บทที่ 1

รูปภาพ

บทที่ 1

โพสต์โดย Mini Demon เมื่อ พฤหัสฯ. 27 พ.ย. 2008 12:02 pm

ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต


“แกก็น่าจะรู้นะว่าคนที่ไฮแลนด์เขาแต่งตัวสวยหรูไปกินอาหารค่ำกัน”

แม็กกี้ แบร์ดขยับร่างอันอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่บนที่นั่งคนขับ กระชากเกียร์โครมคราม

ที่นั่งทุกข์ทรมานอยู่เงียบๆข้างๆหล่อนบนที่นั่งผู้โดยสารของรถเรโนลต์คือ อลิสัน เคอร์ หลานสาวของหล่อนเอง แม็กกี้ คุณน้าของอลิสันได้พร่ำบ่นมาตลอดไม่ยอมหยุดเกี่ยวกับความโทรมมะนังของหลานสาวตั้งแต่ออกจากบ้าน

อลิสันได้พยายามประท้วงแล้วว่า หากทราบล่วงหน้าว่าจะต้องไปรับประทานอาหารค่ำที่ปราสาททอมเมล หล่อนคงจะอาบน้ำสระผมแต่งผมใหม่ และอาจจะซื้อชุดใหม่ด้วย แต่ในเมื่อเป็นเสียเช่นนี้ ผมสีดำของหล่อนจึงมันย่องแฟบห้อยลีบติดศีรษะ และตัวหล่อนเองก็สวมเพียงกระโปรงสีกรมท่ากับเสื้อสีขาวเรียบๆเท่านั้น

ขณะที่แม็กกี้ แบร์ดปลุกปล้ำพารถไปยังปราสาททอมเมลด้วยการกระชากเกียร์และกระทืบเบรคไม่หยุดหย่อนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น อลิสันก็นั่งหมกมุ่นครุ่นคิดถึงโชคร้ายๆของตัว

ก่อนหน้านี้ชีวิตดูเหมือนจะมีหวังและมีความหมายขึ้นมาเมื่อแม็กกี้ แบร์ด น้องสาวของมารดามาหาที่โรงพยาบาลในบริสทอลซึ่งอลิสันกำลังรักษาตัวพักฟื้นจากมะเร็งปอดอยู่ พ่อแม่ของอลิสันเสียไปแล้วทั้งคู่ สมัยที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ หล่อนได้ยินเกี่ยวกับแม็กกี้ แบร์ดน้อยมาก เว้นแต่ว่า “เราไม่พูดถึงน้าแกหรอกจ้ะ ลูก และไม่อยากจะเกี่ยวข้องอะไรกับแกด้วย”

เมื่อคิดว่ากำลังจะตายแน่ อลิสันก็เขียนจดหมายถึงแม็กกี้ เพราะดูเหมือนแม็กกี้จะเป็นญาติเพียงผู้เดียวที่หลงเหลืออยู่ และควรจะมีคนอย่างน้อยหนึ่งคนจัดการกับงานศพ

แม็กกี้มาหาที่ห้องพักคนไข้ราวกับสายลมอุ่นๆ เปล่งรัศมีแห่งความเป็นแม่อย่างแรงกล้า หล่อนให้อลิสันมาพักฟื้นที่บ้านใหม่ของหล่อนที่ไฮแลนด์

ด้วยเหตุนี้ อลิสันจึงถูกพามายังบ้านแบบบังกะโลขนาดใหญ่บนเนินเขาของแม็กกี้ มองลงไปเห็นท้องทะเลเวิ้งว้าง บ้านนี้อยู่นอกหมู่บ้านลอคดูบ์ในซัทเธอร์แลนด์ ทางตอนเหนือสุดของสกอตแลนด์

สัปดาห์แรกผ่านไปอย่างน่าอภิรมย์ บังกะโลแห่งนี้ปูพรมมากไป อบอุ่นมากเกินไป และมีเครื่องเรือนตกแต่งมากเกินไป แต่แม่บ้านผู้มีประสิทธิภาพ...หรือสมัยโบราณคงจะเรียกว่าสาวใช้สารพัดประโยชน์...ซึ่งมาจากหมู่บ้านนั้น ได้มาทำความสะอาดและทำอาหารให้ทุกๆวัน แม่บ้านผู้ทรงคุณค่าผู้นี้มีนามว่ามิสซิสทอดด์ และถึงแม้ว่าอลิสันจะอายุสามสิบเอ็ดแล้ว มิสซิสทอดด์ก็ยังทำราวกับหล่อนเป็นเด็กเล็กๆ และทำเค้กให้รับประทานกับน้ำชายามบ่ายเป็นพิเศษทุกๆวัน

เมื่อถึงสัปดาห์ที่สอง อลิสันก็อยากจะออกไปจากบ้านบ้าง ตัวแม็กกี้เองลงไปซื้อของที่หมู่บ้าน แต่ไม่เคยยอมพาอลิสันไปด้วยเลย

ไม่ช้าไม่นาน ความอบอุ่นแบบแม่ก็หายไป แทนที่ด้วยการบ่นว่าจิกด่าไม่เว้นวาย อลิสันนั้นยังรู้สึกอ่อนแอ งวยงง และปราศจากความกล้าหาญใดๆอยู่ เพราะเพิ่งจะหนีพ้นความตายมาใหม่ๆ จึงไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับผู้เป็นน้าได้ จำต้องทนการสบประมาทที่เพิ่มทวีขึ้นทุกวันอย่างเงียบๆ

และแล้ว ก็มีการเชิญไปรับประทานอาหารค่ำจากครอบครัวฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์ เจ้าของที่ดินในท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในปราสาททอมเมลสุดฟากอีกด้านของหมู่บ้าน แม็กกี้ไม่ได้บอกเกี่ยวกับเรื่องงานเลี้ยงอาหารค่ำจนกระทั่งนาทีสุดท้าย ผมของอลิสันถึงได้ลีบตูบ เสื้อผ้าถึงได้เรียบเชยเช่นนี้

แม็กกี้กระชากเกียร์อีกเมื่อรถวิ่งขึ้นเนินชัน อลิสันนิ่วหน้า ช่างโหดกับรถอะไรอย่างนี้! ถ้าหล่อนขับรถได้ก็ดีสิ! โอ คงจะดีมิใช่น้อยหากจะได้ห้อรถไปตามภูเขาอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องอบสุกอยู่ในคุกที่มีระบบทำความร้อนอันเป็นบังกะโลของแม็กกี้

แน่นอนละ อลิสันจะไปจากที่นี่และหางานทำที่ไหนก็ได้ แต่หมอบอกให้พักผ่อนสบายๆอย่างน้อยหกเดือน และหล่อนเองก็รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรงแม้กระทั่งจะพยายามหนีไปจากแม็กกี้ หล่อนกลัวว่ามะเร็งจะกลับมาหาอีก

ใครต่อใครก็พูดได้สิว่า สมัยนี้มะเร็งน่ะไม่ใช่โรคร้ายถึงขั้นตายแล้ว แต่หมอได้ตัดเอาปอดของอลิสันไปตั้งส่วนหนึ่งแน่ะ หล่อนรู้สึกได้ทุกๆวันเลยละ นึกเห็นภาพข้างในอกมีช่องกลวงขนาดใหญ่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทุกๆวันเลยที่หล่อนโหยหาอยากบุหรี่ และมักจะไม่ยอมเชื่อว่าการสูบบุหรี่วันละสี่สิบมวนนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ล้มป่วย

แม็กกี้หมุนพวงมาลัยขวับ พารถสีแดงคันเล็กๆเข้าสู่ระหว่างเสารั้วสูงใหญ่ และขับไปตามทางรถที่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

อลิสันทำใจให้กล้าหาญ คนพวกนี้เป็นอย่างไรบ้างนะ


พริสซิลล่า ฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์เขี่ยอาหารไปรอบๆจาน นึกอยากให้ค่ำคืนนี้สิ้นสุดลงเสียที หล่อนไม่ชอบแม็กกี้ แบร์ด ซึ่งแวววาวมหึมาอยู่ในชุดตัวยาวตรงสีเขียวทองอร่าม และกำลังรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย เสียงของหล่อนนั้นไพเราะเพราะพริ้งบอกความรู้อันกว้างขวางขณะที่เจื้อยแจ้วคุยกับท่านนายพันฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์เกี่ยวกับพวกลักลอบล่าสัตว์ตกปลา มีแต่อลิสันเท่านั้นที่ทราบว่าแม็กกี้มีความสามารถในการแสดงว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสารพัด ทั้งที่จริงๆแล้วรู้น้อยมาก

ฉันดูไม่ค่อยออกเลยว่าหล่อนเป็นอย่างไร พริสซิลล่าคิดในใจ หล่อนเป็นผู้หญิงตัวอ้วนมหึมาเชียวละ และค่อนข้างร้ายต่อแม่หลานสาวตัวน้อยๆมาก แต่แด๊ดดี้กลับวางมาดหรูหราโอ่อ่าราวกับขุนนางสมัยเอ็ดวอร์เดี้ยนโน่นแน่ะ ดูท่านจะชื่นชอบหล่อนเอามากๆ

หล่อนมองไปทางอลิสันอีก อลิสัน เคอร์เป็นเด็กผอมๆ...เอาเถอะ...แม้ว่าอายุจะสามสิบกว่าแล้ว แต่ยากที่จะมองร่างผอมๆบางๆแบบนี้ว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วได้ หล่อนสวมแว่นขอบกระหนาเตอะ ผมสีดำตกลงมาปรกใบหน้าส่วนใหญ่ ผิวหล่อนดีมาก ขาวมากๆ จนเกือบจะโปร่งใสเลยทีเดียว

พริสซิลล่ายิ้มให้อลิสันซึ่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าใส่แล้วก้มลงมองจานตัวเอง

พริสซิลล่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อลิสันชิงชังเลยละ หล่อนสวยงามอย่างเย็นๆ สง่ามีมาด ผมสีทองอ่อนๆเป็นเงาอร่ามไว้เป็นทรงเรียบๆ ไอ้ชุดผ้าไหมสีแดงสดแขนระบายแบบสเปนนี่คงแพงเป็นบ้า เสียงของหล่อนหรือก็มีเสน่ห์ ระรื่นหู บ่งบอกว่าอารมณ์ดี

ฉันคงจะมีเสน่ห์และเสียงรื่นหูอารมณ์ดีด้วยเหมือนกันแหละถ้าฉันได้อยู่ในปราสาทและมีพ่อแม่ที่คอยประคบประหงมเอาใจ อลิสันคิดอย่างขมขื่น ฉันรู้นะว่ารอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไร หล่อนสมเพชฉัน อียายผีทะเล

“คุณจะเห็นว่าอยู่ในไฮแลนด์อย่างนี้คุณต้องขับรถมากเชียวละ มิสซิสแบร์ด” ท่านนายพันกล่าว

แม็กกี้ถอนหายใจเฮือก แล้วชม้ายมองเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกายแพรวพราว

“จริงๆด้วยค่ะ” หล่อนเห็นด้วย “ฉันละขับรถเข้าออกเข้าออกหมู่บ้านยังกะกางเกงในของสาวโคมแดงแน่ะ”

เงียบงันกันไป มิสซิสฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์อ้าปากเล็กน้อย แล้วปิดมันลงอีก และแล้ว ท่านนายพันก็หัวเราะอย่างเอาใจ

“นั่นมันลอนดอน” ท่านว่า “ที่นี่ไม่มีร้านของชำชาวเอเชียทุกหัวทุ่งหรอก คุณจะต้องจดรายการข้าวของที่ต้องการเอาไว้รู้ไหม มันเป็นไปได้มากเลยที่จะซื้อของเพียงครั้งเดียวสำหรับหนึ่งอาทิตย์ แม่บ้านของคุณไม่ได้เป็นคนไปซื้อของหรือ”

“ฉันชอบซื้อเองค่ะ” แม็กกี้บอก สวมบทบาทสุภาพสตรีชาวชนบทอีกครั้ง “ฉันชอบของที่ดีที่สุด แต่ลอคดูบ์นี่ค่อนข้างจะจำกัดนะคะ ฉันว่าชาวบ้านคงต้องกินแต่ปลาชิ้นๆทอด”

“คุณควรจะไปอินเวอร์เนสนะคะ ซื้อของที่นั่นมาตุนเอาไว้” มิสซิสฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์แนะนำ “เดี๋ยวนี้ที่นั่นมีทุกอย่างเลยละค่ะ เจริญขึ้นเยอะ และขยายตัวออกทุกๆวัน ฉันยังจำได้เลยว่าเมื่อไม่นานมานี้เองที่มันเคยเป็นเมืองเล็กๆซึมเซา เขาต้อนวัวไฮแลนด์ผ่านถนนเมนได้เลยด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้มีแต่รถ รถ รถ”

“และอาชญากรรมก็เพิ่มขึ้น” ท่านนายพันเสริม “ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้พวกหน้าโง่ที่สแตรธเบนนี่คิดยังไงกันถึงได้ปล่อยให้เราไม่มีตำรวจได้”

“แล้วเฮมิชล่ะ!” พริสซิลล่าร้อง “แด๊ดดี้ไม่เห็นบอกหนูเลย” หล่อนยิ้มให้อลิสัน “ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อคืนนี้เองค่ะ ยังไม่ได้ติดตามข่าวท้องถิ่นเลย เฮมิชไปแล้วหรือ ไปไหนล่ะคะ”

“พวกนั้นปิดสถานีตำรวจ และเอาเจ้าหลังยาวนั่นไปสแตรธเบนแล้ว” คุณพ่อบอก “แปลกนะ พ่อไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าแมคเบธจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่พอเจ้านี่ไปก็ดันมีคนเอาแหมาหว่านจับปลาแซลมอนในแม่น้ำเสียฉิบ อย่างน้อยเจ้าแมคเบธก็หาทางยับยั้งได้ เพียงแต่ไม่เคยจับใครจริงๆเท่านั้นแหละ”

“อย่างนี้ก็แย่สิคะ” พริสซิลล่าอุทาน “เสียเฮมิชไปนี่เท่ากับเป็นการสูญเสียอย่างร้ายแรงของหมู่บ้านเลยนะ”

“ฮึ แกก็ต้องคิดอย่างนั้นสิ” คุณพ่อพูดเสียงฉุนเฉียว

อะฮ้า! มาดเยือกเย็นของแม่พริสซิลล่าสั่นสะเทือนเสียแล้ว อลิสันคิดในใจ ฉันนึกสงสัยเสียแล้วสิ ท่าทางแม่ลูกสาวของปราสาทนี่คงจะหลงรักกับนายตำรวจของหมู่บ้านซะแล้ว

แม็กกี้มีสีหน้าขบขัน “ถ้าต้องการเขากลับคืนมา” หล่อนบอก “ก็แค่ก่อสถานการณ์ในหมู่บ้านขึ้นเท่านั้นเอง”

หล่อนชม้ายตาใส่ท่านนายพันอย่างชมดชม้อย

พริสซิลล่ามองหล่อนแล้วก็คิดว่า เหมือนกับว่ามีความงามถูกกักกั้นอยู่ภายใต้ไขมันหลายต่อหลายชั้นนั่นอย่างไรอย่างนั้น

แต่พูดออกมาดังๆว่า “เป็นความคิดที่ดีค่ะ ทำไมเราถึงไม่นัดประชุมเสียเลยล่ะ เอาเรื่องนี้ให้ชาวบ้านตัดสินใจกันเอง”

ท่านนายพันขยับจะประท้วง แต่คำแนะนำนี้ทำให้แม็กกี้บังเกิดจินตนาการขึ้นมา หล่อนวาดภาพให้ตัวเองเป็นผู้นำของสมาคมหมู่บ้านไฮแลนด์แล้วชอบเชียวละ

“ฉันจะจัดการให้ก็ได้นะคะ” หล่อนเสนอ “อลิสันช่วยได้ด้วย หรือไม่ก็พยายามช่วย แกไม่ค่อยได้เรื่องหรอก เราจะประชุมกันเมื่อไรดีล่ะคะ”

“วันเสาร์นี้เลยเป็นไง” พริสซิลล่าถาม

“ลูกคงไม่ได้หมายความว่าจะให้ชาวบ้านประกอบอาชญากรรมเพื่อเอาเฮมิชกลับมาละมัง!” มิสซิสฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์ร้อง

“เราต้องทำอะไรสักอย่างละค่ะ” พริสซิลล่าบอก “เราจะเอาไปบอกชาวบ้าน แล้วให้ออกเสียงกัน”

“ออกเสียงเรื่องอะไร” คุณพ่ออยากจะรู้

“เกี่ยวกับอะไรก็ได้ค่ะที่มีการเสนอขึ้นมา” พริสซิลล่าตอบคลุมเครือ “แด๊ดดี้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรอกค่ะ หนูแน่ใจว่าหนูกับมิสซิสแบร์ดจัดการเองได้ทุกอย่าง”

อลิสันเริ่มคาดเดาต่างๆนานาเกี่ยวกับนายตำรวจคนนี้ เขาคงต้องพิเศษมากเชียวละถึงดึงดูดสาวงามพริสซิลล่าผู้เย็นเยือกได้

สมองหล่อนเลื่อนเปื้อนเข้าสู่โลกแห่งความฝัน เฮมิช แมคเบธผู้นี้คงจะตัวสูง ผิวขาว และหล่อเหลาอย่างภาพวาดของเจ้าชายชาร์ลีผู้งดงามซึ่งสถิตย์อยู่บนกล่องคุกกี้สมัยเก่าละมัง หากหล่อนช่วยเอาเขากลับมา และสามารถทำได้ดีกว่าพริสซิลล่าล่ะ เขาคงจะหลงรักหล่อน หมายถึงหล่อนอลิสันนะ และพาหล่อนไปจากแม็กกี้ ทิ้งพริสซิลล่าไว้กับความคิดที่ว่า เสน่ห์ภายในของอลิสันนั้นมีความสำคัญต่อผู้ชายมากกว่าความงามภายนอกแบบฉาบฉวยที่เห็นได้ทั่วไป

หน้ายายนี่ไม่มีคุณลักษณะดีเด่นอะไรเล้ย อลิสันคิดในใจขณะที่หลุบตาต่ำลอบมองพริสซิลล่าเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง

ในที่สุดค่ำคืนนั้นก็จบลง แม็กกี้ถูกพ่อบ้านห่อหุ้มเสื้อโค้ตขนมิงค์ตัวมหึมาให้ หวังว่าแมคเบธคนนี้คงจะไม่บ้าพิทักษ์สัตว์นะ อลิสันคิดอย่างร้ายๆ เสื้อโค้ตตัวนี้คงทำมาจากตัวมิงค์ทั้งฟาร์มเลยทีเดียวเชียว

ขณะที่แม็กกี้กำลังจะออกไปนั้น จู่ๆท่านนายพันก็ชะโงกหน้ามาจุมพิตที่แก้ม หล่อนยิ้มให้อย่างสะดีดสะดิ้ง ท่านนายพันยืดอกให้ขยายออกในท่าเบ่งราวกับพ่อไก่แจ้ก็ไม่ปาน

ว้าย ตายละ พริสซิลล่าคิดในใจ แด๊ดดี้ไม่น่าจะทำตัวโง่เง่าแบบนี้เลย

หล่อนไม่ทราบว่าความโอ่อ่าที่ผิดที่ผิดทางของบิดานั้น คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่างๆอันจะนำไปสู่ฆาตกรรม


แม็กกี้กำลังอารมณ์ดีขณะขับรถฝ่าทิวทัศน์แบบฤดูหนาวไปท่ามกลางดวงดาวแห่งซัทเธอร์แลนด์ที่ทอแสงเจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า หล่อนยังดึงความสนใจของผู้ชายได้อยู่ และหากว่าหล่อนสามารถดึงดูดใจชายได้ทั้งๆที่เป็นเช่นนี้...คือท้วมๆน่ะ... คิดดูก็แล้วกันว่าหล่อนจะสามารถทำอะไรได้บ้างหากหุ่นดีกว่านี้

มันเป็นความผิดของเจ้าบ๋อยเฮงซวยนั่นแท้ๆเชียว แม็กกี้คิดในใจ แม็กกี้ แบร์ดหาเงินได้มากมายในระหว่างที่มีอาชีพอยู่ หล่อนสามารถเอาตัวออกห่างจากการหากินตามข้างถนนได้ แต่งงานและหย่าร้างสองครั้ง แต่ระหว่างนั้นหล่อนมีอาชีพในการเป็นอนุภรรยาของผู้ชายที่มั่งคั่งมากมายหลายคน บางครั้งบางคราวอาจจะไขว้เขวไปหาพวกที่ยากจนกว่าบ้างเพื่อความสำราญเป็นการส่วนตัว

ก็เหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เสพติดอาหารนั่นแหละ หล่อนนั้นมีความหิวกระหายเซ็กซ์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว แต่หล่อนต่างจากเพื่อนร่วมอาชีพตรงที่หล่อนเก็บหอมรอมริบเงินที่หามาได้ ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และลงทุนอย่างฉลาดเฉลียว

ตอนนั้นแหละที่เกิดเรื่อง หล่อนติดใจบ๋อยชาวกรีกคนหนึ่งเพราะชอบผิวที่คล้ำและหน้าตาคมเข้ม เลยรับเข้ามาอยู่ด้วย แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หล่อนตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น และเมื่อพบว่าเขายักยอกเงินของหล่อนเพื่อเก็บไว้แต่งงานกับสาวผมบลอนด์อ่อนเยาว์จากสเตพนีย์ หล่อนก็รู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างไรอย่างนั้น

หล่อนซื้อบังกะโลในไฮแลนด์เพื่อมาพักเลียแผล ปล่อยให้ผมที่ย้อมกัดสียาวออกจนเห็นผมสีน้ำตาลดั้งเดิมประปรายด้วยสีเทา น้ำหนักขึ้นไม่รู้กี่ปอนด์ต่อกี่ปอนด์ สวมชุดผ้าสักหลาดที่แข็งๆไม่สวยเลย ประกบด้วยหมวกสักหลาดและเสื้อโค้ตกันน้ำ กับรองเท้าทรงธรรมดาๆ ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเป็นสุภาพสตรีชาวสกอต ราวกับว่าจะซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้เบื้องใต้สารพัดชั้นของไขมันและเสื้อผ้าแบบชนบท

การพาอลิสันออกจากโรงพยาบาลนั้นทำให้รู้สึกดีอยู่ชั่วคราว จนกระทั่งหายเห่อ ตอนนี้ ความเจ็บปวดที่ถูกเจ้าบ๋อยหักหลังเอาก็ซีดจางลงไปด้วยเช่นกัน

“อีแก่นี่ก็ยังมีชีวิตเหลืออยู่หรอกนะ” หล่อนพูดอย่างร่าเริง

“น้าหมายถึงรถหรือคะ” อลิสันถาม

“ฉันย่ะ ยายงั่ง ไม่ใช่ไอ้ขยะสัปรังเคนี่”

“มันน่ารักออก” อลิสันแย้งอย่างหวั่นๆ “คุณน้าคะ...”

“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกฉันอย่างนั้น” แม็กกี้แว้ดใส่

“โทษทีค่ะ...แม็กกี้ เอ้อ แม็กกี้คะ หนูจะขอไปเรียนขับรถได้ไหมคะ หนูจะได้ไปซื้อของให้ได้ไงคะ”

“ฉันมีเรื่องที่จะทำกับเงินของฉันมากกว่าจะให้แกผลาญเป็นค่าเรียนขับรถ” แม็กกี้ว่า “ท่านนายพันนั่นเข้าท่าเป็นบ้า อียายเมียดูซีดยังกะปลาสำลักน้ำแน่ะ แล้วยายลูกสาวนั่น! ไม่มีอะไรเด่นเล้ย”

“จริงด้วยค่ะ”

อลิสันเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น แล้วผู้หญิงทั้งสองก็ช่วยกันรุมทึ้งพริสซิลล่าราวกับแร้งลง กลับถึงบ้านอย่างพึงพอใจในกันและกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์


ไฮแลนดส์แห่งสกอตแลนด์มีเมืองและหมู่บ้านสวยๆงามๆมากมายหลายแห่ง แต่สแตรธเบนหาได้เป็นหนึ่งในเมืองอันงดงามเหล่านั้นไม่ ครั้งหนึ่งมันเคยสวยเหมือนกัน แต่ได้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขนาดเบาในช่วงต้น 1950 ทำให้ผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาจากเมืองอื่นๆ หมู่บ้านน่าเกลียดถูกสร้างขึ้นโดยทั่ว มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสีจัดจ้านไร้รสนิยม ดิสโก้เทค ไวน์บาร์ และเศรษฐกิจที่เบ่งบานราวกับดอกเห็ดก็ได้นำเอาอาชญากรรมและยาเสพติดมายังสแตรธเบนด้วย

พลตำรวจเฮมิช แมคเบธออกจากโรงเก็บสุนัขอย่างเศร้าๆ เจ้าเทาเซอร์ สุนัขของเขาถูกเก็บเอาไว้ในนั้น คืนนี้เขาไม่ต้องอยู่เวร เขาเบื่อหน่าย หงอยเหงา เกลียดสแตรธเบน เกลียดสารวัตรนักสืบแบลร์เข้ากระดูกดำที่ย้ายเขาออกจากลอคดูบ์

เขาเอือมระอากับพวกเด็กวัยรุ่นเยาวชนแห่งสแตรธเบนเต็มที เบื่อหน้าขาวๆเกร็งๆ เบื่อความขี้เมาหยำเป เบื่อความหยาบโลนของพวกนี้จนสุดจะทน เขาเบื่อการบุกดิสโก้เทคเพื่อจับยาเสพติด เบื่อบุกจับพวกขี้เมาตามบาร์ และเบื่อไปจับพวกอันธพาลที่สนามฟุตบอลเต็มที

เฮมิชเดินไปตามถนนอันสกปรกโสโครก สายฝนบางๆฝอยๆโปรยปรายลงมา แม้แต่นกนางนวลที่บินวนอยู่เบื้องใต้แสงไฟสีส้มกร้านๆตามถนนก็ยังดูมอมแมม

เขายืนพิงกำแพง มองลงไปยังชายหาด น้ำขึ้นเห็นน้ำมันแวววาวอยู่บนผิวน้ำ โซฟาเก่าๆมีสปริงทะลุขึ้นมาถูกน้ำพัดกระเพื่อมๆ

ผู้ชายคนหนึ่งโซซัดโซเซผ่านเขาไป โผเผเข้าซบกับกำแพงเขื่อน โก่งคออาเจียนลงไปบนหาด

เฮมิชสะท้าน เดินหนีไปทางอื่น นึกสงสัยว่าจะทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อีกนานแค่ไหน บ้านของเขาที่ลอคดูบ์คือสถานีตำรวจ ฉะนั้น เขาจึงไม่มีบ้านที่ไหนที่จะย้ายกลับไปได้ เพื่อนบ้านได้ช่วยดูแลไก่และแกะให้ แต่เขาไม่สามารถให้พวกนั้นทำเช่นนี้ให้ได้ตลอดไป ตัวแทนขายบ้านที่ไหนสักแห่งคงจะขายสถานีตำรวจ เขาทิ้งสมบัติส่วนใหญ่ไว้ที่นั่น เพราะไม่ยอมเชื่อว่าชีวิตในลอคดูบ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว

แล้วยังมีแมรี่ แกรห์มอีก พลตำรวจแกรห์มคือคู่หูของเฮมิชเวลาลาดตระเวนในสแตรธเบน หล่อนเป็นผู้หญิงผอมๆ หน้ากระด้าง ผมย้อมสีบลอนด์ หิวกระหายที่จะจับกุมคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หล่อนมาจากทางใต้ของสกอตแลนด์ และเห็นว่าเฮมิชเป็นไพร่สติไม่เต็มเต็ง

ความคิดของเฮมิชวิ่งกลับไปกลับมา และหมุนวนอยู่กับปัญหาเพื่อหาทางหนี เขาสามารถกลับไปอยู่กับใครที่ลอคดูบ์เมื่อไรก็ได้ ย้ายเล้าไก่ไปไว้ในไร่ที่เช่าเอาไว้ แต่ก็เหมือนกับพวกชาวไร่ทั้งหลายนั่นแหละ ที่เขารู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยังชีพอยู่ได้ด้วยการทำไร่เล็กๆเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางเลยที่จะรีดอะไรออกมาได้จากท้องทุ่งที่มีแต่หิน แต่เขาทำงานกับเรือประมงก็ได้นี่นา

ที่ทำให้เสียใจมากที่สุดคือ คนในลอคดูบ์นั้นดูเหมือนจะยอมรับการที่เขาถูกย้ายมาโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขารู้สึกไร้ญาติขาดมิตรเอาจริงๆ


คืนวันเสาร์ ศาลาหมู่บ้านในลอคดูบ์มีคนแน่นขนัดแทบระเบิด บนเวทีมีคณะกรรมการอันประกอบด้วยแม็กกี้ อลิสัน พริสซิลล่า และท่านบาทหลวงมิสเตอร์เวลลิงตัน กับภรรยาร่างใหญ่ในชุดผ้าสักหลาด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มิสซิสเวลลิงตันถูกผู้อื่นเอาชนะทั้งทางด้านความใหญ่โตและผ้าสักหลาด

แม็กกี้ แบร์ดห่อหุ้มตัวเองอยู่ในเสื้อผ้าสักหลาด หมวกสักหลาดปักขนนกยูง อลิสันได้สระและทำผมสำหรับโอกาสนี้โดยเฉพาะ คงหวังว่านายตำรวจรูปหล่อจะเดินเข้ามาระหว่างที่กำลังมีการประชุมกันอยู่ละมัง

แม็กกี้ แบร์ดลุกขึ้นพูด อันสร้างความขุ่นเคืองให้แก่มิสซิสเวลลิงตันยิ่งนัก

“นายตำรวจประจำท้องถิ่นของเราถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่นเพราะแถวนี้ไม่มีอาชญากรรม ฉันขอแนะนำให้พวกเราก่ออาชญากรรมให้มากพอจนจำเป็นต้องส่งเขากลับคืนมา”

เสียงโห่ร้องเห็นด้วยดังสนั่นหวั่นไหว มิสซิสเวลลิงตันถึงกับช็อก รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ยกมือขอให้ทุกคนเงียบ

“นั่นเป็นคำแนะนำที่แย่ที่สุด และหากคุณจะอภัยให้ฉันนะคะ มิสซิสแบร์ด เป็นคำแนะนำที่ขาดศีลธรรมจรรยาเอามากๆเลยเชียวละ”

“งั้นคุณจะแนะนำว่าอะไรดีล่ะค้า” แม็กกี้ถามเสียงหวานแต่น่ากลัว

“อ๋อ ฉันว่าเราควรจะลงเสียงยื่นคำอุทธรณ์”

“เราจะลงคะแนนเสียงกันก็แล้วกัน” แม็กกี้บอก “ใครที่เห็นด้วยกับการก่ออาชญากรรมให้ยกมือขึ้น”

มือชูขึ้นสลอน

“ใครที่อยากยื่นคำร้องอุทธรณ์”

มีมือยกขึ้นเพียงไม่กี่มือ

มิสเตอร์เวลลิงตันลุกขึ้นพูดบ้าง

“มิสซิสแบร์ด คุณจะมาคาดหวังให้เราทำผิดกฎหมายไม่ได้นะ”

“ไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายนี่คะ” แม็กกี้โต้อย่างร่าเริง “เราแค่ทำให้ดูเหมือนกับว่าเรามีอาชญากรรม และเรียกร้องให้ส่งตำรวจมาปราบเท่านั้นเอง ฉันจะส่งกระดาษไปให้ทั่วๆกันนะคะ ขอให้เขียนคำแนะนำด้วยว่าเราควรจะทำอะไร ตัวฉันเองจะแจ้งว่า อะไรบางอย่างของฉัน ของที่มีค่าก็แล้วกัน ถูกขโมยไป และสักพักหลังจากนั้นฉันก็จะบอกว่า ‘โทษทีที่ทำให้เสียเวลา หาเจอแล้ว’ อะไรทำนองนั้น”

เงียบกันไปทั้งศาลา แม็กกี้เดือดดาลมากเมื่อตระหนักว่าทุกๆคนกำลังรอให้พริสซิลล่าพูดอะไรสักอย่าง

ไอ้พวกไพร่ชอบเป็นเบี้ยล่างขุนนาง แม็กกี้คิดอย่างโกรธเกรี้ยว

พริสซิลล่าลุกขึ้นยืน หล่อนสวมสูทลายเส้นบางๆสีเทาเก๋ไก๋ทับเสื้อสีขาวเรียบๆ ถุงน่องบางใสกับรองเท้าหนังส้นสูง

“ค่ะ ฉันคิดว่าการก่ออาชญากรรมเล็กๆน้อยๆคือคำตอบที่มีเหตุมีผลค่ะ” พริสซิลล่ากล่าว “คุณพ่อของฉันมีปัญหากับพวกลักลอบตกปลาล่าสัตว์อีกแล้ว ฉันจะเริ่มด้วยเรื่องนี้ก็แล้วกัน”

มีเสียงไชโยโห่ร้อง ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนว่า “ต้องอย่างนี้สิ เรารู้อยู่แล้วว่าคุณจะต้องคิดอะไรได้”

ในตอนนั้น อลิสันรู้สึกรักใคร่คุณน้ามากเลยเชียวละ มันช่างไม่ยุติธรรมเลยที่แม็กกี้จะเป็นคนคิดแผนการณ์นี้ขึ้นมาได้ เพียงเพื่อที่คุณความดีนี้จะถูกยกให้พริสซิลล่าเสียแทน

กระดาษถูกแจกจ่ายไปรอบๆ วิสกี้ครึ่งโหลโผล่มาจากไหนไม่ทราบ ชาวบ้านลงมือเขียนยิกๆวุ่นวาย ไม่ช้าไม่นาน บรรยากาศก็มีควันบุหรี่ขโมงผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์หึ่ง

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนก็มีความสุขกับผลที่ได้รับ... ยกเว้นมิสเตอร์และมิสซิสเวลลิงตัน แม็กกี้ และอลิสัน

“ทำไมฉันถึงต้องลำบากด้วยนะ” แม็กกี้เป็นฟืนเป็นไฟระหว่างกลับบ้าน “แกเห็นไหมว่านังตอแหลฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์นั่นรับความดีความชอบทั้งหมดหน้าตาเฉยเลย แต่อาชญากรรมของฉันดีที่สุด คอยดูนะ ฉันจะแสดงให้ทุกคนเห็น”


จ่าแมคเกรเกอร์ขับรถไปตามถนนอันคดเคี้ยวของไฮแลนด์ซึ่งทอดไปจากนอธันสู่ลอคดูบ์อย่างโกรธเกรี้ยว ผู้หญิงอะไรสักคนแจ้งว่าต่างหูเพชรของหล่อนหายไป เรื่องที่ควรจะเป็นหน้าที่ของเจ้าแมคเบธเดี๋ยวนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่แมคเกรเกอร์ต้องจัดการเองเสียแล้ว

ที่ทำให้แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ยายผู้หญิงคนนี้ ยายมิสซิสแบร์ดนี่น่ะได้โทรศัพท์ไปถึงเจ้านายใหญ่ที่สแตรธเบนด้วย และกล่าวหาพวกนั้นว่าจงใจทำให้เกิดอาชญากรรมขึ้นในลอคดูบ์ด้วยการเอานายตำรวจประจำหมู่บ้านไป และขู่ด้วยว่าจะเขียนฟ้องหนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ส

เขาขับรถเข้าลอคดูบ์ ใช้ถนนริมฝั่งทะเลไปยังบังกะโลของแม็กกี้ มองหมู่บ้านนี้แล้วก็ยิ่งฉุนเฉียวหนักขึ้นที่มันยังดูสะลึมสะลือซึมเซาเหมือนเคย

ประตูเปิดออกโดยแม่บ้านหน้าตาเคร่งเครียดในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินคอปกขาว หัวใจแมคเกรเกอร์ร่วงลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม สมัยนี้ใครก็แล้วแต่ที่มีปัญญาจ้างแม่บ้านชาวสกอต มิหนำซ้ำยังทำให้หล่อนสวมเครื่องแบบได้แล้ว ย่อมรวยชะมัดยาดเลย

และการรวยชะมัดยาดนี่ย่อมหมายถึงอิทธิพลอำนาจ และอิทธิพลอำนาจนี้ย่อมหมายถึงปัญหา

แม็กกี้ แบร์ดเป็นดังที่เขาคาดเดาเอาด้วยความหวาดเสียวทุกประการ หล่อนเป็นผู้หญิงอ้วนใหญ่มหึมา สวมสูทผ้าสักหลาดและรองเท้าหนาเทอะทะ ผมหนาๆหวีรวบเป็นมวยแบบโบราณ และมีสำเนียงผู้ดีที่เย็นชาด้วย

ที่นั่งอยู่บนโซฟาผ้าลายดอกข้างๆหล่อน และมองมาทางเขาผ่านแว่นหนาเตอะนั้น คือผู้หญิงตัวผอมๆ ที่มิสซิสแบร์ดแนะนำว่า “มิสเคอร์ หลานสาวของฉัน”

“นานเชียวนะพ่อ กว่าจะมาถึงได้” แม็กกี้ต่อว่า

“เอ้อ ผมต้องมาจากนอธัน ซึ่งอยู่ไกลมาก” แมคเกร-เกอร์บอกพร้อมกับยิ้มอย่างที่หวังว่าจะเป็นยิ้มแบบปลอบประโลมใจ

“เลิกแยกเขี้ยวยังกะลิงและเอาสมุดโน้ตออกมาได้แล้ว”

แม็กกี้ออกคำสั่ง คุณแม่บ้านประคองถาดบรรจุกากาแฟ ครีม น้ำตาล และถ้วยเพียงสองใบเข้ามา เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีการเอื้อเฟื้อให้แมคเกรเกอร์แน่

“คุณสังเกตเห็นว่าต่างหูหายไปเมื่อไรครับ” แมค-เกรเกอร์ถาม

“เมื่อคืนนี้ ฉันหาทั้งบ้านแล้ว มิสซิสทอดด์แม่บ้านของเราเป็นคนที่นี่ และอยู่เหนือความสงสัย แต่เมื่อวานมีคนเห็นนักเดินไกลหน้าตาไม่น่าไว้ใจเตร็ดเตร่อยู่แถวๆนี้ พวกนี้อาจจะเข้ามาเอาไปก็ได้”

“รูปพรรณล่ะครับ” แมคเกรเกอร์ถามพลางเลียปลายดินสอ

“ผู้ชายกับผู้หญิง สักยี่สิบต้นๆ ผู้ชายไว้เคราหยาบๆ ผู้หญิงดูเหมือนพวกนักวิชาการน่าเบื่อ คล้ายๆมิสเคอร์นี่แหละ”

แม็กกี้หัวเราะ อลิสันนิ่วหน้า

“ผู้ชายใส่เสื้อพรางกับกางเกงยีน ผู้หญิงใส่แจ็คเก็ตสีแดงแบบมีฮู้ด กางเกงสีน้ำตาล ผู้ชายใส่หมวกเล่นสกี ผู้หญิงไม่มีหมวก ผมสีน้ำตาลหม่นๆ”

ในที่สุดแมคเกรเกอร์ก็ขับรถออกไปอย่างมีชีวิตชีวากว่าเดิม เขามีอะไรที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้แล้ว เขาโทรศัพท์จากรถแลนด์โรเวอร์ไปยังสแตรธเบน และประกาศหาตัวนักเดินไกลสองคนนั้น

เจ้าแมคเบธจอมพิลึกที่บังอาจมาไขคดีฆาตกรรมในช่วงที่เขา...แมคเกรเกอร์...ไม่อยู่นั้น จะรู้ในเร็วๆนี้แหละว่า ไม่มีใครจำเป็นต้องใช้หมอนั่นเลยในลอคดูบ์

เขาเพิ่งจะไปถึงบ้านก็พอดีมีโทรศัพท์มาจากผู้บังคับการตำรวจ บอกว่าท่านนายพันฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์เรียกร้องให้ตำรวจไปหาในทันที มีพวกนักลักลอบล่าสัตว์ไปหว่านแหจับปลาแซลมอนที่แม่น้ำของท่านนายพัน

แมคเกรเกอร์ครางออกมา ออกเดินทางย้อนกลับไปลอคดูบ์อีก ท่านนายพันยืนกรานที่จะพานายจ่าตำรวจออกเดินไกลข้ามทุ่งไปยังแม่น้ำ พร้อมกับเล่นงานเขาเกี่ยวกับความไร้สมรรถภาพของตำรวจโดยรวม แมคเกรเกอร์ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียกว่าจะกลับไปถึงนอธัน

แต่ไฟโทสะให้พลังแก่เขา โทสะที่เกิดจากโทรศัพท์จากสแตรธเบนบอกว่ามิสซิสแบร์ดได้โทรศัพท์มาหา แจ้งว่าพบต่างหูที่หายไปจากใต้โซฟาแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขาทำให้ต้องเสียพลังตำรวจไปเปล่าๆด้วยการขอให้ไปตามหานักเดินไกลที่ไม่มีตัวตน

และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มาจากโรงแรมลอคดูบ์บอกว่ามีกลุ่มเยาวชนกำลังก่อจราจลอยู่ในบาร์ แมคเกรเกอร์ขอหน่วยสนับสนุนพร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์ ให้รีบยกกำลังมาช่วยระงับเหตุโดยเร็ว

เขาขับรถย้อนกลับไปลอคดูบ์ เพียงเพื่อจะพบว่าบาร์นั้นว่างเปล่ายกเว้นแก้วแตกๆไม่กี่ใบ กับเจ้าของโรงแรมที่ไม่สามารถให้รูปพรรณสันฐานของหนุ่มสาวกลุ่มนั้นได้

กว่าจะได้กลับบ้านเข้านอน แมคเกรเกอร์ก็แทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธแค้นอัดอั้นตันใจ

ตอนเช้าเขามีสภาพจิตใจที่สงบขึ้นกว่าเดิม ลอคดูบ์คงจะกลับคืนสู่สภาพอันสงบเงียบดังเดิมแล้ว

และแล้ว เสียงโทรศัพท์ก็เริ่มดังขึ้น ชาวไร่คนหนึ่งในลอคดูบ์บ่นว่าแกะห้าตัวถูกขโมยไปในตอนกลางคืน แล้วอีกคนก็รายงานว่า วัวระดับเลิศของเขาหายไป มิสมอนสัน คุณครูที่โรงเรียนโทรศัพท์มาแจ้งว่าพบยาเสพติดในห้องเรียน

แมคเกรเกอร์โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลืออีกครั้ง เพียงเพื่อจะถูกถามอย่างเหนื่อยหน่ายว่าทำไมถึงไม่สามารถจัดการกับเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง... แต่เมื่ออีกฝ่ายได้ทราบเรื่องยาเสพติดในห้องเรียน สารวัตรใหญ่แบลร์และทีมนักสืบกับหน่วยพิสูจน์หลักฐานก็ถูกส่งตัวไปจากสแตรธเบน เพียงเพื่อจะพบว่า ยาเสพติดในห้องเรียนนั้น แท้ที่จริงแล้วคือเบคกิ้งโซดานั่นเอง

“ฉันนี่โง่แท้ๆ” คุณครูหัวเราะคิกคัก แบลร์ระบายโทสะใส่แมคเกรเกอร์ ซึ่งไม่รู้จะระบายใส่ใครยกเว้นภรรยา และเขาก็กลัวหล่อนมาก


สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับตำรวจหญิงแห่งประเทศอังกฤษก็คือ มีพวกหล่อนจำนวนมากทีเดียวที่สวยสะดุดตา ด้วยเหตุนี้ พลตำรวจเฮมิช แมคเบธจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า เหตุไฉนเขาจึงโชคร้ายถึงขนาดต้องมาติดแหง็กกับคนอย่างแมรี่ แกรห์ม

พลตำรวจหญิงแกรห์มนั้น ดูเหมือนกับผู้หญิงที่จะเห็นในหนังสงครามเยอรมันไม่มีผิด ไม่เพียงแต่หล่อนจะย้อมผมสีบลอนด์เท่านั้น แต่ยังมีดวงตาสีฟ้าใสเย็นที่จ้องได้ขึงเขม็ง ปากไวและคมยิ่งกว่าตะไกรโรงพยาบาล สวมเครื่องแบบประณีตเรียบกริบ อันประกอบด้วยกระโปรงสั้น อวดช่วงขากำยำแข็งแรงซึ่งอยู่ในถุงน่องหนาสีดำ... ไม่ใช่ถุงน่องบางใสอย่างตำรวจหญิงสาวบางคนหรอก แต่เป็นถุงน่องผ้าขนสัตว์หนาเตอะ และรองเท้านั้นเล่าก็ดำเป็นมันระยับราวกับกระจกเงาเลยทีเดียว

วันนี้อากาศแจ่มใส ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปตามริมน้ำ ผ่านบาร์ที่ปิดแล้วแต่ยังมีกลิ่นเหม็นเหล้าคลุ้งจากพวกขี้เมาเมื่อคืน ผ่านโกดังที่เก่าโทรมกำลังพัง เตือนให้รำลึกถึงสมัยที่สแตรธเบนเคยเป็นเมืองท่าเล็กๆที่ยุ่งวุ่นวาย ผ่านบ้านหลายต่อหลายช่วงถนนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างส่งเดชในสมัย 1950 กว่าๆ อันเป็นช่วงที่สถาปัตยกรรมทั้งหลายทั้งปวงได้ขายจิตวิญญาณแก่สตาลินไปแล้ว และได้ตั้งหอคอนกรีตมากมายขึ้นเหมือนอย่างที่มอสโคว์ไม่มีผิด ตามระเบียงนั้นครั้งหนึ่งเคยทาด้วยแม่สีสดๆ แต่เดี๋ยวนี้เห็นสีสนิมไหลลงมาตามรอยแตกของตึก และในตึกเหล่านี้ ลิฟท์ทั้งหลายก็เสียไปหมดแล้ว ขยะกองพะเนินอยู่บนผืนดินที่ดั้งเดิมเคยตั้งใจจะให้เป็นสวนส่วนรวม

“ฉันมักจะเปิดหูเปิดตาเอาไว้เสมอ” เสียงแมรี่พูด หล่อนมีเสียงสูงๆต่ำๆเหยียดยาวแบบคนที่ชอบอ้อน “ฉันสังเกตเห็นนะ แมคเบธ ว่าคุณน่ะชอบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับหลายๆเรื่องเกินไป”

“เช่นอะไร”

แมคเบธถามขณะที่ในใจนั้นเขาได้คว้าหล่อนขึ้นโยนข้ามเขื่อนกั้นทะเล และมองหล่อนจมลงไปเบื้องใต้ผิวน้ำที่มีน้ำมันมะเมื่อมอย่างช้าๆ

“เมื่อสองวันก่อนมีขี้เมาสองคนตีกันอยู่หน้าบาร์เดอะเกลน คุณแค่จับแยกและส่งกลับบ้านเท่านั้น ฉันอยากจะจับพวกนั้น และคงจะจับไปแล้วหากว่าไม่ได้เห็นเจ้าเด็กผู้ชายตัวน้อยที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังทำท่าน่าสงสัย”

เฮมิชถอนหายใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้ตอบ แมรี่เห็นอาชญากรผู้ร้ายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แต่คำพูดต่อมาของหล่อนนี่สิที่ทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมา ซึ่งตามปกติแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้เฮมิช แมคเบธโกรธได้

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องเอาคุณไปรายงาน” หล่อนบอก “ฉันเกลียดที่ต้องออกลาดตระเวนกับจำอวดหลังยาวจากไฮแลนด์ ปัญหาของพวกไฮแลนด์อย่างคุณนี่น่ะคือ อยากแต่จะนอนเล่นตามสบายตลอดทั้งวัน เคยได้ยินคำพูดนี้ไหม ‘พรุ่งนี้มันเร่งด่วนเกินไป’ นั่นละ คำพูดสำหรับคุณละ”

แมรี่หัวเราะชอบใจคารมของตัวเอง

“ฉะนั้น ฉันพูดได้เลยว่า ฉันจะไม่มีวันก้าวหน้าแน่ถ้าต้องลาดตระเวนไปกับคนห่วยแตกอย่างคุณ และจะขอให้มีการเปลี่ยนแปลง”

“ได้อย่างนั้นก็ดี” เฮมิชบอก

แมรี่มองเขาอย่างตกใจ “ฉันแปลกใจที่คุณรับได้ดีขนาดนี้”

“แน่นอนสิที่ผมต้องรับได้ดี คุณคงไม่ได้คิดหรอกนะว่าวันที่อากาศดีๆอย่างนี้ผมจะชอบเดินไปกับแม่ผีเสื้อสมุทรหน้าสังขยาบูดอย่างคุณ”

เฮมิชกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะโสตประสาท แต่หากว่าเป็นพริสซิลล่าย่อมจะฟังสำเนียงที่แปร่งจัดกะทันหันออก ว่าเฮมิชนั้นกำลังโกรธเป็นไฟ

“ก็ผมไม่ได้พูดเมื่อวันก่อนหรอกหรือ” เฮมิชพูดอย่างเคลิ้มฝัน “ว่ามันซวยเป็นบ้าที่ต้องมาติดแหง็กอยู่กับคุณแทนที่จะเป็นคนอย่างแพ็ต แมคลอยด์”

แพ็ต แมคลอยด์เป็นตำรวจสาวผมสีเข้มรูปทรงอวบอัดที่สวมถุงน่องบางใสแทนที่จะเป็นไทต์หนาๆ ตำรวจชายทุกคนที่เคยเห็นหล่อนจงใจรั้งกระโปรงที่สั้นอยู่แล้วขึ้นสูงกว่าเดิมอีกเพื่ออวดปลีน่องขาอ่อนในโรงอาหารก่อนจะนั่งลงนั้น ต่างก็เป็นพยานได้

แมรี่แทบไม่เชื่อหูตัวเอง หล่อนไม่เคยคิดเคยฝันแม้แต่นิดเดียวว่าพลตำรวจแมคเบธจะถึงกับสบประมาทหล่อนได้ หล่อนไม่คิดว่าเขาจะกล้าคิดด้วยซ้ำ หล่อนไม่รู้ตัวหรอกว่าความเขม่นที่มีต่อเขานั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความริษยา เพราะภายในระยะเวลาสั้นแสนสั้น แมคเบธได้กลายเป็นตำรวจที่ใครๆก็โปรดปราน ชาวบ้านร้านถิ่นในบริเวณท้องที่ที่หล่อนและเขาดูแลนั้นชอบเอาปัญหาเรื่องรกใจมาหาเขาแทนที่จะเป็นแมรี่

“ฉันไม่เคยถูกลบหลู่ถึงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต” หล่อนบอก

“โธ่เอ๊ย ไม่เอาน่า หน้าอย่างนี้ มารยาทอย่างนี้ คุณคงต้องเคยโดนมาแล้วแน่ๆ”

เฮมิชนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับคนที่สุภาพและใจดีทั้งหลายนั่นแหละ ที่บางครั้งบางคราวก็ถึงกับสนุกสนานกับการหยาบคายอย่างถึงที่สุดบ้างเหมือนกัน

“คุณโมโหเพราะแบลร์ลากคุณออกมาจากที่สบายๆอย่างลอคดูบ์เท่านั้นแหละ” แมรี่แสยะเขี้ยวใส่ “และคุณก็โม้ว่าเคยไขคดีฆาตกรรมได้! คุณน่ะเรอะ! เชอะ! คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ฉันน่ะซ้อมคุณให้อานได้ทุกเมื่อ”

“ก็ลองดูสิ” เฮมิชเชิญ

หล่อนยืดอกใส่ “เตือนก่อนนะ ฉันคาราเต้สายดำเชียวนะจะบอกให้”

“ให้มันน้อยๆหน่อย คุณผู้หญิง” เฮมิชรู้สึกเอือมระอาหล่อนแทบตายขึ้นมากะทันหัน

เขาเคลื่อนเข้าไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ คว้าหล่อนขึ้นมาด้วยแขนยาวๆ โยนหล่อนหัวทิ่มลงไปในถังขยะพลาสติกขนาดมหึมา แล้วเดินทอดน่องออกไปโดยไม่ฟังเสียงร้องของหล่อน

จบกันที เขาคิดด้วยความขุ่นแค้นสาแก่ใจ กลับไปลาออกที่สถานีเลยก็แล้วกัน

จ่าประจำโต๊ะด้านหน้าเงยหน้าขึ้นเมื่อเฮมิชเดินโย่งๆเข้ามา

“ขึ้นไปข้างบน แมคเบธ ทั่นผู้กำกับฯกำลังร้องหาใหญ่แล้ว”

“เร็วขนาดนี้เชียว” เฮมิชประหลาดใจ “พลตำรวจแกรห์มขี่ไม้กวาดบินเข้ามาหรือไง ช่างเถอะ ให้มันจบๆลงไปเลยก็ดี”

“เข้ามา เฮมิช เข้ามา” ท่านผู้กำกับฯปีเตอร์ ดาเวียตเรียกอย่างกุลีกุจอ “นั่งลง พ่อคุณ ชาไหม”

“คราบ ขอบคุณคราบ” เฮมิชนั่งลงบนเก้าอี้ที่หันหน้าไปทางโต๊ะ วางหมวกลงบนตัก

“เฮมิชเอ๋ย ดูเหมือนว่าจะมีคลื่นอาชญากรรมเกิดขึ้นในลอคดูบ์เสียแล้ว จ่าแมคเกรเกอร์โทรมไปหมด วิ่งหันหัวหันหางไม่ทันเลย”

“งั้นหรือคราบ” เฮมิชถามยิ้มๆ เขาไม่ชอบแมรเกรเกอร์เลย

“นมกับน้ำตาลไหมพ่อ เอ้า นี่ไง ใช่แล้ว หลังจากได้พิจารณาแล้ว เราได้ตัดสินใจให้นายกลับไปลอคดูบ์ตอนสิ้นอาทิตย์นี้เลย นี่กุญแจโรงพัก”

“ขอบคุณคราบ”

เฮมิชรู้สึกแย่ขึ้นมาถนัดใจ ทำไมนะเขาถึงต้องถือสาคำสบประมาทของแม่ผู้หญิงแกรห์มโง่เง่านั่นด้วย

ประตูเปิดออก สารวัตรใหญ่แบลร์พาร่างขนาดใหญ่เข้ามาในห้อง

“อ้อ อยู่นี่เองเรอะ” เขาถามอย่างหยาบคายเมื่อเห็นเฮมิช

“ใช่” มิสเตอร์ดาเวียตกล่าว “รู้สึกนายจะทำผิดพลาดอย่างแรงที่ให้ย้ายเฮมิชออกจากลอคดูบ์ หลายวันที่ผ่านมานี่ไม่มีอะไรเลยนอกจากอาชญากรรม”

“ผมทราบครับ” แบลร์พูดเสียงหนักๆ “ผมไปที่นั่นมาเพราะมีแจ้งความเรื่องยาเสพติด แต่กลายเป็นเบคกิ้งโซดาไปเสียนี่” สำเนียงกลาสโกว์ยิ่งชัดเจนขึ้นเพราะความระคายเคือง “ท่านรู้ไหมว่าผมคิดยังไง ผมคิดว่าไอ้พวกชาวบ้านจอมทึ่มแถวนั้นน่ะแกล้งก่ออาชญากรรมขึ้นมาเพื่อเอาไอ้เบื๊อกนี่กลับไป”

ใบหน้าของท่านผู้กำกับฯบึ้งขึง

“ระวังปากหน่อยนะเวลาอยู่ต่อหน้าฉัน มิสเตอร์แบลร์” ท่านสั่ง “นายสงสัยคำพูดของท่านนายพันฮาลเบอร์ตัน-สไมธ์หรือไง”

“เปล่าครับ เปล่า เปล่า” แบลร์รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “แต่มันดูน่าสงสัยมากนะครับ ท่านรู้ไหม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นมาเป็นปีๆแล้ว”

“ยกเว้นฆาตกรรม” เฮมิชสอดขึ้น

“อย่าลืมนะว่าเฮมิชเป็นคนไขฆาตกรรมผู้หญิงคนนั้น” ท่านผู้กำกับฯเตือนความจำ “ฉันกำลังบอกว่าเขาต้องกลับไปทำหน้าที่ที่นั่น”

“อ๋า!” ใบหน้าแบลร์ฉีกออกเป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าดูชมเลย “มิสเตอร์ดาเวียตครับ ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อเรียนท่านว่าเราจะต้องคุยกันเรื่องไล่เจ้าแมคเบธออกไปจากกองกำลังของเราครับ”

“หา! ทำไมล่ะ”

“เขาทำร้ายร่างกายพลตำรวจแกรห์มครับ”

“นายทำร้ายตำรวจผู้หญิงหรือ เฮมิช”

“เป็นการป้องกันตัวคราบ ท่าน”

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” แบลร์แผดเสียงสนั่น

“เลิกแหกปากเสียทีได้ไหมวะ แบลร์ บอกมาซิว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง”

“พลตำรวจหญิงแกรห์มเพิ่งเข้ามาที่สถานีครับ บอกว่ากำลังลาดตระเวนอยู่ดีๆ แมคเบธก็คว้าหล่อนขึ้นเหวี่ยงลงไปในถังขยะครับ”

“เป็นความจริงหรือ แมคเบธ” ไม่มี ‘เฮมิช’ อีกแล้ว

“หล่อนว่าหล่อนจะซ้อมผมครับ แล้วเข้ามาหาผมด้วยท่าทางคุกคาม” เฮมิชบอก “ผมเอือมหล่อนเต็มทีแล้วคราบ เลยคว้าแม่หญิงนั่นขึ้นมาโยนลงไปให้อยู่กับขยะ”

“ฉันจะ... นี่มันร้ายแรงมาก... ร้ายแรงมากจริงๆ อ้าว อะไรกันล่ะ จ่า”

จ่าที่ประจำโต๊ะเพิ่งจะเดินเข้ามา

“มีผู้หญิงสามคนกับผู้ชายหนึ่งคนจากตึกหอคอยครับผม” เขารายงาน “พวกนั้นบอกว่ามาที่นี่เพื่อปกป้องแมคเบธครับ พวกนั้นบอกว่าเห็นแกรห์มรี่เข้าไปจะเล่นงานเขา และแมคเบธจำต้องป้องกันตัวเองครับ พวกนั้นบอกว่าตอนที่ไปช่วยแกรห์มออกจากถังขยะ หล่อนว่าจะฟ้องแมคเบธข้อหาทำร้ายร่างกาย พวกนั้นบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นพวกนั้นก็จะไปศาลในฐานะพยานให้แมคเบธครับ”

“เราจะต้องไม่ให้เรื่องนี้เข้าหูพวกหนังสือพิมพ์” ท่านผู้กำกับฯพูดอย่างประหวั่นพรั่นใจ “บอกให้พวกนั้นไปซะ จ่า บอกว่าแมคเบธไม่ได้ถูกจับข้อหาอะไรทั้งนั้น ทำทุกอย่างให้ยายแกรห์มหุบปากด้วย คุณพระช่วย คิดดูก็แล้วกันว่าพวกนักข่าวซุบซิบจะสนุกกันแค่ไหน

“แมคเบธ ฉันขอให้นายกลับไปเก็บของเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ไปลอคดูบ์ได้แต่เช้าเลย แบลร์ ฉันประหลาดใจในตัวนายมากนะ! สถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะทำลายภาพพจน์ของตำรวจอย่างนี้นายน่าจะดูออกว่าควรทำอะไร แมคเบธ หุบยิ้มและไสหัวออกไปได้แล้ว!”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mini Demon
เอิร์ล
เอิร์ล
 
โพสต์: 341
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 17 พ.ย. 2008 7:44 pm
ที่อยู่: The Promised Land

ย้อนกลับไปยัง เล่ม 5 จุดจบของหญิงมากรัก

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน