช่วยทุกคนตอบตลอดเวลา อกาธามองออกว่าทุกคนเกลียดฟิลลิสที่จับจองจะเด่นดังอยู่คนเดียว
สมัยที่ตัวหล่อนเองเริ่มต้นทำงานตำแหน่งต่ำสุดในออฟฟิศนั้น อกาธาเคยอัศจรรย์ใจที่แต่ละออฟฟิศมักจะมีพวกชอบข่มเหงรังแกคนอื่นอยู่อย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ
หล่อนอยากจะฉะฟิลลิสให้สำนึกเสียบ้าง แต่ตอนนี้หล่อนกำลังสงสัยฟิลลิส เลยไม่อยากจะทำให้อีกฝ่ายโมโห หล่อนตัดสินใจไม่ถามอะไรเกี่ยวกับไคลี่ แต่จะพยายามนัดพบกับฟิลลิสตามลำพังภายหลัง
ด้วยเหตุนี้อกาธาจึงจดยิกๆ และแล้วจึงพูดอย่างสดใส
“พวกเธอคงเบื่อที่จะตอบคำถามของฉันแย่แล้ว แต่นี่เป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น เราทำวิจัยกันเยอะมากก่อนจะลงมือถ่ายจริงๆ”
ทั้งหมดพูดอย่างยินดีว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย
อกาธาขอบใจทุกคน แล้วเดินไปที่รถ
กำลังจะเข้าไปก็ได้ยินเสียงส้นสูงดังถี่เร็ว หันไปพบว่ากำลังประจันหน้ากับฟิลลิสอยู่
“คุณควรจะคุยกับหนูนะ” ฟิลลิสบอก “หนูมีความรู้กว้างขวางกว่าพวกนั้น”
“เจอกันหลังเธอเลิกงานไหมล่ะ” อกาธาถาม
“ก็ดีค่ะ” ฟิลลิสพูดเสียงอึกอักราวกับถูกรัดคอ อันเป็นการออกเสียงที่เจ้าหล่อนคงจะคิดว่าพวกชนชั้นสูงพูดกัน “ที่ไหนคะ”
“ที่ผับชื่อเดอะเกรปส์ที่ถนนไฮ รู้จักไหม”
“รู้ค่ะ แต่แถวนั้นไม่ค่อยมีอะไร”
“ฉันรู้” อกาธาว่า “เป็นที่ที่เหมาะจะคุยกันเงียบๆ เจอกันสักตอนหกโมงนะ”
“ตกลงค่ะ” ฟิลลิสตอบ ตาโตๆเป็นประกายด้วยความหลงตัวเอง
จอห์น อาร์มิเทจกำลังขึ้นบันไดบ้านเมื่อได้ยินเสียงรถแล่นมาที่กระท่อมของเพื่อนบ้าน เขามองออกไปทางหน้าต่างอีกครา
ใช่แล้ว นั่นคือตะละแม่เรซิ่นแน่ๆ และแล้ว เขาก็ต้องทำตาโตจ้องมอง เพราะอกาธา เรซิ่นกระชากวิกผมสีบลอนด์ออกจากศีรษะ เหวี่ยงทิ้งไปที่เบาะหลังรถ แล้วถอดแว่นออก
นี่หล่อนปลอมตัวมาหรือ หรือหล่อนคิดว่าสวมวิกน่าเกลียดนั่นแล้วจะดูสาวขึ้น ขาเพรียวสวยคู่หนึ่งโผล่มาจากเก้าอี้ด้านคนขับ แสงอาทิตย์สาดต้องผมสีน้ำตาลเงาระยับตัดทรงสวย
ชักจะน่าสนใจมากขึ้นทุกที จอห์นคิด ฉันอาจจะไปหาหล่อนหน่อยก็ได้
อกาธาให้อาหารแมว แน่ใจว่าให้มันแล้วแหละ แต่มันดูหิวออก เลยเอาปลาสดๆมาทอดให้อีก ส่วนตัวเองกินอาหารไมโครเวฟ แต่อุตส่าห์ลำบากทำอาหารอย่างดีให้แมว
หล่อนก้มลงลูบขนฟูๆ รู้สึกเปล่าเปลี่ยวขึ้นมาจับใจ ฮอดจ์กับบอสเวลล์นั้นไม่ได้ต้องการหล่อนนัก แค่เห็นหล่อนเป็นแหล่งอาหารเท่านั้น
อกาธามองนาฬิกาในห้องครัว ถึงเวลาเตรียมตัวไปพบยายฟิลลิสจอมสยองนั่นแล้ว หล่อนจำได้ว่าทิ้งวิกกับแว่นไว้ในรถ เลยออกไปเอามา
เมื่อกลับเข้าบ้านก็ขึ้นไปยังห้องน้ำ แต่งหน้า สวมวิก สวมแว่น นึกสงสัยอยู่แวบหนึ่งว่าทำไมถึงยังไม่มีใครมาถามว่าเพราะอะไรหล่อนถึงปลอมตัวไปไหนมาไหน
ตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงกริ่ง
อกาธาลงไปเปิดประตู ชายร่างสูงหน้าตาดียืนรออยู่ หน้าเขาเป็นสีแทนอ่อน ตาสีเขียว คางดูแกร่งเชียวละ แต่เขาถือคัมภีร์ไบเบิลอยู่
“ไม่เอา!” อกาธาว่า แล้วกระแทกประตูใส่หน้าเขา
พวกมอร์มอนมาเผยแพร่ศาสนาละสิ หล่อนคิดพลางคว้ากระเป๋าถือ พวกนี้มักจะส่งคนหน้าตาดีที่สุดออกมาเสมอ
จอห์น อาร์มิเทจล่าถอยกลับกระท่อมตัวเอง เขาพบไบเบิลนี้ในตู้ มีชื่อเจมส์เขียนอยู่ เลยคิดว่าคงจะใช้เป็นข้ออ้างไปพบกับเพื่อนบ้านได้
เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านที่ไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย เขาขึ้นไปเก็บของข้างบน ตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนในลอนดอนสักสองสามวัน
อกาธาเปิดประตูเข้าผับเดอะเกรปส์ ข้างในเหม็นอับๆ ไม่มีทั้งเพลงหรือเครื่องสล็อตแมชชีน หรือโต๊ะบิลเลียด ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มๆสาวๆจึงไม่แยแส ฟิลลิสนั่งปร๋ออยู่แล้ว แต่ไม่มีเครื่องดื่ม
“ให้ฉันสั่งอะไรให้ไหม”
“ขอดรายมาร์ตินี่ค่ะ”
ปกติฟิลลิสดื่มว้อดก้ากับกระทิงแดง แต่คิดว่าดรายมาร์ตินี่มันหรูกว่า
“ฉันว่าไม่ดีหรอก” อกาธาท้วง “พวกนี้อาจจะทำไม่เป็น ยินแอนด์โทนิกเป็นไง ฉันก็จะสั่งด้วย”
“งั้นก็ได้” ฟิลลิสพูดอย่างไม่มีมารยาท “เอาแก้วใหญ่ๆนะ”
อกาธากลับมาพร้อมด้วยยินแอนด์โทนิกแก้วใหญ่สองแก้ว
“แทนที่ฉันจะถามอะไรเธอ เราน่าจะให้เธอเริ่มด้วยการเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเธอดีกว่า” อกาธาบอก “ฉันประหลาดใจมากที่สาวสวยๆอย่างเธอยังไม่หมั้นหมาย”
“หนูเป็นคนเอาใจยากค่ะ” ฟิลลิสบอก “หนูคิดว่าคนอย่างหนูควรจะย้ายไปอยู่ลอนดอนมากกว่า อยู่ที่นี่หนูเสียเวลาไปเปล่าๆ แถวนี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเล้ย”
“เป็นฉันคงไม่พูดอย่างนั้นหรอก” อกาธาแย้ง “เห็นมีทั้งน้ำท่วมเอย ฆาตกรรมเอย”
“ฆาตกรรม?”
“ไคลี่ สโตกส์ไงล่ะ”
“อ๋อ นังนั่น เรื่องงี่เง่าทั้งเพ เชื่อหนูเถอะ หล่อนฆ่าตัวตาย”
“ทำไมถึงว่างั้นล่ะ”
“หนูขออีกแก้วได้มะ” ฟิลลิสดื่มยินแอนด์โทนิกแก้วโตหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่เอื๊อก
อกาธากลับไปที่บาร์ กลับมาพร้อมด้วยเครื่องดื่มอีกสองแก้ว
“เธอกำลังพูดว่า...”
“อ๋อ เกี่ยวกับยายไคลี่เหรอ ถ้าถามหนูนะ หนูว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่แต่งกับยายนั่นหรอก”
“ทำไมล่ะ คือหล่อนมีชุดแต่งงานกับอะไรต่อมิอะไรแล้วนี่”
“แซคขอหล่อนแต่งงานเพราะกำลังเสียใจ”
“เรื่องอะไร”
“เรื่องหนูน่ะสิ”
“เธอทิ้งเขาเหรอ”
“เราทะเลาะกัน ทะเลาะกันประจำแหละ แต่เรื่องบนเตียงน่ะเจ๋งมากเลย หนูจะบอกให้นะ...”
ฟิลลิสจัดแจงบรรยายความสามารถทางเพศของตัวเองอย่างละเอียดลออเห็นภาพชัดแจ๋ว
เหลือเชื่อจริงๆ อกาธาคิด นี่มันเป็นความผิดของบรรดานิตยสารสตรีทั้งหลายแหล่แท้ๆเชียว ที่ชักนำให้เด็กสาวๆเชื่อว่า สิ่งเดียวที่จะผูกมัดใจชายได้คือ ใช้กลเม็ดเด็ดพรายของเหล่านางโลม
แต่ก็อีกนั่นแหละนะ หล่อนอาจจะหัวโบราณเกินไปก็ได้ ไอ้คำว่าเรียบร้อยหรือความเป็นกุลสตรีนั้น หายไปจากสารบบมานานแล้ว
หล่อนละสายตาจากริมฝีปากแดงๆหนาๆของฟิลลิสเพื่อพยายามข่มความรู้สึกคลื่นไส้เมื่อต้องฟังว่าริมฝีปากนั้นได้ทำอะไรมาแล้วบ้าง
“ศพนั่นถูกแช่แข็ง” อกาธาหาช่องพูดขึ้นมาได้ “คนเราคงไม่ฆ่าตัวตายแล้วเอาตัวเองไปแช่แข็งหรอก”
“ตำรวจเข้าใจผิดแหง” ฟิลลิสบอก
“เธอรู้หรือเปล่าว่าหล่อนเสพเฮโรอีน”
“อ๋อ ของตาย”
“ไม่มีรอยเข็มนะ”
“หล่อนคงจะสูดเอา”
“เธอโกรธมากไหมตอนที่แซคหมั้นกับไคลี่”
“หนูว่าเดี๋ยวคนอื่นๆก็คงเล่าให้คุณฟัง หนูน่ะลุกเป็นไฟเลยแหละ เขาจะแต่งงานกับนังนั่นเพียงเพื่อจะประชดหนูเท่านั้น”
“แต่คงจะมีงานปาร์ตี้เจ้าสาวให้หล่อนด้วยละมั้ง เธอไปหรือเปล่า”
“ม่ายร้อก งี่เง่าจะตาย แล้วนังไคลี่ก็หายตัวไปหลังจากวันนั้น แม่ของหล่อนให้ตำรวจมาซักฟอกพวกเราที่ออฟฟิศด้วยละ แต่ตำรวจคิดว่าหล่อนเกิดกลัวเรื่องแต่งงานขึ้นมาเลยหนีไป”
“แล้วเธอคิดยังไง”
“หนูบอกแซคว่าหล่อนแค่อยากจะได้แหวนมาเพื่ออวดคนอื่นๆเท่านั้น แต่หล่อนน่ะไม่สนเขาหรอก”
“เธอเจอแซคด้วยเหรอ นั่นมันตอนไหนล่ะ”
“ประมาณวันหนึ่งก่อนที่จะมีคนพบหล่อน เขามาบ้านหนูคืนนั้น”
“เขาดูเสียใจมากไหม”
ฟิลลิสหัวเราะเสียงหยาบคาย “หลังจากที่หนูเจอะกับเขาแล้วไม่เลยค่า”
“เธอหมายความว่าเธอมีเซ็กซ์กันเหรอ”
“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะค้า”
อกาธานึกถึงตอนที่แซคร้องไห้สะอึกสะอื้น ยายฟิลลิสนี่ตอแหลหน้าด้านๆ
“ทำไมถึงพูดถึงแต่ยายไคลี่” ฟิลลิสถามอย่างระแวง “หนูนึกว่าเราจะคุยกันเรื่องหนูซะอีก”
“ก็ใช่น่ะสิ” อกาธาตอบอย่างใจเย็น “เธอไม่รู้หรือว่าการได้รู้จักกับคนที่ถูกฆ่าอย่างลึกลับน่ะทำให้ตัวเธอเองกลายเป็นข่าวขึ้นมาด้วยนะ”
“มันเป็นการฆ่าตัวตาย” ฟิลลิสยืนกราน “เอาละ คุยเรื่องหนูได้แล้ว”
หล่อนจัดแจงโม้ใหญ่ หล่อนคิดว่าตัวเองควรจะอยู่ในวงการโทรทัศน์ เพราะมีบุคลิกที่ดี และรูปร่างหน้าตาก็สะบึมจริงๆ
ฉันเกลียดแก อกาธาคิดขณะที่ฟิลลิสโม้อย่างมันปาก ฉันว่าแกต้องฆ่าคนได้ ฉันว่าแกหลงตัวเองและเป็นโรคจิตด้วย ตลอดเวลาที่มันเขี้ยวอยู่ในใจนั้น หล่อนก็ทำเป็นจดยิกๆ
“เธออยู่คนเดียวหรือเปล่า” หล่อนถามเมื่อฟิลลิสหยุดพักหายใจ “ใช่เลขที่ 10 เอ โจนส์เทอเรสหรือเปล่า ครอบครัวเธออยู่ไหน”
“แถววูสเตอร์”
ฉันละอยากเป็นตำรวจจริงๆ จะได้ถามว่าหล่อนอยู่ที่ไหนในวันที่เกิดฆาตกรรม ฉันต้องโทร.ไปถามบิลว่าพวกนั้นรู้หรือยังว่าไคลี่ถูกฆ่าวันไหน ฉันต้องไปหาแม่ของไคลี่ด้วย หล่อนหายตัวไปวันไหนนะ หลังงานปาร์ตี้นั่นหล่อนได้กลับบ้านหรือเปล่า แต่หล่อนจะต้องกลับไปเอาชุดแต่งงานที่บ้านสิ แล้วทำไมหล่อนถึงสวมมันและออกไปจากบ้านทั้งๆที่แต่งตัวแบบนั้น เพื่ออวดใครบางคนหรือ เพื่ออวดแซคหรือ
นี่ถ้าหล่อนไม่ได้ปลอมตัวเป็นพวกโทรทัศน์ ก็คงจะกลับไปเป็นอกาธาคนเดิมอีก และคงจะถามคำถามจนถูกเจ้าแซคกับตาพ่อไล่ออกมา แต่อย่างน้อยมันก็ตรงไปตรงมากว่านี้ละ
หล่อนคิดถึงเจมส์ แต่แม้จะได้แค่ชาร์ลส์ก็ยังดี หล่อนอยากได้คนหนุนหลัง แน่ละ หล่อนจะไปหาตำรวจวูสเตอร์ได้เสมอ แต่หล่อนรู้ดีว่าพวกนั้นเห็นว่าหล่อนเป็นตัวยุ่ง
เสียงฟิลลิสดังเจื้อยแจ้วไม่ยอมหยุด เกี่ยวกับที่พ่อแม่ไม่สนใจว่าหล่อนมีความอยากได้ใฝ่ดี ว่าเพราะเหตุนั้นแหละหล่อนถึงออกจากบ้าน พ่อแม่น่ะเป็นตัวถ่วงแท้ๆ
นอกจากยายชารอนกับแม่ฟิลลิสจอมหลงเงานี่แล้ว ฉันจะคุยกับคนอื่นๆทีละคนด้วย อกาธาคิด ในที่สุดก็วางคลิปบอร์ดลงบนโต๊ะ พูดอย่างเด็ดขาดว่า “ตอนนี้พอแค่นี้ก่อน”
ฟิลลิสมีท่าทางผิดหวัง แต่อกาธาบอกว่าหล่อนต้องไปสัมภาษณ์คนอื่นอีก หล่อนจดหมายเลขโทรศัพท์ของฟิลลิส และโล่งใจที่หนีออกมารับอากาศยามค่ำของอีฟแชมได้
หล่อนมองนาฬิกา แค่หกโมงครึ่งเอง อกาธารู้สึกเหมือนกับว่าฟิลลิสพูดมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว หล่อนรีบเผ่น ฟิลลิสไปเข้าห้องน้ำอยู่ และอาจจะโผล่มาจ้อต่อได้ทุกเมื่อ
หล่อนแจวอ้าวไปตามถนนไฮสู่เมอร์สโตว์กรีนที่จอดรถเอาไว้ ผ่านร้านหนังสือ มองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไปข้างในซึ่งยังเปิดไฟสว่างอยู่ ร้านนี้ขายหนังสือค้างสต๊อก แต่มักจะมีหนังสือของนักเขียนชื่อดังมาขายราคาถูกๆด้วย มีหนังสือของจอห์น อาร์มิเทจวางโชว์ไว้ ไม่ใช่เล่มที่อกาธาอ่านหรอกนะ
เล่มหนึ่งถูกวางคว่ำหน้าลงเพื่ออวดภาพของผู้เขียนบนปกหลัง
อกาธากำลังมองใบหน้าของชายที่หล่อนหลงผิดคิดว่าเป็นพวกเผยแพร่ศาสนามอร์มอน ผู้ชายที่หล่อนเห็นขุดดินอยู่นั้นคงจะเป็นคนสวนที่เขาจ้างมา
หน็อย มิสซิสบล็อกซ์บี้ตัวแสบ ร้ายกาจจริงๆ เพราะอย่างนี้นี่เอง ตอนที่อกาธาบรรยายถึงคนสวนแทนที่จะเป็นพ่อนักประพันธ์นั่น หล่อนถึงดูขบขันนัก
ฮึ เห็นไหมล่ะ นั่นแหละแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ศาสนามีอิทธิพลห่วยๆต่อคนได้มากแค่ไหน
ขณะที่ขับรถกลับบ้านนั้น อกาธาก็ค่อยๆหายโมโห จอห์น อาร์มิเทจนี่หล่อเหลาเอาการเชียวละ หล่อนจะไปหาเขา และขออภัยเขา แล้วหล่อนกับเขาจะได้หัวเราะขันความบ้องตื้นของหล่อนด้วยกัน... แล้ว... แล้วก็...
อกาธาพุ่งปราดเข้ากระท่อมท่ามกลางความฝันสีชมพูเรื่อๆ ถอดวิกกับแว่นออก เปลี่ยนไปสวมชุดสีแดงทิ้งแนบตัว เสียบเท้าใส่ส้นสูง แต่งหน้าอย่างประณีต แล้วรีบรุดไปยังกระท่อมข้างๆ
ไม่มีใครอยู่ กระท่อมนั้นเงียบสงัด มืดสนิท รถของเขาไม่ได้จอดอยู่ข้างนอกด้วย
วันต่อมา อกาธาได้ต้อนรับสารวัตรจอห์น บรัดจ์จากวูสเตอร์
“เข้ามา”
อกาธาเชื้อเชิญอย่างยินดี เขาคงจะมาขอความช่วยเหลือจากหล่อน ก็หล่อนไม่ได้เคยไขคดีฆาตกรรมที่อีฟแชมมาก่อนหรอกหรือ เขาหนีบเอาตำรวจสืบสวนมาด้วยสองนาย
“มิสซิสเรซิ่นครับ” บรัดจ์เรียกเสียงเข้มงวด “เรากำลังสอบถามทุกๆคนที่เกี่ยวข้องกับความตายของไคลี่ สโตกส์”
“ค่ะ” อกาธาพูดอย่างกระตือรือร้น “ฉันรู้เกี่ยวกับ...”
เขาพูดต่อโดยไม่ฟังเสียง
“และมีคนพูดเข้าหูเรามาว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าจะทำรายการโทรทัศน์ และได้เที่ยวถามโน่นถามนี่ เราตรวจสอบกับบริษัทโทรทัศน์ทุกแห่งแล้ว ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลย”
อกาธาใจหายวาบ
“หล่อนชื่ออะไร” หล่อนถามอ่อยๆ
“ตรงนี้แหละที่น่าประหลาดใจ หล่อนไม่ได้บอกชื่อ ทุกคนหูเบาขนาดหนักเวลาคิดว่าตัวเองกำลังเกี่ยวข้องกับคนที่อ้างว่ามาจากบริษัทโทรทัศน์ ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ผมบลอนด์ ใส่แว่น เรายังไม่ได้ขอหมายค้น แต่จะไปเอามาวันนี้เลยก็ได้ เพื่อจะค้นว่าคุณมีวิกผมบลอนด์กับแว่นอยู่ในบ้านนี้หรือเปล่า คุณอยากจะบอกความจริงหรือว่าผมต้องไปขอหมายค้นมา”
อกาธากัดริมฝีปาก แล้วยักไหล่
“ก็ได้ ฉันเอง”
“บอกมาว่าคุณได้อะไรมาบ้าง ก่อนที่ผมจะคิดจับคุณข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”
อกาธากลัวจนไม่ทันคิดจะเก็บอะไรไว้ หล่อนละล่ำละลักเล่าว่าสืบพบอะไรมาบ้าง ทั้งที่แซคร้องไห้เสียใจ ทั้งเรื่องของฟิลลิส และเรื่องของสาวคนอื่นๆ
บรัดจ์ฟังนิ่งเฉย และแล้วจึงพูดว่า
“คุณช่วยไปรอในห้องอื่นก่อนได้ไหม”
เขามองตามร่างที่เดินเซื่องๆข้ามห้องโถงเข้าไปสู่ห้องครัว แล้วปิดประตูตามหลัง
“พวกนายคิดยังไง” บรัดจ์ถามตำรวจหนุ่มที่ชื่อนอริส
“จอมจุ้นน่ะครับ” นอร์ริสบอก “ถ้าเป็นผมละรับรองสั่งจับแล้วขอรับ จะได้เลิกยุ่งเสียที”
“ฉันควรจะทำอย่างนั้น แต่คิดอีกแง่หนึ่ง หล่อนสามารถขุดคุ้ยเรื่องที่พวกคนที่เกี่ยวข้องจะไม่ยอมบอกตำรวจ”
“แต่ท่านขอรับ เรากำลังสืบคดีฆาตกรรม หล่อนอาจจะถูกฆ่าก็ได้นะขอรับ”
“ใช่ จริงๆด้วย ฉันจะเรียกหล่อนมาดุ แต่ฉันจะไม่ห้ามหล่อน”
เขาไปกระชากประตูให้เปิดออก เพราะคิดว่าอกาธาคงจะออกไปแอบฟังอยู่ข้างนอก แต่กลับพบว่าหล่อนยังอยู่ในห้องครัว นั่งเล่นกับแมวอยู่บนพื้น
“ผมจะขอตักเตือนคุณนะ มิสซิสเรซิ่น และขอบอกด้วยว่าโทษฐานการแทรกแซงกิจของตำรวจนั้นมันรุนแรงแค่ไหน แต่ในฐานะที่ในอดีตคุณเคยช่วยเหลือเรามาบ้างเล็กน้อย... แค่เล็กน้อยมากๆเท่านั้นนะ เราจะไม่บอกพวกที่คุณไปสัมภาษณ์มาว่าจริงๆแล้วคุณเป็นใคร แค่นี้แหละ อ้อ อีกอย่างหนึ่งนะ หากคุณรู้อะไรอีกละก็ จะต้องรายงานผมทันที นี่นามบัตรของผม มีหมายเลขออฟฟิศ หมายเลขบ้าน และเบอร์มือถือด้วย”
“ขอบคุณค่ะ” อกาธาถ่อมเนื้อถ่อมตัว
หลังจากที่ตำรวจกลับไปแล้ว อกาธาก็ทบทวนไตร่ตรองสิ่งที่เขาพูด แล้วหน้าหล่อนก็กระจ่างขึ้น พวกนั้นจะไม่ห้ามหล่อน
อกาธากำลังชื่นชมวิกผมบลอนด์แสนสวยที่รอยเพิ่งส่งมาให้ ตอนนั้นเอง เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นอีก หล่อนพบผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักยืนรออยู่
“มิสซิสเรซิ่นคะ” หล่อนเรียก “ฉันคือฟรีด้า สโตกส์ค่ะ แม่ของไคลี่”
“เชิญเข้ามาค่ะ” อกาธาเรียก “เข้ามาในครัวเลย น้ำชาไหมคะ ฉันเสียใจจริงๆเกี่ยวกับลูกสาวคุณ”
ฟรีด้า สโตกส์เป็นผู้หญิงร่างใหญ่ แก้มกลมแดงปลั่งราวกับลูกแอปเปิล ผมหยาบฟู มือแตกแดง ตาโตบอกสีไม่ถูก
หล่อนไม่รับน้ำชา วางกระเป๋าถือเก่าโทรมลงบนตักอันใหญ่โต มองมาทางอกาธา
“ฉันได้ยินว่าคุณเป็นคล้ายๆนักสืบ”
“ก็ทำนองนั้น” อกาธาว่า
“ฉันอยากจะจ้างคุณสืบว่าใครฆ่าลูกสาวของฉัน ฉันมีเงินไม่เยอะหรอกค่ะ ฉันมีแผงขายของอยู่ที่ตลาด ขายพวกตัวสัตว์ที่ทำจากแก้วน่ะ รายได้ไม่เท่าไร”
“ฉันจะทำโดยไม่คิดค่าจ้าง” อกาธาบอก
“ฉันไม่รับทานนะ”
“ฉันมีเงินเยอะ แต่เธอไม่มี” อกาธาพูดขวานผ่าซาก “ฉันจะทำให้ เดี๋ยวฉันไปเอากระดาษมาก่อนนะ จะถามอะไรหน่อย จะตอบไหวไหมล่ะ”
“ฉันน่ะไหวทุกอย่างแหละค่ะ” ฟรีด้าตอบเครียดๆ “ถ้ามันจะช่วยลากคอไอ้ระยำที่ฆ่าลูกสาวฉันมาได้”
อกาธาปราดเข้าไปที่โต๊ะ แล้วกลับมาพร้อมกระดาษปากกา
“เอาละ บอกมาว่าเธอพบแกครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
“สองวันก่อนแกเสียค่ะ แกไปงานปาร์ตี้เจ้าสาวกับเพื่อนที่ออฟฟิศ ตอนกลับมาบ้านแกเมาหน่อยๆด้วยค่ะ ตอนนั้นราวๆเที่ยงคืนเห็นจะได้ ฉันบอกให้เข้านอนเลย แกว่าแกสนุกมาก บอกว่าเด็กคนนั้น ยายฟิลลิส เฮเกอร์ที่ชอบแกล้งแกน่ะไม่ได้มาด้วย วันรุ่งขึ้นแกไม่ต้องไปทำงาน ฉันเลยปล่อยให้แกนอนตื่นสายหน่อย สามีฉันเสียไปแล้ว เหลือแต่ฉันกับไคลี่เท่านั้น”
น้ำตาเม็ดเป้งๆไหลพรากอาบแก้ม อกาธาส่งกล่องกระดาษทิชชู่ให้ รอจนอีกฝ่ายสงบลงเสียก่อน
“ฉันไปตลาดแต่เช้าเหมือนเคย กลับมาก็ตอนดินเนอร์” อกาธาทราบว่าคนพูดหมายถึงอาหารกลางวัน แถวอีฟแชมคนยังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ตอนกลางวันอยู่
“บ้านเงียบมาก เด็กขี้เกียจเอ๊ย ฉันนึกในใจ แล้วเดินไปจะปลุกแก แต่เตียงว่างเปล่าเหมือนไม่มีใครนอนมาทั้งคืน ฉันโทร.หาแซค โทร.ไปที่ทำงาน โทร.ไปหาเพื่อนๆ แล้วฉันก็โทร.หาตำรวจ พวกตำรวจไม่ถือเป็นเรื่องจริงจังอะไร บอกว่าเจ้าสาวน่ะบางทีเกิดกลัวขึ้นมาก่อนแต่งงาน เดี๋ยวแกก็กลับมาเอง แล้วฉันก็พบว่าชุดแต่งงานของแกหายไปด้วย เลยโทร.ไปหาตำรวจอีก แต่พวกนั้นไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญอะไรอีก จนกระทั่งมีคนพบศพแก”
“แล้วแซคล่ะ” อกาธาถาม “เป็นไปได้ไหมว่าเขาเป็นคนทำ”
“ไม่หรอกค่ะ เขารักแกจะตายไป เขากับพ่อดีกับฉันมาก หลายวันที่ผ่านมานี่ฉันคงจะทนไม่ไหวแน่หากสองคนนั้นไม่คอยช่วยปลอบ แซคแกเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก”
“แล้วเธอไม่เคยสงสัยเลยหรือว่าไคลี่อาจจะติดยา”
“ไคลี่ของฉันน่ะหรือคะ ไม่มีทางหรอก! แกเป็นสมาชิกกลุ่มเยาวชนที่โบสถ์ พวกนี้ต่อต้านยาเสพติดจะตาย”
“ถ้าอย่างนั้นเธอคิดว่าเพราะอะไรแกถึงเอาชุดแต่งงานไปด้วยล่ะ”
“ก็อย่างที่ฉันว่า แกกินเหล้าเยอะไปหน่อย ฉันว่าพวกสาวๆคงบอกว่าอยากเห็นชุด ไคลี่เห่อชุดนี้มาก ฉันคิดว่าหลังจากแกกลับมาบ้านแล้วแกคงจะเอามันกลับไปอวดเพื่อนๆอีก อาจจะถูกใครทำร้ายเอาระหว่างทางกลับบ้านก็ได้ หาแท็กซี่ยากด้วย”
“ถ้าแกใส่อวดเพื่อน ขากลับแกน่าจะเปลี่ยนกลับไปสวมชุดธรรมดาสิ” อกาธาว่า “และใครก็แล้วแต่ที่แกไปหา ถ้าไม่มีอะไรปิดซ่อน ทำไมถึงไม่มาหาตำรวจ”
“อาจจะเป็นเพราะกลัวจะถูกสงสัยก็ได้”
“ฟิลลิส เฮเกอร์ล่ะ”
“แกไม่ได้ไปที่งานปาร์ตี้อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละค่ะ”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้หรือเปล่า มิสซิสสโตกส์...”
“ฟรีด้าค่ะ”
“ก็ได้ ฟรีด้า ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้หรือเปล่า ฟิลลิสบอกว่าแซคเดทกับหล่อนด้วย”
“อ๋อ ไคลี่บอกฉันแล้วค่ะ แกว่าฟิลลิสเกลียดแก คุณคิดว่าอาจจะเป็นฟิลลิสหรือคะ”
“ฉันอยากจะคิดอย่างนั้น” อกาธาบอก “ฉันไม่ชอบขี้หน้ายายคนนี้ แต่คิดถึงอะไรต่อมิอะไรที่ต้องจัดการสิ! ฟิลลิสจะฉีดเฮโรอีนใส่ตัวหล่อน แล้วเอาศพไปไว้ในตู้แช่แข็ง แล้วเอาไปทิ้งที่แม่น้ำไหวหรือ ไคลี่เดทคนอื่นบ้างหรือเปล่าก่อนหน้าแซค”
“แกเคยหมั้นมาครั้งหนึ่ง กับแฮร์รี่ แมคคอย”
“เขาเป็นใคร”
“ช่างเครื่องยนต์ที่บาร์ริงตัน เป็นคนดี ฉันชอบเขา”
“ที่อยู่เขาล่ะ”
ฟรีด้าบอกที่อยู่ อกาธาจดลงไป
อกาธาชะโงกหน้าไปหา
“ฉันควรจะบอกอะไรเธอเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่มันเป็นความลับนะ ฉันได้ลงมือสืบเรื่องฆาตกรรมลูกสาวเธอแล้ว ฉันปลอมตัวเป็นคนจากโทรทัศน์ ฉันใส่วิกสีบลอนด์กับแว่น ถ้าเธอได้ยินเกี่ยวกับคนคนนี้ จะได้รู้ว่าเป็นฉัน”
อกาธานึกถึงบรัดจ์ นี่เขาสนับสนุนให้หล่อนสืบต่อไปจริงๆหรือ
“ตำรวจวูสเตอร์นี่ดีมาก” อกาธาพูดต่ออย่างระมัดระวัง “พวกนี้จะต้องขุดไปจนถึงแก่นจนได้ แล้วเรื่องยาล่ะ ฉันเคยนึกว่าในที่เงียบๆอย่างอีฟแชมคงมีไม่มากเสียอีก เธอทำงานที่ตลาด คงจะได้ยินอะไรมาบ้าง”
“อีฟแชมก็เหมือนที่อื่นๆนั่นแหละค่ะ มีของพวกนั้นเกลื่อนไปหมด” ฟรีด้าพูดอย่างขมขื่น “ตำรวจพบว่ามีผับแห่งหนึ่งขายของพวกนี้ เลยไปปิดมันเสีย ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน”
“คนที่ใช้ยาต้องรู้” อกาธาว่า “เคยได้ยินว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเธคนั่นไหม”
“ที่นั่นไม่มีแม้แต่ยาเอ็กซ์ตาซี่ ตำรวจเคยบุกตรวจอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง มีพวกอายุไม่ถึงไปกินเหล้านิดหน่อย เท่านั้นเอง”
“ขอเบอร์โทรศัพท์เธอด้วยนะ” อกาธาบอก “ฉันจะบอกถ้าได้อะไรมา”
“สาธุ คุณช่างดีแท้ๆ” ฟรีด้าน้ำตาไหลพรากอีก “ฉันรู้สึกท้อแท้เหลือเกินแล้วค่ะ”
อกาธาส่งทิชชู่ให้ทั้งปึก พอฟรีด้าหยุดร้องไห้แล้ว จึงพาไปส่งที่ประตู แล้วกลับไปนั่งในครัวอย่างรู้สึกผิด
หล่อนไม่สมควรจะได้รับคำสรรเสริญของฟรีด้าเลย เพราะไม่ได้สืบสวนเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกสูงส่งอะไร นอกจากความสงสัยและความปรารถนาที่จะขจัดความเบื่อหน่ายทิ้งไปเท่านั้น
มิสซิสบล็อกซ์บี้ต่างหากคือผู้ที่มีแรงจูงใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ว่าแต่...แน่ใจเหรอ
ก็การที่หล่อนหุบปากเงียบเรื่องเพื่อนบ้านคนใหม่น่ะ เท่ากับหล่อนจงใจให้อกาธาเชื่อว่าเขาไม่มีค่าควรแก่การสนใจ หล่อนจะต้องอธิบายหน่อยละ
สิบนาทีต่อมา มิสซิสบล็อกซ์บี้ก็ได้ประจันหน้ากับอกาธาในห้องนั่งเล่น อกาธานั้นหน้าตาบูดบึ้งทีเดียว
“ฉันไม่ควรจะพยายามยุ่งกับชีวิตของคุณ” มิสซิสบล็อกซ์บี้พูดอย่างเสียใจ “แต่ฉันไม่อยากให้คุณหลงรักเขาแล้วต้องเสียใจอีก”
“คุณรู้ไหมว่าฉันทำอะไรลงไป” อกาธาถามอย่างเดือดดาล “เขาถือไบเบิลมาที่บ้านฉัน ฉันนึกว่าเขาเป็นมอร์มอน เลยกระแทกประตูใส่”
มิสซิสบล็อกซ์บี้หัวเราะพรืดออกมา
“มันไม่ตลกนะ!” อกาธากรี๊ด “ทำไมเขาถึงเอาไบเบิลมาด้วยก็ไม่รู้”
“เขาเอามาฝากไว้กับฉันค่ะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้บอกเมื่อหยุดหัวเราะได้ “เป็นไบเบิลของเจมส์น่ะค่ะ เขาพบในตู้ ฉันจะไปเอามาให้”
หล่อนออกไป แล้วถือคัมภีร์ไบเบิลกลับมา อกาธาเปิดดู เห็นชื่อเจมส์เขียนเอาไว้ด้วยลายมือคุ้นๆตา
ความรู้สึกรักและความรู้สึกว่าได้สูญเสียมันไปถาโถมเข้ามาจนท่วมท้น หล่อนถือไบเบิลเอาไว้ มองมิสซิสบล็อกซ์บี้ด้วยสายตารวดร้าวทรมาน
“แล้วมันจะผ่านไปเองค่ะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้ปลอบ “ทุกสิ่งจะผ่านไปเอง”
อกาธาวางไบเบิลไว้ห่างตัวอย่างเด็ดขาด
“บอกฉันเกี่ยวกับนายจอห์น อาร์มิเทจนี่หน่อยสิ”
“ฉันรู้น้อยมากค่ะ รู้แค่ว่าเขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เขาดูน่ารักดี เข้าใจว่าเคยแต่งงานครั้งหนึ่งและหย่าแล้ว ฉันคิดว่ามิสซิสอันสตรัตเธอร์-โจนส์กำลังรบกวนเขาอย่างหนักเลยละ ฉันบอกเขาว่าไม่ต้องเปิดประตูรับ เดี๋ยวหล่อนก็เบื่อไปเอง”
มิสซิสบล็อกซ์บี้มองอกาธาอย่างรู้สึกผิด
“ฉันเกรงว่าจะบอกเขาไปน่ะค่ะว่าอย่าเปิดประตูรับผู้หญิงคนไหนเลย ทุกคนมาเซ้าซี้เขา เอาขนมเค้กกับแยมทำเองไปให้ หรือไม่ก็เอาหนังสือไปขอลายเซ็น”
งั้นฉันก็ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้สิ อกาธาคิด ว้า เซ็งชะมัด
“คุณควรจะบอกความจริงกับฉัน” หล่อนดุเสียงจริงจัง “ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“จริงค่ะ ฉันไม่ควรจะทำให้คุณเข้าใจผิด แต่มันห้ามใจไม่ไหวจริงๆนี่คะ ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก”
“บางครั้งฉันก็ไม่ค่อยจะแน่ใจในตัวคุณเลยนะเนี่ย” อกาธาว่า “ยังไงก็ตาม แม่ของเด็กที่ตายไปเพิ่งจะมาหาฉัน หล่อนอยากให้ฉันสืบเรื่องความตายของลูกสาว หล่อนถึงกับเสนอจะจ่ายค่าจ้างให้ด้วยนะ”
“คงจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นนักสืบจริงๆนะคะ”
“ฉันเป็นนักสืบจริงๆย่ะ” อกาธาแว้ดใส่ ยังไม่หายโกรธที่ภรรยาท่านวิคาร์ทำให้หล่อนไขว้เขวเกี่ยวกับจอห์น อาร์มิเทจ
“ค่ะ ค่ะ คุณได้อะไรมาบ้างล่ะคะ”
อกาธาเล่าคร่าวๆว่าพบอะไรบ้าง มิสซิสบล็อกซ์บี้ฟังอย่างตั้งใจ แล้วพูดว่า “มีคนขายยาเสพติดในอีฟแชม เป็นไปได้ไหมว่าไคลี่บังเอิญไปพบแหล่งเข้า”
“งั้นก็แปลว่าต้องเป็นที่ดิสโก้เธค”
“ไม่จำเป็นค่ะ อาจจะมีเพื่อนคนไหนเผลอหลุดปากพูดถึงแหล่งขายยาออกมาก็ได้ พวกนั้นกินเหล้ากันเยอะไปหน่อยในคืนนั้น แล้วคนที่หลุดปากอาจจะตกใจกลัวเลยไปบอกคนขาย”
“ไม่น่าเป็นไปได้” อกาธาสะบัดเสียง เพราะเจ็บใจที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เอง
“อาจจะจริงค่ะ น้ำชาไหมคะ”
“ไม่ละ ขอบคุณ”
“บางครั้งคุณต้องให้อภัยฉันบ้างนะคะ”
“ฉันให้อภัยแล้ว” อกาธาโกหก แล้วเดินลงส้นออกไป
เมื่อถึงบ้าน หล่อนก็อ่านทบทวนโน้ตที่จดไว้ แล้วพิมพ์ทุกอย่างเก็บใส่คอมพิวเตอร์
บ่ายนี้หล่อนควรจะไปหาใครดี อาจจะเริ่มกับแฮร์รี่ แมคคอยก่อนที่จะไปหาสาวๆพวกนั้น หล่อนมองนาฬิกา แล้วจำได้ว่ามีชั้นเรียนพิลาทีส เลยรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมกางเกงยืดกับเสื้อยืด ออกควบห้อไปอีฟแชม
พอกลับมาบ้านอีกที หล่อนก็รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายเต็มที่
ยังไม่มีวี่แววของพ่อจอห์น อาร์มิเทจอีก
หล่อนสวมวิกสีบลอนด์อันใหม่ ผูกรวบหางม้าไว้อย่างเรียบร้อย มันดูเป็นธรรมชาติกว่าวิกอันเก่าตั้งเยอะ และแว่นกระจกธรรมดานี่ก็ทำให้หล่อนดูแตกต่างไปจากเดิมมาก
อกาธาลังเล มันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องปลอมตัว มิสซิสสโตกส์ได้ขอให้หล่อนช่วยสืบสวนให้ หล่อนน่าจะไปในฐานะตัวเองได้สิ แต่เจ้าแฮร์รี่ แมคคอยอาจจะรู้จักกับพวกสาวๆ เขาอาจจะเป็นตัวคนร้ายเสียเองด้วยก็ได้!
ด้วยเหตุนี้ อกาธาจึงขับรถออกไปด้วยความว้าเหว่เดียวดาย หล่อนคิดถึงรอยที่คุยจ๋อยๆตลอดเวลา พอจอดรถที่เมอร์สโตว์กรีนแล้ว หล่อนก็เอาแผนที่อีฟแชมออกมาหาบ้านของแฮร์รี่ แมคคอย เขาอยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถนัก บนถนนฮอร์ส
หล่อนตัดสินใจเดินไป ถนนอื่นๆที่ไม่ใช่ถนนไฮนี่ดูว่างเปล่าอย่างประหลาด ไม่มีเด็กๆออกมาวิ่งเล่นข้างนอก โทรทัศน์สว่างวูบวาบอยู่หลังม่านลูกไม้ ลมพัดแรงขึ้น พาเอาดอกเชอร์รี่มาหมุนติ้วอยู่ข้างหน้าอกาธา อากาศเปลี่ยนเป็นหนาวจัดอย่างผิดฤดูกาล
หล่อนพบบ้านอิฐสีแดงหลังเล็กๆของแฮร์รี่ แมคคอย มันมืดสนิท ว่างเปล่า มีกริ่งสองอัน อันหนึ่งสำหรับข้างบน อีกอันสำหรับชั้นล่าง แต่ไม่มีใครมาเปิดรับทั้งสองกริ่ง
อกาธาถอยออกมา ตัดสินใจกลับไปที่จอดรถ แล้วค่อยย้อนกลับมาเป็นระยะๆ หล่อนลืมคลิปบอร์ดที่มีที่อยู่ของคนอื่นๆ และไม่อยากจะขับรถกลับไปเอาที่บ้าน
หล่อนนั่งสูบบุหรี่ฟังเพลงอยู่ในรถ แล้วออกเดินไกลไปยังบ้านของแฮร์รี่อีก น่าจะจอดรถข้างนอก แต่ตามถนนไม่มีที่จอดเหลืออยู่เลย และขืนจอดซ้อนก็มีหวังแต่จะดึงความสนใจมาที่ตัวเอง
สี่ทุ่มแล้ว หล่อนลุกจากรถอีกอย่างอ่อนเปลี้ย อีกแค่ครั้งเดียวก็พอ แล้วต้องโล่งใจเมื่อเห็นแสงสว่างที่หน้าต่างชั้นบน หล่อนกดกริ่งแล้วยืนรอ
ไม่มีใครตอบ
หล่อนกดอีก แล้วถอยออกมา เงยหน้าขึ้นมอง ม่านไม่กระตุกด้วยซ้ำ ไม่มีใครมองลงมา ลองถามเพื่อนบ้านดูดีไหม ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากให้เขารู้ว่าหล่อนมาหา และไม่อยากโกหกเพื่อนบ้านเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ด้วย
อกาธาหันหลังเดินกลับออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เสียเวลาไปเปล่าๆ ทำไมถึงไม่ลืมเรื่องนี้ไปเลยนะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า
หล่อนออกเดินไปตามถนนอันว่างเปล่าอย่างช้าๆ
และแล้ว ก็รู้สึกถึงอันตราย
หลังจากนั้น หล่อนไม่อาจพูดได้ว่าอะไรทำให้ไหวตัว หรือเพราะอะไรหล่อนจึงไหวตัว บอกไม่ได้ด้วยว่าความรู้สึกพรั่นพรึงนั้นพลุ่งมาจากทางไหน หล่อนได้ยินเสียงรถแล่นใกล้เข้ามา จึงเหลียวไปมอง เห็นแสงไฟหน้ารถลุกจ้า ในเสี้ยววินาทีเดียวนั้น ก็ตระหนักว่ารถกำลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสุดขีด
หล่อนโผข้ามพุ่มไม้ที่สวนข้างๆ ได้ยินเสียงรถคำรามเฉียดฉิวไป มันพุ่งขึ้นฟุตบาทตรงที่หล่อนยืนอยู่ แล้วกระเด้งกลับลงถนน
หล่อนนอนแอ้งแม้งอยู่ในสวนหน้าบ้านของใครบางคน หอบฮักๆ ตัวสั่นเทา
ประตูเปิดออก
มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อมีคนมายืนค้ำอยู่เหนือร่าง หล่อนยืดตัวขึ้น โล่งใจเอามากๆที่วิกผมยังเรียบร้อยอยู่กับที่
“มาทำอะไรในนี้ยะ” เสียงผู้หญิงตัวเล็กๆผอมๆถามอย่างโกรธเกรี้ยว
อกาธาตะเกียกตะกายขึ้นยืน
“ขอโทษด้วย ฉันคงเป็นลมล้มลงมาที่พุ่มไม้คุณ”
หล่อนโงนเงน แล้วทรงตัวได้ แม้จะตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่หล่อนก็ยังไม่อยากจะบอกว่าเกือบจะถูกรถชนตาย เพราะจะต้องมีการถามซอกแซก มีการตามตำรวจมา แล้วคราวนี้ละอีตาบรัดจ์คงจะห้ามไม่ให้หล่อนยุ่งเรื่องนี้แน่ๆ
“ฉันรู้จักคนแบบหล่อนดี” ผู้หญิงคนนั้นเอะอะใส่อย่างเดือดดาล “ขี้เมาชัดๆ อายุก็ปูนนี้แล้ว น่าจะรู้จักละอายแก่ใจซะมั่งเซ่”
อกาธารีบไปที่ประตูรั้ว แต่ส้นสูงข้างหนึ่งเกิดเสียบติดอยู่กับอิฐ ทำให้หล่อนซวนเซแทบล้มลง
“ไสหัวออกไปนะเฟ้ย” ผู้หญิงคนนั้นแผดเสียงลั่นซอย “ไปนอนให้หายเมาซะ!”
อกาธารู้สึกว่าการเดินกลับรถคืนนั้นมันไกลที่สุดเท่าที่เคยเดินมา แม้จะเข้าไปอยู่ในรถแล้วก็ยังไม่รู้สึกปลอดภัย หล่อนเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปจากที่จอดด้วยความเร็วสูง
จอห์น อาร์มิเทจกลับจากลอนดอนก่อนกำหนด และขับรถเข้าคาร์สลีย์อย่างสบายๆ แต่ทันใดนั้นเอง รถคันที่จำได้ว่าเป็นของเพื่อนบ้านก็พุ่งปราดแซงเขาไป แล้วแล่นทะยานนำหน้าลิ่ว
“ขับอะไรบ้าๆ” เขาพึมพำ
เขาขับรถไปด้วยความเร็วปกติ แล้วไปจอดหน้ากระท่อม ก่อนที่จะปิดไฟ ก็เห็นรถของเพื่อนบ้าน และเจ้าของรถยังนั่งอยู่ข้างใน ฟุบหมอบอยู่กับพวงมาลัยแน่นิ่งเชียว
เขาขยับจะเปิดประตูรั้วบ้านตัวเอง แต่แล้วต้องลังเล หล่อนอาจจะไม่สบายก็ได้
จอห์นขยับไปที่รถของอกาธาอย่างระมัดระวัง มองเข้าไปข้างใน หล่อนซบหน้ากับฝ่ามือ ไหล่สั่นสะท้าน
เขาเคาะกระจกรถ
อกาธายืดตัว มองออกมาด้วยตาอันเบิกโพลงพรั่นพรึง
เขาเปิดประตูรถ
“ผมคือจอห์น อาร์มิเทจ เพื่อนบ้านของคุณเองครับ เรายังไม่ได้รู้จักกันหรอก มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ไหม”
อกาธาดึงกระดาษทิชชู่ออกจากกล่องซึ่งอยู่บนเบาะข้างๆ แล้วสั่งน้ำมูกดังลั่น
“ฉันเจอเรื่องตกใจละ” หล่อนโพล่งออกมา “พวกนั้นพยายามจะฆ่าฉัน”
“พวกขับรถบ้าๆหรือ ผมเรียกตำรวจให้ได้นะ”
อกาธาสั่นศีรษะ หล่อนร้องไห้เพราะนอกจากจะอกสั่นขวัญหายถึงขนาดนั้นแล้ว หล่อนยังรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเหลือเกินด้วย ไม่มีชาร์ลส์หรือเจมส์ หรือแม้แต่เจ้ารอยมาช่วยให้กำลังใจ
“อยากได้บรั่นดีหรืออะไรบ้างไหมครับ”
อกาธาสะอื้น แล้วพูดว่า “ช่วยพาฉันเข้าบ้านก็แล้วกัน แล้วฉันจะเล่าให้ฟัง”

