บทที่ 1

รูปภาพ

บทที่ 1

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 27 พ.ย. 2008 12:17 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


เสียงกรีดร้องของวิญญาณสีเขียว


เสียงกรีดร้องนั้นทำให้บ็อบ แอนดรูส์ และพีท เคร็นชอว์ต้องตื่นตะลึง

ทั้งคู่กำลังยืนอยู่บนถนนภายในอาณาเขตบ้านซึ่งมีวัชพืชขึ้นรกไปหมด พลางพิจารณาดูบ้านร้างเก่าแก่ที่ใหญ่โตราวกับโรงแรมหลังนั้นอย่างละเอียด เห็นด้านหนึ่งของบ้านถูกรื้อพังลงมาซึ่งนั่นเป็นส่วนแรกที่พวกคนงานเริ่มรื้อถอน แสงของดวงจันทร์ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูสลัวรางราวกับภาพในฝัน

บ็อบกำลังพูดใส่เครื่องบันทึกเสียงพลางหันหน้าไปรอบๆพร้อมกับบรรยายทัศนียภาพเบื้องหน้า แล้วจึงหยุดและหันไปพูดกับพีท

“คนจำนวนมากคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านผีสิง น่าเสียดายที่เราไม่ได้นึกถึงมันเมื่อตอนที่คุณเรจินัลด์ คลาร์กหาบ้านผีสิงสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ของเขา” มิสเตอร์เคร็นชอว์บิดาของพีทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษของฮอลลีวูด บ็อบกำลังพูดย้อนไปถึงตอนที่พวกเขาพยายามเสาะหาบ้านผีสิงจริงๆให้กับเพื่อนของบิดาของพีทที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์

“ฉันพนันได้เลยว่าคุณคลาร์กจะต้องชอบบ้านหลังนี้แน่นอน” พีทเห็นด้วย “แต่ฉันไม่ชอบด้วยหรอก ที่จริงน่ะ ฉันประสาทกินมากขึ้นทุกๆนาทีเลยนะ นายจะว่าไงถ้าฉันจะชวนนายออกไปจากที่นี่”

พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกรีดร้องออกมาจากบ้านหลังนั้น

“อ๊าาาาา - อ๊าาาาา!” เสียงกรีดแหลมนั่นดูคล้ายกับจะเป็นเสียงสัตว์มากกว่าเสียงมนุษย์ เด็กชายทั้งคู่ถึงกับขนหัวลุก

“นายได้ยินเสียงนั่นมั้ย” พีทกลืนน้ำลาย “เราเผ่นกันเดี๋ยวนี้เลยเถอะ!”

“เดี๋ยวก่อน!” บ็อบบอก เขาทำใจกล้าทั้งๆที่อยากจะวิ่งหนีออกไปแทบแย่ ขณะที่พีทยังลังเลบ็อบจึงเอ่ยขึ้น “ฉันจะกดอัดเสียงเอาไว้เผื่อเราจะได้ยินเสียงอะไรอย่างอื่นอีก จูปิเตอร์ก็คงจะทำแบบนี้แหละถ้าเขาอยู่ที่นี่”

เขากำลังกล่าวถึงจูปิเตอร์ โจนส์ เพื่อนร่วมงานในสำนักงานสามยอดนักสืบที่ตอนนี้ไม่ได้มากับพวกเขาด้วย

“เอ้อ--” พีทขยับจะพูด แต่เห็นบ็อบปรับปุ่มเสียงและหันไมโครโฟนไปทางบ้านเก่าแก่ที่ว่างเปล่าผุพังอยู่ท่ามกลางต้นไม้หลังนั้นเรียบร้อยแล้ว

“อ๊าาาาา โอออออ อ๊าาาาา!” มีเสียงกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็ค่อยๆเงียบหายไปอย่างช้าๆ ฟังดูน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด

“ไปกันได้แล้ว!” พีทว่า “เราได้ยินกันพอแล้ว!”

บ็อบเห็นด้วยอย่างที่สุด ทั้งคู่หันหลังกลับอย่างรวดเร็วและรีบวิ่งไปตามถนนเก่าแก่ภายในเขตบ้าน ตรงไปยังที่ที่พวกเขาจอดจักรยานไว้

พีทเผ่นแผล็วราวกับกวาง ส่วนบ็อบก็วิ่งเร็วอย่างที่ไม่เคยเร็วมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่เขาพลัดตกลงมาจากเนินเขาหิน กระดูกขาของเขาก็หักหลายแห่ง เขาจึงจำเป็นต้องสวมสนับขาไว้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ขาของเขาก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ และหลังจากที่ได้บริหารขามานานเต็มที บ็อบก็ได้ทราบเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เองว่าเขาสามารถถอดสนับขาได้แล้ว

ตอนนี้เมื่อไม่มีสนับขาแล้วบ็อบรู้สึกตัวเบาจนแทบจะบินได้ แต่ถึงแม้ว่าจะวิ่งเร็วเพียงใด ทั้งคู่ก็ไปได้ไม่ไกลนัก

เพราะจู่ๆก็มีแขนอันแข็งแรงมาหยุดเด็กทั้งสองไว้โดยที่พวกเขาไม่คาดคิด

“โอ๊ย เฮ่ย!” พีทร้องฮึดฮัดขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเขาพุ่งไปชนใครบางคนที่กำลังเดินสวนเข้ามา บ็อบก็เช่นกัน เขาหยุดชะงักเพราะพุ่งเข้าไปชนผู้ชายคนหนึ่งซึ่งคว้าตัวและจับเขาเอาไว้

พวกเขารีบวิ่งหนีจนไปชนเข้ากับกลุ่มผู้ชายที่เดินเข้ามาตามถนนด้านหลังตั้งแต่ตอนที่พวกเขากำลังยืนฟังเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวนั้นอยู่นั่นเอง

“หยุดก่อน ไอ้หนู!” ชายคนที่รวบพีทไว้ร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “เธอเกือบจะชนฉันล้มแน่ะ!”

“นั่นมันเสียงอะไรกันน่ะ” ผู้ชายคนที่จับบ็อบไว้ไม่ให้ล้มตอนที่บ็อบหลับหูหลับตาวิ่งเข้าใส่ถามขึ้น “เราเห็นพวกเธอกำลังยืนฟังอยู่”

“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันฮะว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่” พีทบอก “แต่ฟังดูแล้วเหมือนกับเสียงผีเลยละ!”

“ผีเหรอ เหลวไหลน่า!... อาจจะมีใครตกอยู่ในอันตรายก็ได้!... หรืออาจจะแค่คนจรจัดคนหนึ่ง...”

ผู้ชายห้าหรือหกคนในกลุ่มที่เด็กชายทั้งสองถลาเข้าไปหาต่างก็พูดแข่งกันขึ้นมาโดยไม่สนใจพีทกับบ็อบอีกต่อไป เด็กทั้งสองเห็นหน้าชายเหล่านั้นไม่ชัดเจนนัก แต่ทุกคนก็ดูแต่งตัวดีและพูดจาเหมือนๆกับคนที่อาศัยอยู่ในละแวกอันน่ารื่นรมย์ซึ่งอยู่ล้อมรอบพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกและบ้านร้างหลังนั้นซึ่งเรียกกันว่าเขตคฤหาสน์กรีน

“ผมว่าเราน่าจะเข้าไปข้างในนั้นนะ!” ชายคนหนึ่งซึ่งมีเสียงทุ้มต่ำอย่างประหลาดเอ่ยขึ้นดังๆ บ็อบมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่เห็นว่าเขามีหนวด “เรามาที่นี่ก็เพื่อมาดูตึกเก่าแก่หลังนั้นก่อนที่มันจะถูกรื้อถอนออกไป แล้วเกิดได้ยินเสียงหวีดร้องของใครบางคน อาจจะมีใครบาดเจ็บอยู่ข้างในก็ได้นะ”

“ผมว่าเราน่าจะเรียกตำรวจนะ” ผู้ชายคนที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตกีฬาลายตาหมากรุกพูดอย่างไม่สบายใจเล็กน้อย “เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องแบบนี้”

“อาจจะมีใครบาดเจ็บอยู่ก็ได้นะ” ชายเสียงทุ้มต่ำพูด “ลองเข้าไปดูเผื่อว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง ถ้าเรามัวแต่รอตำรวจกันอยู่ เขาอาจจะตายก็ได้”

“ผมเห็นด้วย” ชายคนที่สวมแว่นตาหนาเตอะบอก “ผมว่าพวกเราน่าจะเข้าไปข้างใน แล้วสำรวจดูรอบๆนะ”

“พวกคุณเข้าไปข้างในก็แล้วกัน ส่วนผมจะไปเรียกตำรวจ” ชายคนที่สวมเสื้อลายหมากรุกบอก พอเขาหันหลังจะเดินไป ชายคนที่จูงสุนัขตัวเล็กๆมาด้วยก็พูดขึ้น

“มันอาจจะเป็นแค่นกเค้าแมวหรือแมวสักตัวที่ติดอยู่ในนั้นก็ได้” เขาบอก “ถ้าคุณเรียกตำรวจด้วยเรื่องเท่านี้ละก็ มันก็จะดูโง่มากเลยนะครับ”

ชายเสื้อลายหมากรุกชักลังเล

“ถ้างั้น--” ตอนนั้นเองชายร่างใหญ่ซึ่งตัวโตที่สุดในกลุ่มก็เอ่ยชวนคนอื่นๆ

“มาเถอะ” เขาว่า “พวกเรามีกันตั้งครึ่งโหล แล้วก็มีไฟฉายตั้งหลายอัน ผมว่าเราเข้าไปดูข้างในกันก่อน ถ้าจำเป็นก็ค่อยเรียกตำรวจ แล้วเด็กสองคนนี้--พวกเธอกลับบ้านไปได้แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่”

เขาสาวเท้าเดินไปตามทางที่ปูลาดด้วยแผ่นหินซึ่งนำเข้าไปสู่ตัวบ้าน คนอื่นๆลังเลกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินตามเขาไป ชายคนที่จูงสุนัขมาด้วยจับมันขึ้นมาอุ้มไว้ และชายเสื้อลายหมากรุกตามเข้าไปเป็นคนสุดท้ายอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

“ไปกันเถอะ” พีทชวนบ็อบ “อย่างที่เขาว่านั่นแหละ เขาไม่ต้องการเรา กลับบ้านกันเถอะ”

“โดยไม่ดูให้รู้ก่อนว่าเสียงนั่นมันเกิดจากอะไรน่ะเหรอ” บ็อบถาม “คิดดูสิว่าจู๊ปจะพูดว่ายังไง เราก็จะไม่รู้ตอนจบของเรื่องนี้เลย พวกเราน่ะเป็นนักสืบนะ และถึงยังไงก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวแล้ว เรามีกันตั้งหลายคน”

เขารีบเดินตามหลังชายเหล่านั้นไป พีทจึงเดินตามไปด้วย ชายเหล่านั้นไปออกันอยู่ที่ด้านนอกของประตูหน้าบานใหญ่โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี จากนั้นชายร่างใหญ่ที่ทำตัวเป็นผู้นำก็ลองเปิดประตูดู บานประตูขยับเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงราวกับถ้ำมืดมิดขนาดใหญ่อยู่ด้านใน

“เปิดไฟฉายกันสิ” ชายคนนั้นบอก “ผมอยากจะหาให้เจอว่าเสียงที่พวกเราได้ยินน่ะมันเสียงอะไร”

เขานำทางเข้าไปข้างในโดยใช้ไฟฉายของตนเอง คนอื่นๆเกาะกลุ่มตามเข้าไปติดๆ และไฟฉายอีกสามกระบอกก็ส่องสว่างเป็นทางท่ามกลางความมืด ขณะที่ชายเหล่านั้นเดินเข้าไป พีทกับบ็อบก็แอบตามหลังเข้าไปอย่างเงียบๆ

พวกเขาเข้าไปอยู่ในห้องโถงรับแขกขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง คนที่มีไฟฉายส่องมันไปรอบๆ ทำให้ทุกคนเห็นว่าผนังถูกบุไว้ด้วยผ้าไหมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีครีมและมีลวดลายแบบตะวันออก

มีบันไดอันสวยงามโค้งลงมาสู่ห้องโถงนั้น ชายคนหนึ่งส่องไฟฉายไปที่นั่น

“นั่นจะต้องเป็นที่ที่ผู้เฒ่าแมเธียส กรีนหล่นลงมาคอหักเมื่อห้าสิบปีที่แล้วแน่เลย” เขาบอก “ลองสูดกลิ่นบรรยากาศดูสิ สถานที่แห่งนี้น่ะถูกปิดไว้ตลอดช่วงห้าสิบปีเลยทีเดียว”

“เขาว่ากันว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านผีสิงนี่” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “แล้วผมก็เต็มใจเชื่อเลยละ ก็ได้แต่หวังว่าเราจะไม่เจอผีเข้า”

“เรายังหากันไปไม่ถึงไหนเลย” ชายร่างใหญ่พูด “เรามาเริ่มค้นหาที่ชั้นล่างก่อนก็แล้วกัน”

ชายเหล่านั้นสำรวจห้องขนาดใหญ่หลายห้องที่อยู่ชั้นล่างจนทั่วโดยที่ยังคงเดินเกาะกลุ่มกันอยู่ ห้องเหล่านั้นไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ มีฝุ่นจับอยู่ทุกหนทุกแห่ง ปีกด้านหนึ่งของตึกไม่มีผนังด้านหลังแล้ว เพราะช่างรื้อถอนได้เริ่มรื้อผนังตรงส่วนนั้นออกไปวันนี้เอง

ทุกคนไม่พบอะไรนอกจากห้องว่างเปล่าที่เกิดเสียงสะท้อนขณะที่พวกเขาเดินผ่านไปอย่างลังเลและพูดคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ พวกเขาลองเดินไปที่ปีกอีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์แห่งนั้น ในที่สุดก็มาถึงห้องที่ในอดีตน่าจะเคยเป็นห้องรับแขกขนาดใหญ่ มีเตาผิงที่สวยงามน่าประทับใจอยู่ทางด้านหนึ่งของห้อง และหน้าต่างบานสูงที่อีกด้านหนึ่ง ชายเหล่านั้นยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าเตาผิงอย่างไม่สบายใจนัก

“ที่เราทำนี่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลยนะ” ชายคนหนึ่งพูดเบาๆ “เราควรจะเรียกตำรวจ--”

“ชู้ววว์” อีกเสียงหนึ่งขัดจังหวะขึ้น ทุกคนตัวแข็งเงียบกริบ “ผมว่าผมได้ยินอะไรบางอย่าง” ชายคนที่สองกระซิบเสียงแผ่ว “อาจจะเป็นแค่เสียงสัตว์ตัวหนึ่ง ลองปิดไฟฉายกันให้หมดและดูซิว่ามีอะไรเคลื่อนไหวบ้างหรือเปล่า”

ไฟฉายทุกดวงดับพรึบลง ความมืดเข้าปกคลุมห้องนั้น จะมีก็แต่แสงจันทร์อันรางเลือนที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างสกปรกมอมแมม

ระหว่างนั้นใครคนหนึ่งก็พูดขึ้นด้วยเสียงละล่ำละลัก “ดูนั่นสิ! ตรงประตูนั่น!”

ทุกคนหันไป แล้วจึงเห็นสิ่งๆนั้น

มีร่างสีเขียวยืนอยู่ที่ประตูบานที่พวกเขาเดินผ่านเข้ามา ร่างนั้นดูเหมือนกับมีแสงเรืองๆออกมาเล็กน้อยราวกับเป็นแสงที่เปล่งออกมาจากข้างในตัว และสั่นไหวเล็กน้อยราวกับเป็นหมอกพลิ้วจางๆ แต่ขณะที่บ็อบจ้องดูสิ่งนั้นพร้อมกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาก็คิดว่าร่างนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้ชายในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียวที่กำลังปลิวสยาย

“ผี!” เสียงค่อนข้างเบาเสียงหนึ่งโพล่งขึ้นมา “ผีผู้เฒ่าแมเธียส กรีน!”

“เปิดไฟฉายให้หมด!” ชายร่างใหญ่รีบบอกทันที “ส่องไปทางนั้น!”

แต่ก่อนที่แสงไฟฉายจะสว่างขึ้น ร่างสีเขียวที่ราวกับหมอกก็เคลื่อนตัวไปตามผนัง และพุ่งตัวผ่านประตูที่เปิดอยู่ออกไป ร่างนั้นหายวับไปขณะที่ไฟฉายสามดวงส่องแสงตรงไปที่นั่น

“ฉันอยากจะให้ตอนนี้ฉันอยู่ที่อื่นเหลือเกิน” พีทกระซิบข้างหูบ็อบ “ตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงที่แล้วแล้วละ”

“อาจจะเป็นแสงวาบออกมาจากไฟหน้ารถยนต์ก็ได้นะ” ชายคนหนึ่งพูดเสียงหนักแน่น “ก็แค่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง มาเถอะ ลองไปดูที่ห้องโถงกัน”

พวกเขาต่างพากันเดินเอะอะเสียงดังออกไปยังห้องโถงแล้วส่องไฟฉายไปรอบๆอีกครั้ง ไม่มีอะไรให้เห็น จากนั้นใครคนหนึ่งก็แนะนำให้ปิดไฟฉายอีก รอคอยท่ามกลางความเงียบและความมืดอีกครั้ง สุนัขตัวเล็กที่ชายคนหนึ่งอุ้มอยู่ร้องครางออกมาเล็กน้อย

คราวนี้พีทมองเห็นร่างนั้น คนอื่นๆกำลังมองไปรอบๆ แต่เขาเผอิญมองขึ้นไปบนบันได และที่นั่นเอง ตรงชานพักกึ่งกลางบันได มีร่างสีเขียวนั้นปรากฏอยู่

“อยู่โน่นไง!” เขาตะโกน “บนบันได”

ทุกคนหันไป ต่างก็เห็นว่าร่างนั้นเคลื่อนตัวจากชานบันไดไปยังบริเวณชั้นสอง

“มาเถอะ!” ชายร่างใหญ่ตะโกน “คงมีใครเล่นตลกกับเราแน่ ตามเขาไปแล้วจับให้ได้!”

เขานำทางทุกคนขึ้นบันไดไป แต่เมื่อพวกเขามาถึงชั้นสอง ก็กลับไม่พบอะไรเลย

“ผมคิดอะไรออกอย่างหนึ่ง” บ็อบนั่นเองเป็นคนพูดขึ้น เขาได้ลองถามตัวเองดูว่าจูปิเตอร์ โจนส์จะทำอะไรถ้าอยู่ที่นี่ด้วย และเขาคิดว่าเขารู้

“ถ้ามีใครขึ้นบันไดมาก่อนพวกเรา” เขาบอกขณะที่ชายเหล่านั้นหันมาทางเขาและใครคนหนึ่งส่องไฟฉายมาที่หน้าของเขาจนเขาต้องหรี่ตา “เขาก็จะต้องทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นนี่ ถ้าเขาทิ้งรอยไว้ละก็ เราก็ตามเขาไปได้”

“เจ้าหนูพูดถูก” ชายที่อุ้มสุนัขร้องบอกเสียงดัง “เอาละพวกเรา ฉายไฟมาตรงนี้ บนพื้นทางเดินนี่ ตรงที่พวกเรายังไม่ได้ย่ำไป”

แสงจากไฟฉายสามกระบอกส่องลงไปบนพื้น มีฝุ่นจับอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่มีรอยเท้าอะไรเลย

“ไม่มีใครขึ้นมาที่นี่!” ผู้พูดมีน้ำเสียงงงงัน “ถ้างั้นพวกเราเห็นอะไรขึ้นบันไดนี่มาล่ะ”

ไม่มีใครตอบอะไรออกมา ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าคนอื่นๆกำลังคิดอะไรอยู่

“ลองปิดไฟฉายแล้วดูซิว่าเราจะเห็นมันอีกหรือเปล่า” มีเสียงหนึ่งแนะขึ้นมา

“ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” มีใครอีกคนหนึ่งพูดขึ้น แต่ทุกคนต่างเห็นพ้องกับชายคนแรก ถึงอย่างไรทั้งหมดก็มีกันอยู่แปดหรือเก้าคน นับรวมพีทและบ็อบด้วย และไม่มีใครอยากจะยอมรับว่าตัวเองกลัว

ทั้งหมดรออยู่ท่ามกลางความมืดที่หัวบันได

พีทและบ็อบกำลังจ้องตรงไปยังทางเดินบนชั้นสองนั้นตอนที่ใครบางคนกระซิบขึ้นอย่างฉับพลันทันใด

“ทางซ้าย!” เขาบอก “ตรงครึ่งทางนั่นไง”

ทุกคนหันขวับ แสงเรืองๆสีเขียวที่ซีดจางจนแทบจะมองไม่เห็นปรากฏอยู่ข้างๆช่องประตู ร่างนั้นค่อยๆปรากฏให้เห็นชัดขึ้น และขณะนี้แสงนั้นก็กลายเป็นรูปร่างมนุษย์ในชุดคลุมสีเขียวปลิวสยายราวกับชุดของชาวจีน

“อย่าทำให้มันกลัวนะ” ใครคนหนึ่งพูดเสียงเบา “ดูซิว่ามันทำอะไร”

พวกเขาต่างรออย่างนิ่งเงียบ

ร่างที่เหมือนผีนั้นเริ่มเคลื่อนไหว มันเคลื่อนตัวเลียบกับผนังไปตามทางจนถึงสุดทางเดิน จากนั้นก็เลี้ยวหรือไม่ก็ดูราวกับจะทำอย่างนั้น แล้วก็หายวับไป

“ตามมันไป คราวนี้ช้าๆนะ” ใครบางคนพูดเสียงเบาๆในลำคอ “มันไม่ได้พยายามจะหนีไป”

บ็อบพูดขึ้นอีกครั้ง “มาดูกันก่อนเถอะฮะว่ามีรอยเท้ารึเปล่า ก่อนที่จะไปตามทางเดินนี่” เขาแนะนำ

แสงไฟฉายสองดวงกระพริบเปิดขึ้นและส่องขึ้นๆลงๆไปตามทางทางเดินนั้น

“ไม่มีรอยเท้า!” เสียงของชายเสียงทุ้มต่ำคนนั้นฟังดูก้องเล็กน้อย “ไม่มีรอยเท้าแม้แต่รอยเดียวบนพื้นฝุ่น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันกำลังลอยอยู่ในอากาศ”

“ไหนๆก็มาไกลกันขนาดนี้แล้ว เราก็ควรจะต้องไปต่อ” ใครอีกคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างแน่วแน่ “ผมจะนำทางไปเอง”

ชายร่างใหญ่คนที่พูดสาวเท้าอาดๆไปตามทางเดิน คนอื่นๆเดินตามเขาไปจนถึงทางเลี้ยวซึ่งร่างสีเขียวนั้นเลี้ยวเข้าไปแล้วทุกคนจึงหยุดเดิน มีใครบางคนส่องไฟฉายไปตามทางเดินนั้น เห็นประตูเปิดอยู่สองบาน เลยประตูออกไปเป็นผนังเปล่าสุดทางเดิน

ทุกคนปิดไฟฉายรอ สักประเดี๋ยวก็เห็นร่างของวิญญาณสีเขียวค่อยๆเคลื่อนออกมาจากประตูที่เปิดอยู่บานหนึ่ง ขยับเลียบผนังไปตามทาง และหยุดลงที่ผนังว่างเปล่าซึ่งเป็นสุดทางเดิน จากนั้นก็หายตัวไปอย่างช้าๆ

บ็อบพูดถึงเรื่องนี้ภายหลังว่า ราวกับหายตัวผ่านผนังไป

และไม่มีรอยเท้าใดๆปรากฏอยู่บนพื้นฝุ่นเลย

เมื่อตำรวจมาตรวจสอบตามที่ผู้ชายกลุ่มนั้นโทร.แจ้ง ไม่ว่าผู้บังคับการเรย์โนลส์หรือบรรดาลูกน้องของเขาก็ไม่มีใครพบอะไรแม้แต่นิดเดียว ไม่มีร่องรอยของมนุษย์ปรากฏอยู่ในบ้าน ไม่มีคนได้รับบาดเจ็บ ไม่มีสัตว์ใดๆ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

ด้วยความที่ตนเองเป็นตำรวจ ผู้บังคับการเรย์โนลส์จึงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพยานเห็นเหตุการณ์ที่เชื่อถือได้แปดคนเห็นวิญญาณจริงๆ แถมยังได้ยินเสียงหวีดร้องของวิญญาณเสียด้วย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเชื่อ

ในคืนเดียวกันนั้นเอง มียามเฝ้าโกดังเก็บของแห่งหนึ่งแจ้งตำรวจว่าเขาเห็นวิญญาณสีเขียวที่ด้านหลังโกดังเก็บของขนาดใหญ่ และค่อยๆหายตัวไปเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งโทร.หาตำรวจด้วยความตื่นตระหนกแจ้งว่าเธอตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงร้องครวญคราง แล้วก็เห็นร่างสีเขียวยืนอยู่ที่ลานบ้านของเธอ แล้วร่างนั้นก็หายวับไปตอนที่เธอเปิดไฟ และยังมีคนขับรถบรรทุกสองคนซึ่งอยู่ที่ร้านอาหารที่ขายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงบอกว่าเห็นวิญญาณที่ข้างๆรถบรรทุกของเขา

ในที่สุดเมื่อผู้บังคับการเรย์โนลส์ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาดตระเวนสองนายว่าได้เห็นร่างๆหนึ่งที่สุสานกรีนฮิลส์ในรอกกีบีช เขาจึงรุดไปที่นั่นแล้วเข้าไปในสุสานทางประตูทางเข้าเหล็กบานใหญ่ และที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเขาตรงแผ่นศิลาเหนือหลุมศพก็คือร่างของวิญญาณสีเขียว เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้มันกลับเลื่อนตัวจมลงไปในพื้นดินแล้วหายวับไป

ผู้บังคับการส่องไฟฉายไปยังแผ่นศิลานั้น

เป็นป้ายศิลาหลุมศพของแมเธียส กรีนผู้โชคร้าย ซึ่งตกบันไดคอหักตายที่คฤหาสน์เก่าแก่เมื่อห้าสิบปีที่แล้วนั่นเอง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 3 เสียงกระซิบจากมัมมี่

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน