บทที่ 2

รูปภาพ

บทที่ 2

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 27 พ.ย. 2008 10:07 am

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


การที่อกาธาและสามีที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่เอี่ยมอ่องแยกกันอยู่คนละกระท่อม ไม่ยอมพูดคุยกันนั้น แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านราวกับไฟป่า มิสซิสบล็อกซ์บี้เก็บเรื่องที่เจมส์มีเนื้องอกในสมองเอาไว้เงียบ หล่อนไม่ได้บอกท่านวิคาร์ด้วยซ้ำ อัลฟ์ บล็อกซ์บี้ได้ยินข่าวการแต่งงานที่ล่มสลายของอกาธาเข้า ก็พูดแค่ว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีใครอยู่กับผู้หญิงคนนั้นได้”

เจมส์นั้นมักจะมีคนเห็นอยู่กับเมลิสสา เชพเพิร์ดเสมอ และเห็นอกาธาอยู่กับชาร์ลส์บ่อยๆ

สภาพอันน่าเศร้าน่าหดหู่นี้คงจะดำเนินไปตลอดกาลหากว่าเจมส์ไม่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เขากลัวตาย เขาไม่อยากจะจากโลกนี้ไปโดยทิ้งความขมขื่นทุกข์ระทมไว้เบื้องหลัง เขาต้องการให้มีคนคิดถึงเขา เขาต้องการให้มีคนโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์เขา

หนึ่งอาทิตย์เต็มๆหลังจากเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ฉากมหาประลัย’ ในผับ เขาก็ซื้อกุหลาบสีแดงช่อโต พาตัวเองไปที่หน้าประตูกระท่อมของอกาธา

อกาธาเปิดประตู ยืนมองเขา และมองช่อดอกไม้ที่เขาถืออยู่ครู่หนึ่ง

“เข้ามาสิ” หล่อนบอก แล้วเดินไปในครัวโดยไม่รอดูว่าเขาจะตามมาหรือเปล่า

“นั่งลง” หล่อนสั่ง ยืนพิงเคาน์เตอร์ “คุณมาทำไม”

คำตอบที่ถูกต้อง คำตอบที่มีเหตุมีผลนั้นควรจะเป็นว่า ‘อกาธา ผมมีเนื้องอกในสมอง ผมคิดว่าผมกำลังจะตาย’ แต่ตรงกันข้าม เจมส์กลับวิจารณ์ออกไปว่า “คุณดูแย่มาก”

ใต้ตาอกาธาเป็นถุงเบ้อเริ่มสีดำคล้ำ ผมที่ปกติเป็นเงาระยับนั้นด้านมัว หล่อนสวมชุดอยู่บ้านลายพิมพ์ไร้รูปทรง รองเท้าแตะส้นเตี้ย

“ฉันทำงานหนัก กาแฟไหม”

“ครับ ขอบคุณ”

“เป็นกาแฟปกตินะ” อกาธาเสียบเครื่องต้มกาแฟ “ไม่มีแบบดีแคฟในบ้านนี้”

“ไม่เป็นไร” เจมส์เหยียดขายาวๆออกไป

อกาธานั่งลงตรงกันข้ามเขา ต่างก็พร้อมใจกันเงียบรอจนกระทั่งกาแฟต้มเสร็จเรียบร้อย อกาธารินใส่สองถ้วย แล้วมองหน้าเจมส์

“คุณยังไปไหนกับนังสะแหลนเมลิสสาอยู่”

“ผมรู้สึกว่าผมต้องการเพื่อนระหว่างที่คุณเที่ยวไปไหนต่อไหนกับชาร์ลส์ เฟรธ”

“ชาร์ลส์เป็นแค่เพื่อน”

“แปลกดีนี่” เจมส์พูดอย่างฉุนเฉียว “คุณเคยมีอะไรกับเขาในไซปรัส”

“นั่นมันก่อนเราแต่งงานกัน คุณเองก็มีอะไรกับเมลิสสา”

“เราเป็นแค่เพื่อน” เจมส์เถียงแข็งๆ “คุณไม่ควรจะทำงานนะ คุณไม่จำเป็นต้องทำงานเลย คุณดูแย่มาก”

“พ่อคนรักสวยรักงาม พ่อคนอนามัยจัด คุณบ่นว่าฉันมานานว่าชอบแต่งหน้าและใส่ส้นสูง คุณน่าจะมีความสุขนะที่เห็นฉันเป็นอย่างนี้ ทำไมคุณถึงมาที่นี่ เพื่อจะได้จิกหัวด่าฉันอีกหรือไง”

“ผมคิดว่าเราควรจะพยายามกันใหม่อีกเรื่องชีวิตแต่งงาน” เจมส์บอก

“เพราะอะไร”

“เพราะผมไม่ใช่คนขี้แพ้ คุณก็เหมือนกัน”

“คุณพูดไม่ได้หรือไงว่าเพราะคุณรักฉัน”

“โธ่เอ๊ย อกาธา คุณก็รู้ว่าผมเป็นยังไง ผมพูดเรื่องรักๆหวานๆไม่เก่ง”

“ก็ได้ ฉันจะพยายามใหม่ แต่คุณต้องเลิกพบกับยายเมลิสสา”

“หล่อนเป็นเพื่อน”

“ฉันจะเลิกพบกับชาร์ลส์และผู้ชายคนอื่นๆถ้าคุณเลิกพบกับเมลิสสา”

“ก็ได้”

อกาธายิ้มให้เขาทันที

“เราสองคนนี่งั่งจังเลย” หล่อนพูดอย่างมีความสุข “รอตรงนี้นะ ให้ฉันแต่งหน้าหน่อยก่อน สำหรับคุณมันไม่เป็นไรหรอก เจมส์ ที่ฉันชอบเกี่ยวกับคุณคือคุณมักจะฟิตและสุขภาพดีเสมอ”

หล่อนออกไปจากห้องครัว

เราน่าจะบอกหล่อน เจมส์คิด แต่คืนนี้เราจะทานอาหารค่ำด้วยกัน ตอนนั้นค่อยบอก


ความสุขนั้นคือยาอายุวัฒนะโดยแท้ อกาธากลับไปทำงานในตอนบ่ายวันนั้นด้วยหน้าตาสดชื่นท่าทางกระฉับ-กระเฉง เพลงเดินไกลนั้นสดใสร่าเริงน่าผิวปากคลอ เดลลี่ชูส์ประกาศว่าชื่นชอบอกาธามาก หล่อนจะจัดคอนเสิร์ตในเมอร์เชสเตอร์เพื่อเปิดตัวรองเท้าบู๊ตรุ่นใหม่และเพลงเพลงใหม่

อกาธาซื้อชุดสีน้ำเงินเข้มประดับลูกปัดแก้วกับไข่มุก คอเหลี่ยม ชายกระโปรงสั้นมาก จากนั้นก็ซื้อถุงน่องใสแจ๋วกับสายรัดถุงน่อง เจ้าสายรัดนี่เป็นสิ่งที่อกาธาเกลี๊ยดเกลียด แต่หล่อนวางแผนที่จะมีค่ำคืนอันเร่าร้อนมาก และพร้อมที่จะเสียสละความสบายตัวเพื่อความเซ็กซี่

หล่อนหิ้วของที่ซื้อมากลับบ้าน ลงมือตระเตรียมตัวสำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง เจมส์จะขับรถพาไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารฝรั่งเศสบนถนนบลูบอร์ในออกซ์ฟอร์ด

หล่อนอาบน้ำแต่งหน้าอย่างประณีตบรรจง แล้วแปรงผมจนมันค่อยกลับเป็นเงาขึ้นมาบ้าง จากนั้น จึงแต่งตัว เดินไปยืนหน้ากระจก

แล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า

เจ้าลูกแก้วลูกปัดนั้น ยามต้องแสงไฟฟ้าที่ร้านดูแล้วสวยพราวตา แต่เมื่อต้องแสงแดดยามบ่ายเข้า กลับดูพื้นๆ ไร้รสนิยม และดูเป็นวัยกลางคนเอามากๆ และเจ้าแสงอาทิตย์อันโหดร้ายลำเดียวกันนั้นสาดลงมาต้องใบหน้า ชี้ให้อกาธาเห็นว่าหล่อนมีหนวดชี้เด่ทีเดียว

อกาธากระชากชุดเจ้ากรรมนั้นออกลงกองอยู่บนพื้น พุ่งเข้าห้องน้ำ เอาน้ำยากำจัดขนมาทาเหนือริมฝีปากตรงใต้จมูก แล้วไปค้นเสื้อผ้าในตู้เพื่อหาอะไรที่มันเหมาะสมกว่านี้

หลังจากลองไปได้ห้าชุด หล่อนถึงได้รู้ตัวว่าลืมเจ้าน้ำยากำจัดขนเสียสนิท และมานึกขึ้นได้ก็เพราะเกิดอาการแสบร้อนขึ้น

หล่อนแล่นเข้าห้องน้ำ รีบล้างน้ำยาออก ที่เหนือริมฝีปากบนนั้น บัดนี้เป็นสีแดงจัดจ้านน่ากลัว

“ฉันเกลียดความแก่” อกาธาแผดเสียงร้องใส่กระจก

หล่อนกลับเข้าห้องนอนอย่างซังกะตาย เลือกเสื้อผ้าซาตินสีขาว กระโปรงกำมะหยี่สีดำตัวสั้น ทีนี้เหลือแต่ต้องทำอะไรสักอย่างกับใบหน้า หล่อนตั้งใจจะแต่งหน้าเพียงบางๆ แต่ทีนี้มีแต่ครีมรองพื้นหนาหนักเท่านั้นที่จะกลบเกลื่อนรอยแดงได้


เมื่อเข้าไปนั่งในรถของเจมส์นั้น เขามองมาโดยไม่พูดอะไรหรอก แต่หล่อนรู้สึกได้เลยว่าเขาไม่พอใจ น่าจะบอกเขาไปเสียว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไอ้เรื่องจะให้สารภาพว่าหล่อนได้ล่วงลุสู่วัยที่ต้องโกนหนวดแล้วนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยเชียวละ

อันที่จริงเจมส์คิดว่าอกาธาแต่งหน้าหนาเตอะเช่นนี้เพื่อแสดงการต่อต้านเขา การฉายแสงรักษามะเร็งนั้นจะเริ่มอาทิตย์หน้า ผมของเขาจะร่วงด้วย ฉะนั้นเขาจะต้องบอกอะไรหล่อนสักอย่าง แรกทีเดียวเจมส์ตั้งใจจะบอกหล่อนในคืนนี้ โดยวาดภาพว่าอกาธาจะเป็นผู้หญิงที่นุ่มนวล เห็นอกเห็นใจ เป็นอิสตรีแท้ๆ

แต่อกาธาคนนี้ จะไม่มีวันนุ่มนวลหรือเป็นอิสตรีแน่ๆ เขาคิดอย่างขุ่นเคือง

ระหว่างทางไปออกซ์ฟอร์ด และตลอดเวลาอาหารนั้น เขาคุยถึงหนังสือเล่มใหม่ ซึ่งจะเกี่ยวกับการที่พวกพันธมิตรบุกขึ้นฝั่งที่นอร์มังดีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อกาธาพูดว่าคงจะเคยมีคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะแยะแล้ว และตระหนักในทันทีว่า หล่อนได้พูดอะไรผิดๆออกไปอีกแล้ว และก็เหมือนเคย ที่หล่อนรู้สึกว่ากำลังประจันหน้ากับความขุ่นเคืองที่ไม่อาจฝ่าฟันเข้าไปได้

“เราควรจะคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องพูดนะ” อกาธาขัดจังหวะคำบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขึ้นกะทันหัน “ฉันรับรองได้ว่าชาร์ลส์เป็นแค่เพื่อน ไม่เคยมีอะไรมากกว่านั้น แล้วคุณกับเมลิสสาล่ะ ทำไมคุณถึงพาหล่อนออกไปไหนมาไหนด้วย”

สีหน้าเจมส์ฉายแววรังเกียจและระแวดระวังดังเช่นทุกครั้งที่ต้องคุยเรื่องอะไรที่เป็นส่วนตัว

“ผมบอกคุณแล้ว ผมบังเอิญไปพบกับหล่อนเข้าที่ผับ แล้วผมเห็นว่าชาร์ลส์อยู่กับคุณ เลย... นี่เราจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ด้วยหรือ”

“จำเป็นสิคะ” อกาธายืนยัน “คุณนอนกับนังนั่นหรือเปล่า”

“เปล่า” เจมส์ปฏิเสธ เขาเกลียดจริงๆเรื่องการใช้ภาษาแบบเลี่ยงๆความจริงให้มันฟังนุ่มหูแบบนี้ สิ่งที่เขาทำกับเมลิสสานั้นเรียกว่าการนอนไม่ได้เลย

“ฉันเชื่อคุณได้หรือเปล่า”

“ผมเชื่อสิ่งที่คุณพูดเกี่ยวกับชาร์ลส์ และคุณก็ต้องเชื่อสิ่งที่ผมพูดเกี่ยวกับเมลิสสา ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะคุยกันต่อ” จู่ๆเขาก็ยิ้มให้ “มาลืมเรื่องทะเลาะน่าเกลียดนี่เถอะ”

อกาธาอ่อนละลายทันตาเห็นเพราะเจ้ารอยยิ้มทรงเสน่ห์นั่น

“เกี่ยวกับงานของฉัน จะมีงานคอนเสิร์ตอาทิตย์หน้า หลังจากนั้นฉันก็จะอยู่เฉยๆได้อีก”

“ดี” เจมส์ว่า เราควรจะบอกหล่อนเกี่ยวกับมะเร็ง พรุ่งนี้ก็แล้วกัน


คืนนั้นทั้งคู่ร่วมรักกัน เจมส์ไม่เคยชอบพูดคุยบนเตียง แต่อกาธายังอุตส่าห์พยายาม

“เจมส์ ตอนแรกฉันคิดว่ามีกระท่อมคนละหลังเป็นความคิดที่ดี แต่ตอนนี้ฉันว่ามันไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร ทำไมเราถึงไม่ขายกระท่อมและไปซื้ออะไรที่ใหญ่กว่านี้ล่ะ”

เจมส์นึกถึงอกาธาว่าชอบก่อกวนอยู่ตลอดเวลา คิดถึงปลายจวักที่ปราศจากเสน่ห์โดยสิ้นเชิงของอกาธา คิดถึงอกาธาที่ชอบสูบบุหรี่ แล้วเลยแกล้งกรนเบาๆ

อกาธาใช้ศอกยันกายขึ้น มองใบหน้าที่สงบนิ่งเหมือนคนหลับ แล้วทิ้งตัวผลุบลงบนหมอนพลางถอนหายใจนิดๆ หล่อนอาจจะควรยอมรับชีวิตแต่งงานแบบเจมส์ เจมส์นั้นดูเหมือนจะอยากให้แยกกันอยู่ และมีเดทกันเป็นบางครั้งมากกว่า ส่วนหล่อนตอนนี้ก็มีงานชิ้นนี้ที่จะต้องทำให้จบเรียบร้อยเสียก่อน

ใช่แล้ว บางทีหล่อนควรจะลองพยายามทำตามวิธีการของเขา


ตลอดสองวันต่อมา ทั้งคู่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เจมส์ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อกาธาทำงานประชาสัมพันธ์ ตอนค่ำรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน แล้วพอถึงเวลาดึกๆก็ร่วมรักกัน

ฉันชักเก่งแล้วนะเนี่ยเรื่องชีวิตแต่งงาน อกาธาคิดอย่างลิงโลด

แต่วันที่สาม หล่อนตัดสินใจเอาเสื้อผ้าไปซักในเครื่องของตัวเอง และดูแลสวนเสียหน่อย เพิ่งจะเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องได้ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ถ้าเป็นชาร์ลส์ละก็ ฉันต้องบอกให้เขาไปเสีย อกาธาคิดอย่างใจคอไม่ค่อยดี

แต่เมื่อเปิดประตู กลับพบตำรวจสายสืบบิล วอง เพื่อนของหล่อนยืนยิ้มแป้นอยู่

บิลเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า หน้าตาออกตี๋ๆเพราะพ่อเป็นคนจีน ปกติเขาจะอวบท้วมหน่อย แต่วันนี้ดูผอมเพรียวและฟิตปั๋งทีเดียว อกาธาเลยถามว่า

“เธอมีแฟนใหม่ละสิ”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“เธอดูฟิตมาก และเธอมักจะดูฟิตเฉพาะเวลามีความรักเท่านั้น หล่อนเป็นใครล่ะ”

“เป็นคนขายของ ทำงานที่มิแรนด้าบูติก”

ฉันเคยไปที่นั่น อกาธาคิด และมีผู้หญิงผมแดงหน้ากระด้างเป็นคนขาย

“คงไม่ใช่คนผมแดงนะ”

“คนนั้นแหละ แมรี่ของผมละ”

“หล่อนดูแก่กว่าเธอตั้งเยอะนี่นา”

“แค่นิดหน่อยเองครับ ผมชอบผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ชีวิตแต่งงานเป็นยังไงมั่งล่ะครับ”

“ก็โอเค ขลุกขลักบ้างนิดหน่อย แต่เราปรับตัวเข้าหากันได้ดีมาก มีฆาตกรรมมันๆบ้างไหม”

“ทุกอย่างสงบเงียบดีมาก มีแค่จับพวกยาเสพติด พวกขโมยรถ และลักเล็กขโมยน้อยไปตามเรื่อง ทำไมคุณถึงเก็บกระท่อมเอาไว้ล่ะ”

“นี่เป็นการแต่งงานที่ทันสมัยนะ บิล เราชอบมีที่ส่วนตัวของตัวเอง”

“คุณสองคนมีปัญญาซื้อบ้านหลังใหญ่กว่านี้ และจะมีที่ส่วนตัวมากแค่ไหนก็ได้”

อกาธาขบริมฝีปากอย่างพื้นเสีย หล่อนได้ชวนเจมส์ซื้อบ้านหลังใหม่อีกครั้ง แต่เจมส์ทำเฉยเสีย พึมพำแค่ว่า “อาจจะดี ผมจะลองคิดดู”

“อ๋อ อยู่อย่างนี้เรามีความสุขดีแล้ว”

เสียงกริ่งดังขึ้นอีก

“สงสัยจังว่าใคร”

อกาธาเดินไปเปิดประตู พบว่ากำลังประจันหน้ากับเมลิสสา เชพเพิร์ด หล่อนทำท่าจะกระแทกประตูใส่หน้า แต่เมลิสสาร้องขึ้นเสียก่อน

“เราต้องคุยกัน สงสารเจมส์เขา”

อกาธาลังเล แล้วพูดห้วนๆ “เข้ามา”

หล่อนพาเข้าไปในครัว แนะนำให้เมลิสสารู้จักกับบิล แล้วพูดกับบิลว่า “ขอโทษนะ บิล เราอยากจะคุยเรื่องส่วนตัวกันหน่อยน่ะ”

“อ้อ ครับ ผมจะโทร.มาหา แล้วเราค่อยออกไปทานกลางวันด้วยกัน”

อกาธาไปส่งเขาที่ประตู แล้วกลับเข้าห้องครัวอย่างลังเล

เมลิสสาสวมท่อนบนแบบเปิดไหล่เปิดแขนอวดพุงสีแทน กระโปรงสั้นจู๋ อวดช่วงขาเปลือยสีแทน สิ้นสุดลงที่รองเท้าส้นสูง

“อะไร” อกาธาถามห้วนจัด

“ฉันต้องมาหาคุณ ฉันสงสัยว่าเจมส์ไปฉายแสงแล้วเป็นยังไงมั่ง เขาไม่ยอมพูดกับฉันเลย”

อกาธานั่งลงช้าๆ ในชั่ววินาทีนั้น หล่อนรู้สึกเหมือนว่าส่วนหนึ่งของหล่อนได้ลอยขึ้นไปสู่เพดาน และมองลงมายังผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ในครัว

“ฉายแสงอะไร” หล่อนถาม เสียงแหบแห้งขึ้นมากะทันหัน

“ก็มะเร็งน่ะสิ”

“อ๋อ เรื่องนั้น” อกาธาว่า หัวใจเต้นรัวแรง หูอื้ออึง “ก็ดีมาก”

“ฉันดีใจ คุณคงตกใจมากที่ได้ข่าวนี้หลังจากที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน”

“ฉันชินแล้วละ คุณช่วยกลับไปเสียได้ไหม”

เมลิสสาลุกขึ้น

“เราควรเป็นเพื่อนกันนะ อกาธา เรามีอะไรคล้ายๆกันตั้งเยอะ”

อกาธาเงยหน้ามองใบหน้าสีแทนกระด้าง แล้วพูดว่า

“ฟังนะ อีจ๊อกกะล๊อก เราไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ย้ายตูดผอมๆของหล่อนออกไปจากห้องครัวของฉัน และอย่ากลับมาที่นี่อีก และอยู่ให้ห่างๆเจมส์ด้วย!”

“ถ้าเจมส์ยอมอยู่ห่างๆฉันนะ”

เมลิสสาเย้ย ยืนอยู่ครู่หนึ่ง แต่อกาธายังนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่ยอมขยับเขยื้อน

เมลิสสายักไหล่ เดินออกไป อกาธาได้ยินเสียงประตูกระแทกปิด

เจมส์ มะเร็ง เจมส์ มะเร็ง

มันดังก้องสะท้อนอยู่ในหูหล่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่บอกหล่อน แต่บอกเมลิสสา

เสียงกริ่งดังขึ้นอีก หล่อนลุกขึ้น เดินไปเปิดเหมือนหุ่นยนต์

“ฉิบหาย” เซอร์ชาร์ลส์ เฟรธร้อง “หน้าคุณขาวยังกับกระดาษแน่ะ”

“เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว” อกาธาบอก “เข้ามาสิ”

“เจมส์หรือ”

อกาธาพยักหน้าซึมๆ

ในห้องครัว ชาร์ลส์กดหล่อนลงบนเก้าอี้ แล้วไปเอาบรั่นดีมา

“ดื่มเสีย”

“ฉันไม่เข้าใจเลย” อกาธาร้องไห้ สะอื้นฮักๆจนตัวโยน

ชาร์ลส์จับมือหล่อนไว้ รออย่างอดทนจนกระทั่งเสียงสะอื้นซาลง

“บอกผมซิว่ามันเรื่องอะไร แอ๊กกี้”

อกาธาจึงเล่าเสียงขาดๆเป็นห้วงๆ แล้วลงท้ายด้วยเสียงร้องโหยหวนว่า “เขาบอกอีนังนั่น เขาไม่ได้บอกฉัน”

“แอ๊กกี้ เรื่องสำคัญคือเขาเป็นมะเร็ง เขาคงต้องตกใจมาก ความช็อกน่ะทำให้คนทำอะไรแปลกๆนะ มันอาจจะง่ายกว่าที่จะบอกคนที่ไม่ใกล้ชิดมาก เขาอาจจะรู้สึกว่าถ้าบอกคุณแล้วมันจะเป็นการยืนยันความน่ากลัว”

“ฉันจะฆ่าเขา” อกาธาประกาศ “ฉันจะฆ่าไอ้เวรนั่น”

“เขาอาจจะกำลังจะตายอยู่แล้วก็ได้ มะเร็งแบบไหน”

“ฉันไม่รู้! โอ คุณพระช่วย ถ้าเป็นมะเร็งในปอด เขาต้องโทษที่ฉันสูบบุหรี่แน่ๆเลย!”

“แอ๊กกี้ อย่าบ้าน่า ได้โปรดเถอะ ไปที่บ้านเขา ผมรู้ว่ามันแย่มากที่ได้ข่าวนี้จากเมลิสสา แต่เขาเป็นมะเร็งนะ แค่นั้นก็น่าจะยกเลิกความหึงหวงหรือความโกรธเคืองได้แล้ว ฟังนะ ผมจะรอตรงนี้ และถ้าคุณไม่กลับมาในอีกหนึ่งชั่วโมง ผมจะกลับไปเอง แต่ผมจะรอที่นี่เผื่อคุณต้องการผม ไปสิ”

“ฉันขอขึ้นไปแต่งหน้าก่อน”

“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแต่งหน้า ไปได้แล้ว!”


เจมส์อยู่ในร้านขายของ เขาเอื้อมมือขึ้นหยิบห่อกาแฟลงมา

“เป็นยังไงบ้างคะ ที่รัก” เสียงข้างๆเขาเอื้อนเอ่ยขึ้น

เขาหันไปเห็นเมลิสสา หน้าเขาคล้ำขึ้น

“อย่ายุ่งกับผม เมลิสสา ผมบอกคุณแล้วว่าผมทำผิดพลาดไป”

“ดูอกาธาไม่สบายใจมากเลยนะคะเกี่ยวกับที่คุณป่วย”

เขาตะลึงมองหล่อนอย่างตกใจ ห่อกาแฟร่วงลงสู่พื้น

“คุณบอกเธอ!”

“ก็คุณไม่ยอมพูดกับฉัน และฉันก็เป็นห่วงคุณ ฉันเลยไปถามอกาธาว่าคุณฉายแสงแล้วเป็นยังไงมั่ง”

“ยายหน้าโง่เอ๊ย” เขาคำรามลั่น “ผมอยากจะฆ่าคุณนัก อยากจะบีบคอคุณ จะได้ปิดปากชั่วๆนั่นซะ”

บรรยากาศในร้านค้าเงียบสงัดนิ่งสนิทจนเหมือนจะจับต้องได้

เมลิสสาหัวเราะเสียงหวั่นๆ

“คุณไม่ได้บอกหล่อนใช่ไหมล่ะ”

เจมส์เดินลิ่วออกจากร้าน พอเลี้ยวเข้าซอยไลแลค สิ่งแรกที่เห็นคือรถบีเอ็มดับบลิวของชาร์ลส์จอดอยู่หน้ากระท่อมอกาธา


“เขาไม่อยู่บ้าน” หล่อนบอกชาร์ลส์อย่างทรมานใจ “และนี่เป็นวันคอนเสิร์ตด้วย ฉันต้องรีบไปเมอร์เชสเตอร์ ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้หรือเปล่า”

“ไปจัดการเสียให้เสร็จเถอะ ผมจะพาไปเอง คุณขับรถไม่ได้หรอกตอนนี้”

อกาธาขึ้นไปข้างบนอย่างระโหยโรยแรง แต่งหน้าแต่งตา สวมสูทสีเทาเข้มทับเสื้อผ้าฝ้ายลายทาง หล่อนไม่รู้จะทำอย่างไรดี หล่อนสัญญาแล้วว่าจะไม่พบกับชาร์ลส์อีก แต่ข่าวที่ว่าเจมส์เป็นมะเร็งนั้นทำให้สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ

ขณะที่ขับรถพาหล่อนไปคอนเสิร์ตที่เมอร์เชสเตอร์นั้น จู่ๆเขาก็พูดขึ้น

“แอ๊กกี้ รู้ไหมว่าเจมส์น่ะอาจจะเป็นคนแปลกๆก็จริง แต่เป็นคนดีมาก ได้โปรดเถอะ ลืมไปเสียได้ไหมว่าเขาบอกเมลิสสา ช่วยเขาต่อสู้กับมะเร็งนี่เถอะ ถ้าคุณรักเขา คุณต้องทำอย่างนี้ ว่าไงล่ะแอ๊กกี้”

แต่อกาธาได้แต่จ้องไปข้างหน้าโดยไม่ตอบ

เมื่อถึงปะรำใหญ่ที่จะมีคอนเสิร์ต อกาธาก็ทุ่มใจทำงานอย่างเต็มที่ หล่อนพูดคุยกับนักข่าว คุยกับตัวแทนบริษัทแผ่นเสียง วงที่จะเล่นนั้นมีบริษัทแผ่นเสียงแล้ว แต่เป็นบริษัทที่สำหรับอกาธาแล้ว เห็นว่าเล็กจ้อยมาก

คืนนั้นอากาศดีมาก อกาธาได้ขอให้เดลลี่ชูส์คิดค่าผ่านประตูให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โทรทัศน์มิดแลนด์กำลังตั้งกล้องอยู่ อกาธาต้องการให้มีคนดูมากที่สุด

จนกระทั่งไปนั่งลงตรงแถวหน้าตอนที่วงดนตรีเริ่มบรรเลงแล้วนั่นแหละ ที่ความทุกข์ระทมถาโถมเข้ามาจนหัวใจดำมืดไปหมด วงสเต๊ปปิ้งเอ๊าท์จบการแสดงด้วยเพลงเดินไกล มันคึกคักสนุกสนานมาก

“เจ๋งไปเลย” ชาร์ลส์กระซิบ แต่อกาธานั่งเบิ่งซึมกะทืออยู่อย่างเดิม

นักดนตรีกลับมาตามเสียงเรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่า และแล้ว มิสเตอร์เพียร์ซีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของเดลลี่ชูส์ก็ออกมาหน้าไมโครโฟน เขาพูดถึงคุณงามความดีของรองเท้าบู๊ตรุ่นใหม่ และแล้ว ก็พูดว่า

“ผมดีใจมากที่ทุกๆท่านสนุกสนาน ขอเชิญทุกท่านปรบมือและขอบคุณผู้ที่จัดการให้ทุกสิ่งในคืนนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มิสซิสอกาธา เรซิ่น อกาธา เชิญครับ”

ชาร์ลส์ต้องกระทุ้งให้หล่อนลุกขึ้นยืน อกาธาเดินขึ้นบันไดข้างเวทีเหมือนคนละเมอ

“ผมคิดว่าคุณควรจะพูดอะไรหน่อย” มิสเตอร์เพียร์ซีย์กระซิบบอก

อกาธามองไปยังฝูงชนอย่างงวยงง และแล้ว จึงปรับไมโครโฟน

แต่ก่อนจะทันเปล่งเสียงพูดออกมาได้ ก็มีคนตะโกนจากด้านหลัง

“ตำรวจ! หลีกทางด้วย”

อกาธายกมือขึ้นป้องตา มองไปทางคนดู ตำรวจหลายนายกำลังเดินมาตามทางเดินตรงกลาง

“คุณเป็นคนจัดเรื่องนี้ใช่ไหม” มิสเตอร์เพียร์ซีย์ถาม คิดว่าเป็นการแสดงอีกส่วนหนึ่ง

อกาธารู้สึกราวกับโลกกำลังหยุดหมุน หล่อนแน่ใจว่าตำรวจมาบอกว่าเจมส์ตายไปแล้ว

สารวัตรใหญ่วิลคส์จากหน่วยอาชญากรรมเมอร์เชส-เตอร์ตรงมาหาหล่อน

“เชิญไปกับเราหน่อยครับ มิสซิสเรซิ่น”

หล่อนปล่อยให้เขาพาลงบันไดไป ผ่านผู้ชมที่เงียบกริบ สู่ภายนอกอันมืดสลัว

“นี่มันอะไรกัน” หล่อนถาม เพิ่งรู้ตัวว่าชาร์ลส์มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ

“เชิญไปคาร์สลีย์กับเราหน่อยครับ มิสซิสเรซิ่น”

“ช่วยให้หล่อนหมดทุกข์เสียที” ชาร์ลส์ตะโกนลั่น “เจมส์ตายแล้วใช่ไหม”

“เราไม่รู้” วิลคส์บอก “เขาหายตัวไป มีร่องรอยของการต่อสู้ด้วย”

อกาธาไม่มีวันลืมการเดินทางกลับบ้านเลย มันเหมือนอยู่ในฝันร้ายอันมืดทะมึน หล่อนภาวนาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สัญญิงสัญญาสารพัดเท่าที่จะคิดออก... ขอแต่ให้เจมส์ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น


ทั้งหมดเข้าไปในกระท่อมของอกาธา เพราะหน่วยตรวจหลักฐานในชุดหมีสีขาวกำลังทำงานวุ่นวายอยู่ด้านหน้ากระท่อมของเจมส์แล้ว

“สถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ครับ”

วิลคส์อธิบาย

“มีคนชื่อมิสซิสเมลิสสา เชพเพิร์ดเดินผ่านกระท่อมของมิสเตอร์เลซีย์ และเห็นว่าประตูเปิดอยู่ หล่อนกำลังจะเดินผ่าน แต่บังเอิญเห็นรอยเข้มๆที่บันไดหน้าบ้าน หล่อนเข้าไปแตะดู และพบว่าเป็นเลือดสดๆ หล่อนมองเข้าไปข้างใน เห็นเครื่องเรือนล้มระเนระนาด หล่อนเลยโทร.หาเรา รถของมิสเตอร์เลซีย์หายไป ตอนนี้เรากำลังให้คนออกไปค้นหาอยู่

“จากการสอบถามเบื้องต้นเราพบว่าคุณขู่จะฆ่าเขานะครับ มิสซิสเรซิ่น ผมยังได้ทราบมาอีกด้วยว่าคุณเลือกที่จะใช้นามสกุลเดิมของสามีคนแรก และคุณกับมิสเตอร์เลซีย์ ถึงแม้จะเพิ่งแต่งงานกัน กลับแยกกันอยู่คนละกระท่อม มิสซิสเชพเพิร์ดยังบอกผมอีกด้วยว่ามิสเตอร์เลซีย์ได้รับการฉายแสงเพราะเนื้องอกในสมอง แต่เขากลับบอกหล่อน และไม่ได้บอกคุณ เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า”

“ฉันขู่จะฆ่าเขาเพราะฉันหึงเขา เพราะคิดว่าเขามีความสัมพันธ์กับมิสซิสเชพเพิร์ด” อกาธาบอก “แต่เจมส์บอกฉันว่าเขาไม่เคยนอนกับหล่อน และเขาก็ไม่ใช่คนโกหกด้วย เราคืนดีกันแล้ว”

“มิสซิสเชพเพิร์ดบอกเราว่าหล่อนมีความสัมพันธ์ทางเพศกับมิสเตอร์เลซีย์สองครั้งหลังจากที่เขาแต่งงานกับคุณแล้ว”

“ไม่เป็นความจริง” อกาธาตัดบทห้วนๆ

“ผมต้องขอให้คุณแจ้งการเคลื่อนไหวในวันนี้ด้วย”

อกาธารู้สึกเหมือนว่าคนที่กำลังตอบคำถามเหล่านี้เป็นคนอื่นไม่ใช่หล่อน หล่อนเล่าว่าทำอะไรบ้าง ชาร์ลส์บอกว่าเขาอยู่กับหล่อนตลอดทั้งบ่ายและตลอดทั้งค่ำ อกาธาอยู่ในสายตาของนักข่าวและพวกโทรทัศน์ตลอดทั้งตอนค่ำ

“ดูเหมือนจะมีการต่อสู้กัน เรายังไม่รู้ว่าเป็นเลือดของมิสเตอร์เลซีย์หรือของผู้ที่ทำร้ายเขา เราต้องขอลายนิ้วมือของคุณและขอเลือดตัวอย่างด้วยครับ มิสซิสเรซิ่น คุณด้วยนะครับ เซอร์ชาร์ลส์ มีคนได้ยินมิสเตอร์เลซีย์ขู่มิสซิสเชพเพิร์ดในร้านค้า มีคนได้ยินเขาพูดว่าเขาอยากจะบีบคอหล่อน”

ฉันรู้จักเจมส์จริงๆหรือเปล่านะ อกาธาสงสัย เป็นไปได้ไหมว่าเขารักเมลิสสา

“นี่คุณจะจับมิสซิสเรซิ่นหรือเปล่า” ชาร์ลส์ถาม

“ตอนนี้ยังครับ”

“ตอนนี้ยัง” ชาร์ลส์แยกเขี้ยว “เธอมีพยานแน่นหนามาก เธออยู่ต่อหน้าคนตั้งไม่รู้กี่ร้อยคน คุณไม่เห็นหรือว่าเธอเสียขวัญจะตายอยู่แล้ว เธอไม่ไปไหนหรอก เลิกยุ่งกับเธอเสียทีได้ไหม”

แต่อกาธากับชาร์ลส์ยังต้องให้เลือดตัวอย่าง ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ และสัญญาว่าจะไปสถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ตำรวจจะยอมกลับไป

“คุณกลับไปเถอะ ชาร์ลส์” อกาธาบอก

“แน่ใจหรือ คุณจะไม่ทำอะไรโง่ๆนะ”

อกาธาสั่นศีรษะ ชาร์ลส์คงจะดื้ออยู่ต่อแล้วหากว่าภรรยาของท่านวิคาร์ไม่มาถึงเสียก่อน

“โถ มิสซิสเรซิ่น น่าสงสารเหลือเกิน” มิสซิสบล็อกซ์บี้ร้อง

“ฉันไม่อยากเชื่อเลย เขาเป็นมะเร็ง แต่ไม่ยอมบอกฉัน”

“เขาคุยกับฉันเกี่ยวกับเรื่องนั้น” มิสซิสบล็อกซ์บี้บอก

“แน่ละสิ เขาคงจะเล่าให้คนทั้งโลกฟังยกเว้นฉัน!”

“เขาว่าไม่อยากบอกคุณเพราะมันทำให้เรื่องนี้ดูเป็นจริงขึ้นมา”

อกาธาซบหน้ากับฝ่ามือ

“ฉันจะทำยังไงดี”

“ดูเหมือนเขาจะขับรถออกไป ซึ่งหมายความว่าเขาคงไม่ได้บาดเจ็บอะไรนัก เลือดที่กระท่อมนั่นอาจจะไม่ใช่ของเขาด้วยซ้ำ”

“ใครกันนะที่เล่นงานเขา เจมส์ไม่มีศัตรูที่ไหนนี่นา”

“ฉันเกรงว่าตำรวจคงจะเพ่งความสนใจมาที่คุณสักระยะหนึ่งละค่ะ”

“ทำไมถึงต้องเป็นฉันด้วย”

“มีคนได้ยินคุณขู่เขา”

“แล้วนังเมลิสสาล่ะ นังผู้หญิงนั่นบอกว่าหล่อนนอนกับเขาสองครั้งหลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว ทำไมเจมส์ถึงทำอย่างนี้ได้”

“ฉันคิดว่าความหวาดกลัวมะเร็งคงจะทำให้เขาทำอะไรแปลกๆ ฉันเอากระเป๋ามาด้วย คืนนี้ฉันจะอยู่กับคุณเองค่ะ”

“แต่ฉันควรจะออกไปตามหาเขา!”

“ไม่เอาน่า คุณทำอะไรไม่ได้หรอก ตำรวจกำลังตรวจค้นทุกหนทุกแห่ง เขาเอารถไปด้วย ฉะนั้นเขาต้องยังมีชีวิตอยู่”

อกาธายอมให้มิสซิสบล็อกซ์บี้จูงขึ้นบันได มิสซิสบล็อกซ์บี้เปิดน้ำใส่อ่าง นั่งอยู่บนเตียงจนอกาธาออกมาจากห้องน้ำ

“เอาละค่ะ เข้านอนได้แล้ว” ภรรยาท่านวิคาร์สั่ง “ฉันอยู่ห้องข้างๆนี่เอง เรียกก็แล้วกันถ้าต้องการอะไร”

อกาธานอนตาค้างอยู่เป็นนาน สองมือขยุ้มผ้าเอาไว้แน่น ประหวั่นพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก

หล่อนเริ่มโทษตัวเอง หากหล่อนเป็นภรรยาที่ดีกว่านี้ เจมส์คงจะเล่าความลับให้หล่อนฟัง อะไรบางอย่างบอกหล่อนว่า เจมส์โกหกหล่อนจริงๆ เขานอนกับเมลิสสา เมลิสสาไม่มีเหตุผลที่จะโกหกตำรวจ และเจมส์คงไม่ไปหาความสุขจากเมลิสสาหากอกาธาดีกับเขามากกว่านี้

ขณะที่กำลังคิดว่าคงจะไม่มีวันหลับได้อีกแน่ๆนั้น หล่อนก็วูบเข้าสู่ฝันร้าย ในนั้นหล่อนวิ่งกระเซอะกระเซิง ซอกซอนไปตามตรอกตามซอยตามป่าเขาเพื่อค้นหาเจมส์ ทั้งๆที่ยังสวมชุดนอนอยู่

มารู้ตัวอีกทีก็ถูกมิสซิสบล็อกซ์บี้เขย่าไหล่

“ตำรวจมากันอีกแล้วละ พวกนั้นอยากพบคุณ เขาเจอรถเจมส์แล้ว”

อกาธาตะกายขึ้นจากเตียง กระชากชุดนอนออก ลุกลี้ลุกลนสวมเสื้อผ้า

“แล้วเจมส์ล่ะ พวกนั้นพบเขาหรือเปล่า” หล่อนถาม

“ยังไม่มีวี่แววเลย”

อกาธาวิ่งลงบันได วิลคส์รออยู่กับบิล วอง และตำรวจหญิงอีกคน

“คุณเจอรถเขาแล้ว” อกาธาพูดขึ้น “ที่ไหน”

“ในป่าก่อนถึงถนนสาย เอ-44” บิลบอก

“มีร่องรอยอะไรในรถหรือเปล่า”

“มีแต่รอยเลือดครับ” วิลคส์บอก อกาธาครางออกมา “ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บ”

“ฉันขอดูรถได้ไหม”

“ไม่ได้ครับ ตอนนี้ถูกเอาไปตรวจสอบแล้ว คุณรู้จักใครที่มีเหตุผลอยากจะทำร้ายเขาไหม”

“ไม่มีเลย” อกาธาบอก “ฉันคิดแล้วคิดอีก”

“เชิญคุณไปเมอร์เชสเตอร์กับเราดีกว่า จะได้ให้การให้เรียบร้อย”

“ฉันจะโทร.บอกสามีก่อนค่ะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้ว่า “ฉันจะไปด้วย”


ขณะที่ผ่านกระท่อมของเจมส์นั้น อกาธาก็เห็นผู้ชายในชุดหมีสีขาวปัดฝุ่นหารอยนิ้วมือ และตรวจค้นทุกๆตารางนิ้ว หล่อนรู้สึกมึนไปหมด พอถึงสถานีตำรวจ หล่อนก็ตอบคำถามโดยอัตโนมัติ โดยมีมิสซิสบล็อกซ์บี้นั่งจับมืออยู่ข้างๆ

ภรรยาของท่านวิคาร์นึกสงสัยว่า อกาธาจะรู้ตัวบ้างไหมนะว่าเรื่องของหล่อนมันฟังดูพิลึกพิลั่นขนาดไหน

ใช่ หล่อนพยายามจะแต่งงานกับเจมส์มาก่อน แต่ลืมบอกเขาไปว่าไม่รู้ว่าจิมมี่ เรซิ่นสามีของหล่อนนั้นเป็นหรือตาย ใช่ จิมมี่โผล่มาและทำให้พิธีแต่งงานต้องยกเลิก ใช่ มีคนพบว่าจิมมี่ถูกฆ่าตาย ใช่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเจมส์นั้นไม่ค่อยจะราบรื่นนัก ไม่หรอก หล่อนไม่รู้ว่าเขาเป็นมะเร็ง

มิสซิสบล็อกซ์บี้ไม่รู้หรอกว่า ต่อให้ช็อกแค่ไหน อกาธาก็ไม่มีวันยอมรับหรอกว่า หล่อนทราบว่าเจมส์ป่วยจากเมลิสสา

มิสซิสบล็อกซ์บี้ทราบดีว่าตำรวจคงจะดูวิดีโอในงานคอนเสิร์ตอย่างละเอียด และคงจะสอบถามผู้คนเพื่อสร้างพยานหลักฐานให้อกาธา จะมีทางรู้จากรอยเลือดไหมนะ ว่าเจมส์ถูกทำร้ายตอนไหน ชาวบ้านมักจะพาหมาออกมาเดินตามซอยไลแลค หากการทำร้ายเกิดขึ้นตอนพระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ก็ต้องมีคนเห็นหรือได้ยินอะไรบ้างสิ

เมลิสสานั้นน่าสงสัยยิ่งกว่าอกาธาเสียอีก เพราะหล่อนเป็นบุคคลที่สาม คนในหมู่บ้านมีใครรู้อะไรเกี่ยวกับหล่อนหรือเปล่า หล่อนเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ คงจะชอบเจมส์เอามากๆถึงได้มีอะไรกับเขาในหมู่บ้านขนาดเล็กๆแบบนี้

ตำรวจสอบถามอยู่นั่นแล้วไม่รู้จักจบจักสิ้น พวกนั้นน่าจะรู้สิว่าอกาธากำลังช็อกอย่างแรง มิสซิสบล็อกซ์บี้คิด

ในที่สุด อกาธาก็เซ็นชื่อ การสอบปากคำจบลง หล่อนถูกเตือนว่าอย่าออกนอกประเทศ และเตรียมตัวให้พร้อมหากจะมีการสอบปากคำต่อไป

เมื่อออกไปข้างนอก ก็พบว่าชาร์ลส์กำลังรออยู่แล้ว

“ผมก็ถูกซักฟอกด้วยเหมือนกัน” เขาบอกอย่างร่าเริง “กินอาหารเที่ยงกันไหม”

“ฉันต้องกลับแล้วละค่ะ” มิสซิสบล็อกซ์บี้บอก “อัลฟ์คงสงสัยว่าฉันหายตัวไปไหน”

“ไม่เป็นไรครับ” ชาร์ลส์บอก “ผมจะพาเธอกลับบ้านเอง เราจะต้องคุยกันหน่อย”

มิสซิสบล็อกซ์บี้มีสีหน้าไม่แน่ใจ หล่อนดึงชาร์ลส์ออกไปข้างๆ

“ระวังให้มากๆนะคะ” หล่อนกระซิบ “มิสซิสเรซิ่นกำลังเสียขวัญอย่างแรง”

“ผมจะดูแลเธอเองครับ”

เขาจับแขนอกาธา หล่อนปล่อยให้เขาจูงข้ามจัตุรัสเข้าสู่เมอร์เชสเตอร์อย่างเซื่องๆ

“คุณกินอาหารครั้งสุดท้ายเมื่อไร” เขาถามอกาธา

“ฉันจำไม่ได้ เมื่อคืนฉันตั้งใจจะกินอาหารหลังคอนเสิร์ตเลิก” หล่อนกระตุกแขนเขาอย่างหวั่นไหว “คอนเสิร์ต! ฉันควรจะไปซื้อหนังสือพิมพ์”

“ลืมได้เลย แม่คุณ เรามีเรื่องที่สำคัญกว่าให้ต้องคุย” ชาร์ลส์เห็นเมลิสสาเดินอยู่ข้างหน้า “ในนี้” เขาลากหล่อนเข้าไปในร้านที่ชื่อแพมส์แพนทรี่ “ผมแน่ใจว่าอาหารอร่อยมาก”

ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะตรงมุม

“ผมจะสั่งเอง” ชาร์ลส์บอก

ในเมนูของว่างหลากชนิด เขาสั่งคลับแซนด์วิชสองที่ และน้ำขวดหนึ่ง

“เอาละ แอ๊กกี้” เขาพูดขึ้น “คุณว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“ฉันไม่รู้” อกาธาสารภาพ “ฉันคิดแล้วคิดอีก ฉันแน่ใจว่าถ้าฉันเป็นเมียที่ดีกว่านี้ เขาคงจะบอกอะไรๆกับฉัน นี่เขาไม่ยอมบอกด้วยซ้ำว่าเป็นมะเร็ง”

“พอได้อยู่ห่างกันเข้าเลยเกิดรักกันจ๋าขึ้นมาอีกเชียวนะแม่ทูนหัว”

ชาร์ลส์พูดอย่างไม่ถนอมน้ำใจ

“แต่เลิกได้แล้ว ถ้าขืนคุณโทษตัวเองทุกอย่าง เราคงไม่ต้องไปถึงไหนกัน ปัญหาก็มีอยู่ว่า เจมส์น่ะเป็นคนเคร่งเครียดจริงจังเกินไป นี่แหละคือสาเหตุต้นตอของปัญหาในชีวิตแต่งงานของคุณ มันคงจะช่วยได้เยอะหากคุณโมโหสักหน่อย ตำรวจถามว่าผมรู้อะไรเกี่ยวกับที่เขามีความสัมพันธ์กับเมลิสสาหรือเปล่า เขามีอะไรกับเมลิสสาจริงๆหรือ”

“หล่อนว่าเขานอนกับหล่อนสองครั้งตั้งแต่เราแต่งงานกัน แต่ตอนที่ฉันถามเจมส์ว่าเขานอนกับหล่อนหรือเปล่าน่ะ เขาปฏิเสธ”

“อ้อ งั้นเขาก็เป็นทั้งจอมตอแหลและยังเล่นชู้อีก คุณเคยสืบคดีฆาตกรรมกับเจมส์มาก่อน มีใครจากในอดีตไหมที่อาจจะโผล่ขึ้นมา”

“ฉันคิดถึงเรื่องนั้นเหมือนกัน ทุกคนยังติดคุกอยู่หรือไม่ก็ตายไปแล้ว”

“อาจจะญาติๆ เพื่อนๆ”

“เป็นไปได้”

“นี่แซนด์วิชของคุณ กินเข้าไป”

“กินไม่ลง”

“งั้นคุณจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเจมส์ นั่งจมอยู่ในโลกที่ไม่เป็นจริงที่ทุกอย่างเป็นความผิดของคุณงั้นหรือ”

“ชาร์ลส์!”

“เลิกได้แล้ว แม่ยาหยี การทำตัวเสียสละอย่างวีรสตรีน่ะมันทำให้คุณหายสวยหมด”

อกาธาทำตาวาวใส่เขา

“สามีของฉันหายตัวไป อาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่คุณกลับทำได้แต่สบประมาทฉันหรือไง”

“เพื่อนๆน่ะเขามีเอาไว้เพื่อการนี้แหละ”

ระหว่างที่ขบเขี้ยวเคี้ยวแซนด์วิชอกาธาก็บอกไปว่าหล่อนคิดอย่างไรกับเขาบ้าง

ชาร์ลส์ฟังอย่างอารมณ์ดี และเมื่อเห็นว่าหล่อนรับประทานเสร็จแล้ว จึงเรียกขอบิล

“กลับกันดีกว่า” เขาบอก “อาจจะมีข่าวเพิ่มขึ้นก็ได้”


เจมส์ เลซีย์โซซัดโซเซเหมือนไก่ตาแตกไปตามริมน้ำที่บริดจ์พอร์ตในดอร์เซ็ต ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ศีรษะของเขาปวดตุบๆ และไม่รู้เลยว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร รู้แต่ว่ามันเหมือนกับได้เดินมาแล้วไม่รู้กี่วัน

ทันใดนั้นเอง ผู้หญิงตัวเล็กๆอ้วนเตี้ยก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า หล่อนสวมหมวกแก๊ปแบบชาวเรือ

“อ้าว นี่มันเจมส์นี่ เจมส์ เลซีย์! คุณดูแย่จังเลย”

สมองอันมืดมัวของเขาจำชื่อหล่อนได้

“แฮร์เรียต” เขาเรียก

“เรากำลังจะออกเรือไปฝรั่งเศส ทับบี้อยู่บนเรือแน่ะ ดูหัวคุณสิ มีเลือดแห้งๆติดอยู่ที่ผมด้วย คุณไปทำอะไรมาน่ะ”

“ตีกันในบาร์” เจมส์บอก พยายามขับไล่ภาพค้อนที่กวัดแกว่ง ภาพเครื่องเรือนที่กระแทกทลาย “ผมไม่เป็นไรหรอก”

เขาทราบดีว่าเดี๋ยวความทรงจำอันน่ากลัวคงจะกลับคืนมา ความทรงจำเกี่ยวกับว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างเมื่อเร็วๆนี้ และในวินาทีนี้ เขานึกถึงวัดที่เคยไปครั้งหนึ่งในเมืองอักเดอทางใต้ของฝรั่งเศส เขาจำทางเดินริมกำแพงอันสงบเงียบได้ แสงตะวันสาดลอดลงมาสดใส

ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้ว่าหากสามารถไปถึงที่นั่นได้ เขาจะปลอดภัย

“พาผมไปฝรั่งเศสได้ไหม”

“ฉันว่าคุณควรจะไปให้หมอตรวจมากกว่านะ”

“แค่เลือดออกนิดหน่อยเท่านั้น มันดูแย่กว่าที่เป็นจริง ผมอยากไปจริงๆ แฮร์เรียต”

“มีหนังสือเดินทางหรือเปล่าล่ะ”

เจมส์ค้นกระเป๋าด้านในเสื้อแจ็คเก็ต

“มีครับ” เขาพูดอย่างประหลาดใจ พยายามคิดว่าทำไมจึงมีหนังสือเดินทางอยู่กับตัว แต่คิดไม่ออก

“กระเป๋าล่ะ”

“ไม่มีกระเป๋า ผมส่งไปล่วงหน้า” เจมส์ปั้นเรื่องขึ้นสดๆร้อนๆ

“เสื้อผ้าคุณสกปรกมอมแมมน่าดู ดีนะที่ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนดีน่านับถือ ไม่งั้นละฉันต้องคิดว่าคุณกำลังหนีจากตำรวจแน่”

“ไม่ใช่จากพวกนั้นหรอก” เจมส์บอก

แฮร์เรียตเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย แต่แล้วก็ยักไหล่นิดๆ

“งั้นก็ไปกันเถอะ เราเกือบจะพร้อมแล้ว”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 11 รักจากโลกันตร์

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน