BannerDetective
     
Main Page Contact Us News Web Board Contact Us Site Map Links
     
 
Romance
Detective
Children's Books
Interesting Books

 

     
 
ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
     
 
ฆาตกรซ่อนเงา
 
     
 

บทที่ 1
    
     มิสซิสอกาธา เรซิ่นนั่งที่โต๊ะทำงานที่เพิ่งเคลียร์เรียบร้อยในสำนักงานของหล่อนบนถนนเซาท์มอลตัน เขตเมย์แฟร์ของลอนดอน มีเสียงคนพูดคุยดังงึมงำมาจากห้องด้านนอก พนักงานกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงส่งให้หล่อน ถ้วยแก้วส่งเสียงกระทบกันกรุ๋งกริ๋ง
     ทั้งนี้เนื่องมาจากอกาธาตัดสินใจเกษียณชีวิตการทำงานเร็วกว่าที่ควร หล่อนทำงานหนักมานานปีเพื่อสร้างบริษัทประชาสัมพันธ์ให้เจริญรุ่งเรือง มุมานะดั้นด้นมาไกลแสนไกลจากภูมิหลังอันต่ำต้อยจากครอบครัวชั้นแรงงานในสลัมย่านเบอร์มิงแฮม หล่อนผ่านชีวิตแต่งงานที่เหมือนฝันร้าย ฉุดตัวเองขึ้นจากความบอบช้ำทุกข์ตรม ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตให้ได้
     ความบากบั่นและความสำเร็จรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานกำลังจะคล้อยหลังไปแล้ว ขณะที่ความฝันอันกลายมาเป็นจริงนั้น คือบ้านน้อยสไตล์กระท่อมชนบทในแถบคอตส์โวลดส์
     คอตส์โวลดส์ในมิดแลนดส์แห่งนี้งดงามน่ารักสุดจะบรรยาย ในโลกเรามีสถานที่ที่สวยสดด้วยฝีมือมนุษย์อย่างนี้ไม่มากนัก มีหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่งสร้างด้วยหินคอตส์โวลดส์สีทอง สวนงามสะพรั่ง หญ้าเขียวขจี ทางเล็กๆลดเลี้ยวเคี้ยวคด เห็นโบสถ์โบร่ำโบราณน่าเกรงขาม
     อกาธาเคยมาคอตส์โวลดส์เพียงครั้งเดียวเมื่อสมัยเด็กๆ พ่อแม่ไม่ชอบสถานที่แห่งนี้เอามากๆ บ่นไม่ขาดปากว่าน่าจะไปเที่ยวที่อื่นมากกว่า ทว่าสำหรับอกาธาแล้ว คอตส์โวลดส์คือตัวแทนของทุกๆสิ่งที่หล่อนใฝ่หาในชีวิต ทั้งความงดงาม ความสงบร่มรื่น ความปลอดภัยและมั่นคง
     ด้วยเหตุนี้ แม้จะยังเป็นเด็กอยู่ หล่อนยังอุตส่าห์ตั้งใจมั่นว่า สักวันหนึ่งเถอะ หล่อนจะไปอยู่ในกระท่อมหลังน้อยแสนสวยสักหลังในหมู่บ้านแสนสงบสักแห่งในคอตส์โวลดส์ อยู่ให้ไกลแสนไกลจากสรรพเสียงอันหนวกหูทั้งปวง ไกลจากกลิ่นเหม็นสาบเหม็นหืนในเมืองใหญ่
     แต่อกาธาไม่เคยกลับไปที่คอตส์โวลดส์อีกเลย เพราะอยากจะเก็บความฝันสีชมพูเอาไว้ให้นานแสนนานมิให้แตกสลาย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้แหละที่หล่อนเดินทางไปเพื่อซื้อกระท่อมในฝันที่หมู่บ้านขนาดจิ๋วในคอตส์โวลดส์ที่มีชื่อว่าคาร์สลีย์
     น่าเสียดายจัง อกาธาคิดอยู่ในใจ เสียดายที่หมู่บ้านสวยน่ารักราวกับนิยายจะมีชื่อจืดๆว่าคาร์สลีย์ แทนที่จะเป็นชิปปิ้งแคมป์เดน หรือไม่ก็แอสตันแม็กน่า หรือโลเวอร์สลอเทอร์ หรืออะไรก็ได้ที่ลึกลับน่าตื่นเต้นแบบนี้ แต่กระท่อมหลังนี้สวยถูกใจทุกอย่าง ที่สำคัญคือไม่ได้อยู่ในบริเวณท่องเที่ยว จึงปราศจากร้านขายของที่ระลึก ร้านน้ำชา และไม่ต้องมีรถบัสขนนักท่องเที่ยวมาทุกๆวันด้วย
     อกาธานั้นอยู่ในวัยห้าสิบสาม ผมสีน้ำตาล หน้าเหลี่ยมๆเรียบๆ รูปร่างท้วมๆ เวลาพูดจามีน้ำเสียงสำเนียงชาวกรุงผู้ดีชนิดหาที่ติมิได้ เว้นแต่ตอนที่ตกใจหรือตื่นเต้นเท่านั้นแหละ ที่สำเนียงชาวสลัมเบอร์มิงแฮมจะเล็ดลอดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
     ผู้ที่อยู่ในวงการประชาสัมพันธ์นั้นสมควรที่จะมีเสน่ห์ติดตัวอยู่บ้าง แต่อกาธานั้นไม่มีเสน่ห์เลยแม้แต่นิดเดียว งานของหล่อนประสบความสำเร็จได้ด้วยการที่อกาธาทำตัวทั้งโหดเหี้ยมและแสนดีได้ในขณะเดียวกัน หล่อนจะสวมบทบาทนักเลงข่มเหงรังแกชนิดไม่ไว้หน้า สลับการเล่นบทแม่พระอ่อนหวานอ้อนวอนโดยไม่เหนียมอายแต่อย่างไรโดยมองเห็นแต่ผลที่จะได้รับเท่านั้น
     พวกนักข่าวมักจะยอมเขียนข่าวให้ลูกค้าของหล่อนเพียงเพื่อหล่อนจะได้เลิกตอแยเท่านั้น นอกจากนี้หล่อนยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแบล็คเมล์ทางอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย ใครก็ตามที่ฉลาดน้อยหรือไหวไม่ทันยอมรับของขวัญจากหล่อนสักชิ้น หรือยอมให้หล่อนพาไปเลี้ยงอาหารสักมื้อละก็ จะถูกอกาธาตามจองล้างจองผลาญอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรมจนกว่าจะยอมชดใช้ให้ชนิดเกินพอเลยทีเดียว
     ที่หล่อนป๊อปปูล่าในหมู่ลูกน้องนั้นก็เพราะบรรดาลูกน้องเหล่านี้ต่างก็ค่อนข้างอ่อนแอ เหลาะแหละ เป็นพวกที่ชอบเอาเรื่องของคนที่ตัวเองกลัวมาพูดคุยแต่งปั้นจนคนคนนั้นกลายเป็นตำนานแห่งความน่าสะพรึงกลัวไปเลย
     อกาธาถูกขนานนามว่าเป็น ‘คนจริง’ และเช่นเดียวกับบรรดาคนจริงทั้งหลายที่พูดปากตรงกับใจ หล่อนไม่เคยมีเพื่อนจริงๆเลยสักคนเดียว แม้แต่เวลาเข้าสังคมก็ยังเป็นเพราะเรื่องงานเท่านั้น
     ขณะที่หล่อนลุกขึ้นเพื่อจะไปร่วมงานปาร์ตี้ หมอกควันกลุ่มน้อยๆก็ลอยมาปกคลุมหัวใจที่ปกติจะไร้ความสลับซับซ้อน ชีวิตที่รออยู่เบื้องหน้านั้นว่างเปล่า ไม่มีงานให้ทำจนหัวปักหัวปำตั้งแต่เช้ายันค่ำ
     หล่อนจะรับมือกับชีวิตแบบนั้นได้อย่างไรนะ
     อกาธาปัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วเดินออกไปเพื่อรับการเลี้ยงส่งลา
     “มาแล้ว!” รอยผู้เป็นหนึ่งในผู้ช่วยหลายคนส่งเสียงแสบแก้วหู
     “แอ๊กกี้ พั้นช์แชมเปญนี่น่ะ สะเด็ดไปเลย”
     อกาธารับแก้วพั้นช์ ลูลู่ เลขาของหล่อนเดินเข้ามายื่นห่อของขวัญให้ คนอื่นๆทำตาม ต่างก็เข้ามาห้อมล้อม ทำเอาลำคออกาธาตีบตันไปหมด
     เสียงร้ายๆในหัวร่ำร้องขึ้นมา “ดูสิ เห็นไหมว่าทำอะไรลงไป ทำอะไรลงไป”
     ลูลู่ให้น้ำหอมตามเคย รอยให้กางเกงในไร้เป้า บางคนให้หนังสือสอนทำสวน อีกคนให้แจกัน ของขวัญต่างๆนานาทยอยมาเรื่อยๆ
     “กล่าวอะไรหน่อย!” รอยร้องขึ้นมา
     “ขอบใจมากนะทุกๆคน” อกาธาพูดเสียงแหบแห้ง “ฉันไม่ได้จะไปประเทศจีนสักหน่อย ถ้าว่างก็ไปเยี่ยมกันได้ เพดแมนส์เจ้านายคนใหม่ของพวกเธอสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร พวกเธอคงจะทำงานไปอย่างเดิม ขอบคุณสำหรับของขวัญ ฉันจะใช้และรักษาเอาไว้อย่างดี ยกเว้นของเธอนะ รอย อายุขนาดฉันคงไม่มีโอกาสได้ใช้มันหรอก”
     “ใครจะรู้ว่าคนเราจะมีโชคตอนไหน” รอยชี้แจง “ชาวไร่กลัดมันบางคนอาจจะวิ่งไล่จับคุณตามพุ่มไม้ก็ได้”
     อกาธาดื่มพั้นช์ รับประทานแซนด์วิชปลาแซลมอนรมควัน จากนั้น ก็หิ้วถุงสองถุงที่ลูลู่จัดใส่ของขวัญให้ เดินลงไปจากบริษัทเรซิ่นโปรโมชั่นส์เป็นครั้งสุดท้าย
     ที่ถนนบอนด์ หล่อนใช้ศอกยันนักธุรกิจผอมๆหน้าตาตื่นๆกระเด็นออกไป แล้วผลุบเข้าไปในรถแท็กซี่ที่เขาเพิ่งจะโบกมือเรียกมา พลางบอกว่า “ฉันเห็นก่อน” แล้วสั่งคนขับให้พาไปยังสถานีรถไฟแพดดิงตัน
     หล่อนขึ้นรถไฟเที่ยวบ่ายสามยี่สิบไปออกซ์ฟอร์ด ทิ้งตัวลงนั่งในตู้โบกี้ชั้นหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยรอคอยอยู่ที่คอตส์โวลดส์แล้ว หล่อนจ้างคนตกแต่งปรับปรุงภายในกระท่อมให้ใหม่หมด รถส่วนตัวจอดรออยู่ที่สถานีมอร์ตัน-อิน-มาร์ช ขับรถจากสถานีไปคาร์สลีย์เพียงเดี๋ยวเดียวก็ถึง บริษัทขนย้ายได้ขนข้าวของจากแฟลตในลอนดอนไปไว้ที่กระท่อมหมดแล้ว แฟลตก็ขายไปแล้ว หล่อนเป็นอิสระ จะผ่อนคลายให้สบายอารมณ์แค่ไหนก็ได้ ไม่มีดาราเจ้าอารมณ์ให้ต้องยุ่งด้วย ไม่มีหนังสือชื่อดังให้โปรโมต
     ตอนนี้มีแต่จะทำอะไรก็ได้ที่ใจตัวเองปรารถนา
     อกาธาม่อยหลับไป มาสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อได้ยินเสียงพนักงานรถไฟตะโกนว่า “ออกซ์ฟอร์ดครับ ถึงออกซ์ฟอร์ดแล้ว”
     หล่อนมองโทรทัศน์จอเล็กที่แขวนอยู่เหนือชานชาลาที่ 2 ซึ่งบอกว่ารถไฟที่จะไปชาร์ลเบอรี่ คิงแฮม มอร์ตัน-อิน-มาร์ช และสถานีอื่นๆจนไปสิ้นสุดที่เฮียร์ฟอร์ดนั้นจอดอยู่ที่ชานชาลาที่ 3 อกาธาหิ้วกระเป๋าข้ามสะพานไป วันนี้อากาศหนาว ท้องฟ้าขมุกขมัว อาการตัวเบาๆลอยๆจากการได้เป็นอิสระจากงานและจากพั้นช์ของรอยค่อยๆมลายหายไปทีละนิด
     รถไฟเคลื่อนออกจากสถานีช้าๆ เห็นเรือบรรทุกของอยู่ฟากหนึ่ง อีกฟากหนึ่งเป็นท้องทุ่งถูกฝนกระหน่ำจนน้ำท่วมเห็นแล้วน่าห่อเหี่ยว
     เหลวไหลแท้ๆ อกาธาดุตัวเอง เราได้สิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดแล้ว ทำไมถึงต้องคิดอย่างนี้ด้วยนะ คงจะเป็นเพราะกำลังอ่อนเพลียมากกว่า
     รถไฟหยุดวิ่งตรงแถวชาร์ลเบอรี่ มันเคลื่อนช้าๆมาจอดนิ่งอยู่อย่างนั้นเฉยๆตามประสารถไฟอังกฤษ ผู้โดยสารเองก็นั่งฟังเสียงลมที่พัดหวีดหวิวอยู่เหนือทุ่งกันด้วยหน้าตาเฉยเมย ทำไมนะคนอังกฤษถึงเฉื่อยชาขลาดเขลากันขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครร้องเรียกเจ้าหน้าที่มาถาม หากเป็นคนชาติอื่นละรับรองไม่มีใครนั่งเบื้ออยู่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก
     อกาธากำลังคิดอยู่ว่าจะไปถามเองดีไหม แต่นึกขึ้นมาได้เสียก่อนว่า เดี๋ยวนี้หล่อนไม่ต้องรีบร้อนไปไหนแล้ว เลยหยิบหนังสือพิมพ์ที่ซื้อที่สถานีขึ้นมาอ่านแทน
     หลังจากเวลาผ่านไปได้สักยี่สิบนาที รถไฟก็ค่อยๆส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ไม่ช้าไม่นานหลังจากผ่านสถานีชาร์ลเบอรี่แล้ว ก็แล่นมาจอดที่สถานีมอร์ตัน-อิน-มาร์ชอันเล็กจิ๋ว
     อกาธาลงจากรถไฟ รถของหล่อนยังจอดอยู่ที่เดิม หล่อนยังนึกกังวลอยู่ว่ารถอาจจะหายไปแล้วก็ได้
     วันนี้เป็นวันตลาดนัด มีแผงลอยขายของสารพัดสารพันตั้งแต่ปลาสดไปจนถึงชุดชั้นใน อกาธาค่อยๆสดชื่นขึ้น วันอังคารเป็นตลาดนัด จะต้องจำเอาไว้ให้แม่น
     รถคันใหม่เคลื่อนออกจากตลาด ไต่ขึ้นเนินเขา ใกล้ถึงบ้านแล้ว!
     หล่อนขับรถออกจากถนนใหญ่ รถซาบบ์คันใหม่ครางนุ่มกระหึ่ม แล่นลัดเลาะไปตามซอกเขาคอตส์โวลดส์ผ่านเบอร์ตัน-ออน-เดอะ-ฮิล เกือบถึงบ้านแล้ว บ้านของหล่อน!
     หมู่บ้านขนาดจิ๋วนี้งามแท้ๆ สวยกว่าหมู่บ้านอื่นๆที่ถือว่างดงามกว่าใครๆแล้ว บ้านหลังน้อยใหญ่เรียงรายสลับกับร้านค้าอยู่สองข้างถนนสายเดี่ยว บ้างก็หลังคามุงแฝก บ้างก็เป็นบ้านอิฐสีทองอร่ามตาปกคลุมด้วยกระเบื้องชนวน มีผับชื่อเดอะเรดไลอ้อนอยู่ที่สุดถนนด้านหนึ่ง และโบสถ์ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่ง มีซอยเล็กๆแยกออกจากถนนสายหลักไปตามกระท่อมที่โอนเอนเข้าหากันราวกับคนชราที่ต้องการไม้เท้าช่วยยัน เชอรี่ออกดอกเต็มต้น สีสดใสแข่งกับดอกไม้นานาชนิด มีร้านขายเครื่องใช้ดูโบร่ำโบราณ มีที่ทำการไปรษณีย์ ร้านขายของชำ ร้านขายเนื้อ และมีร้านหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรขายเท่าไรนอกจากดอกไม้ตากแห้ง และรู้สึกว่าจะแทบไม่ค่อยเปิดขายเท่าไรด้วย
     พอออกนอกตัวหมู่บ้านไปจะเห็นสถานีตำรวจ โรงเรียนประถม และห้องสมุด
     กระท่อมน้อยของอกาธานั้นตั้งอยู่ที่สุดซอยดูคล้ายๆกระท่อมในปฏิทินที่หล่อนแสนจะชื่นชมบูชาเมื่อสมัยเป็นเด็ก หลังคาต่ำมุงแฝกใหม่เอี่ยม หน้าต่างเป็นแบบบานเปิดปิดมีบานพับ ตัวกระท่อมสร้างด้วยหินคอตส์โวลดส์สีทอง ข้างหน้ามีสวนเล็กๆ สวนแคบๆยาวๆอยู่ด้านหลัง เจ้าของเก่าไม่ชอบทำสวน ซึ่งตรงกันข้ามกับชาวคอตส์โวลดส์ทั้งหลาย สวนของอกาธาเลยมีแต่หญ้าและพุ่มไม้หน้าตาห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวาอย่างที่เห็นตามสวนสาธารณะ
     เมื่อเปิดประตูหน้าเข้าไปจะพบห้องโถงเล็กๆมืดๆ ตรงขวามือเป็นห้องนั่งเล่น ทางซ้ายเป็นห้องอาหาร ห้องครัวอยู่เลยไปอีก และดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนที่เพิ่งถูกต่อเติมใหม่ เพราะกว้างขวางโอ่โถงกว่าห้องอื่นๆ
     ชั้นบนเพดานเตี้ยเพราะหลังคาต่ำ มีห้องนอนสองห้อง และห้องน้ำเพียงห้องเดียว เพดานสวยอวดคาน
     อกาธาสั่งมัณฑนากรให้ออกแบบตกแต่งได้เต็มที่โดยไม่ต้องถาม ทุกอย่างดูงดงามไม่มีที่ติ หากทว่า…
     หล่อนหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนั่งเล่น ชุดรับแขกบุผ้าอย่างดีชั้นเลิศ โป๊ะไฟ โต๊ะรับแขก ในเตาผิงมีที่รองไฟเลียนแบบของยุคกลาง ทุกอย่างตกแต่งตามแบบโบราณพรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องใช้ในฟาร์มดูสมบูรณ์แบบ หากทว่ามันดูราวกับฉากละคร
     หล่อนเดินไปเปิดเครื่องทำความร้อนในครัว บริษัทขนย้ายเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนไว้ให้เสร็จสรรพ หนังสือเรียงรายอยู่บนชั้นเรียบร้อย จึงไม่เหลืออะไรให้ต้องทำอีก
     อกาธาเข้าไปสำรวจห้องอาหาร โต๊ะอาหารตัวยาวขนาบด้วยเก้าอี้แบบวิกตอเรีย บนผนังประดับภาพเด็กเล็กเล่นอยู่ในสวน ในตู้เก็บของมีจานสีขาวสลับน้ำเงินอย่างดี เตาผิงในนี้เป็นเตาผิงไฟฟ้า แต่มีขอนไม้ปลอมอยู่ข้างใน แม้แต่รถเข็นบรรจุเครื่องดื่มยังอุตส่าห์เข้ามาเสนอหน้าอยู่ในนี้ด้วย
     ห้องนอนชั้นบนประดับตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้หวานซึ้งโรแมนติกน่าดู ราวกับเป็นบ้านคนอื่น เหมือนบ้านคนแปลกหน้า หรือไม่ก็กระท่อมสวยตามรีสอร์ตราคาแพงที่ไหนสักแห่งก็ไม่ปาน
     หลังจากที่ฝากท้องไว้ตามร้านอาหารมาตลอดชีวิต อกาธาก็หมายมั่นปั้นมือเอาไว้เต็มที่ว่าจะต้องหัดทำกับข้าวเสียที ชั้นหนังสือในห้องครัว มีหนังสือคู่มือทำกับข้าวใหม่เอี่ยมเรียงรายรออยู่แล้ว
     หล่อนคว้ากระเป๋าถือ มุ่งหน้าออกจากกระท่อม ไปสำรวจดูดีกว่าว่าในหมู่บ้านน้อยๆแห่งนี้มีร้านอะไรบ้าง ตัวแทนขายบ้านบอกว่า ร้านค้าหลายแห่งถูกแปลงเป็นบ้านหรูน่าอยู่ ชาวบ้านโทษว่าเป็นความผิดของพวกที่เข้ามาอยู่ใหม่ แต่รถยนต์ต่างหากที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ พวกชาวบ้านเองต่างหากที่ชอบไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองสแตรตฟอร์ด หรือไม่ก็เมืองอีฟแชมแทนที่จะซื้อจากในหมู่บ้านที่ราคาแพงกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรถยนต์ไม่ยี่ห้อใดก็ยี่ห้อหนึ่ง
     พออกาธาเดินพ้นจากซอยสู่ถนนใหญ่ ก็เห็นชายชราคนหนึ่งเดินมาจากอีกฟากหนึ่ง เขาแตะหมวก ร้องว่า “สวัสดีครับ” ด้วยเสียงร่าเริง และขณะเดินอยู่ตามถนนใหญ่นั้น ทุกๆคนที่หล่อนเดินผ่านต่างก็ทักทายอย่างเป็นมิตร
     อกาธาชื่นมื่นขึ้น สมัยอยู่ลอนดอนนั้น หล่อนไม่รู้จักเพื่อนบ้านด้วยซ้ำไป คนแถวนี้เป็นมิตรดีจังเลย
     หล่อนยืนเพ่งมองเข้าไปในร้านขายเนื้อ ไม่เอาแล้ว รออีกสักสองสามวันค่อยเริ่มหัดทำอาหารดีกว่า แล้วสาวเท้าไปยังร้านขายของชำ ซื้อแกงกะหรี่ที่ ‘เผ็ดมาก’ กับข้าวกระป๋องกลับไปอุ่นในไมโครเวฟกินที่บ้านแทน
     ระหว่างที่อยู่ในร้านนั้น หล่อนก็ได้พบแต่ความเป็นมิตรจากทุกๆคนอีก ทำให้รู้สึกสดชื่นดีแท้ๆ ตรงหน้าประตูร้านมีหนังสือมือสองวางขายอยู่ในกล่อง อกาธามักจะพยายามอ่านหนังสือประเภท ‘ประเทืองปัญญา’ เพื่อยกระดับตัวเองเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกสารคดี หรือเรื่องจริง จับไปจับมาเห็นหนังสือเรื่อง วิมานลอย เล่มเก่าช้ำทีเดียว อกาธาซื้อมาโดยไม่ได้คิดมาก
     กลับมาถึงกระท่อม หล่อนก็ก่อไฟในเตาผิงจนลุกโชนขึ้น ดึงผ้าลูกไม้ที่มัณฑนากรอุตส่าห์คลุมโทรทัศน์ไว้อย่างน่ารักออก เปิดโทรทัศน์ดู ในข่าวรายงานเรื่องสงครามดังเคย เห็นแล้วน่าเบื่อ เลยปิดมันเสียเลย
     หล่อนสลับไปหยิบ วิมานลอยขึ้นมา อ่านหนังสือประโลมโลกเป็นการฉลองเสรีภาพจากชีวิตการทำงานสักหน่อยดีกว่า แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่อ่านแล้วสนุกมาก เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว อกาธานึกชม ปกติหล่อนชอบอ่านแต่หนังสือที่จะทำให้คนอื่นเห็นแล้วประทับใจเท่านั้น
     ไฟในเตาผิงปะทุ อกาธาอ่านจนกระทั่งท้องส่งเสียงอุทธรณ์ จึงวางหนังสือลง ลุกขึ้นไปเอาแกงกะหรี่ใส่เตาไมโครเวฟ
     เฮ้อ! ชีวิตเรานี่ช่างโสภาเสียนี่กระไร
    
     เวลาหนึ่งสัปดาห์เคลื่อนคล้อยผ่านไป อกาธาออกไปเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆอย่างรวดเร็วและเร่งรีบตามแบบฉบับของหล่อน หล่อนได้ไปชมปราสาทวอร์วิก เห็นบ้านเกิดของเชกสเปียร์ ได้ไปปราสาทเบลนไฮม์ และเที่ยวชมหมู่บ้านต่างๆของคอตส์โวลดส์ท่ามกลางพายุฝนที่กระหน่ำไม่หยุดยั้ง ก่อนจะกลับมายังกระท่อมน้อยอันเงียบสงัด อ่านนิยายนักสืบของอกาธา คริสตี้เพื่อดับความเบื่อเหงายามค่ำคืน หล่อนไม่เคยสนใจหนังสือของอกาธา คริสตี้มาก่อน
     หล่อนได้พยายามไปเที่ยวผับเหมือนกัน เรดไลอ้อนเป็นอาคารเพดานเตี้ย บรรยากาศร่าเริง เจ้าของร้านใจดี ชาวบ้านก็เช่นเคย ทักทายหล่อนอย่างเป็นมิตร แต่แปลกแท้ๆที่ไม่เคยก้าวหน้าไปกว่าแค่ทักทายเลย อกาธาเป็นคนกร้าวแกร่ง หล่อนสามารถต่อกรกับความเป็นศัตรูได้อย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ แต่กลับย่นระย่อเมื่อต้องพบกับการต้อนรับอันร่าเริง
     ใช่ว่าอกาธาจะผูกมิตรไม่เป็นหรอก แต่พวกชาวบ้านนี่มีอะไรบางอย่างที่เหมือนจะกีดกันบุคคลภายนอกไม่ให้เข้าใกล้เกินไป พวกชาวบ้านมิได้ต่อต้านคนภายนอกหรอก ดูผิวเผินแล้วจะเห็นว่าพวกนี้ยินดีต้อนรับ แต่อกาธารู้สึกว่า วิถีชีวิตอันสงบเยือกเย็นของชาวบ้านนั้นมิได้หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงเลยกับการที่มีหล่อนเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มอีกคน เหมือนกับสระน้ำที่นิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น
     ไม่มีใครเชิญหล่อนไปดื่มน้ำชาด้วย ไม่มีใครสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับหล่อนเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ท่านวิคาร์ก็ยังไม่มาเยี่ยมเยียนเลย ในหนังสือของอกาธา คริสตี้นั้น ท่านวิคาร์จะต้องแวะมาหาเสมอ นี่ยังไม่พูดถึงท่านนายพันที่ปลดเกษียณแล้วและภรรยาด้วยนะ มันช่างตรงกันข้ามกับชีวิตจริงในหมู่บ้านจิ๋วแห่งนี้ ทุกคนจำกัดการสนทนาอยู่แค่ ‘สวัสดี’ หรือไม่ก็ปรารภเรื่องดินฟ้าอากาศ
     เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หล่อนรู้จักกับความโดดเดี่ยวเดียวดาย และมันทำให้หล่อนนึกกลัว
     จากหน้าต่างห้องครัวซึ่งอยู่ตรงหลังบ้านนั้นมองออกไปจะเห็นเนินเขาสูงๆต่ำๆ ปิดกั้นโลกภายนอกเอาไว้ กักขังอกาธาให้ติดแหง็กอยู่ในกระท่อมหลังคามุงแฝกแห่งนี้ราวกับสัตว์ตื่นภัย
     เสียงในหัวร้องลั่น “นี่เราทำอะไรลงป๊าย”
     แต่แล้วหล่อนก็หัวเราะออกมา นครลอนดอนอยู่ใกล้นิดเดียว หากนั่งรถไฟก็แค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ใช่ว่าจะไกลนับพันๆไมล์เสียเมื่อไร
     เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้หล่อนจะนั่งรถไฟเข้าเมืองหลวง ไปเยี่ยมลูกน้อง กินอาหารกลางวันแถวนั้น แล้วอาจจะบุกร้านหนังสือเพื่อหาหนังสือดีๆมาอ่าน กว่าจะถึงวันตลาดนัดแถวนี้ก็ตั้งอาทิตย์หน้า
     เช้าวันรุ่งขึ้นดวงตะวันสาดส่องลงมาราวกับจะแสดงความเห็นด้วย ต้นเชอรี่ในสวนหลังบ้านยกกิ่งอันหน่วงหนัก สะพรั่งดอกขึ้นสู่ท้องฟ้าสีใสพร้อมๆกับที่อกาธายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบแกล้มกับบุหรี่สองมวน
     หล่อนขับรถขึ้นไปตามเนินเขาอันคดโค้งสู่สถานีรถไฟมอร์ตัน-อิน-มาร์ชด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างคนที่ได้พักผ่อนท่องเที่ยว
     พอถึงสถานีแพดดิงตันในลอนดอน หล่อนก็สูดเอาควันพิษเข้าปอดอย่างเต็มที่ รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
     ขณะที่นั่งอยู่ในรถแท็กซี่ไปยังถนนเซาท์มอลตันอกาธาก็สะดุ้งในใจ นึกขึ้นได้ว่าไม่มีเรื่องสนุกสนานอะไรมาเล่าโอ้อวดลูกน้องเก่าเลย “แอ๊กกี้ของเราจะต้องกลายเป็นนางพญาประจำหมู่บ้านอย่างแน่นอน” รอยทำนายเอาไว้เช่นนั้น หล่อนจะอ้าปากพูดออกมาได้อย่างไร ว่าอกาธา เรซิ่นผู้แกร่งกล้ายิ่งยงนั้นมิได้มีความหมายอะไรต่อชาวหมู่บ้านคาร์สลีย์เลย
     หล่อนลงจากรถแท็กซี่ที่ถนนออกซ์ฟอร์ด เดินไปตามถนนเซาท์มอลตัน จะรู้สึกอย่างไรบ้างนะเมื่อเห็นป้ายชื่อเพดแมนส์ติดแทนชื่อของหล่อน
     อกาธาหยุดยืนอยู่ตรงตีนบันไดที่ทอดขึ้นสู่สำนักงาน ตรงนั้นไม่มีป้ายอะไรเลย มีแต่สีทาทับตรงที่เคยเป็น ‘เรซิ่นโปรโมชั่นส์’
     หล่อนก้าวขึ้นบันได ทำไมมันเงียบสงัดราวกับป่าช้าอย่างนี้ หล่อนจับลูกบิด ประตูล็อก อกาธาถอยออกไปตั้งหลักอยู่ที่ถนนอย่างงวยงง แหงนหน้าขึ้นมอง และเห็นป้าย ขายสีแดงขนาดใหญ่
     อกาธาทำหน้าเครียด เรียกแท็กซี่ตรงรี่ไปยังสำนักงานใหญ่ของเพดแมนส์ ประกาศเสียงกร้าวว่าจะมาพบมิสเตอร์วิลสันผู้เป็นอำนวยการ พนักงานต้อนรับมีสีหน้าเบื่อหน่าย กรีดนิ้วที่มีเล็บยาวเหยียดที่สุดเท่าที่อกาธาเคยเห็น ยกหูโทรศัพท์ขึ้นกรอกเสียงพูดลงไป
     “มิสเตอร์วิลสันไม่ว่างค่ะ” หล่อนแถลง หยิบนิตยสารสตรีขึ้นมาอ่านคอลัมน์ดูดวงต่อ
     อกาธากระชากนิตยสารออกจากมือขาวๆของพนักงานต้อนรับ ชะโงกลงไปหา
     “ย้ายก้นผอมๆของหล่อนไปบอกอ้ายตอแหลนั่นว่าฉันต้องการพบเดี๋ยวนี้”
     พนักงานก้นผอมเงยหน้าขึ้นสบดวงตาอันวาวโรจน์ของอกาธาแล้วก็ร้องวี้ด ลนลานวิ่งตะกายขึ้นบันไดไปทันที อกาธายกนิตยสารขึ้นอ่านดวงของตัวเองบ้าง…
     “วันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ แต่จะต้องระวังเรื่องโทสะ…”
     พนักงานต้อนรับเดินเขย่งเก็งกอยกลับลงมา ส้นสูงส่งเสียงก็อกแก็ก กระซิบผ่านริมฝีปากอันซีดขาวออกมาว่า
     “มิสเตอร์วิลสันว่างแล้วค่ะ เชิญทางนี้…”
     “ฉันรู้จักทาง” อกาธาแยกเขี้ยวคำราม พาร่างอันล่ำท้วมขึ้นไป รองเท้าส้นเตี้ยส่งเสียงตูมๆบนขั้นบันได
     มิสเตอร์วิลสันลุกขึ้นต้อนรับ เขาเป็นชายร่างเล็ก สะอาดสะอ้าน ผมค่อนข้างบาง สวมแว่นกรอบทอง ดูคล้ายๆหมอมากกว่าจะเป็นผู้นำบริษัทประชาสัมพันธ์ เขายิ้มให้อย่างประจบประแจง
     “ทำไมถึงขายออฟฟิศของฉัน” อกาธาถามเสียงเขียว
     เขายกมือขึ้นลูบผม “มิสซิสเรซิ่นครับ ออฟฟิศนั่นน่ะไม่ใช่ของคุณแล้วนะครับ คุณขายให้เราแล้ว”
     “แต่คุณสัญญากับฉันไว้ว่าคุณจะเก็บพนักงานของฉันไว้ทั้งหมด”
     “ซึ่งเราก็ได้ทำตาม แต่พนักงานส่วนใหญ่อยากได้เงินค่าชดเชยมากกว่า เราไม่ต้องการสำนักงานใหม่ งานทั้งหมดทำจากที่นี่ได้”
     “นี่คุณ จะมาทำอย่างนี้กับฉันไม่ได้นะจะบอกให้”
     “และขอให้ผมบอกคุณด้วยว่า ผมจะทำอะไรก็ได้ที่ผมอยากทำ คุณขายทุกสิ่งทุกอย่างให้เราแล้ว เอาละครับ ผมกำลังยุ่ง…”
     แล้วเขาก็ต้องทำคอย่นหดหัวอยู่บนเก้าอี้เมื่ออกาธา เรซิ่นแผดสุดเสียงบอกเขาว่าให้เขาไปทำอะไรกับตัวเองบ้างอย่างละเอียดลออ เมื่อสาสมใจแล้วหล่อนจึงกระทืบเท้าออกไป กระชากประตูกระแทกปิดจนหลังคาสะเทือน
     อกาธาออกมายืนตาขวาง น้ำตาคลออยู่ข้างถนน
     “มิสซิสเรซิ่น… แอ๊กกี้”
     หล่อนหันขวับไปเห็นรอยยืนอยู่ เขาอยู่ในสูทสีขรึมเรียบร้อย แทนที่จะสวมกางเกงยีนส์และเสื้อสีแสบตาพร้อมต่างหูทองอย่างเคย
     “ฉันอยากจะฆ่าอ้ายเวรวิลสันนั่นแท้ๆ” อกาธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ฉันเพิ่งจะบอกมันว่าให้มันไปทำอะไรกับตัวเองบ้าง”
     รอยร้องกรี๊ด ถอยหลังกรูด
     “ผมไม่ควรจะให้ใครเห็นว่ากำลังคุยกับคุณนะที่รัก อีกอย่าง คุณขายบริษัทให้เขาไปแล้ว”
     “ลูลู่อยู่ไหน”
     “หล่อนรับเงินชดเชย ป่านนี้คงอาบแดดอยู่แถวคอสตา บราวาแล้ว”
     “เจนล่ะ”
     “ทำงานเป็นพีอาร์ให้กับเฟรนด์สกอตช์ ไม่น่าเชื่อเลยนะที่คนขี้เหล้าอย่างหล่อนจะไปทำงานให้กับบริษัทผลิตเหล้า หล่อนคงเทกำไรของบริษัทนั้นลงคอหอยจนหมดภายในหนึ่งปี”
     อกาธาถามถึงคนอื่นๆ มีแต่รอยเท่านั้นที่เพดแมนส์จ้างเอาไว้
     “เพราะวงเทร็นดี้ส์น่ะ” รอยอธิบาย เทร็นดี้ส์เป็นชื่อวงดนตรีที่เป็นลูกค้าของอกาธา “ตาจอชหัวหน้าวงแกชอบผม เพดแมนส์เลยเก็บผมไว้เพื่อดึงลูกค้าวงนั้นไว้ ชอบอิมเมจใหม่ของผมไหมล่ะ”
     รอยถามพลางหมุนตัวไปมาราวกับนายแบบ
     “ไม่ชอบ” อกาธาตอบห้วนๆ “มันไม่เหมาะกับเธอ เออ…อาทิตย์นี้แวะไปหาฉันบ้างสิ”
     รอยทำท่าอึกอัก
     “อยากไปเหมือนกันแหละที่รัก แต่ผมมีงานท่วมหัวเลยตอนนี้ วิลสันใช้งานหนักราวกับทาสแน่ะ ต้องไปแล้วละ”
     ว่าแล้วก็วิ่งปราดเข้าไป ทิ้งให้อกาธายืนโดดเดี่ยวอยู่ข้างถนนนั่นเอง
     หล่อนพยายามเรียกรถ แต่แท็กซี่เต็มทุกคัน อกาธาเดินไปที่สถานีแบงค์ แต่รถไฟใต้ดินไม่วิ่ง ชายคนหนึ่งบอกหล่อนว่า รถไฟสไตรค์
     “แล้วนี่ฉันจะไปได้อย่างไร” อกาธาบ่นหงุดหงิด
     “นั่งเรือไปก็ได้” เขาบอก “ไปลงเรือที่ท่าลอนดอนบริดจ์”
     อกาธาเดินดุ่มๆไปยังลอนดอนบริดจ์ โทสะจางหายไปแล้ว เหลือไปแต่ความรู้สึกทุกข์ระทมอย่างคนที่เพิ่งสูญเสียสิ่งที่รักไป
     ที่ท่าเรือมีคนหน้าตากลัดกลุ้มรออยู่เต็มไปหมด หล่อนไปต่อแถว แพที่ต่อออกไปเพยิบขึ้นๆลงๆตามแรงคลื่น กว่าจะได้ลงเรือหล่อนก็รู้สึกเมาคลื่นเสียแล้ว เรือลำนี้เป็นเรือกลไฟเก่าแก่ขนาดใหญ่น่าโดยสาร บาร์ในเรือเปิดแล้ว หล่อนโซเซไปซื้อยินแอนด์โทนิก กุมแก้วขนาดใหญ่เอาไว้แน่น แล้วค่อยๆเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่หัวเรือรับแสงแดด
     เรือกลไฟลำเก่าแก่เคลื่อนออกจากท่า แล่นไปตามแม่น้ำ สำหรับอกาธาแล้วมันเหมือนกับว่า เรือกำลังแล่นผ่านเลยทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อนทอดทิ้งไป…ชีวิตในอดีตและลอนดอน
     เรือแล่นลอดใต้สะพานต่างๆ ผ่านบริเวณเรือคับคั่งตรงเอ็มแบงก์เมนต์ เทียบที่ท่าชาริงครอส อกาธาลงตรงนี้
     หล่อนไม่รู้สึกอยากอาหาร หรือชอปปิ้งหรือทำอะไรทั้งนั้น อยากแต่จะกลับไปนอนเลียแผลอยู่ในกระท่อมน้อย และวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไปดี
     หล่อนเดินไปทางจัตุรัสทราฟัลการ์ ผ่านเดอะมอลล์ ผ่านพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม เดินไปตามถนนคอนสทิทิวชั่นฮิล เตลิดไปถึงไฮด์ปาร์ค จนถึงบ้านของดยุคแห่งเวลลิงตัน ตัดข้ามสวนไปทางเบย์สวอเทอร์และแพดดิงตัน
     หล่อนเดิน เดิน เดิน ก่อนวันนี้ หล่อนมักจะมุมานะบุกบั่นไปข้างหน้า มักจะรู้เสมอว่าต้องการอะไร หล่อนเรียนเก่ง แต่พ่อแม่บังคับให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุสิบห้า เพราะมีงานดีๆที่โรงงานขนมปังให้ทำ
     สมัยนั้น อกาธาเป็นเด็กน้อยอ่อนไหวง่าย ตัวผอมบาง หน้าขาวผ่อง พวกผู้หญิงที่โรงงานหยาบคายน่ารังเกียจ พ่อแม่เมากันหัวราน้ำจนหล่อนสุดจะทน หล่อนจึงมุทำงานอย่างหนักแม้กระทั่งวันหยุดก็ไม่เว้น เก็บเล็กผสมน้อยซ่อนเงินไว้ในบัญชีเงินฝาก ให้ไกลตาไกลมือพ่อแม่ จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อหล่อนมีเงินมากพอแล้ว จึงออกจากบ้านเข้าลอนดอนไปเลยโดยไม่มีการล่ำลา คืนนั้นขณะที่พ่อแม่หลับใหลไปด้วยความเมา หล่อนแอบเล็ดลอดออกจากบ้านพร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบ
     เมื่อเข้ามาอยู่ในลอนดอนได้ หล่อนก็ทำงานเสิร์ฟอาหารอาทิตย์ละเจ็ดวัน เพื่อหาเงินมาเรียนชวเลขและพิมพ์ดีด และทำงานเป็นเลขาในบริษัทประชาสัมพันธ์ทันทีที่เรียนจบ
     แต่ตอนที่เพิ่งเริ่มทำงานนั่นเอง อกาธาก็หลงรักจิมมี่ เรซิ่น เขาเป็นชายหนุ่มผมสีดำตาสีฟ้าทรงเสน่ห์ เขาไม่ได้มีงานประจำที่ไหน แต่อกาธาคิดว่าพอแต่งงานแล้วเขาก็จะมั่นคงเลิกเหลาะแหละไปเอง
     หลังจากแต่งงานได้หนึ่งเดือน หล่อนจึงสำนึกว่า ได้หนีเสือมาปะจระเข้เข้าให้แล้ว สามีของหล่อนเป็นคนขี้เหล้า แต่หล่อนก็ทนอยู่กับเขามาตั้งสองปี เป็นคนทำมาหาเลี้ยงครอบครัว เขาเมามายอาละวาดหนักขึ้นทุกวัน
     เช้าวันหนึ่ง หล่อนมองร่างที่นอนกรนสนั่นแผ่หราอยู่บนเตียง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม แล้วเอาเอกสารเกี่ยวกับการเข้ารักษาโรคติดสุรากลัดไว้กับอกเสื้อเขา เก็บข้าวของ และเดินออกจากบ้านไป
     เขารู้ว่าหล่อนทำงานอยู่ที่ไหน หล่อนคิดว่าเขาคงจะตามมาขอเงินไปกินเหล้า แต่หล่อนไม่เคยเห็นหน้าเขาอีกเลย ครั้งหนึ่งอกาธาลองกลับไปที่ห้องเช่าซอมซ่อที่คิลเบิร์นซึ่งเคยอยู่ด้วยกัน แต่เขาหายตัวไปเสียแล้ว หล่อนไม่ได้ยื่นคำร้องขอหย่าขาดจากเขา เหมาเอาเองว่าเขาคงจะเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังตายไปแล้ว หล่อนไม่อยากแต่งงานอีกเลยในชีวิตนี้
     อกาธาแกร่งขึ้น กระด้างขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก้าวร้าวยิ่งขึ้น จนกระทั่งเด็กสาวร่างผอมขี้อายคนนั้นค่อยๆหลบหายไปซ่อนอยู่เบื้องใต้ความทะเยอทะยาน
     งานคือลมหายใจของหล่อน เสื้อผ้าที่สวมราคาแพง รสนิยมเป็นแบบนักประชาสัมพันธ์ที่กำลังรุ่งอย่างแท้จริง ตราบใดที่มีคนสังเกตเห็นเรา ตราบใดที่มีคนอิจฉาริษยาเราเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับอกาธา
     กว่าจะเดินถึงสถานีแพดดิงตัน หล่อนก็เริ่มมองโลกในแง่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม หล่อนได้เลือกชีวิตใหม่แล้ว และจะทำให้ชีวิตใหม่นั้นดีงามรุ่งเรืองให้ได้
     สักวันหนึ่ง เร็วๆนี้แหละ หมู่บ้านน้อยแห่งนี้จะต้องผงกศีรษะขึ้นมองอกาธา เรซิ่นอย่างนับถือแน่นอน
     กว่าจะกลับถึงกระท่อมก็บ่ายแก่ๆเข้าไปแล้ว หล่อนพลันนึกขึ้นได้ว่าไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่ตอนสาย จึงไปที่ร้านขายของชำฮาร์วีย์ที่เป็นที่ทำการไปรษณีย์ด้วย หล่อนค้นตู้แช่แข็งพลางนึกสงสัยว่าจะทนกระเดือกแกงกะหรี่ได้อีกมื้อหรือเปล่านะ แต่แล้วตอนนั้นเอง สายตาพลันปะทะกับป้ายกระดาษบนผนังว่า ‘ประกวดทำคีช’
     งานแข่งขันนี้จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่โรงเรียน นอกจากการประกวดทำคีชแล้ว ยังมีการประกวดทำเค้กผลไม้ การจัดไม้ประดับ และอื่นๆอีกมากมาย
     ผู้ตัดสินการประกวดทำคีชคือมิสเตอร์คัมมิงส์บราวน์
     อกาธาคว้าแกงกะหรี่ไก่ขึ้นจากตู้แช่แข็ง ตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์
     “มิสเตอร์คัมมิงส์บราวน์อยู่ที่ไหน” หล่อนถาม
     “ที่กระท่อมพลัมทรีส์ค่าคุณ” คนขายบอก “ใกล้ๆโบสถ์”
     อกาธาแทบจะวิ่งกลับกระท่อม สมองอันปราดเปรื่องวิ่งเร็วไม่แพ้กัน ยัดแกงกะหรี่ไก่ใส่เตาไมโครเวฟด้วยความฉับไว หมู่บ้านเล็กๆห่างไกลจากเมืองหลวงคงจะถือเรื่องความสามารถทางการบ้านการเรือนเป็นที่ตั้ง หากหล่อน อกาธา เรซิ่นผู้นี้สามารถแข่งขันทำคีชได้รางวัลที่หนึ่งละก็ คนพวกนั้นคงจะหันมาสนใจหล่อนบ้าง อาจจะถึงกับขอให้หล่อนไปบรรยายสอนศิลปะการทำอาหารให้สถาบันสตรี หรืออะไรทำนองนั้นก็ได้
     หล่อนประคองของเละๆน่าพะอืดพะอมที่เป็นอาหารค่ำจากไมโครเวฟออกไปที่ห้องนั่งเล่น นั่งลงขมวดคิ้วเพ่งมองโต๊ะ โต๊ะนี้มีฝุ่นบางๆจับ อกาธาเกลียดงานบ้านที่สุด
     หลังจากรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยของเหลือๆเข้าไปแล้ว หล่อนก็ออกไปยังสวนด้านหลัง พระอาทิตย์อัสดงทอแสงอ่อนจางไปทั่วคาร์สลีย์ เห็นเนินเขาสูงต่ำเป็นสีเขียวอ่อนเย็นตา
     มีเสียงอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ อกาธามองข้ามรั้วพุ่มไม้ไป มีทางเดินแคบๆทอดอยู่ระหว่างสวนของหล่อนกับสวนเพื่อนบ้านด้านข้าง
     เพื่อนบ้านของหล่อนกำลังก้มๆเงยๆถอนวัชพืชอยู่ที่แปลงดอกไม้
     พอฝ่ายนั้นยืดตัวขึ้นก็แลเห็นว่าหล่อนเป็นคนร่างออกเหลี่ยมๆ ทั้งๆที่อากาศออกจะเยือกเย็น แต่หล่อนกลับสวมเพียงชุดกระโปรงลายดอกไม้อย่างที่ภรรยาข้าราชการที่ประจำอยู่ต่างประเทศนิยม
     คางไม่ค่อยจะมี ตาโปนๆ ผมม้วนๆขึ้นไปแบบโบราณ
     “สวัสดีค่ะ” อกาธาทัก
     ผู้หญิงคนนั้นกลับหลังหัน เดินเข้าบ้าน ปิดประตูตามหลัง
     อกาธาชอบใจมากที่ถูกคนทำหยาบคายใส่ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากความเป็นมิตรตามแบบคาร์สลีย์เสียบ้าง หล่อนเคยชินแบบนี้มากกว่า
     หล่อนจัดแจงเดินกลับเข้ากระท่อมตัวเอง เดินออกทางประตูหน้า อ้อมไปยังกระท่อมข้างๆซึ่งมีชื่อว่า นิวเดลี เคาะที่เคาะเข้ากับประตู
     ม่านตรงใกล้ประตูไหวนิดๆ แต่ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย อกาธาเคาะประตูแรงขึ้นกว่าเดิมด้วยความเปรมปรีดิ์
     ประตูแง้มออกนิดๆ ตาโปนๆมองออกมา
     “สวัสดีค่ะ” อกาธายื่นมือส่งให้ “ฉันเป็นเพื่อนบ้านใหม่”
     ประตูค่อยๆเปิดออกช้าๆ ผู้หญิงในชุดลายดอกจับมืออกาธาอย่างไม่เต็มใจ ราวกับคิดว่าจะจับปลาตายกระนั้น
     “ฉันชื่ออกาธา เรซิ่น” อกาธาบอก “และคุณคือ…”
     “มิสซิสซีล่า บาร์” ผู้หญิงคนนั้นบอก “ต้องขอโทษด้วยนะ มิสซิส…เอ้อ…เรซิ่น ฉันกำลังยุ่งมากตอนนี้”
     “ฉันไม่กวนคุณมากหรอก” อกาธาบอก “ฉันต้องการคนทำความสะอาด”
     มิสซิสบาร์ส่งเสียงหัวเราะแบบเย่อหยิ่งจองหองอย่างผู้ที่รู้ตัวว่า ‘ดีกว่าและเหนือกว่า’
     “หมู่บ้านนี้ไม่มีใครรับทำความสะอาดหรอก แต่ฉันโชคดีที่มีมิสซิสซิมป์สันมาช่วย”
     “หล่อนอาจจะยอมทำให้ฉันสักสองสามชั่วโมงก็ได้” อกาธาพูดเป็นเชิงถาม ประตูเริ่มปิดลงอีก
     “อ๋อ ไม่มีทางหรอก” มิสซิสบาร์ว่า “รับรองได้เลยว่าหล่อนไม่ทำหรอก” แล้วประตูก็ปิดสนิท
     แล้วเราจะได้เห็นกัน อกาธาหมายมาด
     หล่อนคว้ากระเป๋าถือ มุ่งหน้าไปยังเรดไลอ้อน ยันร่างขึ้นนั่งบนเก้าอี้สูงตรงบาร์
     “สวัสดีครับ มิสซิสเรซิ่น” โจ เฟลตเชอร์ผู้เป็นเจ้าของร้านร้องทัก “อากาศดีขึ้นนะครับ รู้สึกว่าจะดีขึ้นจริงๆ”
     ช่างหัวอากาศมันปะไร อกาธาเบื่อพูดเรื่องนี้เต็มทีแล้ว แต่ถามออกไปดังๆว่า “คุณรู้ไหมว่าบ้านมิสซิสซิมป์สันอยู่ที่ไหน”
     “คิดว่าอยู่ตรงหมู่บ้านประชาสงเคราะห์โน่น เมียของตาเบิร์ต ซิมป์สันหรือเปล่า”
     “ไม่รู้ หล่อนทำความสะอาด”
     “อ๋อ ใช่แล้ว นั่นดอริส ซิมป์สันละ ผมจำเลขที่บ้านไม่ได้ รู้แต่อยู่ซอยเวคฟีลด์ หลังที่สองที่มีตัวตุ๊กตาโนมตั้งอยู่ข้างหน้า”
     อกาธาดื่มยินแอนด์โทนิก แล้วออกเดินไปยังหมู่บ้านประชาสงเคราะห์ บ้านของมิสซิสซิมป์สันหาได้ไม่ยากนัก เพราะในสวนมีตัวตุ๊กตาโนมเต็มไปหมด ไม่ใช่เป็นการจัดเป็นกลุ่มอยู่รอบๆสระ หรือจัดอย่างมีศิลปะ แต่ถูกตั้งวางไว้สะเปะสะปะไปทั่ว
     มิสซิสซิมป์สันเป็นคนเปิดประตู หล่อนสวมแว่นดูคล้ายคุณครูสมัยโบราณมากกว่าจะเป็นคนทำความสะอาด ผมสีขาวสะอาดรวบมัดไว้เป็นมวยที่ท้ายทอย
     อกาธาอธิบายว่าเพราะอะไรจึงมาที่นี่ มิสซิสซิมป์สันสั่นศีรษะ
     “ฉันรับอีกไม่ไหวแล้วละค่ะ ทำบ้านมิสซิสบาร์ที่อยู่ข้างบ้านคุณวันอังคาร มิสซิสชอมลีย์วันพุธ มิสซิสคัมมิงส์-บราวน์วันพฤหัส วันเสาร์อาทิตย์ฉันทำงานที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในอีฟแชม”
     “มิสซิสบาร์จ่ายเท่าไร” อกาธาถาม
     “ชั่วโมงละสามปอนด์ค่ะ”
     “ถ้ามาทำให้ฉันแทน ฉันจะจ่ายชั่วโมงละสี่”
     “คุณเข้ามาข้างในดีกว่า เบิร์ต! เบิร์ต ปิดทีวีหน่อย นี่มิสซิสเรซิ่นที่ซื้อกระท่อมของตาบัดเจ้นตรงซอยไลแล็ค”
     ชายตัวเล็กผอมผมบางปิดโทรทัศน์เครื่องใหญ่ซึ่งกินเนื้อที่ส่วนใหญ่ของห้องนั่งเล่น
     “ฉันไม่ยักรู้ว่าซอยนั้นชื่อซอยไลแล็ค” อกาธาว่า “หมู่บ้านนี้ไม่มีป้ายบอกชื่อถนนเลย”
     “คงเป็นเพราะมีถนนแค่ไม่กี่สายกระมังครับคุณ” เบิร์ตอธิบาย
     “ฉันจะไปเอาน้ำชามาให้ค่ะ มิสซิสเรซิ่น”
     “อกาธา เรียกฉันว่าอกาธาก็แล้วกัน” อกาธาท้วงพลางยิ้มให้อย่างที่พวกนักข่าวที่เคยรับมือหล่อนมาแล้วจะรู้จักดี นี่แหละคือมาดเผด็จศึกของอกาธา เรซิ่น!
     ขณะที่ดอริส ซิมป์สันหายเข้าไปในครัวนั้น อกาธาก็พูดกับผู้เป็นสามี
     “ฉันกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมให้ภรรยาเธอเลิกทำงานให้มิสซิสบาร์มาทำให้ฉันแทน ฉันจ่ายชั่วโมงละสี่ปอนด์สำหรับงานทั้งวัน และมีอาหารกลางวันให้ด้วย”
     “ผมว่าเข้าท่าดีครับ แต่คุณต้องถามดอริสเขา” เบิร์ตบอก “หล่อนอยากจะหยุดทำงานที่บ้านมิสซิสบาร์เต็มที”
     “งานหนักหรือ”
     “ไม่ใช่เรื่องงานหรอก” เบิร์ตบอก “แกเที่ยวเดินตามดอริสไปทั่วบ้าน ตรวจจุกตรวจจิกตลอดเวลา”
     “หล่อนเป็นคนที่นี่หรือ”
     “ไม่ใช่หรอก มาใหม่ครับ เป็นคนที่ย้ายเข้ามา สามีตายไปนานแล้ว เขาเคยทำงานอยู่กับกระทรวงต่างประเทศโน่น ย้ายมาอยู่นี่เมื่อยี่สิบปีก่อน”
     อ้อ มาอยู่คาร์สลีย์ตั้งยี่สิบปีแล้วชาวบ้านยังไม่ยอมรับให้เป็นประชากรบ้านเดียวกันอีก มิสซิสซิมป์สันเข้ามาพร้อมด้วยถาดน้ำชา
     “เหตุที่ฉันพยายามให้เธอไปทำงานให้คืออย่างนี้” อกาธาอธิบาย “ฉันทำงานบ้านไม่เป็น ทำแต่งานนอกบ้านมาตลอดชีวิต ดอริส ฉันคิดว่าคนอย่างเธอน่ะมีค่ายิ่งกว่าทองเสียอีก ฉันจ่ายค่าจ้างดีเพราะฉันเชื่อว่างานทำความสะอาดนี่น่ะ เป็นงานที่มีความสำคัญมาก ฉะนั้น ถึงแม้เธอจะป่วยหรือตรงกับวันเทศกาลฉันก็ยังจะจ่ายให้ด้วย”
     “ยุติธรรมที่สุด” เบิร์ตร้อง “จำได้ไหมตอนที่แกผ่าตัดไส้ติ่งน่ะ ดอริส อย่าว่าแต่จะจ่ายค่าจ้างให้เลย ขนาดจะมาเยี่ยมหล่อนก็ยังไม่มา”
     “ก็จริงอยู่” ดอริสว่า “แต่มันก็เป็นรายได้ประจำ ถ้าคุณไปจากที่นี่ล่ะ อกาธา”
     “อ๋อ ฉันมาอยู่ถาวร” อกาธารับรอง
     “ตกลง” ดอริสตอบรับทันทีทันใด “ฉันจะโทร.ไปบอกมิสซิสบาร์ตอนนี้เลยจะได้หมดเรื่อง”
     หล่อนเข้าไปโทรศัพท์ในห้องครัว เบิร์ตเอียงคอมองอกาธาด้วยสายตาฉลาดเฉลียว
     “รู้ไหมว่าคุณจะสร้างศัตรูนะ” เขาบอก
     “เช้อ!” อกาธา เรซิ่นทำเสียง “หล่อนต้องรู้จักทำใจ”
     ครึ่งชั่วโมงต่อมาขณะที่อกาธากำลังคุ้ยหากุญแจบ้านอยู่นั้น มิสซิสบาร์ก็ออกมายืนถลึงตาใส่
     อกาธาส่งยิ้มไปให้อย่างแป้นแร้น
     “อากาศดีนะคะ” หล่อนร้องทัก
     หล่อนรู้สึกว่าได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง