ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่ฤดูหนาวเคลื่อนคล้อยผ่านไป ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลินั้น อกาธาพบว่ายากเหลือเกินที่จะทำจิตใจให้สดชื่นอยู่ได้ มันเป็นเพราะเจ้าสายฝนที่เทลงมาไม่ขาดสายนั่นเอง หยาดน้ำไหลปรี่ลงจากต้นเชอร์รี่ ดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองถูกกระหน่ำจนสลดห้อยลู่
และแล้ว ในเดือนเมษายน หลังจากที่ฝนเทลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่วทั้งวันทั้งคืน ในที่สุด แสงอาทิตย์อ่อนๆก็ส่องผ่านลงมาต้องแอ่งน้ำในซอยไลแลค
อกาธาออกเดินทางไปยังชั้นเรียนพิลาทีสซึ่งเดี๋ยวนี้หล่อนติดหนับเสียแล้ว และนี่เป็นเพียงการติดที่มีอนามัยดีเพียงอย่างเดียวในชีวิตของหล่อน
ขณะที่กำลังจะข้ามสะพานบนถนนเชลต์นัมในเมืองอีฟแชมนั้นเอง หล่อนก็ต้องอุทานออกมาอย่างหงุดหงิด ตำรวจกำลังสั่งการจราจรให้ไปทางอื่น
หล่อนเลี้ยวขวาเป็นคันแรก คันอื่นๆเลี้ยวตามมา ถ้าฉันเลี้ยวซ้ายตรงนี้ ก็จะไปทางวอเตอร์ไซด์
หล่อนพารถลงเนิน แล้วกระทืบเบรกพร้อมอุทานออกมาด้วยความตกใจ วอเตอร์ไซด์หายไปแล้ว แม่น้ำเอวอนเอ่อท้นสูงขึ้นจนถึงเนินเขาต่อหน้าต่อตา
หล่อนทำสัญญาณบอกรถคันอื่นๆว่าจะต้องถอยหลัง แล้วตัดสินใจมุ่งออกสู่ถนนวงแหวนเหนือสะพานไซมอนเดอมงต์ฟอร์ต และเข้าสู่เมืองอีฟแชมด้วยถนนยกระดับ
รถราค่อยๆคืบคลานข้ามสะพาน เมื่อมองลงไปข้างล่างก็เห็นทุ่งที่ถูกน้ำท่วมมิด หล่อนเลี้ยวเข้าอีฟแชม จอดรถในที่จอดเมอร์สโตว์กรีน ตัดสินใจเดินไปที่สะพานเวิร์คแมนเพื่อดูว่าน้ำท่วมมากแค่ไหน
หล่อนเดินไปตามถนนบริดจ์ซึ่งเป็นทางบนเนินเขาสูงชันที่ทอดลงสู่สะพานเวิร์คแมน ขณะที่เข้าไปใกล้นั้น ก็มองเห็นถนนพอนต์ซึ่งอยู่อีกฟากสะพานถูกน้ำท่วมหายไป สายน้ำพุ่งปรี่ไหลเร็วรี่ผ่านบ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำ
คนสองคนเกาะประตูร้านแมคพายแอนทีคส์เอาไว้แน่น ปากก็ตะโกนขอความช่วยเหลือ เฮลิคอปเตอร์สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลบินวนอยู่บนท้องฟ้า อกาธานึกประหลาดใจที่ได้เห็นเครื่องบินช่วยเหลือทางทะเลมาช่วยผู้คนในใจกลางประเทศอังกฤษ
หล่อนเดินไปรวมกลุ่มกับพวกที่กำลังยืนมุงกันอยู่บนใจกลางสะพาน เศษขยะและกิ่งไม้พุ่งละลิ่วไปกับน้ำที่เอ่อสูงขึ้นทุกที เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อรถบ้านซึ่งจอดอยู่ในที่จอดใกล้ๆถูกน้ำพัดมาพุ่งใส่ใต้สะพาน
และแล้ว ขณะที่อกาธาชะโงกหน้าลงไปมองน้ำอันพลุ่งพล่านนั้น ก็ต้องหายใจเข้าอย่างแรง
สาวงามที่เจอที่ร้านเสริมสวยซึ่งอกาธาจำได้ว่าชื่อไคลี่นั้น กำลังลอยละลิ่วมากับสายน้ำ ผมสีบลอนด์แผ่สยายรอบตัว มือกำช่อดอกไม้ในงานแต่งงานเอาไว้ ขณะที่อกาธาและคนอื่นๆตะลึงมองอยู่นั้น ร่างนั้นก็พลิกตัวแล้วจมดิ่งหายไปจากสายตา
อกาธาชี้นิ้วเร่าๆ พยายามจะกรีดร้องออกมา แต่มันเหมือนกับในฝันร้ายที่เสียงกรีดร้องไม่สามารถหลุดพ้นลำคอออกมาได้ ขณะคนอื่นๆพากันส่งเสียงตะโกนเอะอะสับสน
ตำรวจคนหนึ่งพูดใส่วิทยุที่ปกเสื้อ และแล้ว เรือตำรวจก็พุ่งปราดลอดใต้สะพาน มีตำรวจปรากฏตัวขึ้นบนสะพานอีกหลายคน
“ถอยออกไป สะพานนี้ไม่ปลอดภัย ถอยออกไป” ตำรวจส่งเสียงสั่ง
ทั้งหมดถูกตำรวจต้อนกลับลงสู่ถนนบริดจ์
อกาธาใจสั่นไปหมด แซคเป็นคนทำ เหมือนกับเจ้าหมอนั่นบนเกาะโรบินสันครูโซ ความคิดที่จะไปเข้าชั้นพิลาทีสหายไปจากใจตอนไหนไม่รู้
“นี่หล่อนนึกจะมาก็มาแบบนี้ไม่ได้นะ” มิสซิสวองยืนขวางประตูบ้านเอาไว้ “ฉันเคยอ่านเจอเกี่ยวกับผู้หญิงแบบหล่อน ชอบไล่ตามจับผู้ชายหนุ่มๆ”
“ฉันมาที่นี่เกี่ยวกับเรื่องตำรวจ” อกาธาบอก หล่อนขับรถออกจากอีฟแชมตรงมาบ้านนี้เลย
“งั้นก็ไปที่สถานีตำรวจสิยะ วันนี้เป็นวันหยุดของบิลเค้า”
บิลเดินอ้อมมาจากหลังบ้าน ในมือเปื้อนดินถือพลั่วมาด้วย
“อกาธา!” เขาร้อง “ผมนึกอยู่ว่าได้ยินเสียงคน มาที่สวนข้างหลังเถอะ ขอชาได้ไหมครับแม่”
คุณแม่บ่นพึมพำอย่างฉุนเฉียวแล้วเดินออกไป อกาธาตามบิลไปข้างบ้าน สวนนี้คือสิ่งที่บิลรักและภูมิใจมาก
“ทำความสะอาดหลังฝนตกหน่อย มันตกดุเดือดเป็นบ้า” บิลชี้ไปที่เก้าอี้ “เชิญนั่งครับ มีอะไรหรือถึงมาที่นี่”
อกาธาโพล่งออกไปเกี่ยวกับน้ำท่วมในอีฟแชม และที่ได้เห็นศพของไคลี่
“หล่อนอาจจะกลัวที่จะแต่งงานเลยฆ่าตัวตายก็ได้” บิลว่า “มันอยู่ในเขตของตำรวจวูสเตอร์ ไม่ใช่ของเรา”
“เขาต้องเป็นคนทำแน่ๆ เจ้าแซคนั่นน่ะ” อกาธายืนกราน “จำที่ฉันบอกเกี่ยวกับสองผัวเมียบนเกาะโรบินสัน ครูโซได้ไหม นั่นแหละ ฉันเพิ่งได้อีเมลจากคนที่รู้จักกันที่โน่น เขาฆ่าหล่อนละ เขาอ้างว่าหล่อนตกจากเรือ แต่มีคนเห็นเขาผลักหล่อน”
“สำหรับเรื่องไคลี่ ผมว่าคงจะแปลกมากถ้าคู่หมั้นของหล่อนเป็นคนทำ” บิลแย้ง “มันชัดแจ้งเกินไป”
“แต่มันมักจะเป็นพวกที่ชัดแจ้งเสมอไม่ใช่หรือ” อกาธาถาม “พวกที่ใกล้ชิดที่สุดไงล่ะ”
“ผมมีเพื่อนอยู่ที่สถานีตำรวจวูสเตอร์” บิลบอก “พรุ่งนี้ผมจะโทร.ไปหา น้ำท่วมอย่างนี้แย่นะครับ คนพวกนั้นน่าสงสารมาก ทั้งบ้านทั้งข้าวของในบ้านถูกน้ำทำลายหมด”
“ฮื่อ แย่” อกาธาพูดอย่างเลื่อนลอย จิตใจยังหมกมุ่นอยู่กับไคลี่ที่ลอยลอดใต้สะพาน
“ผมคงช่วยอะไรคุณไม่ได้มากหรอกครับ จนกว่าตำรวจจะสืบอะไรได้มากกว่านี้” บิลปลอบ “ระหว่างนี้เข้าไปทานน้ำชากันเถอะ”
“ฉันไปดีกว่า” อกาธารีบบอก หล่อนกลัวแม่ของบิลจนหัวหด “ถ้าเธอมีเวลาว่างก็แวะไปบอกให้ฉันรู้ด้วยก็แล้วกันว่าได้เรื่องอะไรบ้าง”
“ถ้าไปเองไม่ได้ผมจะโทร.ไปครับ”
เมื่อถึงบ้าน อกาธาก็เปิดข่าว มีแต่ภาพน้ำที่ท่วมมิดแลนดส์และข่าวของพวกที่ถูกน้ำพัดไปจนเสียชีวิต
และแล้ว ผู้ประกาศก็พูดว่า “ศพของหญิงสาวผู้หนึ่งถูกนักดำน้ำนำขึ้นมาจากแม่น้ำเอวอนในเมืองอีฟแชม ประชาชนที่ยืนอยู่บนสะพานเห็นหล่อนลอยลอดใต้สะพานไป หล่อนสวมชุดแต่งงาน ตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อจนกว่าจะได้แจ้งให้ครอบครัวทราบเสียก่อน จากหลักฐานเบื้องต้น ยังไม่มีการสงสัยว่าจะเป็นการฆาตกรรม”
“เช้อ” อกาธาร้องอย่างเดือดดาล “พวกนี้เป็นใครกันถึงได้ทำเป็นรู้ดี”
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น อกาธาเดินไปเปิด มิสซิมส์ยืนรออยู่ ร่างโงนเงนเล็กน้อยเพราะอยู่บนรองเท้าที่ส้นสูงมากๆ
“หนูขอเข้าไปได้มั้ยค้า” หล่อนถาม “หนูมีข่าวค่า”
“แหม เข้ามาได้สิ” อกาธานำเข้าไปในครัว “เกี่ยวกับยายเด็กที่จมแม่น้ำที่อีฟแชมใช่ไหมล่ะ”
“เด็กไหน เปล่าค้า เกี่ยวกับเพื่อนบ้านคนใหม่ของคุณตะหาก เขาชื่อจอห์น อาร์มิเทจค่า”
“เขาเป็นใคร”
“เป็นนักเขียนนิยายสืบสวนค่ะ ฉล้าดฉลาด มิสซิสบล็อกซ์บี้บอกว่าเรื่อง โหดบริสุทธิ์ ของเขาติดอันดับขายดีด้วยละ”
“โสดรึเปล่า”
“คิดว่าตอนนี้โสดนะคะ มิสซิสอันสตรัตเธอร์-โจนส์บอกว่าเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเขาในซันเดย์ไทมส์ หล่อนแน่ใจว่าเขาเป็นม่ายค่ะ”
“อายุเท่าไรแล้วล่ะ”
“สักห้าสิบกว่าค่ะ” มิสซิมส์หัวเราะคิกคัก “อายุขนาดที่หนูชอบพอดี หนูชอบผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยค่ะ พวกนี้ใจดี๊ใจดี ส่วนพวกหนุ่มอ่อนๆนี่ชอบจะให้เราเป็นคนจ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง”
“เขาจะมาถึงเมื่อไร”
“พรุ่งนี้ค่ะ”
“เรอะ”
อกาธารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ตามด้วยความรู้สึกของผู้ที่ชอบชิงดีชิงเด่น หล่อนจะต้องหาทางทำความรู้จักเขาให้ได้ก่อนใคร
“ยังไงก็ตาม เรื่องเด็กในแม่น้ำนี่มันอะไรหรือคะ”
อกาธาเล่าเกี่ยวกับไคลี่ให้ฟัง
“คุณจะสืบหาไหมคะว่าใครเป็นคนทำ” มิสซิมส์ถามอย่างตื่นเต้น “คืองี้ค่ะ หนูว่าคุณกับเพื่อนบ้านคนใหม่นี้อาจจะร่วมมือกันก็ได้นะคะ”
“พวกนักเขียนนิยายสืบสวนน่ะ คงไม่รู้เกี่ยวกับการสืบสวนจริงๆร้อก” อกาธาพูดหยิ่งๆ
แต่เมื่อมิสซิมส์กลับไปแล้ว อกาธากลับลอยละล่องอยู่ในความฝันสีชมพูเรื่อๆ หล่อนกับจอห์น อาร์มิเทจคนนี้จะไขคดีนี้ด้วยกัน
“ฆาตกรรมนี้ทำให้เราสองคนใกล้ชิดกันมาก” เขาจะพูดอย่างนี้ “ผมคิดว่าเราควรจะแต่งงานกัน”
แล้วอีตาเจมส์จะอ่านพบข่าวการแต่งงานในหนังสือพิมพ์ และจะรู้สึกแย่มากที่สูญเสียหล่อนไป
อกาธารีบกระชากตัวเองออกจากความฝันเพื่อลงมือวางแผนยุทธการ แรกทีเดียว หล่อนควรจะไปที่ร้านหนังสือในมอร์ตัน-อิน-มาร์ชโดยเร่งด่วนเพื่อซื้อหนังสือของเขาสักเล่ม
ในร้านหนังสือ ผู้คนจับกลุ่มคุยกันเกี่ยวกับน้ำท่วมและถนนสายหลักกลางมอร์ตันที่โดนน้ำท่วม อกาธาฝ่าวงลูกค้าจนแตกกระเจิง ขัดจังหวะเสียงจ๊อกแจ๊กที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้นทำนองว่าไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน ด้วยการส่งเสียงถามกร้าวกระด้าง
“มีหนังสือของจอห์น อาร์มิเทจไหม”
“มีแต่เล่มล่าสุดค่ะ” คนขายบอก “โหดบริสุทธิ์”
“ใช้ได้” อกาธาคำราม “เอามาเล่มหนึ่ง” หล่อนจ่ายค่าหนังสือโดยไม่สนใจสายตาของบรรดาลูกค้าที่ถลึงใส่แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน พอถึงบ้านก็ดึงสายโทรศัพท์ออกและลงมืออ่าน
หัวใจหล่อนร่วงตุ้บเมื่ออ่านสองบทแรก เรื่องนี้เกิดขึ้นในตึกแถวย่านสลัมเบอร์มิงแฮมคล้ายๆกับที่บ้านเก่าอกาธา มันเริ่มต้นด้วยการที่เด็กผู้หญิงถูกรุมข่มขืน เป็นเรื่องที่เขียนได้ชวนติดตาม แต่อกาธาอ่านหนังสือเพื่อหนีความจริง ไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงสภาพในวัยเด็ก อดีตที่หล่อนพยายามอย่างหนักเพื่อลืม เพื่อฝังทิ้งเสีย
หล่อนวาดภาพจอห์น อาร์มิเทจขึ้นในใจ เพราะไม่มีภาพของเขาบนปก เขาคงจะตัวเตี้ยๆ ลงพุง คงจะเป็นชายวัยกลางคนไว้เครา และชอบหัวเราะเสียงดังแบบจอมปลอม
แต่หล่อนยังอ่านต่อไป เพราะเรื่องมันชวนติดตาม
พออ่านจบก็รู้สึกเลยว่าเป็นอิสระจากความคิดโรแมนติกใดๆเกี่ยวกับเพื่อนบ้านคนใหม่ ปล่อยให้สาวชาวบ้านคนอื่นๆเอาขนมสโคนกับขนมเค้กไปฝากเขาตามสบายเลย หล่อน อกาธา เรซิ่นผู้นี้จะศึกษาสืบสวนฆาตกรรมในชีวิตจริง...
เพราะอกาธาเชื่อว่ามันคือฆาตกรรมอย่างแน่นอน
อกาธาขับรถไปยังมอร์ตัน-อิน-มาร์ชในเช้าวันต่อมาเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์อีฟแชมเจอร์เนิล มีภาพน้ำท่วมไม่รู้กี่หน้าต่อกี่หน้า แต่มีข่าวเกี่ยวกับไคลี่เพียงสั้นๆ และยังอ้างคำพูดของตำรวจที่ว่าจะยังไม่เปิดเผยชื่อจนกว่าสมาชิกใกล้ชิดในครอบครัวจะได้รับทราบเสียก่อน
หล่อนกลับบ้าน รถขนของจอดอยู่หน้ากระท่อมเพื่อนบ้าน แต่หล่อนแค่มองไปด้วยตาขุ่นเขียวแวบเดียวก่อนจะเปิดประตูเข้ากระท่อมตัวเอง แล้วโทรศัพท์ไปหาบิล วองที่สถานีตำรวจเมอร์เชสเตอร์ แต่ทางนั้นบอกว่าเขาออกไปทำงาน
จากนั้นหล่อนจึงโทร.หาโรสแมรี่ที่บัตเตอร์ฟลายส์เพื่อขอที่อยู่ของไคลี่
“ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกค่ะ อกาธา” โรสแมรี่ปฏิเสธ “เหมือนอย่างที่ฉันคงไม่ให้ที่อยู่คุณกับใครด้วย”
“หล่อนตายไปแล้วนะ แต่ฉันยังไม่ตาย”
“เสียใจค่ะ ให้ไม่ได้หรอก คุณคงเข้าใจนะคะ”
“ไม่ย่ะ”
อกาธากระแทกเสียงแล้ววางหูโครม เสร็จแล้วจึงนึกสงสัยว่าทำไมถึงไปตวาดใส่ผู้เนรมิตความงามที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างนั้นนะ
เสียงกริ่งดังขึ้น พอไปเปิดก็พบว่ามิสซิสบล็อกซ์บี้ยืนรออยู่
“เข้ามา” อกาธาเรียกอย่างตื่นเต้น “ฉันมีอะไรจะบอกเยอะแยะ”
ระหว่างดื่มน้ำชา หล่อนก็เล่าว่าเห็นศพของไคลี่ในแม่น้ำ
“มันน่าโมโหจริงๆ” อกาธาสรุป “ฉันอยากจะเริ่มสืบเสียที แต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหล่อนเลย”
“ยังหัววันอยู่เลยค่ะ” ภรรยาท่านวิคาร์ปลอบ “คุณอาจจะมีเพื่อนคู่ใจอยู่ข้างๆบ้านก็ได้นะ”
“เขาน่ะเหรอ! ฉันอ่านหนังสือเขาแล้ว”
“มันค่อนข้างรุนแรง แต่เขาเล่าเรื่องได้ดีมาก”
“เขาไม่ใช่แบบที่ฉันชอบ”
“คุณเจอเขาแล้วหรือคะ”
“ยังหรอก แต่บอกได้เลยว่าพวกนี้ดูเป็นยังไงจากวิธีการเขียน เขาคงจะตัวอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยและไว้หนวดเคราด้วย”
“ตายจริง! คุณได้ทั้งหมดนี้มาจากการอ่านหนังสือของเขาหรือคะ”
“เรื่องแบบนี้ฉันเก่งมาก”
มิสซิสบล็อกซ์บี้ผู้เพิ่งจะพบกับจอห์น อาร์มิเทจมาอ้าปากจะบอกอกาธาว่าหล่อนผิดเป้าไปไกล แต่แล้วกลับหุบปากลงอีก แทบจะทนคิดไม่ได้หากอกาธาจะตกหลุมรักกับหนุ่มข้างบ้านอีก มิสซิสบล็อกซ์บี้ชอบอกาธามาก และไม่อยากเห็นหล่อนต้องเสียใจอีก
“อ้อ ค่ะ รู้สึกว่าทันทีที่ขนของเข้าบ้านเสร็จ เขาจะไปอยู่ลอนดอนหนึ่งอาทิตย์ ฉะนั้น อีกอาทิตย์หนึ่งนั่นละค่ะ กว่าคุณจะได้เห็นว่าที่คุณวาดภาพเขาไว้น่ะถูกหรือเปล่า”
“ถึงยังไงก็ไม่สนใจอยู่แล้ว” อกาธายักไหล่ คิดเอาเองว่าภรรยาของท่านวิคาร์ก็ยังไม่ได้พบนักเขียนผู้นั้นด้วยเช่นกัน
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ อกาธาก็ลืมเกี่ยวกับเพื่อนบ้านไปเลย หล่อนกำลังใช้หัวคิดว่าทำอย่างไรจึงจะติดต่อกับบิล วองได้อีก หล่อนไม่กล้าโทร.ไปบ้านของเขาเพื่อจะให้มิสซิสวองข่มหมูเอาอีก แต่ขณะที่กำลังคิดจะไปปักหลักเฝ้าหน้าสถานีตำรวจเมอร์เชสเตอร์นั่นเอง บิลก็มาหาพอดี
อกาธาแทบจะลากเขาเข้าบ้านเลยทีเดียว ปากก็ร้องว่า “หายไปไหนม้า เกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“นั่งลงก่อน ใจเย็นๆครับ” บิลสั่ง “ผมติดสืบเรื่องพวกงัดแงะในเมอร์เชสเตอร์หลายรายติดต่อกัน เพิ่งจะได้โทร.ไปหาเพื่อนที่วูสเตอร์เมื่อคืนนี้เอง มันค่อนข้างแปลกนะ”
“อะไรแปลก” อกาธาถามพลางควานหาบุหรี่โดยไม่ถอนสายตาจากหน้าบิล
“หล่อนตายเพราะเสพเฮโรอีนเกินขนาด แซค เจนเซ่นคู่หมั้นบอกว่าหล่อนติดยา แต่สัญญากับเขาว่าเลิกแล้ว”
อกาธาหน้าจ๋อย
“งั้นก็เป็นการฆ่าตัวตายสิ”
“เราอาจจะคิดอย่างนั้น เว้นอยู่อย่างเดียว”
“อะไรเหรอ”
“ศพถูกแช่แข็ง”
“หา”
“ใช่ครับ หลังตายแล้วศพถูกแช่แข็ง และถูกโยนทิ้งแม่น้ำระหว่างน้ำท่วม อาจจะอยากให้คิดว่าหล่อนถูกน้ำท่วมตาย”
“ในชุดแต่งงานอะนะ!”
“ครับ คุณคงคิดว่าพวกนั้นน่าจะถอดมันออกก่อน แต่มันคงจะแข็งติดกับศพ ผู้หญิงคนนั้นชื่อไคลี่ สโตกส์ หล่อนทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งแถวโฟร์พูลส์เอสเตท ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
“สี่วันก่อนที่ศพจะถูกพบนั้น พวกสาวๆในออฟฟิศจัดงานปาร์ตี้เจ้าสาวให้ ทุกคนดื่มเหล้ากันจนเมา จับหล่อนตกแต่งด้วยกระดาษสีกับสายเงินๆทองๆ แล้วพาเดินไปตามถนน งานแต่งงานจะมีในสองวันต่อมา หล่อนได้ลางานแล้ว แม่หล่อนบอกว่าหล่อนออกไปตอนดึก และไม่ได้กลับบ้าน แม่หล่อนแจ้งความคนหายกับตำรวจแล้ว ร้านทุกร้าน อาคารทุกหลัง และบ้านทุกแห่งในอีฟแชมที่อาจจะมีตู้แช่แข็งก็ถูกเช็คหมดแล้ว”
“แล้วแซคล่ะ”
“อ๋อ เราระบุเวลาตายที่แน่นอนไม่ได้ เลยยากที่จะพิสูจน์ว่าเขาอยู่ที่ไหนตอนหล่อนตาย”
“บิล ตอนที่ฉันเห็นหล่อนที่ร้านเสริมสวยน่ะนะ หล่อนไม่ได้ดูเหมือนคนติดยาเลย หล่อนดูมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ และมีความสุขมาก”
“ตอนนี้ผมบอกคุณได้แค่นี้เอง”
“แล้วพวกสโตกส์เป็นคนแบบไหน”
“บอกคุณไปคงไม่เป็นอะไร พรุ่งนี้คงจะลงหนังสือพิมพ์แล้ว มิสซิสฟรีด้า สโตกส์เป็นแม่ม่าย ทำงานขายของที่แผงลอยในตลาดอีฟแชม ตลาดกลางแจ้งแบบมีหลังคาอย่างที่ถนนไฮไงครับ จากรายงานที่ได้มานั้น เป็นคนดี ทำงานหนัก ไคลี่เป็นลูกคนเดียว เรื่องนี้กระทบหล่อนรุนแรงมาก บ้านหล่อนอยู่แถวๆสำนักงานภาษีเลยถนนพอร์ตไปหน่อย ผมไม่ได้เอาเลขที่บ้านมาด้วย ซึ่งก็ดีแล้ว หล่อนกำลังเสียใจมาก ผมไม่อยากให้คุณไปหา”
“แล้วเจ้าแซคล่ะ”
“เขาทำงานในดิสโก้เธคของพ่อชื่อฮอลลีวูดไนท์ เธคนี้อยู่ในอีฟแชม เป็นคนดูแลความปลอดภัยคอยลากพวกเกะกะก่อกวนออกไป เขาเคยเรียกตำรวจไปหลายครั้ง มักจะเป็นพวกเด็กรุ่นๆขี้เมาต่อยตีกันเอง ทั้งเขาและพ่อไม่เคยมีประวัติอะไร แซคดูจะเสียใจจริงๆ”
“ถ้าหล่อนอยู่ในชุดแต่งงาน แสดงว่าอาจจะ แค่อาจจะเท่านั้นนะ อาจจะมีใครให้เฮโรอีนหล่อนเกินขนาดเพื่อให้หล่อนตายตอนที่อยู่ในบ้านแม่หล่อน คือเจ้าสาวคงไม่ใส่ชุดแต่งงานมาให้เจ้าบ่าวเห็นก่อนวันแต่งน่ะ”
“อกาธาครับ ถ้าไม่ใช่เพราะศพถูกแช่แข็งละก็ ผมคงจะรับรองกับคุณได้เลยว่าไคลี่เป็นแค่พวกติดยาที่บังเอิญโชคร้ายเท่านั้น”
“แล้วศพที่แช่แข็งนี่ไม่จมน้ำหรือ”
“ไม่ครับ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ถ้าศพยังเป็นน้ำแข็งอยู่ มันจะต้องลอย ศพนี้พออยู่ในน้ำก็อุ่นขึ้นจนเท่ากับอุณหภูมิของแม่น้ำ ซึ่งไม่ค่อยจะอุ่นนัก กระแสน้ำในแม่น้ำเอวอนแรงมาก ตำรวจคิดว่าศพคงจะติดอยู่ในน้ำวนที่ไหนสักแห่งก่อนถึงสะพาน แล้วถูกหมุนขึ้นผิวน้ำก่อนจะจมลงอีก แต่อย่าไปคิดละว่าเจ้าแซคเป็นคนทำ เพียงเพราะมีคดีแบบนี้ในชิลีไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นที่นี่ด้วยเสียเมื่อไร แม่ของไคลี่ไม่ได้มั่งมีอะไรเลย ไคลี่ไม่ได้ทำพินัยกรรม เขาไม่ได้อะไรจากที่หล่อนตายไป”
“ดิสโก้เธคนั่น เธอแน่ใจหรือว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับยาเสพติด”
“ไม่เกี่ยวข้องเลยครับ ถ้ามีอะไรจริงๆ ตำรวจวูสเตอร์จะต้องรู้ ผมเคยพูดแล้วนะครับอกาธา และผมก็อยากจะพูดอีก ว่าให้ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของตำรวจวูสเตอร์ พวกนั้นเก่งมากจริงๆ”
“ฮึ่มมม!”
หลังจากบิลกลับไปแล้ว อกาธาก็ตัดสินใจขับรถไปยังอีฟแชมเพื่อถามซาราห์ที่เคยเสริมสวยให้ไคลี่ ว่าหล่อนคิดบ้างไหมว่าไคลี่ติดยาหรือเปล่า
ขณะที่ขึ้นรถนั้น ก็เห็นชายร่างอ้วนเตี้ยไว้หนวดเคราทำสวนหน้าบ้านข้างๆอยู่ หล่อนยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว เขาเป็นอย่างที่หล่อนวาดภาพเอาไว้เปี๊ยบเลย
หล่อนจอดรถในเมอร์สโตว์กรีนที่อีฟแชม เข้าไปในร้านเสริมความงาม หล่อนโชคดี ซาราห์เพิ่งจะให้บริการลูกค้าคนหนึ่งเสร็จ และกำลังพักงานก่อนจะรับลูกค้าคนต่อไป
“ฉันอยากจะถามเกี่ยวกับไคลี่” อกาธาเข้าเรื่องทันที “หล่อนดูเหมือนคนติดเฮโรอีนบ้างหรือเปล่า”
ซาราห์ตกใจ “เปล่าเลยค่ะ หล่อนมีสุขภาพสมบูรณ์มาก ไม่มีร่องรอยเข็มเลย ไม่มีร่องรอยด้วยว่าหล่อนสูดของพวกนี้ ผิวหล่อนสวยเหลือเกิน หล่อนตายเพราะอย่างนั้นหรือคะ เพราะยาหรือ ใช่ยาเอ็กซ์ตาซี่หรือเปล่า”
“รู้สึกตำรวจจะบอกว่าหล่อนตายเพราะเสพเฮโรอีนเกินขนาดนะ”
“โถ ตายจริง ในอีฟแชมนี่มียาเสพติดเยอะมาก”
“เธอเคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับดิสโกเธคฮอลลีวูดไนท์บ้างหรือเปล่า”
“ไม่เคยเลยค่ะ แต่หนูไม่ได้อยู่ในอีฟแชมนี่คะ”
อกาธาขอบใจหล่อนแล้วออกจากร้าน ยืนลังเลอยู่ข้างนอก อากาศเปลี่ยนเป็นอบอุ่นสงบสบาย ราวกับจะเยาะเย้ยชาวบ้านชาวเมืองที่ต้องทนทุกข์มาตั้งหลายวัน
ทันใดนั้นเอง หล่อนก็คิดถึงทั้งเจมส์และชาร์ลส์ ทั้งคู่จะต้องสนใจอยากสืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับไคลี่พอๆกับหล่อนอย่างแน่นอน
และแล้ว หล่อนก็นึกถึงรอย ซิลเวอร์ขึ้นมาได้ ครั้งหนึ่งรอยเคยทำงานให้กับหล่อน ชวนเขามาหาดีกว่า
รอยลงจากรถไฟที่มอร์ตัน-อิน-มาร์ชในชุดสูทสีดำ ตัวเสื้อนั้นเป็นปกคอตั้งแบบจีน รองเท้าบู๊ตหนังจระเข้ปลอมปลายแหลมเปี๊ยว เขาก้าวลงจากรถไฟโดยที่ปากพูดใส่โทรศัพท์มือถือเร็วปรื๋อ
“เธอทำให้ใครประทับใจไม่ได้หรอกย่ะ” อกาธาว่าใส่เมื่อเข้าไปหาและเขาเก็บโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว “ไอ้บ้าทุกๆคนในประเทศมีมือถือกันทั้งนั้น”
“คุณนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ” รอยกระฟัดกระเฟียด “งานผมทั้งหนักทั้งเครียดนะจะบอกให้”
เขายังหน้าขาวตัวผอมอ้อนแอ้น ดูราวกับเด็กกำพร้าแถวย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอนเหมือนเดิม รอยแปะจูบเปียกๆลงบนแก้มหล่อน แล้วตามไปที่รถ เอากระเป๋าเก็บด้านหลัง
“เล่าเรื่องฆาตกรรมนี้ให้ผมฟังหน่อยสิ” เขาสั่งขณะที่อกาธาขับรถออกไป
อกาธาเล่าเท่าที่รู้ จบลงด้วย “ถ้าไม่ใช่เพราะศพถูกแช่แข็งไว้ที่ไหนสักแห่งละก็ ตำรวจคงจะปล่อยไปแล้วว่าเป็นอุบัติเหตุ”
“ซึ่งยังอาจจะเป็นไปได้”
“ทำไมถึงว่างั้นล่ะ”
“อ้าว สมมุตินะว่าเจ้าคู่หมั้นรู้ว่าหล่อนติดยา ไม่จำเป็นต้องมีรอยเข็มก็ได้นะ หล่อนอาจจะใช้วิธีสูดเอาก็ได้ แล้ววันนั้นหล่อนอาจจะลองใช้เข็มดู แล้วซี้บ้องเซ็ก เจ้าแซคตกใจ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เลยเอาศพใส่ไว้ในตู้แช่แข็งที่ไหนสักแห่ง ตำรวจหาตู้แช่แข็งในอีฟแชมไม่เจอ อาจจะอยู่ในเพิงท้ายสวนของใครสักคนก็ได้ มีตู้แช่แข็งตั้งเยอะที่ใหญ่เกินกว่าจะเก็บไว้ในบ้านได้ พอหายตกใจ ก็คิดว่าควรจะทิ้งศพไว้ที่เดิม จะเรียกตำรวจก็ไม่ได้ ทีนี้เกิดน้ำท่วม เป็นโอกาสชั้นเลิศ เลยเอาไปโยนทิ้งในแม่น้ำ”
“แต่ในชุดแต่งงานนะ”
“แหม คนกำลังตกใจกลัวน่ะทำอะไรได้ทั้งนั้นแหละ นี่เราจะเริ่มกันตรงไหนดี ท่านเชอร์ล็อค”
“ฉันว่าเราน่าจะไปดิสโก้กันนะคืนนี้”
“รับรองคงจะเด่นซะยิ่งกว่าอะไร ผมน่ะพอจะถูไถไปได้ แต่คุณงั่กไปนะ ยาหยี”
“ขอบใจย่ะ”
“ฉะนั้นเราต้องมีข้ออ้างอะไรสักอย่าง เอางี้นะ ผมมีเพื่อนที่ทำวิจัยให้กับบีบีซี เขาว่าใช้เวลาครึ่งหนึ่งไปกับการสัมภาษณ์คน และเดินทางไปไหนต่อไหน ผมจะเป็นนักวิจัย ส่วนคุณเป็นคนที่เขียนสคริปต์เกี่ยวกับคนหนุ่มสาวในภาคกลางของอังกฤษก็แล้วกัน แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คุณมีรูปขึ้นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ แต่ฉันปลอมตัวได้”
“งั้นลองดู ผมจะบอกเองว่าผ่านหรือเปล่า”
อกาธาไปหามิสซิสบล็อกซ์บี้พร้อมกับรอย เพราะกล่องใส่วิกกับเครื่องแต่งตัวที่ใช้แสดงละครสารพัดนั้นอยู่ที่บ้านท่านวิคาร์ อกาธาเลือกวิกผมบลอนด์กับแว่นเลนส์กระจกธรรมดา พอหล่อนใช้ริบบิ้นสีดำรวบวิกเอาไว้ มันก็ดูปลอมน้อยลง
“ใช้ได้” รอยว่า
“คุณคงไม่เจออันตรายอะไรนะคะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้พูดอย่างไม่แน่ใจ หล่อนเพิ่งได้ทราบข่าวล่าสุดเกี่ยวกับไคลี่
“แค่ไปเซิ้บๆดูเท่านั้นแหละ” อกาธาบอกร่าเริง
“คุณได้เจอเพื่อนบ้านคนใหม่หรือยังคะ”
“ยังเลย แต่ฉันเห็นเขาแล้ว เขาเป็นเหมือนอย่างที่ฉันวาดภาพเอาไว้เลย”
“โดยที่ไม่ได้คุยกับเขาน่ะหรือ”
“ไม่จำเป็นนี่ ฉันเห็นเครากับพุงของเขาแล้ว”
รอยสังเกตเห็นประกายสนุกครึกครื้นในดวงตาที่ปกติจะนุ่มนวลของมิสซิสบล็อกซ์บี้ ตอนนั้นเอง ท่านวิคาร์ก็ร้องออกมาจากห้องทำงาน
“นั่นแม่อันสตรัตเธอร์-โจนส์กำลังเดินมาแล้ว อกาธาตัวแสบนั่นไปหรือยัง”
“ขอโทษนะคะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้กล่าวขอตัว หน้าแดงก่ำ รีบรุดเข้าไปในห้องทำงาน
“ดูเหมือนท่านวิคาร์จะไม่ชอบคุณเลยนะ” รอยว่าเมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น
“อ๋อ เขาน่ะไม่ชอบใครเลยสักคน” อกาธากระฟัด-กระเฟียด “ฉันว่าเขาไม่ควรจะเป็นวิคาร์เลยด้วยซ้ำ”
เสียงกริ่งดังขึ้นอีก
“เราควรจะไปเปิดไหม” รอยถาม
“ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง” อกาธาสะบัดเสียง
ท่านวิคาร์ปรากฏตัว ท่าทางว้าวุ่น ตามหลังด้วยภรรยา
“มิสซิสเรซิ่นที่รักครับ” ท่านว่า “ฉันทราบจากภรรยาว่าคุณได้ยินฉันพูดถึงอกาธาตัวแสบ ฉันเสียใจจริงๆ เรามีแมวหลงทางมาในโบสถ์ชื่ออกาธา ภรรยาฉันชอบให้อาหารมัน”
รอยคิดว่าเพิ่งจะได้ยินคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นที่สุด แต่อกาธาดูจะพอใจดี กริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีก
“ฉันไปเปิดประตูดีกว่า” มิสซิสบล็อกซ์บี้ว่า ท่านวิคาร์รีบกลับเข้าห้องทำงาน
มิสซิสอันสตรัตเธอร์-โจนส์พรวดพราดเข้ามา
“อ้อ มิสซิสเรซิ่น” หล่อนส่งเสียง “แล้วนี่ใครล่ะ ลูกชายคุณเรอะ”
“เปล่า” รอยตอบหน้าตาเฉย “ผมเป็นแฟนหล่อน”
“ไปกันเถอะ” อกาธาลุกขึ้นพลางรวบรวมเครื่องปลอมตัว
“ว้าย ต๊ายตาย!” มิสซิสอันสตรัตเธอร์-โจนส์อุทานหลังจากที่ประตูปิดลงแล้ว “เสียหายหลายแสน ผู้หญิงอายุปูนนี้! มิสซิสบล็อกซ์บี้คะ ฉันหวังว่าคุณคงจะบอกหล่อนไปนะคะว่าคุณคิดยังไงกับความประพฤติแบบนี้”
“มิสซิสเรซิ่นไม่ได้มีอะไรกับชายหนุ่มคนนั้นหรอกค่ะ”
“แต่เขาบอกว่า...”
“เวลาที่เจอกับคนที่ชอบเอะอะโวยวายนี่ คนเราก็มักจะอยากยั่วมากขึ้น อีกอย่าง ฉันเจออยู่บ่อยๆว่าพวกที่ชอบทำตัวเป็นผู้ปกป้องศีลธรรมจรรยาด้านเซ็กซ์นี่ มักจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยจะมีเซ็กซ์เสมอ น้ำชาไหมคะ”
อกาธาจำแซคซึ่งยืนอยู่ตรงประตูดิสโก้เธคได้ หากเขาจะตกใจเสียใจกับความตายอันแปลกประหลาดของว่าที่เจ้าสาวละก็ เขาก็ไม่ได้แสดงให้ใครเห็นเลย
แซคยิ้มให้
“คุณแน่ใจหรือว่าอยากจะเข้าไป มีแต่พวกเด็กๆนะคร้าบ”
“เรามาทำวิจัยให้กับรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับความบันเทิงในแถบชนบท” อกาธาบอก
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้น” แซคยิ้มแป้น เบ่งกล้ามเป็นการใหญ่ “คุณมาถูกที่แล้ว เข้าไปคุยกะพ่อผมดีกว่า เขาเป็นเจ้าของที่นี่” ว่าแล้วก็หันไปตะโกน “มาเฝ้าประตูหน่อยโว้ย เวย์น”
ชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางจิ๊กโก๋เดินออกมา ตาเล็กๆดำๆมองอกาธากับรอย
“ตำรวจอีกแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่โว้ย โทรทัศน์ตะหาก” แซคบอกอย่างภาคภูมิใจ “เข้ามาครับ”
ดิสโก้แห่งนี้มีลูกคริสตัลสีๆหมุนรับแสงไฟที่สาดใส่จากทุกมุมห้อง ไคลี่คงจะคิดว่าถูกล็อตเตอรี่เข้าแล้วที่ได้เป็นแฟนแซค อกาธาคิด เด็กสาวๆหลายคนสวยน่ารักทีเดียว แต่เด็กสมัยนี้มีแต่คนตัวผอมๆ หน้าขาวๆ ไหล่ห่อ ราวกับใช้เวลาที่กำลังเจริญเติบโตไปกับการนั่งห่อตัวกินอาหารเลวๆหน้าจอโทรทัศน์
แซคพาทั้งสองไปยังบาร์ตรงมุมด้านหนึ่ง เสียงดนตรีดังจนแก้วหูแทบแตก ดังจนพื้นใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน มันระดมโจมตีประสาททุกๆส่วนเลย
อากาศข้างในร้อนอบอ้าว อวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นน้ำหอมถูกๆ พ่อของแซคยืนอยู่ที่บาร์ แซคอ้าปากพะงาบๆข้างหูเขา เขามองมาทางอกาธากับรอย แล้วพยักหน้า ทั้งสองตามเขาขึ้นบันไดตรงมุมห้อง แล้วผ่านประตูที่บุไว้หนาเข้าสู่ห้องทำงาน อกาธาถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเสียงดนตรีอันแผดแสบแก้วหูได้กลายเป็นแค่เสียงตุ่ม ตุ่ม ตุ่ม
“ผมคือแทร์รี่ เจนเซ่น” พ่อของแซคบอก “นั่งลงสิ ดื่มอะไรไหม”
อกาธาขอยินแอนด์โทนิก รอยสั่งอย่างเดียวกัน
แทร์รี่เดินไปยังบาร์ทำด้วยเหล็กดัด ลงมือผสมเครื่องดื่ม เขาเป็นชายร่างกำยำ เสื้อยืดถูกกล้ามเนื้อเบียดจนตึง เขามีผมสีดำดกหนาเช่นเดียวกับลูกชาย ขาสั้นมากๆ และค่อนข้างโก่ง เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไนล่อนสีขาวทับเสื้อกั๊ก กางเกงสีเทา รองเท้าสีดำเป็นเงาแวววับมากๆอย่างเดียวกับที่ตำรวจที่ออกเวรแล้วชอบสวมกัน
เขาส่งเครื่องดื่มให้ ใบหน้าไม่ได้มีร่องรอยของความหล่อเหลาอย่างลูกชายเลย ผิวคล้ำกร้าน ปากหนา ตาโต สีซีด และโปนนิดๆ
อกาธากับรอยนั่งลงบนโซฟาหนังปลอม หันหน้าไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ซึ่งแทร์รี่เข้าไปนั่ง แซคนั่งบนเก้าอี้แข็งข้างประตู
“เอาละครับ มันอะไรกันหรือที่ว่าจะให้เราออกทีวี” แทร์รี่ถาม
อกาธาถือคลิปบอร์ดเอาไว้ ปากก็พรรณนาเกี่ยวกับการทำวิจัยเรื่องความบันเทิงในแถบชนบท โทรทัศน์ในปัจจุบันนี้สนใจแต่เรื่องในลอนดอนมากเกินไป แรกทีเดียวพวกหล่อนต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคลับ เช่นว่าเปิดตอนไหนบ้าง เด็กประเภทไหนที่เข้ามาใช้บริการ และเคยมีปัญหากับตำรวจบ้างหรือเปล่า
“เราไม่เคยมีปัญหากับตำรวจ” แทร์รี่บอกทันที “ที่นี่ไม่มีใครใช้ยาเสพติด และไม่มีการให้พวกอายุไม่ถึงดื่มเหล้าด้วย”
ว่าแล้วก็โม้เกี่ยวกับดิสโก้เธคของเขาว่าได้เปิดเมื่อสองปีก่อน หลังจากที่ย้ายมาจากเบอร์มิงแฮม และตระหนักว่าแถวนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความบันเทิงยามค่ำคืนให้กับคนหนุ่มสาวมากนัก อกาธาเขี่ยๆลงกระดาษ ไม่สนใจหรอกว่าจะเขียนอะไรลงไป เพราะไม่ได้คิดจะเอาไปใช้จริงๆ
ในที่สุด หล่อนก็มองไปทางแซค
“ฉันขอแสดงความเสียใจด้วย ฉันอ่านข่าวเจอว่าคุณต้องสูญเสียคู่หมั้นไป”
ตาของแซคเอ่อท้นด้วยน้ำตาในทันที เขาซบหน้ากับฝ่ามือ
“เราไม่อยากพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้” แทร์รี่บอกห้วนๆ “มันเลวร้ายมาก เอาละ คุณสองคนลงไปข้างล่างดีไหม คุณคงจะอยากสัมภาษณ์พวกเด็กวัยรุ่นบ้าง”
อกาธาลุกขึ้น รู้สึกเหมือนเพิ่งถูกดุ หล่อนแน่ใจมากว่าแซคต้องเป็นตัวร้าย อยากจะถามเขาว่าไคลี่มีศัตรูบ้างไหม แต่ท่าทางเขาโศกเศร้าเสียใจเกินกว่าจะตอบคำถามอะไรได้ ตอนนี้หล่อนอยากแต่จะออกไปข้างนอก แต่ต้องแกล้งทำงานให้กับโทรทัศน์ต่ออีกหน่อย
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกระหน่ำแก้วหูอีก อย่างนี้จะพูดคุยกันได้ยังไง รอยคว้าแขนหล่อน ตะโกนใส่หู
“คุณออกไปยืนข้างนอก ผมจะเรียกพวกนั้นออกไปเอง”
อกาธารีบออกไปอย่างยินดี ยืนจุดบุหรี่สูบรอ แม้แต่อยู่ข้างถนนก็ยังรู้สึกได้เลยว่าพื้นที่เท้าสั่นสะเทือน หล่อนมองไปยังบ้านที่อยู่รอบๆ พวกเพื่อนบ้านทนเสียงนี้ได้ยังไงนะ
ตอนนั้นเองรอยก็ออกมา ตามด้วยเด็กวัยรุ่นท่าทางตื่นเต้นสิบคน แต่ละคนตาลุกวาวด้วยความดีใจที่จะได้ออกโทรทัศน์
รอยกับอกาธาตอบคำถามเกี่ยวกับดาราสารพัดอย่างอดทน เป็นต้นว่า คุณเคยพบคนนั้นไหม เขาเป็นยังไง และอีกมากมาย รอยนั้น เนื่องจากทำงานให้กับบริษัทประชา-สัมพันธ์ชั้นนำ เลยรู้จักดาราเพลงป๊อปหลายคนที่เด็กๆถาม เลยคุยได้อย่างมันปาก
อกาธาคันหนังศีรษะยิบๆเพราะวิกผมบลอนด์อันหนักอึ้ง หล่อนยกคลิปบอร์ดขึ้น ถามชื่อและที่อยู่และอาชีพของทุกๆคน ห้าคนไม่ได้ทำงาน แต่เด็กสาวคนหนึ่งบอกว่าทำ ‘คอมพิวเตอร์’
“คงไม่ใช่บริษัทที่ไคลี่ สโตกส์ทำละมัง” อกาธาถาม
“ใช่ค่ะ หล่อนทำงานข้างๆกะหนูที่บริษัทบาร์ริงตัน” สาวคนนั้นบอก
“แล้วเธอชื่ออะไร” อกาธาเขม้นมองลงไปที่คลิปบอร์ด
“ชารอน ฮีธค่ะ”
ชารอนตัวผอมสูง สวมเสื้ออวดพุง หมุดเม็ดหนึ่งเปล่งประกายมาจากสะดือ หล่อนมีหมุดที่จมูก ห่วงทองสี่ห่วงที่หูแต่ละข้าง แต่งหน้าขาววอก ตาวาดด้วยถ่านดำเป็นปื้น แม้อายุจะยังน้อยอยู่ แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับห่อแล้ว และทุกสิ่งในตัวพากันตกห้อยหมด รวมทั้งหางตาและปากบางๆ ผมที่ย้อมเป็นสีม่วงนั้นทั้งยาวทั้งลีบ
“เศร๊าเศร้าละเรื่องไคลี่น่ะ” ชารอนบอก “โต๊ะหล่อนติดกับโต๊ะหนูละ”
ปรากฏว่าบริษัทบาร์ริงตันนั้นไม่ใช่บริษัทคอมพิวเตอร์หรอก แต่เป็นบริษัทขายเครื่องใช้ในห้องน้ำ ชารอนทำงานอย่างที่หากเป็นเมื่อก่อนสมัยที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์นั้น เรียกว่างานพิมพ์ดีด ไคลี่ก็เช่นกัน ทำงานบันทึกข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า
“ฉันเข้าใจว่าเป็นความตายที่ยังน่าสงสัยอยู่” อกาธาว่า “มีใครไม่ชอบหล่อนมากพอที่จะฆ่าไหม”
ชารอนยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก “ยายฟิลลิส”
แทร์รี่ เจนเซ่นปรากฏตัวที่ประตู ชารอนรีบบอก “ต้องไปแล้ว” แล้ววิ่งเข้าข้างในขณะที่คนอื่นๆหันไปถามรอยเกี่ยวกับดาราป๊อปต่อ
“เราอาจจะได้อะไรมาบ้างก็ได้นะ” อกาธาพูดขณะขับรถออกจากอีฟแชม “ฉันอยากจะคุยกับยายชารอนอีก ฉันมีที่อยู่ของหล่อนแล้ว เราควรจะไปหาหล่อนวันพรุ่งนี้”
“ก็ได้” รอยว่า “ไม่เห็นคุณพูดถึงเจมส์บ้างเลย”
“ไม่มีอะไรต้องพูดถึงนี่ เลิกพูดได้แล้ว”
ขณะที่อกาธาเลี้ยวรถเข้าซอยไลแลคนั้น ก็เห็นแสงสว่างส่องออกมาจากกระท่อมของนักประพันธ์ หล่อนเห็นหลังหนาๆในผ้าทวีดของมิสซิสอันสตรัตเธอร์-โจนส์ที่หน้าต่าง ท่าทางกำลังพูดออกท่าออกทางใหญ่
“เพื่อนบ้านคนใหม่ของฉันถูกยายผีเสื้อยักษ์ต้อนจนจนมุมแล้ว” อกาธาว่า
หล่อนจอดรถ แล้วเดินไปที่ประตู
“ดูคุณจะไม่ค่อยชอบเขาเท่าไร” รอยพูด
“ฉันไม่เคยคุยกับเขาหรอก แต่เคยเห็นเขาขุดสวนอยู่”
“แน่ใจหรือว่าเป็นเขา”
“ทำไมถามงั้นล่ะ”
“เพราะตอนที่คุณบรรยายเขาน่ะ ตามิสซิสบล็อกซ์บี้เป็นประกายพิกล เหมือนกำลังหัวเราะคุณอยู่”
อกาธามองรอยอย่างประหลาดใจ “มิสซิสบล็อกซ์บี้น่ะเหรอ เธอต้องพูดเล่นแน่ๆ มิสซิสบล็อกซ์บี้ไม่มีวันหัวเราะฉันเด็ดขาด!”

