|
บทนำ
ผมมักจะนำเสนออะไรต่ออะไรออกสู่สายตาท่านอยู่เสมอ หลายปีมานี้ผมได้สร้างภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องลึกลับและระทึกขวัญมากมาย และยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ เพื่อให้ท่านที่นิยมชมชอบภาพยนตร์ของผมได้อกสั่นขวัญหายกับหนังสือกันบ้าง
ครั้งนี้ผมก็อยากเขียนแนะนำคณะเด็กหนุ่มสามคนที่ตั้งสมญานามคณะของเขาว่า 'สามยอดนักสืบ' พวกเขานั่งรถโรลส์รอยซ์คิ้วทองพราวไปทั้งคัน ตระเวนกันไปเพื่อสืบสวนเรื่องลึกลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ทุกรูปแบบ น่าประหลาดดีใช่ไหมล่ะครับ
พูดกันอย่างเปิดอกนะครับ ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กหนุ่มสามคนนี้เลย แต่ผมเผลอไปหน่อยที่รีบรับปากรับคำว่าจะแนะนำพวกเขาให้ท่านรู้จัก และผมเป็นคนรักษาคำพูดเสียด้วยสิ แม้ว่าการรับปากนั้นจะเกิดขึ้นเพราะผมถูกบีบด้วยกลอุบายก็เถอะ ซึ่งคุณจะได้ทราบต่อไป
ผมขอเข้าเรื่องเสียทีนะครับ เด็กผู้ชายสามคนที่มีสมญานามว่า 'สามยอดนักสืบ' นั้นก็มี บ็อบ แอนดรูส์ พีท เคร็นชอว์ และจูปิเตอร์ โจนส์ ทุกคนอาศัยอยู่ในเมืองรอกกีบีช เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียบนฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากฮอลลีวูดไปหลายไมล์ทีเดียว
บ็อบ แอนดรูส์ รูปร่างผอมบาง แต่มีจิตใจกล้าหาญ เป็นประเภทนักวิชาการคงแก่เรียนที่ชอบผจญภัย พีท เคร็นชอว์ ค่อนข้างสูงและแข็งแรงเห็นกล้ามเป็นมัดๆ เป็นคนที่ดูเป็นนักกีฬามากที่สุดในบรรดาทั้งสามคน ส่วนจูปิเตอร์นั้น... อ้า ผมขอไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับจูปิเตอร์ โจนส์นะครับ รอไว้ให้ท่านผู้อ่านลงความเห็นกันเอาเองหลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว ผมจะพูดแต่ข้อเท็จจริงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมอยากจะพูดว่าจูปิเตอร์ โจนส์เป็นเด็กอ้วน แต่ผมขอพูดตามที่เพื่อนๆของเขาพูดกันดีกว่าว่าเขา...ม่อต้อแบบมะขามข้อเดียว สมัยที่เขาอายุยังน้อย จูปิเตอร์ โจนส์เคยแสดงในภาพยนตร์ชุดที่ชื่อว่า 'แก๊งจิ๋วจอมเกเร' ซึ่งเป็นเรื่องราวตลกขบขันของเด็กๆกลุ่มหนึ่งที่ผมอยากจะบอกว่าโชคดีที่ผมไม่เคยชมมาก่อน จูปิเตอร์แสดงเป็น 'เจ้าหนูตุ้มตุ้ย' ที่โด่งดังมาก ด้วยความที่เขาช่างแก่แดดและน่ารักซะขนาดนั้น คนดูเป็นล้านๆคนจึงอดหัวเราะไปกับสถานการณ์เข้าตาจนต่างๆของเขาไม่ได้
เขารู้สึกแค้นใจอย่างมากที่ถูกหัวเราะเยาะ จึงตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียนอย่างมุมานะ พอเริ่มอ่านหนังสือเป็น เขาก็อ่านหนังสือทุกชนิดที่หาได้ - ทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา อาชญาวิทยา และหนังสือประเภทอื่นอีกมากมาย เนื่องจากเขาเป็นเด็กที่มีความจำเป็นเลิศ เขาจึงจำเรื่องต่างๆไว้ได้มาก จนครูในโรงเรียนต้องพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดการโต้แย้งกับเขาเข้า
พูดมาถึงแค่นี้ท่านก็คงจะรู้สึกว่า เด็กคนนี้เหลือจะทนทานเสียแล้ว คิดว่าความเห็นของผมกับความเห็นของท่านผู้อ่านตรงกันนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมทราบว่าเขายังมีเพื่อนที่ซื่อสัตย์ต่อเขาอยู่หลายคน น่าเสียดายที่ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับรสนิยมในการคบเพื่อนของพวกเขาไว้
นอกจากนี้ ผมยังบอกเรื่องราวของเขากับเพื่อนๆได้มากกว่านี้อีก และยังบอกได้ว่าเขาชนะการแข่งขันโดยได้นั่งรถที่มีคิ้วทองพราวไปทั้งคันได้อย่างไร และยังบอกได้อีกว่า เขามีชื่อเสียงทางด้านติดตามของหาย หรือสัตว์เลี้ยงที่หายไปกลับคืนมาได้อย่างไร ผมยัง... ว่าแต่ว่าผมได้ปฏิบัติหน้าที่ของผมแล้ว ผมทำเกินกว่าที่สัญญาไว้เสียอีกนะครับ ถ้าคุณอ่านมาโดยตลอดถึงตอนนี้ คุณคงจะรู้สึกดีใจที่คำนำนี้จบลงได้เสียที
เรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามจริงๆกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วครับ
-- เรจินัลด์ คลาร์ก --
1
สามยอดนักสืบ
ณ บ้านของ บ็อบ แอนดรูส์ ในเมืองรอกกีบีช บ็อบ จอดจักรยานไว้นอกบ้านแล้วจึงเดินเข้าบ้านไป แม่ของเขาได้ยินเสียงปิดประตูจึงร้องถามมาจากในครัว
"โรเบิร์ต นั่นลูกใช่มั้ย"
"ใช่ฮะ แม่" บ็อบตอบแล้วเดินตรงเข้าครัวทันที แม่ของเขามีผมสีน้ำตาล รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น หล่อนกำลังทำโดนัทอยู่
"ที่ห้องสมุดเป็นยังไงบ้างล่ะจ๊ะ" หล่อนถาม
"ก็งั้นๆแหละแม่" บ็อบตอบ ใครๆก็รู้ดีว่าที่ห้องสมุดแทบจะไม่มีเรื่องตื่นเต้นอะไรเกิดขึ้นเลย บ็อบไปทำงานพิเศษที่ห้องสมุด ช่วยแยกหนังสือที่ผู้ยืมมาส่งคืน ช่วยจัดแฟ้มและบัตรรายการต่างๆ
"เพื่อนของลูกที่ชื่อจูปิเตอร์เขาโทร.มาแน่ะ" แม่ของเขากล่าวต่อ พลางคลึงแป้งสาลีให้เป็นแผ่นแบนบนไม้กระดาน "เขาฝากข้อความไว้ให้ลูกด้วย"
"เขาฝากข้อความไว้หรือฮะ" บ็อบร้องออกมาดังๆด้วยความตื่นเต้น "เขาว่าไงบ้างฮะแม่"
"แม่จดแล้วเอาใส่กระเป๋าไว้แล้ว เดี๋ยวทำแป้งนี่ให้เสร็จก่อนแล้วจะหยิบให้"
"เขาบอกว่าไง แม่จำได้มั้ยฮะ เขาอาจจะกำลังต้องการตัวผมอยู่ก็ได้!"
"แม่จำได้ก็แต่ข้อความธรรมดาๆเท่านั้นแหละลูก" แม่ของเขาว่า "แต่ของจูปิเตอร์นี่ไม่ธรรมดาเลย เป็นข้อความที่ออกจะประหลาดอยู่สักหน่อย"
"จูปิเตอร์เขาชอบใช้คำประหลาดๆเสมอละฮะ" บ็อบว่า เขากลั้นใจรออย่างเต็มที่ "เขาเป็นนักอ่านตัวยงเลยละ บางครั้งก็เข้าใจเขายาก"
"แม่ว่าไม่ใช่บางครั้งหรอกจ้ะ" แม่ของเขาสวนคำไปทันที "เขาเป็นเด็กพิเศษเอามากๆ คิดดูสิ แม่ไม่เข้าใจเลยว่า เขาหาแหวนหมั้นของแม่พบได้ยังไง"
หล่อนพูดถึงตอนที่แหวนเพชรตกหายในฤดูใบไม้ร่วงที่แล้วมา จูปิเตอร์ โจนส์มาหาที่บ้านแล้วซักถามหล่อนว่า ในวันที่แหวนเพชรตกหายนั้นหล่อนทำอะไรบ้างอย่างละเอียดทุกอิริยาบถ หลังจากนั้นเขาตรงไปที่ห้องเตรียมอาหาร เอื้อมมือไปควานๆหา แล้วจึงพบแหวนเพชรอยู่หลังแถวของขวดมะเขือเทศดองนั่นเอง ความจริงแม่ของบ็อบเป็นคนถอดแหวนออกวางไว้เองตอนที่หล่อนนึ่งขวดเพื่อฆ่าเชื้อโรค
"แม่คิดไม่ถึงจริงๆ" มิสซิสแอนดรูส์ว่า "เขาเดาออกได้ยังไงว่าแหวนต้องอยู่ที่นั่น!"
"เขาไม่ได้เดานะฮะแม่ เขาคำนวณออกมาเลยละ" บ็อบชี้แจง "สมองเขาทำงานแบบนั้นแหละ... แม่ฮะ แม่จะหยิบข้อความนั่นให้ผมได้รึยังฮะ"
"อีกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นน่า" แม่ของเขาว่าพลางคลึงแป้งสาลีให้เป็นแผ่นแบนอีกครั้ง "ไม่อยากเชื่อเลย จูปิเตอร์เขาไปทำอะไรมานะที่ถึงกับได้ลงหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์เมื่อวานนี้น่ะ เขาได้นั่งรถโรลส์รอยซ์ฟรีๆตั้งสามสิบวันเป็นรางวัลใช่มั้ย"
"เขาตอบปัญหาชิงรางวัลของบริษัทบริการรถเช่าที่ชื่อ เร้นท์แอนด์ไรด์ ออโตเร็นทัลคัมพานี" บ็อบว่า "ทางบริษัทเขาเอาถั่วใส่ขวดโหลใบใหญ่จนเต็มและวางไว้ในตู้โชว์ ใครทายจำนวนเมล็ดถั่วได้ถูกหรือใกล้เคียงที่สุดจะได้นั่งรถโรลส์รอยซ์พร้อมคนขับฟรีๆเป็นเวลาสามสิบวัน จูปิเตอร์ใช้เวลาสามวันคำนวณเนื้อที่ของขวดโหลใบนั้น และคำนวณว่าควรจะมีเมล็ดถั่วอยู่กี่เมล็ด แล้วในที่สุดเขาก็ชนะ...ว่าไงฮะแม่ หยิบให้ผมได้รึยังล่ะฮะ"
"หยิบให้เดี๋ยวนี้ละจ้ะ" แม่ของเขาว่า หล่อนเช็ดแป้งที่มือออก "แล้วจูปิเตอร์ โจนส์เขาจะทำยังไงกับรถโรลส์รอยซ์และคนขับนั่นล่ะ ตั้งสามสิบวันเชียวนะ"
"คือยังงี้ไงฮะ เราคิดว่า..." บ็อบเอ่ยขึ้นแต่แม่ของเขากลับพูดต่อไปอีกว่า
"สมัยนี้ไม่ว่าปัญหาอะไร ก็มีคนเอาชนะกันได้ทั้งนั้น" หล่อนว่า "ดูสิ แม่อ่านเจอว่าผู้หญิงคนหนึ่งได้รับเรือนแพหลังหนึ่งจากการตอบปัญหาทางทีวี เขาอยู่ถึงในหุบเขาโน่นแน่ะ พอรู้ว่าได้รับรางวัลเขาแทบช็อกเลยเพราะไม่รู้ว่าจะเอาเรือนแพไปทำอะไร" หล่อนพูดพลางหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆขึ้นมาจากกระเป๋า
"นี่ไงข้อความของลูก" หล่อนว่า "เขาให้จดว่า 'ประตูสีเขียวหมายเลขหนึ่ง แท่นพิมพ์กำลังหมุน' "
"วิเศษจังเลย ขอบคุณฮะแม่" บ็อบร้องก้องพร้อมกับวิ่งออกนอกบ้าน แต่ยังไม่ทันออกประตู แม่ของเขารีบถามว่า
"โรเบิร์ต ข้อความนั่นหมายถึงอะไรเหรอลูก จูปิเตอร์เขาใช้รหัสพิเศษหรือไง"
"ไม่หรอกฮะแม่ ก็ภาษาอังกฤษง่ายๆธรรมดานี่เอง เอ้อ...ผมต้องรีบไปแล้วฮะ"
บ็อบรีบวิ่งออกประตูไป แล้วกระโดดขึ้นคร่อมรถจักรยาน จุดหมายปลายทางของเขาคือร้านขายของเก่าโจนส์แซลเวจยาร์ด
ระหว่างปั่นจักรยาน สนับขาที่บ็อบใส่อยู่แทบจะไม่สร้างความรำคาญให้กับเขาเลย คุณหมออัลวาเรซบอกว่า สนับขานั่นคือรางวัลที่เขาได้รับ เนื่องจากบ็อบพยายามปีนภูเขาใกล้ๆรอกกีบีชตามลำพัง รอกกีบีชเป็นที่ราบ ด้านหนึ่งอยู่ติดทะเล อีกด้านหนึ่งเป็นเทือกเขาซานตาโมนิก้า
ถึงจะเรียกว่าภูเขาแต่ขนาดของมันก็ค่อนข้างเล็ก ถ้าจะเรียกว่าเนินเขามันก็ดูใหญ่เกินไป บ็อบพลาดท่าม้วนต้วนลงมาตามทางลาดประมาณห้าร้อยฟุต กระแทกอะไรต่ออะไรมาหลายแห่งจนกระดูกขาหักหลายจุด ทางโรงพยาบาลพูดปลอบใจเขาว่านี่เป็นสถิติใหม่ อย่างไรก็ตาม คุณหมออัลวาเรซบอกว่าในที่สุดก็จะเอาสนับขานั่นออกได้ โดยที่เขาจะลืมไปได้เลยว่าครั้งหนึ่งเคยสวมมันไว้ แม้ว่าเขาจะรู้สึกรำคาญบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ตลอดเวลา
เมื่อออกนอกตัวเมืองมาแล้ว เขาก็มาถึงร้านโจนส์-แซลเวจยาร์ด ที่นี่เคยถูกขนานนามว่ากองเศษเหล็ก จูปิเตอร์เป็นผู้แนะนำให้ลุงของเขาเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ บัดนี้ร้านแห่งนี้มีของเบ็ดเตล็ดขายแทบทุกอย่าง คนที่หาซื้อของที่เขาต้องการไม่ได้จากที่อื่นต่างก็มุ่งตรงมาที่นี่กันทั้งนั้น
ลานเก็บของสัพเพเหระแห่งนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจเด็กผู้ชายทุกๆคน ที่นี่มีลักษณะแปลกประหลาดที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ดูได้จากรั้วไม้กระดานที่ล้อมรอบ มิสเตอร์ติตัส โจนส์ใช้สีต่างๆที่คนอื่นเหลือทิ้งมาทารั้ว พวกศิลปินประจำถิ่นมาช่วยเขาด้วยอีกแรงหนึ่ง เพราะว่าเขาใจดีให้ของบางอย่างแก่พวกศิลปินโดยไม่คิดเงิน
รั้วด้านหน้าทั้งหมดเต็มไปด้วยภาพต้นไม้ ดอกไม้บานสะพรั่ง ภาพทะเลสาบสีเขียว มีหมู่หงส์ลอยคออยู่ทั่วไป รวมทั้งภาพทะเล ด้านอื่นๆก็มีภาพต่างๆอีกมากมาย อาจจะเรียกได้ว่าเป็นร้านขายของเก่าที่มีสีสันแปลกตาที่สุดในประเทศเลยทีเดียว
บ็อบปั่นจักรยานผ่านประตูรั้วซึ่งเป็นประตูเหล็กบานมหึมาสองบานที่ได้มาจากคฤหาสน์แห่งหนึ่งซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายหมด เขาขับต่อไปอีกประมาณหนึ่งร้อยหลา แล้วหยุดใกล้ๆหัวมุมซึ่งบนรั้วเป็นภาพทะเลสีเขียว มีเรือใบสองเสาลำหนึ่งกำลังจะอับปางท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ บ็อบลงจากจักรยานและมองเห็นไม้กระดานสีเขียวสองแผ่นซึ่งจู๊ปใช้เป็นประตูส่วนตัวที่เขาเรียกว่า ประตูสีเขียวหมายเลขหนึ่งนั่นเอง บนประตูมีภาพปลาตัวหนึ่งอยู่ในน้ำจ้องมองไปยังเรือที่กำลังจม บ็อบกดลงไปที่ตาของปลาในภาพแล้วแผ่นไม้กระดานทั้งสองจึงเปิดออกทันที
เขาเข็นรถจักรยานเข้าไปแล้วปิดประตู บัดนี้เขาเข้ามาอยู่ในร้านขายของเก่าแล้ว แต่อยู่ในมุมที่จูปิเตอร์จัดไว้เป็นลานปฏิบัติงานกลางแจ้งของเขาเอง บริเวณนั้นเป็นที่โล่งทั้งหมดยกเว้นส่วนที่มีการมุงหลังคากว้างประมาณหกฟุตไปตามแนวรั้วด้านใน มิสเตอร์โจนส์ใช้บริเวณที่มีหลังคาเหล่านี้ไว้เก็บเศษเหล็กและของเก่าที่ยังมีประโยชน์กว่าขยะอื่นๆ
ขณะที่บ็อบเข้ามาในลานปฏิบัติงาน เขาเห็นจูปิเตอร์ โจนส์นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนพังๆ ฟันกัดอยู่ที่ริมฝีปากล่างแสดงว่าเขากำลังใช้สมองอย่างหนัก พีท เคร็นชอว์ กำลังง่วนอยู่กับแท่นพิมพ์เล็กๆ เป็นแท่นพิมพ์ที่ถูกทิ้งแล้ว แต่จูปิเตอร์พยายามซ่อมแซมจนใช้การได้
เสียงแท่นพิมพ์ดังคลิ้ง แคล้ง โยกไปข้างหน้าแล้วกลับมาข้างหลัง พีทเด็กรูปร่างสูงผมสีน้ำตาลเข้ม กำลังง่วนอยู่กับการคอยเปลี่ยนบัตรสีขาว และนั่นก็คือข้อความที่จู๊ปฝากถึงเขา เขาต้องการบอกว่าแท่นพิมพ์ใช้งานได้แล้ว และให้บ็อบมาพบที่ประตูสีเขียวหมายเลขหนึ่งนั่นเอง
ลานปฏิบัติงานแห่งนี้ถูกปกปิดไว้อย่างดี คนที่อยู่ในส่วนอื่นๆของร้านขายของเก่าแห่งนี้จะไม่สามารมองมาเห็นได้ โดยเฉพาะป้าของจูปิเตอร์ที่ชื่อ มาธิลด้า หญิงร่างใหญ่ที่เป็นคนดำเนินธุรกิจนี้เป็นส่วนใหญ่ หล่อนเป็นคนใจกว้างและใจดีเหลือหลาย แต่เมื่อไรก็ตามที่หล่อนเห็นเด็กๆอยู่ใกล้ๆละก็ หล่อนจะเกิดความคิดแวบขึ้นมาทันที นั่นก็คือ หางานให้ทำ!
เพื่อเป็นการป้องกันนิสัยของป้ามาธิลด้า จูปิเตอร์จึงค่อยๆจัดวางเศษเหล็กเข้าไว้เป็นกองๆ เพื่อปิดบังลานปฏิบัติงานของเขาไว้ บัดนี้เขาและเพื่อนๆมีที่ทำงานส่วนตัวแล้วในยามที่ลุงและป้าของเขาไม่มีธุระจะใช้
พีทได้ยินบ็อบจอดจักรยาน เขาหยุดพิมพ์และยื่นบัตรที่เขาเพิ่งพิมพ์มาให้บ็อบแผ่นหนึ่ง
"เอ้า เอาไปดูสิ!" เขาว่า
บัตรนั้นเป็นนามบัตรแผ่นใหญ่แผ่นหนึ่ง เขียนข้อความไว้ดังนี้
สามยอดนักสืบ
รับสืบเรื่องอะไรก็ได้
? ? ?
นักสืบคนที่หนึ่ง จูปิเตอร์ โจนส์
นักสืบคนที่สอง ปีเตอร์ เคร็นชอว์
ผู้จดบันทึกและค้นคว้าหาข้อมูล บ็อบ แอนดรูส์
"แจ๋วไปเลย!" บ็อบกล่าวชม "อย่างนี้สิค่อยเข้าท่าหน่อย นายตัดสินใจทำงานนี้แน่แล้วใช่มั้ย จู๊ป"
"ก็พวกเราอยากจะตั้งสำนักงานนักสืบกันมานานแล้วไม่ใช่เหรอ" จูปิเตอร์ว่า "ยิ่งตอนนี้ฉันได้ใช้รถโรลส์รอยซ์ตั้งสามสิบวัน วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม ก็ยิ่งช่วยให้เรามีอิสระที่จะไปสืบหาเรื่องลึกลับกัน ถึงจะเป็นแค่ช่วงเดียวก็เถอะ แต่ในช่วงเวลาอย่างนี้เราก็ต้องรีบตักตวง ตอนนี้เราเป็นสามยอดนักสืบอย่างเป็นทางการแล้วนะ
"ในฐานะที่ฉันเป็นนักสืบคนที่หนึ่ง ฉันขอรับผิดชอบเกี่ยวกับการวางแผน ส่วนพีทในฐานะนักสืบคนที่สอง จะรับผิดชอบในการปฏิบัติการที่ต้องอาศัยกำลังทักษะอย่างนักกีฬา สำหรับนายนะบ็อบ เนื่องจากว่าขานายยังมีปัญหาอยู่ ไม่เหมาะกับการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยหรือการปีนข้ามรั้วหรืองานอะไรทำนองนี้ ขอให้นายรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องการค้นคว้าหารายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่เราจะทำ นอกจากนั้น ทุกคดีที่เราทำขอให้นายเก็บประวัติความเป็นมาทุกอย่างให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วย"
"หน้าที่อย่างนี้สิถึงจะเหมาะกับฉัน" บ็อบว่า "ฉันค้นคว้าได้ง่ายเพราะทำงานอยู่ในห้องสมุดอยู่แล้ว"
"การสืบสวนสมัยนี้ต้องอาศัยการค้นคว้าอย่างมากด้วย" จูปิเตอร์ว่า "แต่นายดูนามบัตรของเราแล้วทำหน้าตาประหลาดๆ มีอะไรทำให้นายแปลกใจหรือ"
"อ๋อ ก็เครื่องหมายคำถามพวกนี้น่ะสิ" บ็อบว่า "มันหมายความว่าไง"
"ฉันกำลังรอให้นายถามอยู่เชียว" พีทว่า "จู๊ปบอกฉันแล้วว่านายจะต้องถามเรื่องนี้แน่ เขายังบอกว่าใครๆที่เห็นนามบัตรก็จะต้องถามทั้งนั้นแหละ"
"ก็เครื่องหมายคำถาม" จูปิเตอร์กล่าวอย่างหนักแน่น "เป็นสัญลักษณ์สากลเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีใครรู้น่ะสิ พวกเราพร้อมที่จะไขปริศนา หรือปัญหา หรือความลี้ลับ หรืออะไรพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นเครื่องหมายคำถามก็จะเป็นเครื่องหมายการค้าของทีมเรา ซึ่งมันหมายถึงสามยอดนักสืบนั่นเอง"
บ็อบนึกว่าจูปิเตอร์จะจบคำตอบของเขาเพียงแค่นั้น แต่เขาคิดผิด นั่นเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
"นอกจากนี้" จูปิเตอร์กล่าวต่อ "เครื่องหมายคำถามเหล่านี้ยังจะช่วยกระตุ้นความสนใจด้วย คนจะซักถามเราว่ามันหมายความยังไง เหมือนที่นายถามนั่นแหละ แล้วคนก็จะจำเราได้ เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีเลยละ ธุรกิจทุกอย่างจะต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ลูกค้าสนใจ"
"แหม เยี่ยมจริงๆ" บ็อบว่า แล้ววางบัตรนั้นคืนเข้ากองที่พิมพ์เสร็จแล้ว "เอาละ ตอนนี้เราทำธุรกิจได้แล้ว ขอแต่ให้มีคดีมาให้สืบสวนก็แล้วกัน"
พีทวางมาดเหลือเกิน "นี่บ็อบ" เขาเอ่ยขึ้น "เรามีคดีที่จะทำแล้วละ"
"ถูกแล้ว" จูปิเตอร์ว่าพร้อมกับยืดตัวตรง และอ้าปาก ปกติใบหน้าของเขาค่อนข้างกลมแต่พออ้าปากทำให้เห็นว่าใบหน้าเขายาวขึ้นและดูอายุมากขึ้น รูปร่างของเขาเป็นแบบมะขามข้อเดียว เวลาที่เขานั่งตัวงอจะทำให้ดูว่าเขาเป็นคนค่อนข้างอ้วน
"แต่โชคไม่ดี" จูปิเตอร์ว่า "เพราะมีอุปสรรคอยู่เล็กน้อย มีอยู่คดีหนึ่งพร้อมจะให้พวกเราไปทำ ฉันเองมีความรู้สึกว่ามันง่าย แต่อุปสรรคที่ว่าก็คือ เขายังไม่จ้างให้เราทำ"
"เป็นคดีอะไรล่ะ" บ็อบถามอย่างใคร่รู้
"ผู้กำกับหนังชาวอังกฤษผู้โด่งดังที่ชื่อเรจินัลด์ คลาร์ก อยากได้บ้านผีสิงจริงๆสักหลังหนึ่ง สำหรับถ่ายทำหนังเรื่องต่อไปของเขา" พีทว่า "พ่อรู้ข่าวนี้มาจากโรงถ่าย" มร.เคร็นชอว์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษในโรงถ่ายทำภาพยนตร์ของฮอลลีวูด เลยละแวกที่พวกเขาอยู่ออกไปสองสามไมล์
"บ้านผีสิงเหรอ" บ็อบทำหน้านิ่ว "แล้วนายคิดว่าจะทำยังไงกันดีล่ะ"
"เราก็ไปสืบหาบ้านผีสิงแล้วลองทดสอบดูว่ามีผีสิงจริงรึเปล่า แล้วพวกนักข่าวก็จะนำชื่อเราไปลงในหนังสือพิมพ์ สามยอดนักสืบจะดังกันก็คราวนี้แหละ"
"แต่คุณคลาร์กยังไม่ได้ขอให้เราไปสืบหาบ้านผีสิงกันเลย" บ็อบว่า "นี่ใช่มั้ยที่นายว่าเป็นอุปสรรคเล็กๆน้อยๆน่ะ"
"เราเห็นจะต้องชวนให้เขาใช้บริการของเราเสียแล้ว" จูปิเตอร์ว่า "นั่นคือก้าวต่อไป"
"ก็แหงละ" บ็อบพูดประชด "ฉันว่าพวกเราจะต้องเดินอาดๆเข้าไปในห้องทำงานของผู้กำกับที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลกพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า 'คุณสั่งให้พวกเรามาพบใช่มั้ยครับ' "
"รายละเอียดที่นายว่ามายังไม่ค่อยถูกต้องนักหรอก แต่ความคิดไม่เลวทีเดียว" จูปิเตอร์ว่า "ฉันโทรศัพท์ไปนัดกับคุณคลาร์กไว้เรียบร้อยแล้ว"
"จริงเหรอเนี่ย" พีทถามด้วยความประหลาดใจไม่น้อยไปกว่าบ็อบ "แล้วเขาบอกว่าจะให้เราพบรึ"
"เปล่าหรอก" เด็กชายอ้วนม่อต้อตอบ "แม่เลขาฯของเขาไม่ยอมแม้แต่จะให้ฉันพูดด้วย"
"ฉันนึกแล้วเชียว" พีทว่า
"อันที่จริงเขายังบอกว่าจะแจ้งให้ตำรวจมาจับเรา ถ้าเราไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เจ้านายของเขา" จูปิเตอร์เล่าต่อ "แหม ช่างบังเอิญที่ว่าเลขาฯชั่วคราวเฉพาะหน้าร้อนคราวนี้ของคุณคลาร์กก็คือผู้หญิงที่เคยเรียนที่รอกกีบีชนี่เอง เขาเป็นรุ่นพี่ของเราหลายปี แต่พวกนายอาจจะรู้จักก็ได้ เขาชื่อ เฮนเรียตต้า ลาร์สัน"
"อ๋อ เฮนเรียตต้าผู้ชอบวางอำนาจน่ะเอง!" พีทอุทาน "จริงอย่างนายว่า ฉันจำเขาได้แน่นอน"
"เขาเคยช่วยพวกครูอยู่ที่นี่พักหนึ่ง และชอบทำตัวเจ้ากี้เจ้าการกับกลุ่มเด็กๆด้วย" บ็อบว่า "ฉันจำได้แม่นทีเดียว ถ้าเฮนเรียตต้า ลาร์สัน เป็นเลขาฯคุณคลาร์กละก็ เราลืมเรื่องนี้ซะเถอะ รถถังสามคันก็ผ่านเขาไปไม่ได้หรอก"
"อุปสรรค" จูปิเตอร์ว่า "คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย พรุ่งนี้เช้าเราจะนั่งรถชั่วคราวของเราคันนั้นไปฮอลลีวูดกัน และแวะเยี่ยมคุณคลาร์ก"
"ถ้าเฮนเรียตต้าแจ้งตำรวจมาจับเราล่ะ" บ็อบโวยวายขึ้น "ฉันไม่เอาด้วยหรอก แล้วพรุ่งนี้ฉันจะต้องทำงานที่ห้องสมุดทั้งวันด้วย"
"ถ้ายังงั้นพีทไปกับฉันก็แล้วกัน ฉันจะโทร.ไปบอกบริษัทบริการรถเช่าว่า ฉันจะเริ่มใช้รถตอนสิบโมงเช้าพรุ่งนี้ สำหรับนายนะ บ็อบ" จูปิเตอร์กล่าวต่อ "พรุ่งนี้นายจะอยู่ที่ห้องสมุดไม่ว่านานแค่ไหนก็ตาม ขอให้ช่วยค้นหนังสือพิมพ์กับนิตยสารเก่าๆ หาเรื่องนี้ให้ฉันหน่อย"
เขาเขียนลงไปว่า 'ปราสาทสยองขวัญ' ที่ด้านหลังของนามบัตรแล้วยื่นไปให้บ็อบ เด็กชายถึงกับกลืนน้ำลายเมื่ออ่านจบ
"ตกลง จู๊ป" เขาว่า "ฉันจะช่วยค้นให้"
"สามยอดนักสืบบัดนี้ลงมือทำธุรกิจแล้ว" จูปิเตอร์ประกาศด้วยความพึงพอใจ "นายเอานามบัตรหลายๆใบติดตัวไปด้วยตลอดเวลานะ เอาไว้แจกเวลาแนะนำตัว และพรุ่งนี้เราก็จะทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ละ"
|