ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
บทที่ 2
เวลาสามทุ่มครึ่ง แขกกระจายตัวอยู่ในบ้านของสโตคส์เหมือนอัญมณีที่เป็นประกายวูบวาบ พนักงานบริการในสูททักซิโดสีขาวเดินตัดไปมาผ่านในกลุ่มผู้คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง พร้อมกับถาดแชมเปญ กุ้งกระเทียมร้อนฉ่า หรือหมูป่าราดซอสบลูเบอรี่ โคมไฟระย้าส่องแสงพร่างพรายลงบนผมที่จัดแต่งมาอย่างประณีตและผู้ชายที่กำลังกระซิบกระซาบกับสาวน้อยน่ารัก
เมลานีวิ่งลงบันได โบกมืออย่างร่าเริงให้คู่สามีภรรยาวีเบอร์ คู่แบรสแคมพ์ และคู่รัดดี้ จากนั้นผงกศีรษะให้คู่แชดวิกส์และโบมการ์ตเนอร์ แขกที่มาในงานมีทั้งทนายความ หัวหน้าศัลยแพทย์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการ นายธนาคารเพื่อการลงทุน และนักการเมืองหลายคน บอสตันเต็มไปด้วยเศรษฐีเก่าและเศรษฐีใหม่ เมลานีเชื้อเชิญมาทั้งหมดอย่างไม่ละอาย ทุกคนนำหนังสือหายากมาบริจาคเพื่อการรู้หนังสือ และถ้าพวกเขาแก่งแย่งกันเพื่อมอบหนังสือที่ดีที่สุด อุทิศสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด นั่นก็ยิ่งดี เมื่อเป็นเรื่องการหาเงินเพื่อการกุศล เมลานีเป็นหญิงร้ายกาจตัวจริง
หล่อนส่งยิ้มให้พ่อซึ่งยืนอยู่ข้างประตู ดูหรูหราในทักซิโดขลิบผ้าต่วนตัวโปรด ด้วยวัยเกือบหกสิบปี ฮาร์เปอร์ซึ่งมีตาสีฟ้าผมสีทองกำลังโดดเด่นเต็มที่ เขาทำงานหนัก วิ่งจ็อกกิ้งทุกเช้าราวกับเป็นข้อปฏิบัติเคร่งครัดในศาสนา และเป็นนักกอล์ฟที่จริงจังจนทำแต้มลงมาที่เก้าแฮนดี้แคพ ที่สำคัญกว่านั้น นิตยสารบอสตันให้สมญาเขาว่าเป็นศัลยแพทย์หัวใจที่เก่งที่สุดในบอสตัน นั่นเป็นชัยชนะที่มาถึงเขาช้ามาก คืนนี้เมลานีคิดว่าพ่อหล่อนดูมีความสุขกว่าที่เคยเห็นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
เมื่อพอใจแล้วหล่อนจึงเดินไปตามหาแม่ ปาร์ตี้ทำให้เมลานีผ่อนคลายเสมอ งานของหล่อนก็ส่งผลอย่างนั้นเช่นกัน หล่อนรู้สึกสบายใจกับการอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ท่ามกลางเสียงพูดคุย ในความคิดของหล่อน นรกคือขอบเขตอันจำกัดและโดดเดี่ยวในห้องที่หนาวเย็นและว่างเปล่าและมีสีขาวไม่มีที่สิ้นสุด โชคดีที่ครอบครัวและงานอาสาสมัครของหล่อนที่ศูนย์บริจาคกาชาดเดดแฮมทำให้เมลานีมีเวลาไม่มากนักที่จะเสียเปล่าไปกับการกังวลว่าจะต้องอยู่ตามลำพัง
ในที่สุดเมลานีก็เห็นแม่หล่อนที่ตรงข้ามห้อง หล่อนรีบเดินตรงไปหา
แพทริเซีย สโตคส์ยืนอยู่ที่มุมห้อง หล่อนยืนใกล้กับรถเข็นบริการน้ำส้มคันหนึ่งและกำลังพูดกับพนักงานหนุ่มน้อยคนหนึ่ง นั่นเป็นสัญญาณว่าหล่อนกำลังกระวนกระวายใจ แม่ของเมลานีเป็นผู้หญิงผมบลอนด์ร่างสูงสะดุดตาที่เอาชนะหัวใจผู้ชายส่วนใหญ่ในเท็กซัสได้เมื่อหล่อนอายุสิบแปดปี หล่อนยิ่งมีความสวยมากขึ้นตามอายุ เมื่อหล่อนกลัวหรือไม่แน่ใจ หล่อนมีนิสัยที่จะชอบเดินเข้าไปหาผู้ชายในขณะที่พวกเขาทุ่มเทใส่ใจในทุกคำพูดของหล่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
“เมลานี!” แพทริเซียเห็นลูกสาว สีหน้าหล่อนสดใสขึ้นทันที และโบกมือให้อย่างกระตือรือร้น “ลูกรัก มาทางนี้สิจ๊ะ แม่พูดกับคนจัดอาหารแล้ว จุดบริการน้ำส้มทุกจุดจัดไว้อย่างเรียบร้อย”
“โอ้” พนักงานคนนั้นอุทาน “ลูกสาวคุณหน้าตาเหมือนคุณนะครับ!”
“แน่นอนค่ะ” แพทริเซียประกาศอย่างร่าเริง เมลานีกลอกตา หล่อนไม่เหมือนกับแม่พอๆกับที่ดอกบานบุรีเหลืองไม่เหมือนกับดอกกุหลาบเหลืองนั่นแหละ
“แม่กำลังก่อกวนหนุ่มน้อยคนนี้อยู่หรือคะ” เมลานีเย้า
“ใช่แล้ว ชาร์ลีคนนี้เพิ่งรินเครื่องดื่มให้แม่ น้ำส้มสดๆ ไม่มีอย่างอื่นเจือปน แต่แม่รู้ว่าคนก็จะต้องซุบซิบกันว่า ‘เธอใส่วอดก้าลงในนั้นด้วยใช่มั้ย’ ‘เธอทำอย่างนั้นใช่มั้ย เธอไม่ได้ทำอย่างนี้ใช่มั้ย’ ลูกก็รู้ว่าแม่ชอบที่ได้เป็นจุดสนใจของงานปาร์ตี้”
เมลานีบีบมือแม่ “แม่วางตัวได้อย่างดีแล้วค่ะ”
แพทริเซียเพียงแต่ยิ้ม หล่อนรู้ว่าผู้คนยังซุบซิบเรื่องต่างๆเช่น ลูกสาวคนแรกของเธอถูกฆ่า เด็กเพิ่งอายุสี่ขวบเท่านั้น ศีรษะแกถูกตัด น่ากลัวมั้ยล่ะ คุณนึกภาพออกมั้ย
และตอนนี้พวกเขาก็เพิ่มเรื่อง ลูกชายของเธอเพิ่งประกาศว่าเขาเป็นเกย์ คุณคงรู้นะว่าเขาทำตัว...มีปัญหาเสมอ แล้วรู้อะไรมั้ย เธอเริ่มกลับมาดื่มอีกแล้ว ใช่ เธอเพิ่งออกจากสถานฟื้นฟู
“ทุกสิ่งทุกอย่างดูดีมาก” แพทริเซียพูดอย่างร่าเริงเกินไป ผู้หญิงสองคนเดินผ่านไป แล้วซุบซิบกันอย่างเอาจริงเอาจัง แพทริเซียบีบมือบนแก้วคริสตัลแน่นขึ้น
“พวกเขาจะเลิกพูดไปเองค่ะ” เมลานีพูดอย่างอ่อนโยน “จำไว้นะคะ การออกสังคมครั้งแรกเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุด”
“เป็นความผิดของแม่เอง” ท่าทางลังเลมีมากขึ้น และเสียใจอย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ ไม่เป็นไร”
“แม่ไม่ควรอ่อนแออย่างนี้ สิบห้าปีของการทำตัวดีมาตลอด บางครั้งแม่ก็ไม่รู้จักตัวเอง”
“แม่คะ--”
“แม่คิดถึงไบรอัน”
“หนูรู้ค่ะ” เมลานีพึมพำ “หนูรู้”
แพทริเซียบีบสันจมูกตัวเอง หล่อนเครียดจนถึงจุดจะหลั่งน้ำตาแล้ว และแพทริเซียไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าผู้คน หล่อนหมุนตัว หันหลังให้ห้องจนกระทั่งช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดผ่านไป
พนักงานคนนั้นมองเมลานีอย่างตำหนิ ราวกับหล่อนควรจะทำอะไรสักอย่าง เมลานีก็อยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่โชคร้ายที่เรื่องบาดหมางระหว่างพ่อกับพี่ชายเป็นเรื่องเก่าแก่ หล่อนหรือแม่ทำอะไรไม่ได้ คืนนี้ฮาร์เปอร์ท่าทางอารมณ์ดี บางทีเรื่องบาดหมางคงใกล้จะจบลงแล้ว
“แม่...แม่รู้สึกดีขึ้นแล้ว” แพทริเซียพูด หล่อนรวบรวมความเข้มแข็งในตัวเอง ดึงเอารอยยิ้มแน่วแน่แบบที่หล่อนเรียนรู้จากโรงเรียนฝึกกุลสตรีเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้มาใช้
“แม่กลับขึ้นห้องไปเมื่อไรก็ได้ที่แม่ต้องการนะคะ” เมลานีพูด
“เหลวไหล แม่เพียงแต่ต้องการอยู่ให้รอดในชั่วโมงแรกเท่านั้น ลูกพูดถูกจ้ะ--การออกสังคมครั้งแรกเป็นครั้งที่ยากที่สุดเสมอ เอาละ ปล่อยให้พวกช่างพูด พูดกันไป แน่นอนว่าแม่เคยได้ยินที่แย่กว่านี้”
“ทุกอย่างจะเรียบร้อยค่ะแม่”
“ถูกแล้วลูก” แพทริเซียกลับมามีรอยยิ้มสดใส แล้วหล่อนก็โน้มตัวมากอดลูกสาวอย่างจริงใจ แขนหล่อนแข็งแรงรอบตัวเมลานี กลิ่นชาแนลหมายเลข 5 และครีมทาหน้าลังโคมให้ความสบายใจ เมลานีสอดแขนโอบรอบเอวแม่ที่เล็กบางเกินไป อย่างที่หล่อนเคยทำตั้งแต่เมื่ออายุเก้าขวบ และกอดกันอย่างนั้นนานเท่าที่แม่ต้องการ
เมื่อทั้งสองผละห่างจากกัน ทั้งคู่ต่างก็ยิ้ม
“หนูจะต้องเข้าครัวค่ะ” เมลานีพูด
“ลูกต้องการความช่วยเหลือมั้ย แม่ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก”
“ไม่ค่ะ งานกำลังเริ่มขึ้นแล้ว” หล่อนกำลังก้าวออกห่าง แต่แม่จับมือหล่อนไว้ สีหน้าจริงจัง
“วิลเลียมมามั้ยจ๊ะ”
เมลานียักไหล่ “เขาเป็นวิสัญญีแพทย์คนโปรดของพ่อนะคะ”
“ลูกไม่สบายใจหรือเปล่า”
“ไม่เคยเลยค่ะ อดีตคู่หมั้นจะมีความหมายอะไรล่ะคะท่ามกลางผู้คนสามร้อยคนอย่างนี้”
“วิลเลียมทำตัวแย่มาก” แม่หล่อนพูดอย่างเข้าข้างเต็มที่
“และแม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดเลยค่ะ” เมลานีบีบมือแม่ แล้วเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มคน
การเคลื่อนไหวในทันใดสะดุดตาหล่อน เมลานีหันไปทันเห็นชายเสื้อคลุมสีน้ำตาลสะบัดหายเข้าไปในครัว แปลก ใครกันที่กำลังวิ่งวุ่นในชุดเสื้อคลุมสกปรก
หล่อนกำลังจะเดินตามไป แล้วก็ได้ยินเสียงวุ่นวายข้างนอก พนักงานจอดรถกำลังแย่งกันว่าใครจะได้จอดรถพอร์ช กว่าเมลานีจะไกล่เกลี่ยเรื่องได้ เรื่องเสื้อคลุมสกปรกที่ไม่เข้ากับงานนี้ก็หลุดไปจากสมองหล่อน
หนึ่งชั่วโมงต่อมาเมลานีรู้ตัวว่าหล่อนยังไม่ได้ไปดูห้องบริจาคเลือดที่แอนน์ มาร์กาเร็ตเพื่อนต่างวัยของหล่อนเป็นคนจัดที่ห้องรับแขกด้านหน้า
“ขอโทษค่ะ!” หล่อนขอโทษทันทีเมื่อเดินเข้าไปในห้องซึ่งเวลานี้มีเตียงสำหรับผู้บริจาคเลือดสี่เตียงวางแทนที่โซฟาหนัง “ฉันอยากจะมาดูว่าคุณต้องการอะไรบ้างตั้งนานแล้วค่ะ แต่มันวุ่นวายเหลือเกิน”
“ฉันเข้าใจจ้ะ ไม่ต้องเป็นห่วง” แอนน์ มาร์กาเร็ตลากเสียงยาวขณะที่หล่อนเสร็จจากการทาไอโอดีนลงบนแขนของชายคนหนึ่ง และในวินาทีต่อมาหล่อนก็แทงเข็มลงที่จุดนั้น “คุณก็เห็นแล้วว่าที่นี่เรียบร้อยดี”
“เฮ้ คนสวย” ผู้ชายคนนั้นพูด “ลุงสงสัยมานานแล้วว่าหนูไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
เมลานียิ้มกว้าง “ลุงเจมี่! ลุงมาอยู่ที่นี่เอง หนูน่าจะรู้อยู่แล้วว่าพ่อทูนหัวของหนูต้องบินไกลจากยุโรปเพื่อมากบดานกับผู้หญิงสวยคนหนึ่ง”
“ช่วยไม่ได้จริงๆ” เจมี่บอกหล่อน “มันเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของการเป็นคนไอริช”
เมลานีส่ายหน้า หล่อนเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่รังเกียจที่จะได้ยินอีก เจมี่ โอ’ดอนเนลล์ เพื่อนเก่าแก่ของพ่อแม่หล่อนตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่ในเท็กซัส เป็นหนึ่งในผู้คนที่หล่อนรักมากที่สุดในโลก เขานั่งเครื่องบินไปทั่วโลกเพื่อหาซื้อของหายากมาเข้าบริษัทนำเข้าและส่งออกของเขา แล้วแวบเข้าเมืองปีละสองครั้งเพื่อตามใจหล่อนด้วยช็อกโกแลตจากต่างประเทศ ของเล่นแปลกๆ และเรื่องเล่ามากมาย
เวลานี้เขากำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงผู้บริจาคเลือด ท่าทางเหมือนคนที่เพิ่งหลุดมาจากท่าเรือแม้ว่าจะสวมสูทราคาสามพันดอลลาร์ อาจจะเป็นเพราะต่างหูเพชรเดี่ยวที่กะพริบวูบวาบบนหูซ้ายของเขา หรือไม่ก็สีหน้าเจ้าเล่ห์ของเขา
”พวกเขายอมรับเลือดของลุงด้วยหรือคะ ลุงเจมี่ หนูคิดว่าด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของลุง...”
“ลุงเป็นนักบุญนะ สาวน้อย นักบุญที่บริสุทธิ์ราวกับเทวดา ลุงสาบานได้”
“ไม่ได้ใกล้เคียงเลย” แอนน์ มาร์กาเร็ตพึมพำ แล้วรัดยางรอบถุงบริจาคเปล่าถุงหนึ่ง
เมลานีมองไปมาระหว่างพ่อทูนหัวและเพื่อนรักต่างวัย หล่อนอาจจะคิดไปเอง แต่หล่อนอยากสาบานว่าหน้าของแอนน์ มาร์กาเร็ตเรื่อขึ้นเล็กน้อย และเพื่อนหล่อนลังเลที่จะมองสบตาเจมี่ตรงๆ น่าสนใจมาก
เมลานีคลานขึ้นนอนบนเตียงติดกับเตียงของเจมี่ แล้วยื่นแขนเพื่อบริจาคเลือดระหว่างที่หล่อนกับพ่อทูนหัวพูดคุยกัน
เจมี่ไม่ยอมเสียเวลา “ไบรอันคิดจริงๆหรือว่าเขาเป็นเกย์”
“หนูว่าเขาไม่ใช่แค่ ‘คิด’ ค่ะ”
เจมี่ถอนใจ “แล้วพ่อของหนูซึ่งเป็นคนใจกว้างกลับไล่ลูกชายออกจากบ้าน”
เมลานีนิ่วหน้า “พี่ไบรอันไม่ได้ช่วยให้เรื่องนี้ดีขึ้นเลยด้วยวิธีการประกาศข่าวนี้ของเขา หนูหมายความว่านาทีหนึ่งฮาร์เปอร์กำลังตักเป็ดแช่น้ำส้มให้หัวหน้าแผนกศัลยกรรม แล้วนาทีต่อมาลูกชายของเขาก็พรวดพราดลุกขึ้นแล้วตะโกนว่าเขาเบื่อการโกหกแล้ว เขาคือพวกรักร่วมเพศและฮาร์เปอร์ควรรับมือกับเรื่องนี้ หนูว่าหนูไม่เคยเห็นพ่อถือขาเป็ดค้างในอากาศนานขนาดนั้นมาก่อน ถ้าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ หนูคงคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก”
“ไบรอันมักจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่เสมอ” แอนน์ มาร์กาเร็ตพูดอย่างรู้จักดี หล่อนรับรู้เรื่องราวของตระกูลนี้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา “เขากำลังพบกับแพทย์บำบัดไม่ใช่รึ”
“เขาหยุดไปพบหมอแล้วค่ะ ฉันเชื่อว่าคู่รักของเขาคือน้องชายของแพทย์ที่บำบัดเขานั่นแหละ”
“พูดเป็นเล่น!” ทั้งแอนน์ มาร์กาเร็ตและเจมี่ทำหน้าตกใจ
“อย่างน้อยที่สุดบอกลุงสิว่าพี่ชายของหนูไม่เป็นไร” เจมี่พูดกับเมลานี
แต่เมลานีบอกไม่ได้ “หนูไม่ทราบค่ะ พี่ไบรอันเขาไม่พูดกับหนู”
“ไม่นะ” เจมี่ส่ายศีรษะ “หนุ่มน้อยหน้าโง่ เขากับฮาร์เปอร์มีเรื่องขัดแย้งกันตลอดเวลา--พวกเขาสมองทึบกันทั้งคู่ นั่นละคือปัญหา--แต่เด็กคนนั้นรักหนูนะ ลุงเคยพูดเล่นกับพ่อแม่ของหนูว่าไบรอันเข้าใจผิดว่าหนูเป็นลูกสุนัขตัวหนึ่ง จากการที่เขาคอยหาของเล่นมาให้และเอาช็อกโกแลตมาใส่ปากหนู เขาไม่มีเหตุผลดีๆอะไรเลยที่จะเอาความโกรธครั้งล่าสุดทุ่มมาทางหนู” เจมี่ชะงัก แล้วถามอย่างระมัดระวัง “เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะโกรธหนูใช่มั้ย สาวน้อย ลุงนึกภาพไม่ออกว่าหนูจะแคร์เรื่องความชอบทางเพศที่ผิดธรรมดาของเขา หรือที่พวกเขาเรียกว่าอะไรก็ตามในปัจจุบันนี้”
“หนูไม่แคร์หรอกค่ะ” เมลานีพูด “แม่ก็ไม่แคร์ แต่หนูก็ไม่ทราบนะคะ...พี่ไบรอันหงุดหงิดตลอดเวลา มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาคล้ายๆกับแม่ อาจจะเข้าช่วงอารมณ์ปรวนแปร หรือช่วงโกรธแค้น ตอนที่หนูได้ยินเขาตะโกนว่าเขาเป็นโฮโม ส่วนหนึ่งในสมองหนูปิ๊งขึ้นมาในทันที หนูคิดว่า อ้อ ใช่แล้ว นี่คือเหตุผล ตอนนี้เรารู้แล้ว มันเปิดเผยออกมาแล้ว ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น
“แต่มันไม่ดีขึ้น อะไรบางอย่างระเบิดในตัวเขา หนูหมายความว่าระเบิดจริงๆ และทันใดนั้นราวกับเขาเกลียดพวกเรา พวกเราทุกคน หนูไม่ทราบว่าเพราะอะไร”
พ่อทูนหัวของหล่อนทำหน้างุนงงไม่สบายใจ “หนูพยายามคุยกับเขาหรือยัง”
“หนูฝากข้อความไว้หกครั้งแล้วค่ะ แล้วแวะไปหาเขาเองด้วย แต่เขาไม่ยอมมาเปิดประตู”
“เจ้าเด็กคนนั้นกำลังทดสอบความอดทนของหนู”
“เขาอาจจะต้องการเวลามากกว่านี้ค่ะ”
เจมี่ทำหน้าไม่เชื่อ “เขาไม่ควรต้องการเวลาอะไรในการรับรู้ว่าเขาต้องปฏิบัติกับแม่และน้องสาวอย่างให้เกียรติ เอาละ ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้ว ฮาร์เปอร์พูดอะไรอีกบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ลุงก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะพูดถึง”
“ฮาร์เปอร์จำเป็นต้องดึงศีรษะออกจากก้นเสียที” เจมี่ประกาศ นั่นเป็นหนึ่งในความเห็นที่เขาโปรดปรานเกี่ยวกับฮาร์เปอร์ แต่เขาพูดโดยไม่มีเจตนาร้าย ผู้ชายสองคนนี้มีประวัติมาด้วยกันยาวนานเกินกว่าจะหุนหันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างกันแล้ว
“พ่อเป็นพวกหัวเก่าค่ะ” เมลานีพูด “หนูคิดว่าในแวดวงเพื่อนหัวโบราณวัยเดียวกับเขา คงไม่ค่อยมีใครเคยเจอว่าลูกชายของพวกเขาประกาศตัวว่าเป็นเกย์”
“ถึงอย่างไรลูกชายก็คือลูกชาย”
แอนน์ มาร์กาเร็ตวางสองนิ้วลงบนผ้ากอซที่ปิดเข็มบนแขนเขา “นี่เป็นคำพูดของผู้ชายที่ไม่มีลูก”
เจมี่หน้าแดง “สนใจแต่เรื่องของคุณเถอะ คนสอดรู้--”
แอนน์ มาร์กาเร็ตกระชากเข็มออกจากเส้นเลือดเขา เขาห่อปากโดยไม่มีเสียง แล้วทำท่าราวกับเป็นเด็กนักเรียนที่ถูกลงโทษ ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะและนิ่งไว้อย่างนั้นอย่างเชื่อฟัง
“คุณทำได้ยอดเยี่ยมค่ะ” แอนน์ มาร์กาเร็ตประกาศอย่างร่าเริง และเจมี่ส่งสายตามองเมลานีอย่างทุกข์ทรมานที่บอกว่าเขารู้ว่าได้พบคู่ปรับที่ฝีมือทัดเทียมกันแล้ว--แต่เขายังไม่อยากยอมรับอย่างนั้น
แอนน์ มาร์กาเร็ตเดินต่อมาที่เตียงของเมลานี ถอดเข็มและติดปลาสเตอร์ยาให้
“หนูคิดว่าฮาร์เปอร์จะใจอ่อนลงในเร็วๆนี้ค่ะ” เมลานีบอกเมื่อทั้งหล่อนและพ่อทูนหัวได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นนั่งแล้ว หล่อนเดินไปที่เตียงของเจมี่และนั่งเคียงข้างกัน
“คิดรึ”
“หนูเห็นเขาร้องไห้” หล่อนพูดเบาๆ “ตอนดึกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่โซฟาชั้นล่าง เมื่อเขาคิดว่าไม่มีใครเดินอยู่ในบ้านแล้ว”
เจมี่เหลือบลงมองพื้น ท่าทางเคร่งขรึมในทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่งเมลานีมองเขาอย่างอยากรู้
“ลุงจะต้องการอะไรจากเขาล่ะคะลุงเจมี่ พ่อหนูถูกเลี้ยงดูมาในยุคห้าศูนย์ เมื่อผู้ชายคือผู้ชาย ผู้หญิงคือผู้หญิง และเกย์คือสัตว์ประหลาด หนูไม่ได้พูดว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยากนะคะที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดที่ติดตัวมานาน”
“หนูทำตัวเป็นนักการทูตที่ดีเสมอ เมล”
“นี่ไม่ใช่การเมืองโลกนะคะ ลุงเจมี่ นี่คือครอบครัว”
ทั้งสองเงียบไป และหลังจากนั้นครู่หนึ่ง สายตาพวกเขาก็เบนไปที่กลุ่มแขกที่แต่งตัวสวยงาม
เมลานีเห็นพ่อ เวลานี้เขายืนอยู่ที่มุมซ้ายของห้องรับแขก หัวเราะกับคู่แข่งของเขาที่โรงพยาบาลแมสเจนเนอรัล วิลเลียมมาถึงแล้วและคอยเดินตามพ่อของหล่อนติดๆ นายแพทย์วิลเลียม เชฟฟิลด์ก็เหมือนกับฮาร์เปอร์ เขามีความภาคภูมิใจในภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของตัวเอง แต่คืนนี้เขามีท่าทางเหนื่อยอ่อน หมดแรง
บางทีการพยายามตามผู้หญิงสามคนให้ทันคงทำให้เขาอ่อนแรง
เมลานีรีบไล่ความคิดนั้นออกไป ไม่ใช่เรื่องของหล่อนอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ปัญหาของหล่อนแล้ว
หล่อนมองหาแม่ และพบว่าแม่อยู่ที่มุมเกือบตรงข้ามกับพ่อ เมื่อก่อนพ่อแม่ของเมลานีแทบไม่อยู่เคียงข้างกันเลยในงานปาร์ตี้ และเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งไม่ทำ เมื่อมีสถานการณ์เกี่ยวกับไบรอันทำให้ความคิดแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ใช่สามีภรรยาประเภทที่จะทะเลาะกันต่อหน้าผู้คน พวกเขาไม่เคยแสดงความเห็นขัดแย้งกันต่อหน้าลูกๆ การโต้แย้งกันจะเกิดขึ้นอย่างลับๆในตอนดึก เมื่อพวกเขาคิดว่าไบรอันกับเมลานีหลับแล้ว และการตัดสินใจที่ตกลงกันได้นั้นจะถูกนำมาถ่ายทอดในตอนเช้า ส่วนใหญ่แล้วเมลานีมองว่าชีวิตแต่งงานของพ่อแม่หล่อนมั่นคง แม้จะอับเฉานิดหน่อย แม้กระทั่งเวลานี้หล่อนก็ยังไม่กังวลเกี่ยวกับพวกเขา ถึงอย่างไรพวกเขาก็เคยฟันฝ่าวิกฤติการณ์ที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้ว
ขณะนี้แพทริเซียวางแก้วน้ำส้มลงและเริ่มเดิน หล่อนผ่านตรงจุดที่ฮาร์เปอร์กำลังยืนพอดี เมลานีคิดว่าแม่ของหล่อนจะยังคงเดินต่อไปเฉยๆ แต่พ่อหล่อนยื่นมือออกมาหยุดแม่หล่อนไว้ด้วยการสัมผัสที่ข้อศอกเบาๆ ยากที่จะบอกว่าใครประหลาดใจกว่ากันกับการสัมผัสที่ไม่คาดคิดนี้ แพทริเซียหรือเมลานี
เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของฮาร์เปอร์กำลังอ่อนโยน เพราะอะไรก็ตามที่เขาพูดกับภรรยา มันทำให้หล่อนยิ้ม เขาพึมพำบางอย่างต่อไป ตาสีฟ้าของเขาเป็นประกายพราว และหล่อนหัวเราะออกมา สีหน้างุนงง สีหน้าพึงพอใจ แพทริเซียหันไปหาเขาทั้งตัว นิ้วยาวเรียวของศัลยแพทย์ลูบผ่านหัวไหล่หล่อนก่อนจะหยุดที่เอวเล็กคอด และหล่อนเอนตัวเข้าหาสามีในลักษณะที่เมลานีไม่เคยเห็นมานานแล้ว
เจมี่ขยับตัวข้างเมลานี และหล่อนตระหนักว่าเขากำลังจับตาดูพ่อแม่ของหล่อนเช่นกัน และยากที่จะอ่านสีหน้าของเขา
“ทุกอย่างจะเรียบร้อยค่ะ” เมลานีพึมพำด้วยความมั่นใจที่มีมากขึ้นใหม่ “ช่วงที่เลวร้ายที่สุดผ่านไปแล้ว”
“แม่ของหนูสวยมาก” เจมี่พูดอย่างอ่อนโยน และที่ข้างหลังพวกเขาแอนน์ มาร์กาเร็ตปิดภาชนะบรรจุเลือดของพวกเขาด้วยอาการกระแทกกระทั้นมากขึ้น
“เธอไปร่วมการประชุมสมาคมอดเหล้าเป็นประจำค่ะ ลุงก็รู้ว่าแม่เป็นคนแกร่งคนหนึ่ง” เมลานีเหลือบมองนาฬิกา แล้วกระโดดลงจากเตียง “ลุงจะอยู่ในเมืองสักพักหนึ่งมั้ยคะ”
“สองสามสัปดาห์ ที่รัก”
“ไปดื่มชาที่โรงแรมเดอะริทซ์กันมั้ยคะ”
“ไม่ยอมพลาดแน่นอน”
“เรานัดกันแล้วนะคะ ดูแลเขาดีๆด้วยนะแอนน์ มาร์กาเร็ต แล้วจะมาคุยกับทั้งสองคนทีหลังอีกนะ”
เมลานีเพิ่งเดินเลี้ยวไปตามทางเดินด้านหลังเพื่อเข้าครัวเมื่อหล่อนชนเข้ากับแขกอีกคนหนึ่ง หล่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อขอโทษและพบว่ากำลังมองผู้ชายร่างเตี้ย ศีรษะล้านคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าไร้ราคายับยู่ยี่ หล่อนนึกขึ้นได้ว่าเห็นเสื้อคลุมของเขาก่อนหน้านี้ เมื่อตอนที่เขากำลังเดินไปตามทางเดินนี้แล้วเลี้ยวหายลับตาไป
“คุณเป็นใคร” หล่อนถามเสียงเฉียบขาด
ผู้ชายคนนั้นยิ้มกว้างแต่ว่าไม่เป็นมิตร “แลร์รี่ ดิกเกอร์ครับ มาดาม จากหนังสือพิมพ์ดัลลัสเดลี่ อย่าหันหนีไปจากผม มิสสโตคส์ ผมใช้เวลาทั้งคืนคอยที่จะพบคุณตามลำพัง ให้ตายสิ คุณเป็นผู้หญิงที่มีงานยุ่งคนหนึ่ง”
“คุณไม่สมควรมาที่นี่ เรากำลังจัดงานแบบเป็นส่วนตัว และถ้าคุณไม่ออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันจะเรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัย”
“ผมจะไม่ทำอย่างนั้นถ้าผมเป็นคุณ”
“ถูกแล้ว คุณไม่ใช่ฉันแน่นอน” หล่อนพูดเสียงมั่นคง แล้วอ้าปากเพื่อจะเรียกขอความช่วยเหลือ ทันใดนั้นมือของผู้ชายคนนั้นก็ยื่นมาจับรอบข้อมือหล่อน และเขาจ้องมองหล่อนอย่างจริงจังจนน่าตกใจ เมลานีหายใจไม่ออก
อะไรบางอย่างขยับตัวตื่นอยู่ลึกๆในใจหล่อน ระลอกคลื่นในความว่างเปล่านั้น อย่าเกิดขึ้นในตอนนี้ อย่าเกิดขึ้นในตอนนี้นะ
“ผมรู้จักพ่อของคุณ” ผู้ชายคนนั้นกระซิบอย่างจริงจัง
“ฮา-ฮาร์เปอร์ สโตคส์น่ะรึ”
“ไม่ มิสสโตคส์ ผมรู้จักพ่อที่แท้จริงของคุณ พ่อโดยกำเนิดของคุณ”
“อะไรนะ”
เขายิ้ม ยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง “ตามผมมาสิ มิสสโตคส์” เขาพูดอย่างสงบ “ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง เรื่องสั้นๆเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเท็กซัส และฆาตกรต่อเนื่องที่ชื่อรัสเซล ลี โฮล์มส์”


