บทที่ 1

รูปภาพ

บทที่ 1

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 27 พ.ย. 2008 11:45 am

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


เช้าวันนี้ก็เหมือนกับเช้าวันอื่นๆในโลกนี้แหละ

พลตำรวจเฮมิช แมคเบธ เดินเอื่อยๆไปตามริมน้ำแห่งเมืองลอคดูบ์ โดยมีสุนัขประจำตัวเดินตามมาต้อยๆ เขามีความพึงพอใจในชีวิตมาก เพราะตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น อากาศสดใสยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

เบื้องบนคือท้องนภาสีฟ้าใส เบื้องหน้าคือท่าเรือที่กำลังยุ่งวุ่นวาย เลยออกไปคือท้องทะเลสีคราม คลื่นสีครามสวยใสต้องแสงอาทิตย์เปล่งประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร

รอบๆหมู่บ้านเป็นเทือกเขาแห่งซัทเธอร์แลนด์อันเก่าแก่โบร่ำโบราณพุ่งตระหง่านโดดเด่นอยู่กลางแสงแดดที่ทอดลงมาอย่างเอื่อยเฉื่อย ดูสงบใจดีไร้พิษสง

อีกฟากของลอคทะเลคือป่าเกรย์ ป่าสนเย็นครึ้มแข่งกันชูเชิดยอดแหลมๆขึ้นสู่ท้องฟ้า กุหลาบต้นฤดูพันเลื้อยตามรั้วรอบๆสวน ไม้เลื้อยสวีทพีไหวกระพือไปตามสายลมอ่อนๆ อวดความงามแบบเอ็ดวอร์เดี้ยน

รอบๆภูเขา พุ่มเฮเธอร์ต้นฤดูที่ผลิดอกในเดือนมิถุนายนได้ระบายสีชมพูเข้มกลบสีเขียวสีน้ำตาลของทุ่งมัวร์ให้สวยสดงดงาม

ดอกแฮร์เบลล์ หรือบลูเบลล์แห่งสกอตแลนด์ที่ขึ้นอยู่ริมถนนได้แผดสีเหลืองและม่วงแข่งกับสีขาวของดอกทรัมเป็ตที่มีอยู่เกลื่อนกล่น

ขณะที่เดินทอดน่องไปเรื่อยๆนั้น เฮมิชก็เห็นพี่น้องสองเคอร์รี่ เจสซี่และเนสซี่ สาวคานทองแห่งลอคดูบ์กำลังทำสวนอยู่ สวนของสองศรีพี่น้องดูขึงขังเป็นระเบียบราวกับกองทหาร ดอกไม้ขึ้นเป็นแนวตรงอยู่เบื้องหลังขอบที่เป็นเปลือกหอย

“สวัสดีคราบ” เฮมิชส่งยิ้มให้

สองพี่น้องยืดตัวขึ้นจากวัชพืชที่ช่วยกันถอนอยู่ มองนายตำรวจอย่างไม่พอใจ

“ไม่มีอะไรทำเหมือนเคยละสิ” เนสซี่พูดดุๆ แสงแดดส่องต้องแว่นหนาๆเป็นประกาย

“มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือคราบ” เฮมิชถามอย่างร่าเริง “ไม่มีอาชญากรรม ไม่มีเมียที่ถูกซ้อม ไม่มีแม้กระทั่งขี้เมาให้ต้องจับมาขัง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ควรปิดโรงพักซะ ควรปิดโรงพักซะ” เจสซี่ว่า หล่อนมีนิสัยน่ารำคาญ ชอบย้ำสิ่งที่พูดเสมอ “มันทั้งน่าเสียดายและเป็นบาปแท้ๆเลยที่ผู้ชายสุขภาพดีๆจะต้องมาขี้เกียจสันหลังยาว มันน่าเสียดายและเป็นบาปแท้ๆ”

“ออค ผมจะหาฆาตกรรมให้ก็แล้วกัน เพื่อคุณคนเดียว แล้วคุณจะได้มีเรื่องให้ต้องบ่นจริงๆ”

“ฉันได้ยินว่ามิสฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์กลับมาแล้ว” เจสซี่มองลอดแว่นมาทางนายตำรวจอย่างประสงค์ร้าย “เธอพาเพื่อนๆมาจากลอนดอนด้วย”

“มาตอนนี้กำลังเหมาะ” เฮมิชกล่าวอย่างอารมณ์ดี “อากาศดีมาก”

เขายิ้มให้ แตะหมวก แล้วเดินต่อไป แต่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าทันทีที่พ้นไปจากสายตาของสองพี่น้อง

พริสซิลล่า ฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์คือยอดรักในดวงใจของเขา เขาสงสัยว่าหล่อนมาถึงเมื่อไร เขาสงสัยว่าหล่อนมากับใคร เขาสงสัยว่าเมื่อไรจึงจะได้พบหล่อน

ความกระวนกระวาย ความวิตกกังวลคลี่เมฆทึมๆลงมาปกคลุมจิตใจให้มืดมน น่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินที่ท้องฟ้ายังกระจ่างสดใส ดวงอาทิตย์ยังส่องสว่าง แมวน้ำยังหมุนตัวพลิกพลิ้วเกียจคร้านอยู่ในน้ำอันนิ่งสงบ

เขาพยายามปลุกใจเรียกความสดชื่นให้กลับคืนมา อากาศมีกลิ่นเค็มๆ กลิ่นยางมะตอย ผสมผสานกับกลิ่นสน

เขาเดินต่อไปยังโรงแรมลอคดูบ์เพื่อดูว่าจะเกี้ยวเอากาแฟมากินฟรีได้สักถ้วยหรือเปล่า

มิสเตอร์จอห์นสัน ผู้จัดการโรงแรมอยู่ในออฟฟิศพอดีตอนที่เฮมิชเดินเข้ามา

“ช่วยตัวเองเลย” เขาบอกพลางพยักหน้าไปยังเครื่องทำกาแฟตรงมุมห้อง รอจนเฮมิชนั่งลงพร้อมด้วยถ้วยกาแฟแล้วจึงพูดขึ้น “บ้านของพวกวิลเล็ตส์น่ะขายได้แล้วนะ”

เฮมิชเลิกคิ้ว “ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีใครซื้อที่ตรงนั้น”

บ้านของวิลเล็ตส์เป็นวิลล่าแบบวิกตอเรีย ตั้งเลยจากชายน้ำไปมาก มีสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก ต้องอาศัยการซ่อมแซมขนานใหญ่จึงจะอยู่ได้

“รู้สึกว่าจะขายได้ราคาดีมากด้วย เห็นใครบอกว่าตัวเลขมันตั้งหนึ่งหมื่นแน่ะ”

“พวกที่มาซื้อเป็นใครน่ะ”

“ชื่อโทมัส คนอังกฤษ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกนี้เลย เห็นว่าจะย้ายเข้าวันนี้แหละ อาจจะมีงานให้คุณทำนะ”

เฮมิชยิ้ม “คุณหมายถึงอาชญากรรมละสิ อากาศดีๆอย่างนี้เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นไม่ได้หรอก”

“ความกดกำลังตกลงแล้วนะ”

“ผมไม่เคยเห็นเครื่องวัดความกดอากาศที่ไหนจะพยากรณ์อากาศได้สักที” เฮมิชบอก “เกิดอะไรขึ้นที่ปราสาททอมเมิลบ้างละ”

เฮมิชถามแบบเรื่อยๆ ไม่ใส่ใจ แต่มิสเตอร์จอห์นสันนั้นไม่ให้ใครหลอกได้ง่ายๆหรอก ปราสาททอมเมิลซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านลอคดูบ์ไปหลายไมล์นั้น เป็นบ้านของพริสซิลล่า ฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์

“ได้ยินว่าพริสซิลล่ากลับมากับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่ง” ผู้จัดการบอก

เฮมิชจิบกาแฟ “เพื่อนแบบไหน”

“ประเภทเศรษฐีแถวเมืองกรุง ชายสอง หญิงสอง”

เฮมิชรู้สึกโล่งใจจนโปร่งไปทั้งตัว ฟังดูเหมือนจะเป็นแฟนสองคู่ เขากลัวเหลือเกินว่าพริสซิลล่าจะพาแฟนมาด้วย

“ได้เห็นพวกนี้หรือยังล่ะ” เขาถาม

“อาย เมื่อคืนมากินอาหารค่ำกันที่นี่”

เฮมิชตัวแข็ง “เกิดอะไรขึ้นกับไมตรีจิตของท่านนายพันล่ะ ลูกสาวถึงต้องพาเพื่อนๆมาเลี้ยงที่โรงแรม”

มิสเตอร์จอห์นสันมีท่าทางอึดอัดใจ

“พวกนี้มาอยู่ที่ปราสาทได้สักหนึ่งอาทิตย์แล้วละ” เขาบอก แล้วรีบมองเพดานเพื่อว่าจะได้ไม่ต้องเห็นแววผิดหวังในดวงตาของเฮมิช

เฮมิชวางกาแฟที่ยังดื่มไม่หมดลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ

“ผมต้องไปลาดตระเวนต่อ” เขาบอก “ไปกันเถอะ เทาเซอร์”

เจ้าสุนัขตัวใหญ่เดินย้ายตามเจ้านายไป หางที่เป็นพวงพู่ตกลู่ราวกับรู้สึกถึงความหม่นหมองของเฮมิชได้

เฮมิชยืนอยู่ที่ระเบียงด้านหน้าโรงแรมท่ามกลางกระถางเยอเรเนี่ยมสีแดงสด กะพริบตาสู้แสงแดด

มันช่างน่าแปลกแท้ๆที่อากาศยังงามอร่ามดังเคย ตั้งอาทิตย์กว่าแล้ว! แต่หล่อนกลับไม่มาหาเลย!

เขาเข้าไปในสถานีตำรวจ เดินทะลุสวนด้านหลังไปสู่ที่ดินแปลงเล็กๆเพื่อให้น้ำแกะ ดวงอาทิตย์สาดแสงลงบนแผ่นหลัง นกเคอร์ลูตัวสีน้ำตาลขายาวๆส่งเสียงร้องมาจากพุ่มเฮเธอร์ เหนือศีรษะขึ้นไป เหยี่ยวตัวหนึ่งกางปีกร่อนตรงไปหาดวงตะวัน

แกะตัวเมียสีดำตัวใหญ่เดินเข้ามาซุกจมูกที่มือ เฮมิชตบหัวมันโดยอัตโนมัติ ความคิดเลื่อนลอยไปยังปราสาททอมเมิล พริสซิลล่าเคยพูดอย่างเย้าๆก่อนที่จะจากไปเกี่ยวกับความเกียจคร้าน และการที่เฮมิชขาดความทะเยอทะยาน

เขาไม่ใช่คนทะเยอทะยานอย่างแน่นอน เขาชอบชีวิตเรียบๆง่ายๆ เขารักซัทเธอร์แลนด์ตะวันตก ดินแดนที่มีเทือกเขาสูงใหญ่ประดับด้วยพุ่มเฮเธอร์ และชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่เหยียดตัวไกลเกินลอคออกไป เขาชอบซัทเธอร์แลนด์ตะวันตกที่คนเก่าแก่คุยกันว่า มีชายสีน้ำเงินควบลูกคลื่น และเล่าว่าคนที่ตายไปแล้วจะกลับมาใหม่ในรูปของแมวน้ำ

เขาตัดสินใจว่าขึ้นไปดูที่ปราสาทหน่อยคงจะไม่เสียหายอะไร

เขามีรถแลนด์โรเวอร์สีขาวคันใหม่เอี่ยม ถูกส่งตรงมาจากกรมตำรวจสแตรธเบน และสารวัตรใหญ่แบลร์คงจะเป็นผู้เซ็นอนุมัติอย่างยินดีด้วย เพราะปลื้มปิติที่ได้มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้ที่ไขคดีฆาตกรรมได้โดยมีเฮมิชช่วยเหลือ ทั้งๆที่ความจริงแล้วเฮมิชต่างหากที่เป็นผู้ไขคดีเหล่านั้นได้ทั้งหมดด้วยตัวเองเพียงผู้เดียว แต่ปล่อยให้นักสืบจอมเบ่งชอบข่มเหงเป็นฝ่ายได้รับความดีความชอบไปเพียงผู้เดียว

หนทางอันคดเคี้ยวขึ้นสู่ปราสาทนั้นทอดผ่านเนินเขาสูงใหญ่ หัวใจเขาเบ่งบานขึ้นพร้อมๆกับถนนที่พาเขาพุ่งสูงขึ้นเหนือหมู่บ้าน

อาจจะมีเหตุผลที่ธรรมดาๆก็ได้นะ ว่าเพราะอะไรพริสซิลล่าจึงยังไม่ได้มาหาเขา ก็ท่านนายพัน บิดาของหล่อนไม่ชอบใจอย่างแรงที่ลูกสาวมีน้ำใจต่อตำรวจหมู่บ้าน เขาอาจจะบอกหล่อนก็ได้ว่าห้ามติดต่อยุ่งเกี่ยวกับเฮมิชเด็ดขาด เฮมิชให้เหตุผลต่อตัวเองโดยจงใจลืมไปว่า โทสะและความไม่พอใจของบิดานั้น ที่ผ่านมาไม่เคยห้ามพริสซิลล่าได้เลย

เขาจอดรถไว้ข้างถนนด้านนอกรั้ว อยากจะตรวจสอบดูอาณาบริเวณรอบๆก่อนที่จะมีคนเห็น

เขาเดินไปตามทางรถอย่างช้าๆ ได้ยินเสียงคนตะโกนสลับกับเสียงหัวเราะ ฉะนั้น แทนที่จะเลี้ยวไปกับทางรถซึ่งจะนำไปสู่สนามหญ้าหน้าบ้าน เขากลับเลี้ยวลงสู่ป่าสน ย่ำใบที่ร่วงอยู่บนพื้นอย่างเงียบเชียบสู่จุดที่จะสามารถมองเข้าไปได้โดยไม่ถูกใครเห็น

พวกนั้นกำลังเล่นโครเกต์กันอยู่ พริสซิลล่าและเพื่อนๆของหล่อน ตอนแรก เขามีสายตาให้แต่หล่อนเท่านั้น พริสซิลล่าซึ่งถือไม้ตีกำลังก้มตัวลง ผมสีทองอร่ามทิ้งตัวลงปกคลุมใบหน้า หล่อนสวมเสื้อสีขาวเรียบๆ กระโปรงผ้าฝ้ายสีแดงสดตัดตรงตัวสั้น รองเท้าส้นเตี้ยสีน้ำตาลคาดสายบางๆ

แล้วสายตาของเฮมิชก็หันไปยังชายหนุ่มที่เดินมาหาหล่อน โอบแขนเพื่อสอนใช้ไม้ตี เขาตัวสูง ผมสีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลา คางมีรอยเคราเข้มครึ้ม สวมเสื้อเชิ้ตลายตาราง ขนดำๆแพลมขึ้นมาตรงคอเสื้อ แขนเสื้อถูกม้วนขึ้นอวดแขนสีแทนแข็งแรงปกคลุมด้วยขนสีดำ

มีสาวอีกสองคน ต่างก็มีหน้าแบบลิงอย่างลูกเศรษฐีแถวย่านเชลซีด้วยกันทั้งคู่ ผมประณีตเรียบร้อย ทั้งสองแต่งชุดลำลอง ชายอีกคนหน้าคล้ายๆกระต่าย สวมแว่นกรอบทอง

และแล้ว ขณะที่เฮมิชกำลังมองอยู่นั่นเอง พริสซิลล่าก็ยิ้มให้ชายผมสีเข้มอย่างกระจ่างสดใส เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

เฮมิชชาวาบไปทั้งตัว ความมืดตกลงมาปกคลุมดวงใจ พริสซิลล่า ฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์มีความรักกับเจ้ามนุษย์วานร เจ้ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนรุนรัง

ความเจ็บปวดเสียใจนั้นมันรุนแรงคมกริบยิ่งนัก

ทันใดนั้นเอง รอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าของพริสซิลล่า หล่อนมองไปรอบๆ แล้วมองมายังดงไม้

เฮมิชย่องกริบออกมาอย่างเงียบๆ รู้สึกมึนชาไปหมด ความโศกเศร้าหม่นหมองถ่วงเท้าทั้งสองราวกับโคลนหนักๆเหนียวๆ

เขาขับรถกลับไปยังลอคดูบ์อย่างระมัดระวังมากๆ ขับเหมือนกับคนเมาที่พยายามจะสร่างฤทธิ์สุรา

และแล้ว เขาก็เห็นรถขนของขนาดใหญ่สนิมจับจอดอยู่นอกบ้านของพวกวิลเล็ตส์ พวกที่มาใหม่ได้มาถึงแล้ว

แทนที่จะจ่อมจมอยู่กับตัวเองและความทุกข์ เฮมิชตัดสินใจขับตรงไปจอดข้างๆรถขนของ เห็นหญิงชายคู่หนึ่ง ผู้หญิงร่างสูงค่อนข้างสง่า ผู้ชายนั้นตัวใหญ่เดินอุ้ยอ้าย ทั้งสองกำลังช่วยกันขนของชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงจากรถ

“ต้องการความช่วยเหลือไหม” เขาถาม “ผมคือเฮมิช แมคเบธ ตำรวจในท้องถิ่น”

ผู้หญิงคนนั้นเอามือป้ายกับกางเกง แล้วยื่นมาให้

“ทริกซี่ โทมัสค่ะ” หล่อนบอก “และนี่สามีของฉัน พอลค่ะ”

หล่อนตัวสูงเกือบจะเท่าเฮมิช ผมสีน้ำตาลหยักศกไว้ยาวถึงไหล่ ดวงตาสีน้ำตาลโตมาก ตาขาวออกฟ้าหน่อยๆ ปากบาง ฟันที่ค่อนข้างยื่นเวลายิ้มนั้นขาวมาก เฮมิชเดาว่าหล่อนอายุประมาณสี่สิบห้า สามีที่ตัวใหญ่ราวกับหมีนั้นมีใบหน้าย่นยู่ลู่ห้อยคล้ายๆหน้าตัวตลก ดูเหมือนผู้ชายอ้วนมากๆที่น้ำหนักเพิ่งจะลดลงฮวบฮาบอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้ ผิวของเขาห้อยย้อยราวกับว่ามันควรจะอยู่กับร่างที่อ้วนกว่านี้ ดวงตาเล็กๆสีดำ ปากใหญ่ จมูกแบนๆ

“การย้ายบ้านเรียบร้อยดีหรือครับ” เฮมิชถาม

“เราก็พยายามกันอย่างดีที่สุดละค่ะ” ทริกซี่บอก “แต่มันร้อนจัง เราเช่ารถขนของมาค่ะ ไม่มีเงินจ้างคนขนให้ ฉะนั้น ฉันว่าอย่างไรเสีย...เราก็คงจะถูไถทำกันไปจนได้ละค่ะ”

ตาหล่อนเบิกกว้างขึ้น ปากตกห้อยลง สองมือยกขึ้นอย่างไม่อาจช่วยตัวเองได้

“ผมจะช่วยก็แล้วกัน” เฮมิชบอก ถอดหมวกออก ม้วนแขนเสื้อเชิ้ตเครื่องแบบสีน้ำเงินขึ้น

“โอ จริงหรือคะ” ทริกซี่ร้อง “พอลที่น่าสงสารนี่ก็ช่างช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ” หล่อนพูดด้วยเสียงปนหอบๆ มีสำเนียงค็อกนีย์ผสมอยู่ด้วยนิดๆ

เฮมิชมองพอลเพื่อดูว่าเขารู้สึกเช่นไรที่ถูกหาว่าช่วยอะไรไม่ได้ แต่ชายร่างใหญ่ได้แต่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

เฮมิชทำงานไปเรื่อยๆ ดีใจที่มีอะไรทำจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหาของตัวเอง เขากับพอลช่วยกันขนเครื่องเรือนเข้าไป ขนหนังสือและของอื่นๆอีกจิปาถะ ขณะที่ทริกซี่เดินชี้ว่าให้วางอะไรตรงไหนบ้าง

“เราคงจะต้องการเครื่องเรือนเพิ่มขึ้น” หล่อนบอก “เราต้องอาศัยเงินสงเคราะห์ทั้งคู่ค่ะ นี่ว่าจะเปลี่ยนบ้านนี้ให้เป็นเบ๊ดแอนด์เบรคฟาสต์”

“อาย ครับ ถ้ารีบหน่อยก็อาจจะได้นักท่องเที่ยวทันเดือนกรกฎาและสิงหา” เฮมิชบอก “และถ้าอยากได้ของที่ใช้แล้ว มีอยู่ที่หนึ่งที่อัลเนส ต้องขับรถไปหน่อย...”

มุมปากของทริกซี่ตกลงอีก

“เราไม่มีเงินเหลือซื้อเฟอร์นิเจอร์อีกเลยแม้แต่เพนนีเดียว” หล่อนบอก “ฉันหวังอยู่ว่าชาวบ้านบางคนอาจจะมีอะไรที่ไม่ต้องการแล้วน่ะค่ะ”

“ผมอาจจะมีอะไรบางอย่างที่จะให้คุณได้” เฮมิชบอก “พอเสร็จแล้วไปที่โรงพักด้วยกัน ผมจะทำอะไรให้พวกคุณทาน”

เขาเสียใจในทันทีที่หลุดปากเชิญออกไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนหลงตัวเอง แต่ยังอดรู้สึกมิได้ว่าทริกซี่กำลังให้ท่าเขา หล่อนเปล่งรัศมีแห่งความเซ็กซี่ชวนเชิญ หล่อนจะชนเขาราวกับว่าเป็นเหตุบังเอิญ แล้วยิ้มเยื้อนให้อย่างช้าๆ

เขาเสียใจหนักยิ่งขึ้นเมื่อทั้งคู่มาถึงสถานีตำรวจ ขณะที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวนั้น ทริกซี่ก็เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้โดยไม่ขออนุญาต และเดี๋ยวเดียวก็กลับมา ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ฉันสังเกตเห็นว่าคุณไม่ใช้เตาไฟ” หล่อนกล่าว “มีถังใส่ถ่านหินเก่าๆอยู่ในนั้น เราไม่มีถังใส่ถ่านหิน” หล่อนยิ้มเศร้าๆ “ไม่มีเงินซื้อน่ะค่ะ”

ถังใส่ถ่านหินนั้นคุณป้าคนหนึ่งของเฮมิชให้มา มันเป็นถังเคลือบเก่าแก่ยุคศตวรรษที่สิบแปด เฮมิชชอบมันมาก ดวงตาหล่อนนั้นเหมือนจะกลืนเขาลงไปได้ เฮมิชประหลาดใจมากที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักทีเดียวจึงจะสั่นศีรษะได้

“ไม่ได้ละครับ ผมใช้มันตลอดเวลาช่วงหน้าหนาว คุณจะให้ผมจุดไฟทั้งๆที่อากาศร้อนขนาดนี้ไม่ได้หรอก”

ต่อจากนั้นทริกซี่ก็วุ่นอยู่กับการตรวจสอบข้าวของบนชั้นในห้องครัว หล่อนหยิบกระปุกแยมทำเองมาอ่านป้าย

“สตรอเบอรี่! ดูสิ พอล ทำเองเสียด้วย ฉันชอบแยมทำเอง”

“ตอนกลับไปเอาไปด้วยก็แล้วกัน” เฮมิชบอก

หล่อนโผเข้ามากอด

“เขาใจดีจังเลยนะ” หล่อนว่า

เฮมิชแกะตัวเองออก แล้วเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะ

เขาชักจะไม่ชอบทริกซี่แล้วสิ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรความไม่ชอบจึงรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาหันไปมองพอล ชายร่างใหญ่บอกว่าทั้งคู่ตัดสินใจออกจากชีวิตที่มีแต่การแข่งขันวุ่นวายขึ้นเหนือมาไฮแลนด์ และอาจจะทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการรับแขกเข้ามาอยู่ในบ้าน

“เราคงต้องทำอะไรกับบ้านอีกเยอะ” เขาบอก “แต่ไม่น่าจะใช้เวลามากเกินไป ผมคิดว่าอาจจะปลูกพืชผักสวนครัวขายด้วย ที่บ้านมีสวนกว้างเหมือนกัน”

“ปัญหาก็มีอยู่ว่า” เฮมิชย้ายขายาวๆไปอีกด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงขาของทริกซี่ซึ่งคอยเบียดกับขาเขา “เท่าที่ผ่านมาฤดูร้อนไม่ค่อยดีนัก คนมักจะไปพักร้อนต่างประเทศ แต่สนามบินมีคนแน่นมากจนเดี๋ยวนี้เห็นมีข่าวว่าคนเริ่มหันมาพักร้อนในอังกฤษกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นพวกคุณอาจจะโชคดีก็ได้”

“เราลงโฆษณาแล้วในหนังสือพิมพ์กลาสโกว์เฮอรัลด์กับเดอะสกอตส์แมน ประกาศรับคนเข้ามาพักเดือนกรกฎาและสิงหา” ทริกซี่บอก

เฮมิชคิดว่ามันแปลกมากที่คนที่มีเงินน้อยมากขนาดนี้มีเงินพอที่จะลงโฆษณาได้ และนี่ก็เกือบสิ้นมิถุนาแล้ว ทั้งสองจะต้องทำงานหนักมากจึงจะเตรียมห้องให้พร้อมทันเวลาได้

เมื่อทั้งหมดลุกขึ้นเพื่อจะกลับนั้น ทริกซี่ก็พูดว่า “ฉันไม่อยากจะรบกวนเลย แต่ถ้าคุณมีเครื่องเรือนอะไรนิดๆหน่อยๆ... คือ ถึงยังไงรัฐบาลก็เป็นคนจ่ายอยู่แล้ว”

“มีแต่โต๊ะและเก้าอี้ ตู้เอกสารและโทรศัพท์ในออฟฟิศเท่านั้นที่มาจากกรมตำรวจ” เฮมิชบอก “บริเวณที่อยู่อาศัยนี่ผมเป็นคนจัดการเอง ตอนนี้ผมไม่มีเวลาดู แต่ถ้าเจออะไร ผมจะบอก”

เขาต้อนทั้งคู่ออกไปด้วยความโล่งใจ จวบจนกระทั่งยืนมองสองสามีภรรยามุ่งหน้ากลับบ้านแล้วนั่นแหละ จึงได้ตระหนักว่าอากาศได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำให้อดตกใจมิได้ อากาศชื้น มีเมฆบางๆเกลื่อนคลุมดวงอาทิตย์

เขาเดินอ้อมด้านหน้าของสถานีตำรวจไปอย่างช้าๆ มองออกไปที่ลอค

ลมชื้นๆกำลังพาเมฆฝนตรงรี่มาจากทะเล มันทาบเงาดำๆยาวๆราวกับนิ้วมือลงบนท้องน้ำที่มีน้ำมันจากเรือดำมะเมื่อม

และแล้ว ตัวมิดจ์ ยุงสกอต ตัวแสบแห่งไฮแลนด์ ก็แห่กันมา มันได้หายตัวไปตลอดช่วงที่อากาศแห้ง ตอนนี้พากันลงมาเป็นฝูง กลุ้มรุมเข้ามาที่ตาและจมูก เขาสบถสาบานพลางวิ่งกลับเข้าไปในครัวแล้วปิดประตูปัง

ความสุขสงบได้จบลงแล้ว อากาศเปลี่ยนแปลง พริส-ซิลล่ากลับมากับผู้ชายคนอื่น สองสามีภรรยาคู่หนึ่งได้ย้ายเข้ามาอยู่ในลอคดูบ์ นำเอาบรรยากาศของปัญหาและความไม่สงบติดมาด้วย


คืนนั้น คุณหมอโบรดี้นั่งลงเพื่อรับประทานอาหารมื้อใหญ่อันประกอบด้วยสเต็กและมันฝรั่งทอด เขาและภรรยารับประทานกันที่โต๊ะกลมๆในห้องครัว คุณหมอเลิกหวังไปนานแล้วที่จะเห็นโต๊ะนี้โล่งเกลี้ยงปราศจากข้าวของ จานของเขามีหนังสือ นิตยสาร เทปและจดหมายที่ยังไม่ตอบวางเกลื่อนห้อมล้อม อ่างผลไม้ตรงหน้ามีที่หนีบกระดาษ กิ๊บติดผม ไขควงสองอัน กาวกระปุกหนึ่ง และส้มเหี่ยวๆหนึ่งผล

ภรรยาของเขานั่งอยู่ตรงกันข้าม มีหนังสือตั้งพิงขวดไวน์ คุณหมอโบรดี้มองหล่อนอย่างรักใคร่ หล่อนมีใบหน้าผอมๆฉลาดเฉลียว ดวงตาโตสีเทา ผมสีอ่อนบางละเอียดราวกับผมทารก มันตกลงมาปรกหน้า หล่อนยกมือเปื้อนถ่านหินขึ้นมาปัดมันออก

คุณหมอโบรดี้เป็นชายที่มีความสุขความพอใจกับชีวิตมาก เขาสนุกกับการทำงานในคลินิกเล็กๆประจำหมู่บ้าน และถึงแม้บางครั้งจะอยากให้แองเจล่าผู้เป็นภรรยานั้นเป็นแม่บ้านที่ดีกว่านี้หน่อย แต่ก็เคยชินกับบ้านที่รกรุงรังแล้ว สุนัขพันธุ์สแปเนียลสองตัวของแองเจล่าส่งเสียงกรนแข่งกันอยู่ใต้โต๊ะ แมวนั่งเด่นอยู่บนโต๊ะ

“แมวนั่นเดินข้ามจานเธอแล้ว” คุณหมอบอก

“อ้าว เหรอ ชู่!” แองเจล่าโบกมือไล่อย่างใจลอยแล้วพลิกหนังสือ

“มีคนมาอยู่ที่บ้านของพวกวิลเล็ตส์แล้วนะ”

คุณหมอบอกพลางเทซอสสีน้ำตาลลงบนสเต็ก ราดซอสมะเขือเทศลงบนมันฝรั่งทอด ดึงขวดไวน์มารินใส่แก้ว หนังสือของแองเจล่าล้มลง

“ฉันบอกว่ามีคนมาอยู่ใหม่ที่บ้านของพวกวิลเล็ตส์” สามีหล่อนย้ำ

ภรรยามองมาทางเขาอย่างเคลิ้มฝัน “ฉันว่าวันพรุ่งนี้ฉันควรจะไปต้อนรับพวกนั้นหน่อย” หล่อนบอก “ฉันจะอบขนมเค้กไปให้”

“เธอจะทำอะไรนะ เธอเคยทำขนมเค้กตั้งแต่เมื่อไรกัน”

แองเจล่าถอนหายใจ “ฉันนี่เป็นแม่บ้านที่ไม่ได้เรื่องเลยนะ แต่ในโอกาสนี้ ฉันจะดีให้ได้ ฉันซื้อเค้กผสมสำเร็จมาแล้ว แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”

“ตามใจเถอะ พริสซิลล่า ฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์มารับยาของพ่อที่คลินิก หลังจากนั้นก็ตรงกลับไปเลย”

“แล้วไงคะ”

“อ้าว ก็หล่อนกลับมาอยู่ตั้งอาทิตย์กว่าแล้ว แต่ไม่ได้ไปที่โรงพักเลยสักครั้งเดียว”

“น่าสงสารเฮมิชนะ ทำไมเขาถึงต้องลำบากด้วย เขารูปหล่อออก”

“พริสซิลล่าเป็นเด็กสวยมากๆ”

“ใช่ นั่นน่ะสิ” เสียงแองเจล่าไม่มีแววริษยาแม้แต่น้อย “ฉันอาจจะอบเค้กให้เฮมิชด้วยก็ได้นะ”

“ที่ดับไฟอยู่เหนือเตานะ จำเอาไว้ด้วยล่ะ” สามีเตือน “คราวที่เธอพยายามทำแยมน่ะ ทุกอย่างลุกเป็นไฟไปหมดเลย”

“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก” แองเจล่าบอก “ฉันคงกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่น่ะ”

หล่อนลุกขึ้นเปิดตู้เย็น เอาขนมไทรเฟิลที่ซื้อมาจากร้านเบเกอรี่วันนี้เองออกมาสองถ้วย ขนมไทรเฟิลนี้ประกอบด้วยคัสตาร์ดเหนียวๆ แยมสีแดงบางๆ กับครีม คุณหมอรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ดื่มไวน์ตามลงไป แล้วจุดบุหรี่สูบ

คุณหมอเป็นชายร่างเล็กอยู่ในวัยห้าสิบกว่า ศีรษะเริ่มบางแล้ว ดวงตาสีฟ้าอ่อน ใบหน้ามีกระ ใส่เสื้อผ้าเนื้อทวีดซึ่งเขาสวมทั้งในฤดูหนาวและฤดูร้อน

หลังอาหารค่ำ ทั้งคู่ก็ย้ายไปในห้องนั่งเล่น ขณะที่เจ้าแมวเที่ยวเดินดมๆจานอาหารบนโต๊ะในครัว

ไฟดับแล้ว แองเจล่าไม่เคยเกลี่ยถ่านตักขี้เถ้าออกเลยจนกระทั่งเตาผิงเต็มล้นไม่ยอมติดไฟ หล่อนคุกเข่าหน้าเตาผิง ลงมือตักขี้เถ้าสีเทาๆใส่ถัง

“ลำบากไปทำไม” คุณหมอถาม “จุดเตาไฟฟ้าสิ”

“ดีค่ะ” แองเจล่าเห็นด้วย ลุกขึ้นยืน ปล่อยให้ขี้เถ้าเลอะเทอะทั่วเตาผิง เอาสายไฟเสียบปลั๊ก ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่บ้านนี้ยังเย็นเสมอ มันเป็นกระท่อมเก่าแก่ ผนังหนา พื้นเป็นหิน แองเจล่ากลับไปที่โต๊ะ ตบหัวแมวอย่างใจลอย หยิบหนังสือขึ้นมา กลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ตั้งต้นอ่านหนังสืออีก

คุณหมอทำใจได้แล้วกับฝีมือการดูแลรักษาบ้านอันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนของภรรยา เขาจะต้องประหลาดใจมากหากได้ทราบว่าแองเจล่านั้นมักจะรู้สึกอยู่บ่อยๆว่าหล่อนไม่อาจทนมันได้อีกต่อไปแล้ว

มีอยู่บ่อยๆที่หล่อนคิดว่าจะลงมือทำงานให้บ้านสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาทุกซอกทุกมุม แต่แล้วความหดหู่สีเทาๆทึมๆก็คลี่ลงมาปกคลุม ครั้งหนึ่งหล่อนเคยผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการอ่านนิตยสารผู้หญิง แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่จะมองยังทนไม่ได้เลย เพราะภาพห้องครัวสวยประณีตและผ้าม่านสะอาดเอี่ยมนั้นทำให้หล่อนรู้สึกว่าไร้ประสิทธิภาพเหลือเกิน

แต่ในเช้าวันต่อมา หลังจากที่ทำอาหารเช้า อันประกอบด้วยแบล็คพุดดิ้งทอด แฮกกิส เบค่อน ไส้กรอก ขนมปังทอด และไข่ทอดสองฟอง ให้สามีรับประทานเรียบร้อยแล้ว หล่อนก็รู้สึกว่าจิตใจผ่องใสโปร่งเบาขึ้น หล่อนมีจุดประสงค์ในชีวิตแล้ว หล่อนจะทำตัวอย่างที่ภรรยาที่ดีควรจะทำกัน หล่อนจะอบขนมเค้กไปให้เพื่อนบ้านใหม่

เมื่อเอากล่องเค้กผสมสำเร็จมาอ่านคำสั่ง ก็พลันเกิดความขุ่นเคืองอย่างรุนแรง หากว่ามันเป็นเค้กที่ ‘ผสมสำเร็จ’ จริงๆแล้ว ทำไมหล่อนจึงต้องเติมไข่กับนมและเกลือและอะไรต่อมิอะไรอีกตั้งหลายอย่างด้วย ทั้งๆที่มันควรจะมีอยู่ในกล่องนี้อย่างพร้อมแล้วทั้งหมด

หล่อนค้นหาถาดเค้ก แล้วนึกได้ว่าเอาไปใส่น้ำให้สุนัขกิน จึงเอามาเทน้ำทิ้ง เปิดน้ำใส่ชามซุปให้สุนัขแทน เอากระดาษมาเช็ดถาดเค้ก ทาเนย แล้วลงมือทำงาน

บ่ายวันนั้น หล่อนไปที่บ้านของพวกวิลเล็ตส์ ไม่ใช่สิ บ้านของพวกโทมัสต่างหาก หล่อนไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมาก ในมือถือสปอนจ์เค้กไส้ครีมเอาไว้ราวกับเป็นเบาะตั้งมงกุฎไม่มีผิด

ดูเหมือนว่าที่วิลล่าแบบวิกตอเรียหลังเก่าจะมีกิจกรรมวุ่นวายคึกคักทีเดียว อาร์ชี่ แมคลีน หนึ่งในบรรดาชาวประมงกำลังยกโต๊ะตัวเล็กๆ มิสซิสเวลลิงตัน ภรรยาของท่านบาทหลวงกำลังทำความสะอาดหน้าต่าง เบิร์ต ฮุค ชาวไร่นั้นระเห็จขึ้นไปทำความสะอาดรางน้ำฝนอยู่บนหลังคาโน่น

ประตูหน้าบ้านเปิดอยู่ แองเจล่าเดินเข้าไปข้างใน ผู้หญิงร่างสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาหา

“ฉันชื่อทริกซี่ โทมัสค่ะ” หล่อนว่า “โอ้โฮ เค้กนี้น่าทานจังเลย สามีฉันชอบเค้กมากค่ะ แต่เราตกงานและต้องอาศัยเงินสงเคราะห์จากรัฐ เลยไม่มีปัญญาซื้อของอย่างนี้มากิน”

แองเจล่าแนะนำตัวเอง รู้สึกภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงเมื่อทริกซี่บอกว่า “อันที่จริงเรากำลังจะพักทานกาแฟกันพอดี เราจะกินกันตอนนี้เลยก็แล้วกัน”

หล่อนเดินนำเข้าไปในครัว พอล สามีของหล่อนกำลังทำความสะอาดผนังอยู่

“แกน่าสงสารค่ะ ทำได้แค่นี้เอง” ทริกซี่พูดเบาๆอย่างเศร้าๆ แล้วพูดดังขึ้น “ที่รักคะ ภรรยาคุณหมอเอาเค้กอร่อยๆมาฝากแน่ะค่ะ เราจะพักกินกาแฟกันเลย นั่งลงค่ะ แองเจล่า”

แองเจล่านั่งลงที่โต๊ะซึ่งคลุมด้วยผ้าลายตารางสีแดงสลับขาวสดใส แมลงวันหัวเขียวบินหึ่งๆอยู่ที่หน้าต่าง

“คุณควรจะหาสเปรย์มาฉีดนะคะ” แองเจล่าบอก “เดี๋ยวนี้แมลงวันเต็มไปหมดเลย”

“ฉันคิดว่าโอโซนของเรานี่เสียหายมากพอแล้ว” ทริกซี่ว่า “ฉันว่าใช้กระดาษจับแมลงวันอย่างโบราณดีกว่า”

หล่อนกำลังชงกาแฟอยู่ในสิ่งที่ดูเหมือนเครื่องทำกาแฟใหม่เอี่ยม

“ฉันบดกาแฟเอง” หล่อนบอกโดยไม่หันมา

พอลนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ตามองขนมเค้กอย่างตะกรามแบบเด็กๆ

“แค่ชิ้นเล็กๆชิ้นเดียวนะ” ภรรยาเตือน “คุณกำลังไดเอ็ตอยู่”

แองเจล่ามองทริกซี่อย่างชื่นชม ทริกซี่สวมเสื้อคลุมกันเปื้อนทำด้วยผ้าลินินสีขาวมีกระเป๋าขนาดใหญ่ทับกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าผ้าใบ รองเท้าผ้าใบของหล่อนขาวสะอาดไม่มีแม้กระทั่งรอยหญ้า แองเจล่าดึงเสื้อยับๆของตัวเองอย่างทุกข์ใจ มันรั้งขึ้นเหนือเอวกระโปรงหลวมโพรก หล่อนรู้สึกมอมแมมอะไรอย่างนี้

“เอาละ มาจัดการขนมเค้กกัน” ทริกซี่เอามีดมา พอลนั่งหลังค่อมชะโงกไปเหนือโต๊ะอย่างกระตือรือร้นและพร้อมพรัก

มีดจมหายลงไปในเค้ก ทริกซี่พยายามดึงชิ้นเค้กที่ตัดแล้วออกมา ตรงกลางยังไม่สุก ของเหลวๆสีเหลืองไหลเยิ้มออกมา

“อุ๊ย ตายละ” แองเจล่าร้อง “คุณกินมันไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันทำตามคำสั่งที่กล่องทุกอย่างเลย”

“ไม่เป็นไรครับ” พอลรีบบอก “ผมกินได้”

“ไม่ได้นะ” ทริกซี่บอกแล้วยิ้มมาทางแองเจล่าอย่างรู้กัน เป็นทำนองว่า ‘ผู้ชายก็อย่างนี้แหละ!’

“ฉันนี่ไม่ได้เรื่องเลย” แองเจล่าคร่ำครวญ

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ฉันจะสอนคุณทำเอง ทำขนมเค้กผสมเองนี่ง่ายพอๆกับใช้แบบผสมสำเร็จแล้วนั่นแหละ แต่ขอบคุณมากเลยค่ะที่อุตส่าห์นึกถึง”

ทริกซี่เอาขนมเค้กออกให้พ้นมือสามี เขาถอนหายใจ อุ้ยอ้ายกลับไปทำงานต่อ

“ฉันทำอะไรไม่เคยได้เรื่องเลย” แองเจล่าบอก “งานบ้านก็ไม่เอาไหน บ้านรกยังกับถังขยะแน่ะ”

“คุณอาจจะปล่อยมันไว้นานเกินไปน่ะ” ทริกซี่แสดงความเห็นใจ “ทำไมถึงไม่หาคนมาทำความสะอาดให้ล่ะ”

“โอ๊ะ ไม่ได้หรอก คือว่ามันแย่มากจนฉันต้องเริ่มทำด้วยตัวเองก่อน คนทำความสะอาดถึงจะมองเห็นได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง”

“ฉันจะช่วยคุณเอง” ทริกซี่ยิ้มให้แองเจล่า “ฉันรู้สึกว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะคะ”

แองเจล่าหน้าแดงระเรื่อ รีบหันไปทางอื่นเพื่อปกปิดความปลาบปลื้มยินดีที่น่าขายหน้า หล่อนไม่เคยเข้ากับผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านได้จริงๆเลย อันที่จริงหล่อนไม่เคยพูดกับใครมาก่อนเลยว่ารู้สึกอย่างไรบ้างเกี่ยวกับบ้านอันสกปรกเลอะเทอะ

“ฉันคงกวนคุณไม่ได้หรอก ทริกซี่”

แองเจล่ารู้สึกทันสมัยและอาจหาญเชียวละ เพราะคนในหมู่บ้านยังเรียกกันด้วยชื่อสกุลอยู่ มิสเตอร์นั่น หรือมิสซิสนี่ จนกว่าจะรู้จักกันมานานหลายปีแล้ว

“เอางี้ไหม” ทริกซี่พูด “ฉันจะแวะไปที่บ้านคุณแป๊บหนึ่ง ถ้าคุณให้เฟอร์นิเจอร์เก่าๆที่คิดจะทิ้ง ฉันก็จะถือเป็นค่าจ้าง”

“ดีจังเลย” แองเจล่ารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานแล้วตั้งแต่ยังเด็กตอนที่ผู้ใหญ่จูงมือ

แต่ขณะที่เดินไปบ้านนั้น แองเจล่าก็เริ่มเสียใจว่าไม่น่าให้ทริกซี่มาเลย หล่อนคิดถึงขี้เถ้าที่ยังเกลื่อนอยู่หน้าเตาผิงล้นลงมาบนพรม และน้ำมันที่จับเขรอะอยู่ในครัว

ทริกซี่เดินเข้าไป ม้วนแขนเสื้อขึ้น เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ แล้วพูดอย่างกระฉับกระเฉง

“เอาละ สิ่งที่ดีที่สุดคือลงมือเลยและอย่าคิดถึงอะไรอีก”

แล้วทริกซี่ก็ทำงาน มือหล่อนปลิวว่อน มีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์ คราบน้ำมันหายไปแล้ว ตามโต๊ะตามพื้นเริ่มเกลี้ยงเกลา หนังสือลอยกลับไปที่ชั้น

มันเหมือนกับเป็นอภินิหารสำหรับแองเจล่า หล่อนรู้สึกราวกับกำลังดูแมรี่ ป๊อปปิ้นส์ทำงานอยู่กระนั้น หล่อนวิ่งวุ่นทำตามคำสั่งของเพื่อนคนใหม่อย่างร่าเริงราวกับว่านี่คือบ้านของทริกซี่ ไม่ใช่ของหล่อน

“เอาละ เราได้เริ่มต้นไปบ้างแล้ว” ในที่สุดทริกซี่ก็พูดขึ้น

“เริ่มต้นเหรอ!” แองเจล่าอัศจรรย์ใจมาก “มันไม่เคยสะอาดอย่างนี้มาก่อนเลย ฉันไม่รู้ว่าจะขอบคุณคุณยังไงดี”

“คุณอาจจะมีเครื่องเรือนเก่าๆสักชิ้นที่ไม่ต้องการแล้ว”

“ได้สิ” แองเจล่ามองไปรอบๆอย่างงงๆ “คงต้องมีอะไรอยู่ที่ไหนสักแห่งสิ”

“เก้าอี้เก่าๆในมุมห้องนั่งเล่นของคุณนั่นล่ะ”

“คุณหมายถึงไอ้นั่นหรือ”

เก้าอี้ตัวนั้นไม่มีที่ท้าวแขน คลุมด้วยผ้าปักร้อยลูกปัด

แองเจล่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มันเป็นเก้าอี้ของคุณยายหล่อน แต่ไม่มีใครนั่งมานานแล้ว และหล่อนก็ซาบซึ้งในบุญคุณของนางฟ้าแห่งครัวเรือนอย่างล้นเหลือ

“ได้ค่ะ ฉันจะให้จอห์นเอาใส่รถขนไปให้คืนนี้”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ” ทริกซี่ยกขึ้นด้วยแขนอันแข็งแรง “ฉันจะแบกไปเอง”

ทริกซี่ดิ่งออกไปทั้งๆที่แองเจล่าประท้วงว่ามันหนักเกินไปสำหรับหล่อน แองเจล่าตามไปจนถึงรั้วหน้าสวน อยากจะถามว่า “เมื่อไรฉันจะได้พบคุณอีก” แต่รู้สึกประหม่าอายราวกับสาวน้อยแรกรัก คุณหมอโบรดี้มักจะต้องออกไปเยี่ยมคนไข้เสมอ หล่อนอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยทำงานนอกบ้านเลยตั้งแต่แต่งงานกับจอห์น โบรดี้ นักศึกษาแพทย์เมื่อสามสิบปีก่อน ทั้งคู่ไม่มีลูก พ่อแม่ของแองเจล่าเสียไปแล้ว หล่อนรู้สึกว่าบุกลุยฝ่าชีวิตแต่งงานนานหลายปีมาได้โดยมีเพียงหนังสือเท่านั้นที่เป็นเครื่องประโลมใจ

ทริกซี่หันกลับมาตรงประตูรั้ว

“เจอกันวันพรุ่งนี้นะคะ” หล่อนบอก

แองเจล่ายิ้มออกมาได้ ใบหน้าผอมๆอ่อนเยาว์และมีความสุข

“เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ” หล่อนร้องตอบ

พลตำรวจเฮมิช แมคเบธยืนพิงรั้วอยู่ตอนที่ทริกซี่แบกเก้าอี้ผ่านมา

“ต้องการความช่วยเหลือไหม” เขาร้องถาม

“ไม่ค่ะ ขอบคุณ” ทริกซี่บอกแล้วรีบรุดไป

เฮมิชมองตาม เขาเคยเห็นเก้าอี้ตัวนี้ที่ไหนมาก่อน สมองของเขาค้นไปตามข้างในบ้านหลังต่างๆในลอคดูบ์ บ้านหมอ! ใช่แล้ว

เขาเดินไปยังบ้านคุณหมอ เลี้ยวเข้าไปด้านข้าง ไม่มีใครในไฮแลนด์หรอก ยกเว้นพวกโทมัส ที่ใช้ประตูหน้า

“เข้ามาสิ เฮมิช” แองเจล่าร้องเรียกเมื่อเห็นร่างสูงๆโย่งๆของนายตำรวจผมแดงลับๆล่อๆอยู่ตรงประตู

“กาแฟสักถ้วยไหม”

“ดีครับ”

เฮมิชพาตัวเองเข้าไปในครัวแล้วกะพริบตาอย่างประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นครัวของโบรดี้สะอาดสะอ้านถึงขนาดนี้มาก่อน แองเจล่าละล่ำละลักเล่าถึงความช่วยเหลือของทริกซี่ให้ฟังอย่างตื่นเต้นดีใจ

“นั่นเก้าอี้ของคุณหรือที่หล่อนยกไป” เฮมิชถาม

“ใช่ค่ะ แกน่าสงสารมากเลยละ ที่บ้านไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์ แกต้องเอาไปใช้สำหรับทำเบ๊ดแอนด์เบรค-ฟาสต์น่ะ นั่นเป็นของเก่าโทรมของยายฉันเอง”

เฮมิชคิดอย่างรวดเร็ว คนที่จะเปิดเบ๊ดแอนด์เบรค-ฟาสต์นั้นมักจะอยากได้ของเก่าๆที่ใช้งานได้ เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เก้าอี้ตัวนี้อาจจะมีค่ามากก็ได้ แต่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับของเก่าเท่าไร

แมลงวันบินหึ่งๆไปทั่วห้องครัว

“ฉันน่าจะปิดประตูเอาไว้” แองเจล่าบ่น “แมลงวันเฮงซวย”

“คุณมีสเปรย์อยู่นี่ไง” เฮมิชชี้

“สเปรย์พวกนี้ทำให้โอโซนเป็นรู” แองเจล่าบอก

“คงจะอย่างนั้น แต่มันยากที่จะคิดถึงสิ่งแวดล้อมเวลาห้องครัวมีเจ้าหัวเขียวนี้เต็มไปหมด”

เฮมิชพูดด้วยสำเนียงไฮแลนด์ที่แปร่งจัดมากเวลาไม่สบายใจ และเขามีความรู้สึกว่าเรื่องโอโซนเป็นรูนี่คงจะต้องมาจากทริกซี่แน่ๆ แต่ทริกซี่ก็พูดถูกแล้วนี่ ทำไมเขาถึงต้องรู้สึกขุ่นเคืองด้วยล่ะ

หลังจากคุยกันสักพัก เฮมิชก็ลุกขึ้น เดินออกไป สายฝนเม็ดฝอยๆกำลังโปรยปรายลงมา ท้องฟ้ากำลังหลั่งน้ำตาลงสู่ลอค แต่อากาศชื้นอบอุ่น

และแล้ว เขาก็เห็นรถวอลโว่จอดอยู่ด้านข้างโรงพัก พริสซิลล่าเพิ่งจะลงจากรถ เขาออกวิ่งพุ่งไปทันที
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 4 จุดจบของแม่บ้านตัวแสบ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน