บทที่ 2

รูปภาพ

บทที่ 2

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 25 ธ.ค. 2008 4:37 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


เซรีน่าสวมกางเกงขาสั้นสีกากี คลานไปใต้เตียงเพื่อหารองเท้าสาน จากการคำนวณของเธอ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ซึ่งจะขึ้นฝั่งเข้าไปเที่ยวในเมืองนัสซอ คงลงจากเรือไปหมดแล้ว เธอคงไม่ต้องแออัดยัดเยียดกับแขก หรือเบียดแทรกไปกับพวกรถแท็กซี่และไกด์ที่มารออยู่แถวท่าเรือ นี่เป็นการเดินทางเที่ยวสุดท้ายของเธอ เซรีน่าจึงอยากจะไปเที่ยวด้วยตัวเองและเลือกซื้อของที่ระลึกไปฝากคนทางบ้าน เธอบ่นพึมเมื่อพบว่ารองเท้าไปอยู่สุดมุมอีกด้านหนึ่ง ทำให้ต้องคลานเข้าไปใต้เตียงอีก

“แกคิดว่าฉันจะเรียนรู้ความเป็นระเบียบหลังจากต้องอาศัยอยู่ในกล่องแคบๆแบบนี้จนครบปีงั้นรึ” เธอพึมพำและคลานกลับออกมา

ถ้าเธอนอนเหยียดตัวตรง เธอสามารถแตะผนังทั้งสองด้านของเคบินได้ ส่วนด้านข้าง เธอจะเหลือที่ว่างเพียงสองฟุต ข้างที่นอนเธอคือกระจกแต่งตัวบานเล็กๆที่ตรึงติดอยู่กับพื้นและช่องสำหรับใส่ของ เธอมักจะคิดเสมอว่า เธอโชคดีที่ไม่ได้เป็นโรคกลัวที่แคบ

หญิงสาวนั่งสวมรองเท้าบนพื้น ตรวจของที่อยู่ใน
กระเป๋าสะพายที่เธอจะเอาไปด้วย กระเป๋าเงินกับแว่นกันแดด มีอะไรที่ควรจะพกไปด้วยอีกไหมนะ หญิงสาวคิดพลางกระโดดลุกขึ้นยืนแต่ก็นึกไม่ออก แล้วเธอก็คิดว่าจะชวนเจ้ามือคนอื่นไปด้วยดีไหม แต่ก็เลิกความคิด เธอไม่อยู่ในอารมณ์ที่ดีนัก และคนที่ทำงานกับเธอมานานจะดูออกภายในเวลาอันสั้น และอาจคาดคั้นเหตุผลเอากับเธอ

สิ่งสุดท้ายที่เซรีน่าต้องการพูดถึงคือเรื่องจัสติน เบลด อันที่จริง เธอคิดเมื่อดึงหมวกเทนนิสสีกากีมาสวม สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการแม้แต่จะนึกถึงคือจัสติน เบลดกับดวงตาสีเขียวเย็นชาคู่นั้น ริมฝีปากที่ไร้รอยยิ้มและท่าทางอำมหิตที่ชวนมองของเขา

เมื่อเซรีน่ารู้ตัวว่าเธอกำลังคิดถึงเขา เธอจึงเดินออกจากเคบินด้วยอารมณ์ที่แย่มากกว่าเก่า อีกเพียงเก้าวันเท่านั้น หญิงสาวเตือนตัวเองขณะก้าวขึ้นบันไดแทนที่จะขึ้นลิฟต์ เธอสามารถทนอะไรก็ได้

หญิงสาวยิ้มเมื่อนึกถึงเซลล์แมนจากดีทรอยต์ที่คอยเกาะติดเธอตลอดการเดินทางเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีก่อน เขาตามหลอกหลอนเธอไปทุกโต๊ะที่เธอเป็นเจ้ามือ ถึงกับเดินตามเธอไปจนถึงที่พักและพยายามจะตื๊อเข้าไปในเคบินของเธอ เซรีน่ากำจัดเขาไปได้โดยบอกว่า คู่รักของเธอเป็นหัวหน้าช่างเครื่องชาวอิตาลีล่ำบึ้กมีกล้ามเป็นมัดๆ รอยยิ้มเธอจางหาย เธอไม่คิดว่าอุบายแบบนั้นจะใช้ได้ผลกับผู้ชายแบบจัสติน เบลด

เมื่อเดินขึ้นมาข้างบน พรมเก่าบางบนชั้นที่พักของลูกเรือถูกแทนที่ด้วยพรมสีทองและแดงที่ปูอยู่ทั่วส่วนอื่นของเรือ โคมไฟหรูหราให้แสงสว่างตามทางเดิน แทนที่จะเป็นโป๊ะแก้วแบบเรียบๆที่ชั้นล่าง เธอทักทายลูกเรือที่ยังทำงานอยู่บนเรือ

ผู้ชายสองคนประจำที่อยู่ตรงสะพานเดินเรือ คนหนึ่งสวมเครื่องแบบสีขาวสะอาดของต้นหน อีกคนอยู่ในชุดลำลองของลูกเรือ ทั้งคู่กำลังถกเถียงกันอย่างไม่จริงจังนักเหมือนเช่นเคย เซรีน่าสบตากับคนในชุดลำลองซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสันทนาการ เขาเป็นชาวอังกฤษร่างเล็กที่มีผมสีทรายและกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา เธอขยิบตาให้เขา และเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างชายทั้งสอง

“อะไรทำให้คุณสองคนมาอยู่เวรบนสะพานเรือด้วยกัน” เธอถามพร้อมกับแสร้งถอนใจ “ฉันสงสัยว่าคงต้องเล่นบทกรรมการอีกแล้ว คราวนี้เรื่องอะไรล่ะ”

“ร็อบบอกว่ามิสซิสเดวอลเทอร์ที่ดูหรูหราร่ำรวยคนนั้นเป็นหญิงม่ายสามีตาย” ชาวอังกฤษที่ชื่อแจ็คบอก “แต่ผมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หย่าร้างมากกว่า”

“ม่ายสามีตาย” ต้นหนย้ำ ยกมือกอดอก “หญิงม่ายผู้แสนสวยและร่ำรวย” เขายืนกราน

“มิสซิสเดวอลเทอร์หรือ” เซรีน่ารำพึง

“คนที่ตัวสูงๆ” แจ็คเริ่ม “ผมสีแดงสั้นๆ”

“หุ่นดี” ร็อบเสริม

“ชนชั้นกลาง” แจ็คเพิ่ม และหันมาพูดกับเซรีน่า “หน้าตาค่อนข้างกร้านโลก”

“อ๋อ รู้แล้วละ” เซรีน่าพูดช้าๆ พอจะนึกภาพของผู้หญิงที่เธอเห็นในคาสิโนเมื่อคืนก่อนออก “ม่ายหรือหย่าใช่ไหม” เธอถาม เคยชินกับการโต้แย้งของชายทั้งสอง “แล้วแหวนล่ะ”

“นั่นไงล่ะ” ร็อบรีบตอบ หันมายิ้มเย้ยเพื่อน “เธอสวมแหวน แม่ม่ายที่อาลัยสามีจะสวมแหวนกัน”

“ต้นหนสมองกลวงบางคนก็สวม” แจ็คชำเลืองมองแหวนบนนิ้วของร็อบ

“ประเด็นอยู่ที่ว่า” เซรีน่าขัดขึ้นก่อนที่ร็อบจะทันโต้ “เป็นแหวนประเภทไหน แหวนทองหรือแหวนเพชร”

“เพชรใหญ่เท่าไข่ไก่แน่ะ” ร็อบบอก ยิ้มเย้ยแจ็คอีกครั้ง “หล่อนต้องเป็นแม่ม่ายสามีตายที่รวยมากๆ”

“หย่า” เซรีน่าแย้ง ทำเอาความลำพองของเขาแตกโพละ “เสียใจด้วยนะ ร็อบ ถ้าเราดูจากความเป็นไปได้ นั่นคือคำตอบที่น่าจะเป็นมากที่สุด แหวนวงขนาดนั้นคงไม่สวมในเวลาที่โศกเศร้าหรอก” เธอตบแก้มเขาเบาๆอย่างปลอบโยน แล้วแกล้งทำความเคารพ “ขออนุญาตขึ้นบกค่ะ ท่าน”

“รีบไปเลย” เขาดันเธอ “ไปเตรียมซื้อเสื่อปูนอนได้เลย”

“คิดอยู่เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวหัวเราะ วิ่งลงไปตามบันไดเหล็กแคบๆ

อาทิตย์แผดแสงจ้า อากาศชื้นและอุ่นกำลังสบาย เซรีน่ายืนต่อรองกับเด็กสองสามคนที่มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวท่าเรือเพื่อขายสร้อยที่ทำจากหอยตัวเล็กๆพลางคิดว่าวันนี้ก็คงไม่ใช่วันที่เลวร้ายเสียทีเดียว เธอมีเวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อทำสิ่งที่ต้องการในเมืองท่องเที่ยวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของหมู่เกาะบาฮามาส์

“สามเหรียญฮะ” เด็กผิวดำตัวผอมบอก และชูสร้อยคอที่พาดไว้เต็มแขน เขาสวมเพียงกางเกงขาสั้น คอห้อยเหรียญที่เริ่มขึ้นสนิม เพื่อนของเขามีวิทยุเครื่องเล็กๆเสียบติดอยู่กับหู กำลังขยับเท้าไปตามจังหวะเร็กเก้

“แพงไป” เซรีน่าพูดอย่างอารมณ์ดี “เหรียญเดียวจ้ะ”

เด็กชายยิ้มกว้าง รู้ว่าเจอนักต่อรองตัวจริงเข้าให้แล้ว “โธ่ คุณผู้หญิงคนสวยครับ” เขาพูดเสียงสูง “ถ้าผมทำได้ ผมจะให้สร้อยคุณฟรีๆเพื่อแลกกับรอยยิ้มของคุณ แต่พ่อคงเฆี่ยนผมแน่”

เซรีน่าเลิกคิ้ว “ใช่ ฉันเห็นแล้วว่าเธอถูกทารุณแค่ไหน เหรียญกับยี่สิบห้าเซ็นต์”

“สองเหรียญครึ่ง ผมต้องเก็บหอยด้วยตัวเองและร้อยมันภายใต้แสงเทียนนะฮะ”

เซรีน่าหัวเราะพร้อมทั้งส่ายหน้า “อีกเดี๋ยวเธอคงบอกฉันว่า เธอต้องฝ่าดงฉลาม” เธอดักคอ

“ไม่มีฉลามอยู่แถวเกาะของเราหรอกครับ คุณผู้หญิง” เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ “สองเหรียญอเมริกันฮะ”

“เหรียญครึ่ง เพราะฉันชื่นชมจินตนาการของเธอ” เธอดึงกระเป๋าเงินออกมา หยิบเงินให้ เด็กชายรับเงินไปใส่กระเป๋าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“เพื่อคุณแล้ว คุณผู้หญิงคนสวย ผมจะยอมเสี่ยงกับการถูกเฆี่ยน”

เซรีน่าเลือกสร้อย หยิบเงินให้เขาอีกยี่สิบห้าเซ็นต์ “พ่อโจรตัวน้อย” เธอพึมพำเมื่อเด็กชายยิ้มกว้าง หญิงสาวเหวี่ยงกระเป๋าสะพายพาดไหล่ แล้วเดินจากมา

แล้วเธอก็เห็นจัสติน เขายืนอยู่คนเดียวบนท่าเรือเบื้องหลังเธอ เซรีน่าไม่ได้รู้สึกแปลกใจอย่างที่คิดว่าควรจะเป็น อย่างไรไม่ทราบได้เธอคิดอยู่แล้วว่าจะต้องพบเขา เขาสวมเสื้อยืดสีเบจซึ่งช่วยขับผิวเขาให้ใกล้เคียงกับสีทองแดง และกางเกงตัดขาสีซีดช่วยเน้นความแข็งแกร่งของต้นขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงจ้า แต่เขากลับไม่สวมแว่นหรือเครื่องป้องกันอื่นใด เขาเหมือนไม่ต้องการมัน ขณะที่เธอกำลังชั่งใจอยู่ว่าเธอควรจะเดินผ่านเขาไปหรือไม่ ชายหนุ่มก็เดินเข้ามาหา เขาเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ท่วงท่าเหมือนนายพราน เหมือนผู้ชายที่คุ้นเคยกับผืนทรายหรือผืนหญ้ามากกว่าพื้นยางมะตอย เธอคิดอย่างไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด

“อรุณสวัสดิ์ครับ” จัสตินจับมือเธอราวกับทั้งคู่นัดพบกัน

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เธอตอบเสียงเย็น ไม่ยอมทำให้เขาพอใจด้วยการกระตุกมือตัวเองออก “คุณไม่ได้ลงชื่อกับคณะท่องเที่ยวหรือคะ”

“ไม่ครับ ผมไม่นิยมให้ใครมาคอยชี้นำ” เขาเริ่มเดินเข้าเมืองโดยลากเซรีน่าติดไปด้วย

เธอพยายามกลืนคำพูดที่อยากจะระเบิดออกมาด้วยโทสะ พยายามพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เส้นทางท่องเที่ยวหลายแห่งคุ้มค่านะคะ มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้เห็นเกาะนี้ภายในเวลาสั้นๆที่เราเข้าเทียบท่า”

“คุณเคยมาที่นี่แล้วนี่” เขาพูดง่ายๆ “ทำไมคุณถึงไม่พาผมเที่ยวล่ะ”

“ฉันอยู่นอกเวลางานค่ะ” เซรีน่าบอก “และฉันกำลังจะไปซื้อของ”

“ดี ในเมื่อคุณเริ่มซื้อของแล้ว” เขามองสร้อยคอที่เธอถืออยู่ “คุณจะไปไหนต่อ”

พอกันที หมดเวลาที่จะทำตัวสุภาพกับเขาแล้ว “คุณจะช่วยไปให้พ้นได้ไหม วันนี้ฉันมีแผนที่จะใช้เวลาอย่างมีความสุข”

“ผมก็เหมือนกัน”

“โดยลำพัง” เธอพูดหนักแน่น

เขาหยุดเดินและหันมามองเธอ “เคยได้ยินเรื่องชาวอเมริกันที่ต้องอยู่ด้วยกันในต่างบ้านต่างเมืองบ้างไหม” เขาถาม ดึงสร้อยจากมือเธอมาบรรจงสวมลงบนคอของหญิงสาว

“ไม่” เธอหมุนตัวหนีเขา พยายามกลั้นยิ้มสุดความสามารถ

“ผมจะอธิบายให้คุณฟังระหว่างที่เรานั่งรถม้าไปด้วยกัน”

“นี่คุณ ฉันจะไปซื้อของนะ” เธอเตือนเมื่อเขาเริ่มพาเธอเดินตรงเข้าเมือง

“คุณจะได้ความคิดดีๆมากขึ้นว่าจะซื้อของที่ไหนดีหลังจากไปนั่งรถเล่น”

“จัสติน” เซรีน่าเดินตามให้ทันเขา เพราะมันดูดีกว่าการถูกลากไป “คุณเคยได้รับคำตอบว่า ไม่ บ้างไหม”

เขาทำท่าคิดก่อนสั่นหัว “เท่าที่จำได้ ไม่เคยมีนะ”

“ฉันไม่เชื่อหรอก” เธอว่า หยุดยืนจ้องหน้าเขา

“ตกลง งั้นลองวิธีนี้ดีกว่า ออกหัว เราไปนั่งรถเล่นกัน ออกก้อย คุณไปซื้อของได้” เขาล้วงกระเป๋าหยิบเหรียญออกมา

“คงจะมีหัวสองด้านละสิ” เซรีน่าขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“ผมไม่เคยโกง” จัสตินพูด ชูเหรียญและพลิกให้เธอดู

เธอจะปฏิเสธและเดินจากมาก็ได้ เซรีน่าคิด แต่เธอกลับพยักหน้า ในเมื่อแต้มต่อเท่ากัน จัสตินดีดเหรียญขึ้นไปอย่างชำนาญ คว้ามันไว้แล้วตบลงบนหลังมือ หัว เธอกะแล้วเชียวว่ามันจะต้องออกมาอีหรอบนี้

“อย่าพนันกับเจ้ามือ” เธอบ่นขณะขึ้นรถม้า

ขณะที่ม้าเดินกุบกับไปตามถนน เซรีน่าก็ตั้งใจว่าจะนิ่งเงียบปึ่งชาใส่เขา...แต่ก็ทำอยู่ได้แค่สามสิบวินาที เธอรู้จักตัวเองดี เธอยอมรับว่าถ้าเธอไม่ต้องการที่จะขึ้นมานั่งบนรถจริงๆ ใครก็มาบังคับเธอไม่ได้ ดังนั้นแทนที่จะนั่งเงียบ หญิงสาวกลับวางกระเป๋าใส่ของไว้กับพื้นรถ ไม่สนใจเสน่ห์ของถนนสองข้างทาง แต่หันมามองหน้าเพื่อนร่วมทางแทน

“บอกหน่อยสิคะ ว่าคุณกำลังทำอะไรของคุณกันแน่”

เขายกมือขึ้นพาดพนักพิง ใช้นิ้วมือไล้ผมเธอเล่น “ก็สนุกกับการนั่งรถม้าน่ะสิครับ”

“ตอบให้ดีๆหน่อยสิคะ จัสติน คุณอยากให้ฉันมาด้วย และคุณก็ได้ดังใจแล้ว หรือคุณอยากให้ฉันร้องกรี๊ดๆแล้วกระโดดลงจากรถ”

เขามองตาเธอด้วยความอยากรู้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นความชื่นชม ถ้าเธอคิดจะทำ เธอเอาจริงแน่ นิ้วเขาเลื่อนไปยังต้นคอเธอ “คุณอยากรู้อะไรล่ะ”

“คุณมาทำอะไรบนเซเลเบรชั่น” เซรีน่าถาม ล่องลอยไปกับความพอใจที่เกิดจากนิ้วมือของเขา “ท่าทางคุณไม่เหมือนผู้ชายที่จะมาพักผ่อนบนเรือ”

“เพื่อนผมคนหนึ่งแนะนำมา ผมเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข เขาเลยโน้มน้าวให้ผมมาจนได้” เขาไล้นิ้วกับต้นคอเธออีกครั้ง “แล้วคุณมาทำอะไรบนเซเลเบรชั่นล่ะ”

“แจกไพ่แบล็คแจ็ค”

เขาเลิกคิ้วกับคำตอบของเธอ “ทำไม”

“ฉันเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข” เธออดยิ้มไม่ได้

คนขับเริ่มสาธยายถึงสถานที่สำคัญของเกาะ แต่สังเกตว่าทั้งคู่ไม่สนใจอะไรนอกจากกันและกัน เขาจึงกระเดาะลิ้นกับม้า แล้วก็เงียบไป

“คุณมาจากไหนคะ” เซรีน่าถาม เริ่มต้นใหม่ “ฉันมีนิสัยชอบดูพื้นเพของคน แต่ฉันดูคุณไม่ออก”

จัสตินยิ้มอย่างเป็นปริศนา “ผมเดินทางไปเรื่อยๆ”

“ถิ่นฐานเดิมล่ะคะ” เธอคาดคั้น หรี่ตากับการเลี่ยงคำถาม

“เนวาดาครับ”

“เวกัส” เซรีน่าพยักหน้า “คุณคงวนเวียนอยู่ที่นั่น ฉันคิดว่ามันเป็นเมืองที่ดีสำหรับคนที่มีความสามารถที่ถูกทาง” เขาเพียงยักไหล่ เซรีน่ามองรูปหน้าด้านข้างของเขา “และนั่นคืออาชีพของคุณหรือคะ เล่นการพนันน่ะค่ะ”

จัสตินหันมาสบตาเธอ “ครับ ทำไมหรือ”

“เมื่อคืนนี้มีนักพนันเพียงสองคนที่โต๊ะ” เซรีน่ารำพึง “คุณ และผู้ชายจากเมืองจอร์เจีย แม้เขาจะเป็นแบบน้อยๆก็ตาม”

“แล้วคนอื่นล่ะ” เขาถามอย่างใคร่รู้

“ชาวเท็กซัสแค่ชอบเล่น เขาไม่ค่อยสนใจมันสักเท่าไหร่ คนผมบลอนด์จากนิวยอร์กคิดว่าตัวเองเป็นนักพนัน” รถม้าโยกตัวน้อยๆ เซรีน่ายิ้มบางๆ และเริ่มทำตัวตามสบาย “แต่ก็ไม่ค่อยจะตามไพ่หรือแต้มต่อ ซึ่งอาจจะจบลงด้วยการสูญเงินก้อนใหญ่ หรืออาจชนะเพราะโชคช่วย ผู้ชายอีกคนจากนิวยอร์กไม่รู้วิธีวางเดิมพัน คุณมีสมาธิ ซึ่งแยกนักพนันออกจากผู้เล่น”

“เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมาก” จัสตินยอมรับ เขี่ยแว่นกันแดดให้เลื่อนจากดั้งจมูกของเธอเพื่อมองตาหญิงสาว “แล้วคุณเล่นหรือเปล่า เซรีน่า”

“ขึ้นอยู่กับเกมและแต้มต่อ” เธอบอก ดันแว่นขึ้น “ฉันไม่ชอบการพ่ายแพ้” เธอรู้จากสายตาของเขาว่า ทั้งคู่ไม่ได้พูดถึงการเล่นไพ่ แต่พูดถึงเกมที่มีอันตรายมากกว่า

ชายหนุ่มยิ้ม เอนตัวกลับและชี้มือไปทางขวา “หาดที่นี่สวย”

“ค่ะ”

คนขับเริ่มบรรยายถึงความสวยงามของเกาะอีกครั้ง จนกระทั่งเขาพาผู้โดยสารกลับมายังจุดเริ่มต้น

ถนนเต็มไปด้วยผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ถือกล้องถ่ายรูปและหอบหิ้วของที่ซื้อมากันพะรุงพะรัง สองฟากถนนเป็นร้านเล็กๆ บางร้านเปิดประตูไว้ และตามหน้าต่างมีสินค้ามาโชว์เต็มไปหมด

“ขอบคุณค่ะ” เซรีน่าขยับตัวจะลงจากรถ แต่จัสตินจับเอวเธอยกลงจากรถ

เขายกร่างเธอไว้เหนือพื้นดินเป็นครู่ ขณะที่เธอคว้าไหล่เขาเพื่อพยุงตัว ชายหนุ่มแปลกใจกับร่างอันเบาหวิวของเธอ มันทำให้เขาพบว่าเสน่ห์ทางเพศของเธอปิดกั้นเขาออกจากความจริงที่ว่าเธอตัวเล็กเพียงใด เขาอ่อนโยนขึ้นเมื่อวางเธอลงบนพื้น

“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดหลังจากกระแอมในลำคอ “ขอให้สนุกนะคะ”

“ผมก็ตั้งใจเช่นนั้น” เขาบอก คว้าข้อมือเธออีก

“จัสติน...” เซรีน่าหายใจลึก ได้เวลาที่ต้องเด็ดขาดแล้ว ชั่วเวลาสั้นๆที่เขาเกาะกุมเธอเตือนให้เธอรู้ว่าตัวเองโง่เพียงใดที่มาปล่อยตัวตามสบายกับเขา แม้จะเพียงชั่วครู่ก็ตาม “ฉันนั่งรถม้ากับคุณแล้ว ตอนนี้ฉันจะไปซื้อของ”

“ดีครับ ผมจะไปกับคุณ”

“ฉันจะซื้อของที่ระลึกค่ะ จัสติน” เธอบอก “คุณรู้จักไหม พวกเสื้อยืดและของกระจุกกระจิก คุณจะเบื่อ”

“ผมไม่เคยเบื่อ”

“แต่คราวนี้ละก็ใช่” เธอบอกเมื่อเขาเริ่มเดินไปตามถนน นิ้วเขาประสานกับนิ้วของเธอ “ฉันรับรองได้”

“ที่เขี่ยบุหรี่ที่เขียนว่า ‘ขอต้อนรับสู่นัสซอ’ เป็นไง” เขาแนะ

เธอกลั้นหัวเราะ “ฉันจะเข้าร้านนี้” เซรีน่าบอก หยุดอยู่หน้าร้านแรกที่มาถึง ตัดสินใจว่าเธอจะเข้ามันทุกร้านจนกว่าจะทำให้เขาคลั่ง

เมื่อกระเป๋าเธอมีสร้อยคอรูปตัวโน้ต เสื้อยืดหลายตัว และกล่องที่ทำจากเปลือกหอย เซรีน่าก็ลืมไปแล้วว่าเธอกำลังพยายามจะกำจัดเขา เขาทำให้เธอหัวเราะ สำหรับผู้ชายที่เธอเคยบอกโดยสัญชาตญาณว่าเป็นคนรักสันโดษ จัสตินกลับเป็นเพื่อนร่วมทางที่เป็นกันเอง เซรีน่าไม่เพียงหายโกรธ เธอยังเลิกระแวดระวังในตัวเขาอีกด้วย

“ดูสิ!” หญิงสาวคว้ากะลามะพร้าวที่ตกแต่งเป็นใบหน้าที่กำลังยิ้ม

“สวยมาก” จัสตินยกขึ้นมาดู

“มันตลกต่างหาก ตาทึ่ม” เธอหัวเราะ พยายามดึงกระเป๋าเงินออกมา “และเหมาะกับพี่ชายฉันเป็นที่สุด เคนเป็นคนตลก...เอ้อ ก็ไม่ตลอดเวลาหรอก” เธอเสริมอย่างรอบคอบ

ตลาดเต็มไปด้วยคนและสินค้า แต่ก็ไม่พลุกพล่านจนเกินกว่าที่เธอจะแทรกตัวไปได้ หญิงสาวชี้กระเป๋าทอใบใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือหัว จัสตินหยิบลงมาให้เธอ

“มันใหญ่เกือบเท่าตัวคุณเลยนะนี่” เขาบอกเมื่อเธอรับมันไป

“ไม่ใช่สำหรับฉันหรอกค่ะ” เซรีน่าบอก ดูกระเป๋าอย่างละเอียด “แม่ของฉันชอบทำงานฝีมือ กระเป๋านี้คงเหมาะกับท่าน”

“ทำด้วยมือ” เซรีน่ามองหญิงผิวดำที่นั่งสูบยากล้องอยู่บนเก้าอี้โยก “ป้าทำเอง” นางตบที่อก “ไม่มีของทำในฮ่องกงขายในร้านของป้า”

“งานของป้าสวยมากค่ะ” เซรีน่าบอก แต่ดูเหมือนหญิงคนนั้นจะสนใจตัวเธอมากกว่ากระเป๋า

หญิงชาวเกาะยกพัดใบปาล์มอันใหญ่ขึ้น พยักหน้าก่อนโบกพัดในมือ เซรีน่ามองแหวนที่อยู่บนนิ้วทุกนิ้วของนางอย่างตื่นตาตื่นใจ “วันนี้คุณซื้ออะไรให้สาวน้อยที่น่ารักของคุณหรือยังคะ” นางถามจัสตินพลางยิ้มกว้างอวดฟันขาว

“ยังเลยครับ” จัสตินตอบก่อนเซรีน่าทันได้พูด “ป้าจะแนะนำอะไรล่ะ”

“จัสติน...”

“นี่ค่ะ” หญิงชราพูดแทรกเซรีน่า หันไปดึงเสื้อทูนิคตัวหลวมสีครีมขลิบด้วยแถบสีรุ้ง “พิเศษสุด” นางบอกจัสติน ส่งเสื้อให้เขา “มีสีม่วงตรงนี้ เหมือนตาผู้หญิงของคุณ”

“น้ำเงิน” เซรีน่าเริ่ม “และฉันไม่...”

“ไหนดูซิ” จัสตินชูเสื้อมาตรงหน้าเธอ หรี่ตามองอย่างพิเคราะห์ “ใช่ มันเหมาะกับคุณมาก”

“คืนนี้สวมมันเพื่อผู้ชายของคุณนะคะ” นางแนะนำและจัดแจงพับเสื้อใส่ถุง “เซ็กซี่มาก”

“เป็นความคิดที่วิเศษ” จัสตินเห็นด้วย เริ่มนับเงิน

“เดี๋ยวก่อน” เซรีน่ายกมือที่ถือกระเป๋าฟางถักใบใหญ่ชี้ไปที่เขา “เขาไม่ใช่ผู้ชายของฉัน”

“ไม่ใช่ผู้ชายของคุณ?” นางหัวเราะตัวโยนอยู่บนเก้าอี้จนมันส่งเสียงประท้วง “นี่เป็นผู้ชายของคุณอย่างแน่นอน คุณไม่สามารถหลอกลูกสาวคนที่เจ็ดของลูกสาวคนที่เจ็ดได้หรอก ไม่มีทาง คุณต้องการกระเป๋านี่ด้วยไหม”

“เอ้อ ฉัน...” เซรีน่ามองกระเป๋าราวกับไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในมือได้อย่างไร

“กระเป๋าด้วย” จัสตินนับเงินเพิ่ม “ขอบคุณครับ”

เงินหายเข้าไปในมือใหญ่โตของนาง “ขอให้เพลิดเพลินกับเกาะของเรา”

“นี่ เดี๋ยว...”

แต่จัสตินลากเธอออกมา “อย่าบังอาจไปเถียงกับลูกสาวคนที่เจ็ดของลูกสาวคนที่เจ็ดเชียวนะ เซรีน่า คุณไม่มีทางรู้หรอกว่านางจะสาปแช่งอะไรคุณ”

“เหลวไหล” เธอบอก แต่เหลือบมองข้ามไหล่อย่างหวาดระแวงไปทางหญิงคนขายที่กำลังนั่งโยกตัวอยู่อย่างสบายใจ “คุณจะมาซื้อเสื้อให้ฉันไม่ได้ จัสติน ฉันไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำไป”

“ผมรู้จักแล้วนี่”

“คุณไม่ควรจะซื้อ และไม่ควรจ่ายค่ากระเป๋าของแม่ให้ฉันด้วย”

“ของขวัญจากผมให้แม่ของคุณ”

เธอถอนใจ หยีตาเมื่อออกมาสู่แสงสว่าง “คุณนี่เป็นผู้ชายหัวดื้อจริงๆ”

“นั่นไง เห็นมั้ย คุณรู้จักผมดี” เขาขยับแว่นกันแดดลงมาให้เธอ “หิวไหม”

“ค่ะ” มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้ม “ค่ะ ฉันหิว”

เขาจ้องตาเธอขณะวนนิ้วในฝ่ามือเธอเล่นช้าๆ “ไปปิกนิกที่ชายหาดกันไหม”

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำเป็นไม่สนใจกับความรู้สึกเสียวซ่านที่แล่นวาบมาตามแขน หญิงสาวยักไหล่ “ถ้าคุณมีอาหาร รถ และเครื่องดื่มเย็นๆของชาวเกาะ ฉันอาจสนใจก็ได้”

“มีอะไรที่คุณอยากได้อีกมั้ย” จัสตินถาม ยืนพิงกระโปรงรถเมอร์ซีเดส

“เท่าที่คิดออกก็ไม่มีแล้ว”

“ตกลง งั้นไปกันได้” ชายหนุ่มดึงกุญแจออกจากกระเป๋า เดินไปเปิดประตูด้านคนนั่งให้

เซรีน่าจ้องหน้าเขา กระเป๋าใส่ของร่วงลงไปอยู่ปลายนิ้ว “คุณหมายความว่า รถคันนี้เป็นของคุณ!”

“เปล่าครับ รถนี่เช่ามา มีคูลเลอร์อยู่ท้ายรถ คุณชอบไก่เย็นไหม”

เขาเหวี่ยงถุงใส่ของไว้บนเบาะหลัง เซรีน่ายกมือเท้าสะโพก “คุณเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองได้อย่างน่าเกลียดที่สุด รู้ตัวบ้างมั้ย”

“แค่เล่นเมื่อได้เปรียบ” เขาบอกพร้อมกับเชยคางเธอขึ้น โน้มตัวลงจูบแผ่วเบาที่ปาก “แค่เล่นเมื่อได้เปรียบ” เขาย้ำ

เซรีน่านั่งลง ไม่แน่ใจว่าควรจะชื่นชมหรือเกลียดชังเขาดี “ฉันอยากจะรู้นักว่าเขาจะมีไพ่อะไรซ่อนไว้ในแขนเสื้ออีก” เธอพึมพำเมื่อเขาเดินอ้อมไปด้านคนขับ

หญิงสาวสังเกตว่าจัสตินขับรถในลักษณะเดียวกับที่เขาทำสิ่งอื่น เขาขับรถด้วยการควบคุมอย่างง่ายดาย ดูเขาจะชินกับการขับรถเลนซ้ายราวกับเขาขับอยู่เป็นประจำทุกวัน

ทั้งคู่ผ่านใต้ร่มใบของต้นอัลมอนด์ ข้างทางเป็นไร่องุ่นที่กำลังออกลูกเขียวสะพรั่ง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงในเดือนถัดไป เมื่อเข้าไปใกล้ทะเลก็เห็นไม้ดอกบนเกาะออกดอกสีแสดเต็มต้นโยกไหวอยู่ในสายลม เขาไม่พูดอะไร และเธอสังเกตว่าเขามีความสามารถที่จะอยู่ในความเงียบได้อย่างน่าชื่นชม มันไม่ช่วยปลอบประโลมให้เย็นใจ แต่กลับทำให้รู้สึกตื่นเต้น

ขณะที่ทั้งคู่ขับรถผ่านบ้านหลังงามของพวกเศรษฐีตรงไปยังชายหาดสาธารณะ เธอรู้สึกว่าการพักผ่อนที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้พบจากผู้ชายอย่างจัสติน เบลด แล้วเธอก็ตระหนักอย่างรวดเร็วในความจริงที่ว่า การพักผ่อนคือสิ่งที่เธอเองแทบจะไม่เคยมองหา

เซรีน่าขยับตัวบนเบาะ ละทิ้งเสน่ห์ของเมืองร้อนอย่างนัสซอเพื่อมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูคล้ายเหยี่ยวของจัสติน นักพนัน เธอครุ่นคิด คนรู้จักกันบนเรือ เซรีน่ามีประสบการณ์กับสองสิ่งนี้มากเกินกว่าที่จะเชื่อในความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและคงทน แต่เธอคิดว่าถ้าเธอระวังตัวให้ดี เธออาจสนุกกับการมีเขาเคียงข้างในเวลาไม่กี่วันข้างหน้า

จะมีอันตรายอะไรเล่าถ้าเธอจะทำความรู้จักเขาให้ดีกว่านี้ ใช้เวลาว่างของเธออยู่กับเขา เธอไม่เหมือนเพื่อนร่วมงานบางคนในคาสิโน ที่มัวตกหลุมรักกันเอง หรือมอบหัวใจให้กับผู้โดยสาร เพียงเพื่อจะมานั่งเศร้าและโดดเดี่ยวเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเก็บหัวใจตัวเองไว้ได้ถึงยี่สิบหกปี เธอคงไม่สูญเสียมันไปภายในเวลาสิบวันได้หรอกน่า...ใช่ไหมนะ? หญิงสาวพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง

จัสตินหันมามองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผีเสื้อบินว่อนอยู่แถวลำคอของเธอ เธอจะต้องระวังให้มาก หญิงสาวบอกตัวเอง ระวังให้เหมือนกับเธอกำลังเดินผ่านสนามระเบิด

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”

“คิดถึงกับระเบิดค่ะ” เธอตอบเขา “ระเบิดที่ถูกพรางไว้เป็นอย่างดี แต่อันตรายถึงตาย” เธอยิ้มให้เขา “เราจะกินกันหรือยังคะ ฉันหิวจนตาลายแล้วละ”

จัสตินจอดรถข้างทาง “ตรงนี้เป็นไง”

เซรีน่ามองออกไปยังหาดทรายสีขาวและทะเลสีฟ้าคราม “เยี่ยมค่ะ” เธอลงจากรถ สูดกลิ่นดอกไม้ กลิ่นทะเล และผืนทราย “ฉันไม่ค่อยได้ทำแบบนี้บ่อยนัก เวลาที่เรือเข้าเทียบท่าฉันมักจะนอน อ่านหนังสือ หรือไม่ก็อาบแดดบนดาดฟ้าเรือ ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเรือที่ฉันทำงานเข้าเทียบท่าที่เกาะนี้กี่ครั้งแล้ว”

“คุณไม่ได้ทำงานนี้เพื่อจะได้ท่องเที่ยวหรอกหรือ” เขาหยิบคูลเลอร์และผ้าออกจากท้ายรถ

“ไม่ค่ะ เป็นเพราะคนค่ะ ฉันต้องการดูว่ามีคนกี่ประเภทในโลกนี้” เซรีน่าถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสกับทรายอุ่นๆ “เรามีลูกเรือกว่าห้าร้อยคน และมีชาวอเมริกันเพียงสิบคน คุณจะประหลาดใจกับผู้คนหลากหลายที่ได้พบ มันเหมือนสหประชาชาติลอยน้ำ” เธอรับผ้าจากมือเขามาปูบนทราย “ฉันแจกไพ่ให้กับคนจากทุกทวีป” เธอนั่งขัดสมาธิตรงมุมผ้าด้านหนึ่ง “ฉันคงคิดถึงมัน”

“คิดถึงมัน?” จัสตินนั่งลงข้างเธอ “คุณกำลังจะลาออกหรือ”

เธอถอดหมวกไว้ข้างกายพลางสลัดผมไปด้านหลัง “มันถึงเวลาแล้วค่ะ ฉันอยากอยู่กับครอบครัวสักพัก ก่อนที่ฉันจะทำอย่างอื่นต่อไป”

“แล้วคิดไว้หรือยังครับ”

“ฉันกำลังคิดถึงโรงแรมคาสิโน” เธอเม้มปากครุ่นคิด มันเป็นโครงการที่เธอตั้งใจจะคุยกับพ่อเร็วๆนี้ พ่อรู้วิธีที่ดีที่สุดในการหาเงินทุนสำหรับซื้อที่ดินและตัวอาคาร

“คุณมีประสบการณ์แล้ว” จัสตินครุ่นคิด เชื่อว่าเธอกำลังคิดถึงการสมัครงานเป็นเจ้ามือแจกไพ่ “ข้อแตกต่างอย่างเดียวก็คือ คุณจะต้องแจกไพ่บนบก” ความคิดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในใจเขา แต่ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะรอก่อนที่จะพูดเรื่องนั้นกับเธอ “ครอบครัวคุณอยู่ไหนครับ”

“หืมม์! อ๋อ แมสซาชูเซทส์ค่ะ” เธอมองคูลเลอร์ “เลี้ยงอาหารฉันดีกว่า” เมื่อเขาเปิดฝาออก เธอสังเกตเห็นว่าผ้ากันเปื้อนและมีดเป็นของบนเรือ “คุณทำได้ยังไงกัน” เซรีน่าถาม “ห้องครัวมีกฎห้ามจัดกล่องปิกนิก”

“ผมติดสินบนพวกเขา” เขาพูดง่ายๆ หยิบขาไก่ส่งให้เธอ

“โอ” เธอกัดอย่างเอร็ดอร่อย “ความคิดดี คุณเอาเครื่องดื่มอะไรมาคะ”

แทนคำตอบ จัสตินดึงขวดและแก้วพลาสติกสองใบที่มีตราของเรือ “ไก่เป็นยังไงบ้างครับ”

“เยี่ยมค่ะ” เธอรับถ้วยใส่เครื่องดื่มสีชมพูที่เขาส่งมาให้ เป็นน้ำผลไม้ที่ผสมเหล้ารัมของเกาะนี้ “โอ๊ะ-โอ นี่มันเครื่องดื่มพิเศษของเซเลเบรชั่นนี่” เธอมองแก้วอย่างลังเล “ปกติฉันถือเป็นนโยบายที่จะไม่เฉียดกรายไปใกล้เครื่องดื่มพวกนี้”

“ตอนนี้คุณอยู่บนบกแล้วนะ” จัสตินเตือน หยิบชิ้นไก่จากคูเลอร์

“ค่ะ ใช่” เธอพึมพำ ชั่วขณะนั้นเธอให้ความสนใจกับไก่ในมือ และความสุขที่ไม่ต้องทำอะไรนอกจากเพลิดเพลินไปกับสายลมจากทะเล

“ผมนึกว่าชายหาดจะมีคนมากกว่านี้เสียอีก” จัสตินตั้งข้อสังเกต

“อืมม์” เซรีน่าพยักหน้า จิบเครื่องดื่มอีก “นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ซื้อของก็ไปกับพวกมัคคุเทศก์ หรือไม่ก็ไปดำน้ำที่อีกฟากของเกาะ และช่วงนี้ก็อยู่นอกฤดูท่องเที่ยวด้วย” เธอทิ้งกระดูกไก่ลงบนกระดาษเช็ดปาก “ในช่วงฤดูท่องเที่ยวจะพลุกพล่านกว่านี้ค่ะ แต่ก็ยังมีอย่างอื่นให้ดูและทำในนัสซอ นอกจากการว่ายน้ำและอาบแดด”

“ครับ” เขามองเธอปัดทรายออกจากต้นขา “เหมือนอย่างที่คนขับรถม้าพูด”

“ฉันแปลกใจที่คุณไม่ข้ามฟากไปยังคาสิโนบนเกาะพาราไดซ์”

“งั้นหรือ” เขาชะโงกตัวมาเล่นผมเธอ “มันไม่ใช่สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียวในเมืองนี้สักหน่อย”

จัสตินปัดไล้ริมฝีปากเขากับเธอ ตั้งใจจะจูบเธออย่างแผ่วเบา หยอกเย้า แต่ความตั้งใจของเขามลายไปกับรสที่อบอุ่นและอ่อนหวาน “ผมจะลืมได้อย่างไรว่าต้องการคุณมากแค่ไหน” เขาพึมพำพร้อมทั้งปิดเสียงพึมพำอู้อี้ของเธอด้วยจูบที่หนักหน่วง

ลิ้นเขาซอนไซ้เข้าระหว่างริมฝีปากที่เขาดันให้เผยอด้วยความเชี่ยวชาญ ชายหนุ่มกดตัวเธอลงกับผืนผ้า เซรีน่ารู้สึกถึงกล้ามเนื้อบนร่างกายเขาที่ทาบทับอยู่บนตัวเธอ หญิงสาวตั้งท่าจะปัดป้อง แต่แขนเธอกลับโอบอยู่รอบตัวเขา ดึงเขาเข้ามาใกล้มากขึ้น ริมฝีปากเธอค้นหา มันเคลื่อนไหวอย่างหิวกระหายอยู่กับปากเขา

แสงอาทิตย์รำไรผ่านใบปาล์มที่ทั้งคู่ทอดร่างอยู่ใต้ต้น กระทบกับเปลือกตาที่ปิดสนิทของหญิงสาว เป็นเพียงจุดสีแดงที่เต้นเร่าอยู่ตรงหน้า เขาจูบเธออย่างที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน จูบด้วยริมฝีปาก ฟัน และลิ้น ขบและดูดดื่ม เล้าโลมแล้วก็ครอบครอง ริมฝีปากทั้งคู่แนบสนิท ลิ้มรสที่วิเศษยิ่งกว่าเหล้ารัมที่เพิ่งดื่มไป

นกนางนวลบินออกสู่ทะเลพร้อมเสียงร้องโหยหวนยาวนานที่ทั้งคู่ไม่ได้ยิน และบินจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยอยู่ที่นั่น เมื่อจัสตินไล้มือไปตามแขนเธอ เซรีน่ารู้สึกถึงสัมผัสของเขาบนทุกตารางนิ้วของร่างกาย ทรวงอกเธอปวดร้าวจากสัมผัสนั้น ต้นขาเธอสั่นสะท้าน ปรารถนาให้จินตนาการนั้นเป็นจริง หญิงสาวครวญคราง บิดกายอยู่ใต้ร่างเขาอย่างเชิญชวน

จัสตินเคลื่อนริมฝีปากไปยังลำคอหญิงสาว เขาต้องการเธอ ต้องการสัมผัสผิวเนื้ออ่อนนุ่มของเธอที่กำลังร้อนผ่าวและชุ่มชื้นอยู่ใต้ฝ่ามือเขา ต้องการที่จะสัมผัสทุกส่วนโค้งและส่วนเว้า สัมผัสทุกจังหวะของชีพจร ลิ้มรสและสัมผัสจนกระทั่งทั้งคู่บ้าคลั่ง

ความปรารถนาจู่โจมเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเมื่อมือเธอเคลื่อนไปยังแผ่นหลังของเขา กดและนวดเบาๆในขณะที่เขาพยายามเตือนตัวเองว่า ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ตามลำพังในห้องที่มืดและเงียบสงัด จะมีผู้หญิงที่ทำให้เขาแทบบ้าได้ด้วยจูบเพียงจูบเดียวเชียวหรือ? เขาถามตัวเองพลางคิดว่า เธอจะพาเขาไปถึงไหนหนอ เมื่อเขาสามารถครอบครองเธอได้ทั้งหมด

ชายหนุ่มเคลื่อนริมฝีปากไปยังใบหูหญิงสาว “กลับไปกับผมตอนนี้นะ เซรีน่า” เขาไล้ใบหูเธอก่อนจะขบเบาๆ “ไปที่เคบินของผม ผมต้องการคุณ”

คำพูดของเขาดูเหมือนจะลอยเข้าไปในสติของหญิงสาว และเกือบจะล่องลอยออกไปก่อนที่ความหมายของคำพูดจะแทรกผ่านความปรารถนาของเธอ “ไม่ค่ะ” เธอได้ยินเสียงตัวเองเบาหวิว เซรีน่าพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “ไม่” เธอย้ำ ดิ้นรนออกจากอ้อมแขนเขา หญิงสาวลุกขึ้นนั่งกอดเข่าจนกระทั่งลมหายใจเป็นปกติ “ไม่ค่ะ” เธอพูดเป็นครั้งที่สาม “คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะ...ที่จะ...”

“ที่จะอะไร” จัสตินถาม ประคองดวงหน้าเธอไว้ในฝ่ามือ เบือนมันกลับมาหาเขา “ที่จะต้องการคุณ หรือที่จะแสดงให้คุณเห็นว่าคุณก็ต้องการผม?”

สายตาเขาไม่เยือกเย็น แต่เป็นประกายด้วยความโกรธ เซรีน่านึกถึงครั้งแรกที่ได้เห็นเขาและรู้สึกความอำมหิตในตัวเขา หญิงสาวข่มอาการสั่นสะท้าน ผลักมือเขาออก “ไม่ต้องมาบอกว่าฉันต้องการอะไร” เธอย้อน “ถ้าคุณกำลังมองหาความสำเริงสำราญเล็กๆน้อยๆแบบนี้ละก็ เชิญไปหาคนอื่น คุณจะได้ไม่มีปัญหาอะไร” เธอลุกขึ้นยืน เดินไปยังทะเลอย่างโกรธเคือง จัสตินคว้าแขนหญิงสาวไว้และหมุนตัวเธอกลับมา

“และคุณก็ไม่ต้องมาบอกผมว่าผมกำลังมองหาอะไรเหมือนกัน” เขาสั่งเสียงห้วน “คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ที่ไหน ผมอาจได้ตัวคุณบนหาดทรายตอนกลางวันแสกๆแบบนี้ก็ได้”

“งั้นเรอะ” เธอเชิดหน้า โมโหที่เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย “ถ้าคุณแน่ใจนักละก็ ทำไมไม่ทำซะเลยล่ะ”

“ธรรมดาแล้วผมชอบความเป็นส่วนตัว แต่ถ้าคุณคอยท้าทาย ผมอาจมีข้อยกเว้น”

“งั้นหมูก็คงบินได้” เธอพูดเสียงเย็นชาแล้วหันกลับไปทางทะเล หญิงสาวก้าวเท้าลงน้ำทะเล แต่จัสตินกระชากเธอกลับมาอีกครั้ง ชั่วขณะนั้นเธอคิดว่าเธอคำนวณพลาด ประกายโทสะในดวงตาเขาเป็นสิ่งที่เธอไม่ควรยั่วยุ แต่เธอเป็นคนที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น เมื่อจัสตินลากเธอเข้ามา หญิงสาวจึงด่าทอเขา

ชายหนุ่มอยากจะบดขยี้ปากที่ร้ายกาจนั้นอีกครั้ง ความปรารถนาและโกรธขึ้งพลุ่งพล่านอยู่ในกาย เขารู้ดีว่าถ้าเขายอมจำนนต่อความปรารถนา ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร ชายหนุ่มจึงอาศัยความโกรธมาช่วย จัสตินเหวี่ยงเธอลงไปนั่งจ้ำเบ้าอยู่กับน้ำทะเลตื้นๆ

เธอตกใจในทีแรก แล้วก็เปลี่ยนเป็นโกรธ “คุณ...คุณมันบ้า!” เธอลุกขึ้น โผเข้าหาเขาเพื่อจะแก้แค้น แต่เขาคว้าแขนเธอไว้ พร้อมทั้งยิ้มกว้าง

“คุณจะเชื่อไหมว่าเวลาโกรธคุณสวย”

การลงไปแช่น้ำไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของเธอเย็นลง “คุณจะต้องชดใช้เรื่องนี้ จัสติน เบลด” เมื่อแขนถูกยึดไว้ เธอจึงเตะเขา แต่ผลลัพธ์ก็คือ เธอลงไปแช่น้ำในอ้อมกอดของเขา “เอามือออกไปนะ คนบัดซบ!" เซรีน่าผลักเขา แต่กลับทำให้ตัวเองจมลงไปใต้น้ำ หญิงสาวทะลึ่งพรวดขึ้นมาสำลักน้ำ “ไม่มีใครที่รังแกคนของแมคเกรเกอร์แล้วจะหนีพ้น!”

ชายหนุ่มพยายามระวังไม่ให้ทั้งคู่จมน้ำ มือเขากระชับอยู่แถวทรวงอกเธอ สิ่งที่เขารับรู้ต่อมาคือ เขากำลังจูบเธออีกครั้ง ขณะที่ไล้มือไปตามเสื้อผ้าที่เปียกโชกของเธอ แม้เขาจะได้ยินเสียงเธอครางตอบสนอง แต่หญิงสาวยังคงดิ้นรน ทำให้ทั้งคู่จมน้ำลงไปอีก เขาลิ้มรสเกลือไปพร้อมๆกับริมฝีปากของเธอ ขาอ่อนหญิงสาวแนบชิดกับขาเขาเมื่อเขาพลิกตัวเธอขึ้นพอดีกับที่คลื่นลูกต่อไปโถมเข้ามา ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงเธอตะเกียกตะกายสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วแช่งชักเขาเป็นชุด แล้วคลื่นก็ผลักร่างทั้งสองเข้าหากัน พัดทรายและเปลือกหอยใต้ร่างพวกเขา ทั้งคู่นอนเกยกันอยู่บนหาดทราย ลำตัวครึ่งหนึ่งแช่อยู่ในน้ำ ต่างหายใจหอบ

“แมคเกรเกอร์?” เขาทวนคำทันที สั่นหัวอย่างแรง ทำให้หยดน้ำจากผมเขากระจายเข้าหน้าเธอเต็มเปา “เซรีน่า แมคเกรเกอร์?”

หญิงสาวเสยผมให้พ้นจากใบหน้า ร่างกายเธอสั่นสะท้านด้วยความโกรธระคนความปรารถนา “ใช่สิ และทันทีที่ฉันนึกคำด่าของพวกสกอตออก ฉันก็จะด่าใส่คุณอีก”

เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นสีหน้าเขาแสดงความแปลกใจอย่างที่สุด มันทำให้ความโกรธของเธอหายไปจนสิ้น เหลือไว้แต่ความงุนงง แล้วดวงตาเขาก็หรี่ลงเมื่อพิจารณาใบหน้าเธอ เธอยังคงหอบ เซรีน่าจ้องตอบเขา และยิ่งงุนงงหนักขึ้นเมื่อเห็นเขาค่อยๆยิ้ม จัสตินแนบหน้าผากกับเธอและหัวเราะในลำคอ แล้วก็ระเบิดออกมาเป็นเสียงหัวเราะดังลั่น

เสียงนั้นมีแรงดึงดูด และเมื่อรู้ตัวว่าเธอเริ่มตอบสนองต่อเสียงนั้น เซรีน่าจึงพุ่งความรู้สึกทั้งหมดไปยังทรายและเปลือกหอยที่ทิ่มแทงแผ่นหลังของเธอ “ตลกอะไรนัก” เธอตะคอก “ฉันเปียกไปทั้งตัว แถมยังเปรอะทรายไปหมด ผิวฉันก็คงถูกหอยขูดจนถลอกปอกเปิกหมดแล้ว แถมยังกินอาหารกลางวันไม่เสร็จอีก!”

ชายหนุ่มยังคงหัวเราะ เขาเงยหน้าขึ้นจูบเธอที่จมูก “ไว้ถามผมทีหลัง มาเถอะ ล้างทรายออกแล้วไปกินกันต่อ”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 1 เสี่ยงหัวใจ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน