|
บทที่ 1
เสื้อสเวตเตอร์
สีชมพู
กระโปรง
สั้น
ขา
เรียวยาว
ดีแลน ฮาร์ทปิดฝาโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วยกมือลูบหน้าผาก พยายามไม่มองสาวน้อยที่อยู่อีกฟากหนึ่งของสำนักงาน เจ้าหล่อนเกิดมาเพื่อฆ่าเขาชัดๆ เป็นโทษทัณฑ์ในบาปที่เขาเคยก่อ เป็นสิ่งประหัตประหารบั่นทอนชีวิตเขา สกีตเตอร์ แบงก์ แม่สาวดินระเบิดผมสีทองสูงห้าฟุตแปดนิ้วที่กำลังโน้มร่างอยู่เหนือคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง
เหยื่อล่อ...
...เข้าคุกเห็นๆ
หล่อนหยิบซองบุหรี่เม็กซิกันฟาโรห์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา เคาะออกมามวนหนึ่ง แล้วจุดไม้ขีดไฟกับหัวเข็มขัด
“ดับไอ้นั่นซะ” เขาสั่ง หล่อนก็รู้อยู่แล้วว่าห้ามสูบบุหรี่ในห้องทำงาน
“ก็จัดการฉันสิ” หล่อนพูดแล้วสอดบุหรี่ฟาโรห์สู่ริมฝีปาก ตวัดเปลวไฟบนไม้ขีดจ่อปลายบุหรี่และสูดหายใจเข้า แล้วปล่อยควันลอยเป็นสายจากเรียวปากเมื่อหล่อนพ่นลมหายใจออกไป
จัดการฉันสิงั้นหรือ
ดีแลน ฮาร์ทเป็นเจ้านายใหญ่ของอาคารเลขที่ 738 ถนนสตีลสตรีท เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด เป็นรองผู้บัญชาการของกองกำลังป้องกันพิเศษ หรือเอสดีเอฟ กลุ่มนักปฏิบัติการลับที่ทั้งแกร่งและอึดเหมือนเหล็กกล้า เป็นผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานสกปรกๆให้กระทรวงกลาโหม
จัดการฉันสิงั้นเรอะ
“ดับบุหรี่เฮงซวยนั่นซะ สกีตเตอร์” ชายหนุ่มที่กำลังวุ่นอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องสุดท้ายเอ่ยขึ้น “และถ้าเธอโก้งโค้งยงโย่ยงหยกเหนือโต๊ะตัวนั้นอีกครั้ง ฉันจะฟาดก้นเธอ”
ขอบใจมาก ซูเปอร์แมน ดีแลนนึกในใจ
แม่สาวคนนี้เฮี้ยวจนเกินจะควบคุม แต่ซูเปอร์แมน หรือคริสเตียน ฮอว์กินส์ ที่เคยเตะก้นใครต่อใครมาเยอะแยะ และเคยได้รับการขนานนามอย่างมากมายกว่าใครๆที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถจัดการกับสกีตเตอร์ แบงก์ได้ และพระเจ้าทรงโปรด พวกเขามีปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ หนักขึ้นมาก ปัญหาอย่างเช่นโทรศัพท์ที่ดีแลนเพิ่งได้รับจากท่านนายพลแกรนท์นี่ไง--และแน่ละ เขายังคงมีปัญหาคาราคาซังนิดๆหน่อยๆ ก็คำสั่งจับตายที่เขาถูกหมายหัวไว้จากภารกิจล่าสุดน่ะสิ จนถึงเดี๋ยวนี้เขายังไม่อยากจะลืมมันหรือไร
ใช่ ความจริงเขาก็อยากลืมอยู่หรอก แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะลืมเรื่องพรรค์นั้น
“สกีตเตอร์” ฮอว์กินส์เตือนเจ้าหล่อนอีกรอบ
และแม่ตัวดีก็ดับบุหรี่ ดับมันเฉยๆ โดยไม่กะพริบตาหรือแสดงท่าว่าสะทกสะท้านด้วยซ้ำ แต่ใครจะรู้ได้เล่าว่าสกีต-เตอร์กะพริบตาหรือเปล่า ในเมื่อยายเด็กคนนี้ใส่แว่นกันแดดอยู่ตลอดเวลา แล้วยังไอ้หมวกแก๊ปบ้าๆนั่นอีก ดีแลนคันไม้คันมืออยากจะเอาไปเผาทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดนัก เขาอยากทำตามนั้นจริงๆ อยากโยนมันลงถังขยะแล้วจุดไฟเผาให้วอดวาย
เขาแทบไม่ได้อยู่ที่สตีลสตรีทเพื่อจะมองหล่อนมากนัก แต่ช่วงไหนที่เขาอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่ได้มองหล่อนอย่างจริงจัง--ซึ่งมันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น
เพียงแต่ตอนนี้เขากำลังมีปัญหาที่เหมือนระเบิดเวลาอยู่ และถ้าผลปรากฏออกมาว่าสิ่งต่างๆไม่เข้าข้างเขา บางทีเขาน่าจะบอกหล่อนไปเลยว่าเขารู้สึกต่อหล่อนเช่นไร
หรืออาจจะไม่บอกก็ได้
บ้าฉิบ เขามันปัญญานิ่มชัดๆ เขาไม่ควรจะกลับบ้านเลย เขาควรจะฝืนทนอยู่ที่อินโดนีเซียต่อไป
“แล้วนี่นายพลแกรนท์ต้องการอะไรล่ะ” ฮอว์กินส์ถาม พลางพยักหน้าไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือดีแลน พลเอกริชาร์ด ‘บัค’ แกรนท์ ผู้บังคับบัญชาของเอสดีเอฟ หรือกองกำลังป้องกันพิเศษในสังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ระดมกำลังพวกเขาเข้ามาทำงาน จ่ายเงินเดือนให้ และจัดการให้มั่นใจได้ว่ามีผู้คนในกระทรวงกลาโหมเพียงหยิบมือเดียวที่รู้ว่าพวกเขาทำงานทำการอะไร พวกเขาได้รับการฝึกฝนจากควอนติโกและฟอร์ทแบร็กก์ อาศัยอยู่ในเดนเวอร์ ได้ใช้เครื่องบินที่ฐานทัพอากาศปีเตอร์สันหรือบัคลีย์ และเป็นกลุ่มปฏิบัติการพิเศษเพียงกลุ่มเดียวในโลกที่มีเด็กสาวอายุยี่สิบปีอยู่ในทีม แม้หล่อนเป็นแค่ผู้จัดการสำนักงานและเซียนด้านคอมพิวเตอร์ก็ตาม
แล้วหล่อนยังบังเอิญเป็นช่างเครื่องยนต์มือดีที่สุดคนหนึ่งของสตีลสตรีทที่พวกเขาเคยมีมาด้วย--ซึ่งมันบอกอะไรได้มากมายทีเดียวเมื่อพิจารณาจากที่ว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของเอสดีเอฟเคยเป็นอดีตนักโทษเยาวชนจากคดีลักขโมยรถยนต์ แยกชิ้นส่วนรถ และประกอบรถยนต์ใหม่ที่ร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองเดนเวอร์ พวกตำรวจและชาวแก๊งทั้งหลายยังคงรู้สึกว่า ซอยสั้นๆที่เรียกกันว่าสตีลสตรีทในย่านดาวน์ทาวน์ยังคงเป็นแหล่งใหญ่สำหรับรถยนต์ที่ถูกลักขโมยมาอยู่ดี แม้ไม่มีหนุ่มๆคนไหนลักขโมยรถมาตั้งหลายปีแล้วก็ตาม
หนุ่มๆ--ประเด็นสำคัญของเขาอยู่ตรงนี้แหละ กลุ่มหัวขโมยวัยรุ่นที่สตีลสตรีทล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย นายพลแกรนท์ก่อตั้งเอสดีเอฟขึ้นมาโดยใช้กำลังพลของพวกผู้ชายกลุ่มนี้ จนกระทั่งเมื่อสามปีที่แล้วนั่นแหละ ที่ฮอว์กินส์ลากเด็กข้างถนนท่าทางพิลึกๆใบหน้าอ่อนเยาว์ พร้อมด้วยผมยาวสีทองอร่ามและรอยแผลเย็บยี่สิบเข็มบนหน้าผากเข้ามาในบ้าน
จีซัส พวกเขาทุกคนจำต้องไปตรวจสมองกันอย่างถ้วนหน้าเสียแล้ว
“ดีแลน”
เขาสะดุ้งจากความคิดหมกมุ่นและหันกลับไปให้ความสนใจฮอว์กินส์อีกครั้ง สีหน้าของเพื่อนบอกให้ดีแลนรู้ว่าเขาถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังมองบั้นท้ายหล่อนอีกแล้ว เวรเอ๊ย ช่วงสองปีแรกที่หล่อนอยู่สตีลสตรีท เขาแทบไม่สังเกตเห็นหล่อนด้วยซ้ำ แต่แล้วจู่ๆวันหนึ่ง เขาก็เกิดสังเกตเห็นขึ้นมาว่าหล่อนมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามละลานตายิ่งกว่ารถคามาโร สังเกตเห็นว่าเรือนผมสีทองยุ่งเป็นกระเซิงของหล่อนกลายเป็นเส้นไหมยาวสยายเหมือนธารน้ำตกสีทองคำขาว และสังเกตเห็นว่าแม้หล่อนยังคงมีอะไรพิลึกๆอยู่เหมือนเดิม แต่หล่อนก็ไม่เก็บเนื้อเก็บตัวอีกแล้ว หล่อนยืนหยัดอยู่บนเท้าทั้งสองข้าง--ในรองเท้าบู๊ตแบบทหาร ไม่น้อยไปกว่านั้นแน่--ด้วยความมั่นใจที่ฉายรัศมีแรงกล้าประดุจแสงระเบิดเจิดจ้าของดวงดาว
แล้วเขาก็เฝ้าแต่จะมองหล่อนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนเขาจะอดใจไว้ไม่ได้จริงๆ ซึ่งมันทำให้เขาเดือดดาลไม่รู้จบอยู่นี่แหละ
ดีแลนทำเป็นไม่สนใจรอยยิ้มกว้างอย่างรู้ทันของฮอว์กินส์ แล้วกระแอมเบาๆ
“แกรนท์กังวลเรื่องเอกสารบางอย่างที่เขาเห็นในคฤหาสน์ของวุฒิสมาชิกวิทฟิลด์คืนนี้” คำว่า ‘กังวล’ ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ต้องใช้คำว่า ‘โมโหโกรธา’ จะถูกต้องกว่า ซึ่งหมายความว่าดีแลนควรจะเลิกเสียสมาธิเพราะบั้นท้ายของสกีตเตอร์และเริ่มทุ่มเทความสนใจไปยังงานที่เขาได้รับมอบหมายได้แล้ว
“ฉันนึกว่าคืนนี้เขากำลังเดินทางไปประชุมที่ลอนดอนซะอีก” ฮอว์กินส์ว่า
“เขาแวะบ้านวิทฟิลด์เป็นแห่งสุดท้ายก่อนไป ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน แต่เขามั่นใจเป็นบ้าว่าเอกสารนั่นคือสิ่งที่ผู้คนในเพนตากอนกลัวอยู่ว่าจะเป็นมัน--แฟ้มก็อดวิน”
“ก็เลยโทร.ด่วนจี๋มาหาเรางั้นหรือ”
“ใช่” ดีแลนตอบ ท่านนายพลรู้ดีเกินกว่าจะทำเมินเฉยกับสิ่งที่ล่อแหลมต่ออันตรายมากอย่างแฟ้มก็อดวิน--ถ้าสิ่งที่เขาเห็นคือแฟ้มก็อดวินจริง บางคนยังสงสัยอยู่ว่าเอกสารดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และอีกหลายคนภาวนาอยู่ทุกคืนให้พวกมันไม่มีตัวตนอยู่
“ว่าแต่เขาอยากให้เราทำยังไงล่ะ”
“ขโมยแฟ้มนั่นมา” นั่นคือภารกิจ ขโมยของบ้าระยำนั่นมาแล้วฝังมันไว้ ก่อนที่มันจะทำลายอาชีพสมาชิกสภาประมาณครึ่งโหลและผู้ยิ่งใหญ่ตัวเป้งๆในเพนตากอนอีกครึ่งโหล
“จากวุฒิสมาชิกวิทฟิลด์เนี่ยนะ” สายตาของฮอว์กินส์ลุกวาบขึ้นอย่างสนใจใคร่รู้
ดีแลนรู้ว่ามันฟังบ้ามาก การขโมยของอะไรก็ตามจากวุฒิสมาชิกสหรัฐฯเป็นภารกิจที่รับประกันได้เลยว่าจะต้องลงเอยด้วยการเข้าไปนอนในคุกลีเวนเวิร์ธแหงๆ ต่อให้เป็นหัวขโมยที่ทำงานให้กระทรวงกลาโหมก็เถอะ--โดยเฉพาะถ้าพวกเขาทำงานให้กระทรวงกลาโหมน่ะไม่ว่า นอกเหนือจากกฎระเบียบที่ว่า ‘สูเจ้าต้องไม่ลักขโมย’ แล้ว กฎหมายของสหพันธรัฐยังห้ามการใช้บุคลากรทางทหารออกปฏิบัติการภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเองด้วย ทว่ามีมากกว่าหนึ่งครั้งที่สถานการณ์มันจำเป็นจริงๆ นายพลแกรนท์จึงใช้วิธีสับเปลี่ยนโยกย้ายเขากับพลพรรคสักสองคนไปกินเงินเดือนจากเอฟบีไอเพื่อที่พวกเขาจะได้สานต่อภารกิจโดยไม่ถูกเปิดโปงเสียก่อน
คืนนี้แกรนท์ไม่ได้เอ่ยถึงการสับเปลี่ยนโยกย้ายใดๆ แต่ดีแลนรู้ดีว่าผู้บังคับบัญชาของตนจะกระทำการอย่างสุดฝีมือเพื่อคุ้มครองก้นลูกน้องและปกปิดร่องรอยของพวกเขา แน่ละ ภายใต้สถานการณ์ปกติ บัค แกรนท์กับอาเธอร์ วิทฟิลด์อยู่ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งก็คือฝ่ายอเมริกานั่นเอง และภายใต้สถานการณ์ปกติอีกเช่นกันที่นายทหารระดับนายพลในกองทัพบกสหรัฐฯย่อมไม่มีอำนาจสั่งการให้ฉกเอกสารลับสุดยอดจากวุฒิสมาชิกคนไหน แต่อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับแฟ้มก็อดวินไม่ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
มันคือตำนานอันลือลั่น เป็นนิยายปรัมปราไม่รู้จบ เป็นระเบิดเวลาที่เล่าลือกันอยู่ในกระทรวงกลาโหมมาเป็นสิบปีแล้ว มันเป็นจอมมารร้ายที่นั่งอยู่ตรงทางสี่แพร่งของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯกับการปฏิบัติงานลับทั้งหลาย และถ้าข่าวลือเหล่านั้นเป็นความจริง มันก็เป็นคำสั่งเก็บตายสำหรับสายลับซีไอเอคนหนึ่งและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯที่อยู่ภายใต้ความดูแลของท่านนายพล เป็นประเภทเสื้อผ้าสกปรกที่ไม่มีใครอยากให้โชยกลิ่นตุๆออกไปในอากาศ โดยเฉพาะบรรดาผู้คนที่ปรากฏรายนามอยู่ในคำสั่งนั้น
“วิทฟิลด์มีนัดหมายที่จะพบปะกับประธานเสนาธิการทหารร่วมตอนเก้าโมงเช้าของวันจันทร์ แกรนท์ต้องการให้แฟ้มหายไปก่อนการพบปะนั่น”
“แสดงว่าเราต้องมุ่งหน้าไปวอชิงตัน ดี.ซี. งั้นสิ”
“ฉันเอง” มันเป็นงานฉายเดี่ยว และถึงแม้ดีแลนจะยังมีปัญหาค้างคาอยู่ เขาก็ต้องการให้มันค้างอยู่อย่างนั้นต่อไป พักหลังๆนี้ดวงของเขามีแต่กุดกับกุด ไม่งั้นเขาคงไม่เจอเรื่องหนักหนาสาหัสขนาดนี้หรอก เพราะอะไรๆมันคงไม่มีทางเลวร้ายไปกว่าความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในจาการ์ตาได้อีกแล้ว
“นายจะต้องมีใครสักคนไปคอยคุ้มกันหลังให้” ฮอว์กินส์ว่า
“ครีดกับทีมของเขายังไม่กลับมาจนกว่าจะวันอาทิตย์” ซึ่งหมายความว่ากองหนุนเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ดีแลนไม่อาจหามาได้
“พวกเขาอาจจะเสร็จงานคืนพรุ่งนี้ก็ได้”
“เมื่อถึงคืนพรุ่งนี้ ภารกิจก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว และฉันจะอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน”
“ถึงไงนายก็ควรมีใครสักคนไปด้วยอยู่ดี” ฮอว์กินส์ยืนกราน
“ก็แล้วจะใครล่ะ” ดีแลนถามพลางปรายตามองขาของอีกฝ่ายอย่างมีนัย ขาของฮอว์กินส์มีเฝือกสวมยาวตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงไปถึงรอบเท้า ข้อเท้าหักคราวนี้เป็นใบประกาศเกียรติคุณในความสำเร็จของภารกิจหกสัปดาห์ที่อัฟกานิสถาน ในการเข้ารวบตัวหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่กองทัพสหรัฐฯตามล่า-หาตัว-มานาน จนถึงตอนนี้ภารกิจดังกล่าวก็ยังถูกเก็บเป็นความลับอย่างเงียบเชียบ ฮอว์กินส์กับสมาชิกของเอสดีเอฟอีกสองราย คือครีด ริเวียร่า และคิด เคออส ปฏิบัติภารกิจของพวกเขาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีข่าวรั่วด้วยซ้ำว่าหัวหน้าผู้ก่อการร้ายรายนั้นหายตัวไป อย่าว่าแต่จะมีข่าวว่าหมอนั่นไปนั่งเล่นอยู่ในคุกที่อ่าวกวนตานาโมแล้วเลย
ฮอว์กินส์ตอบคำถามนั้นด้วยการตวัดสายตาไปที่สกีตเตอร์
ดีแลนตระหนกจนหนาวเยือกลงไปตามสันหลัง ฮอว์กินส์คงไม่คิดจริงๆหรอกน่า สกีตเตอร์เนี่ยนะ ให้ออกไปปฏิบัติการงั้นหรือ
นรกขุมไหนก็ไม่มีทางเด็ดๆ
โดยเฉพาะเมื่อเป็นหนึ่งในปฏิบัติการของเขา ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทั้งกลอุบาย การหลอกลวง การไตร่ตรองอย่างสุขุมรอบคอบ และการซ่อนพรางอย่างเต็มพิกัด นี่ยังไม่ได้พูดถึงการมีประสาทอันหนักแน่นมั่นคง เขาเป็นหัวขโมย เป็นมือดีที่สุด ขโมยดะมาแล้วทั้งของใหญ่ของเล็ก ชิปคอมพิวเตอร์ แนวความคิดและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลายนิ้วมือ ข้อมูลข่าวสาร เครื่องเพชร อัญมณี ขยะไฮ-เทค เคยขโมยหัวรบนิวเคลียร์หัวหนึ่งออกจากทาจิกิสถาน และล่าสุดคือขโมยเงินสกปรกสิบเจ็ดล้านดอลลาร์ของผู้นำกองกำลังนอกกฎหมายคนหนึ่งในอินโดนีเซีย
ไม่ว่านายพลแกรนท์ต้องการสิ่งใด ดีแลนเป็นต้องเสาะหามาให้จนได้ นั่นคือเงื่อนไขในการได้รับอิสรภาพของเขา และมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดเก้าปีที่ผ่านมา นับแต่ครั้งแรกที่นายพลแกรนท์นำเสนอเรื่องก่อตั้งเอสดีเอฟต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แนวคิดในการขยายกองกำลังชั้นหัวกะทินี้เป็นที่ถูกใจชายผู้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้นและรัฐมนตรีอีกสองคนที่รั้งตำแหน่งตามมา เอสดีเอฟมีชื่อเสียงเป็นที่น่าชื่นชม แต่การทำภารกิจได้ประสบผลสำเร็จนับสิบๆครั้งก็หาได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของดีแลนไม่ สมาชิกคนอื่นๆของเอสดีเอฟ ซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นทหารมาก่อน สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ แต่ตัวเขากลับมีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน ซีไอเอยังคงต้องการลากก้นดีแลนไปเข้าคุกของสหพันธรัฐ เพราะเขาเข้าไปพัวพันกับปฏิบัติการสุดเสี่ยงในมอสโก สมัยที่เขายังเป็นไอ้หนุ่มวัยใสที่ฉลาดพอจะไขว่คว้าสิ่งที่เขาต้องการมาได้ แต่ไม่ฉลาดพอที่จะอยู่ห่างจากปัญหาในระหว่างที่ทำมัน จนถึงทุกวันนี้ ความกระเหี้ยนกระหือของซีไอเอยังถูกสยบเอาไว้ได้โดยนายพลแกรนท์และผู้สนับสนุนทางการเงินในกระทรวงกลาโหม บุรุษผู้ใช้ชื่อรหัสว่า ไวท์รุก มันเป็นสถานการณ์ที่ดีแลนจะไม่ยอมให้เปลี่ยนแปลงไป เขาต้องตายดับดิ้นแน่ถ้าต้องไปเข้าคุก ซึ่งมันหมายความว่าเขาจะต้องไม่ทำงานล้มเหลว...อย่างเด็ดขาด
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยล้มเหลว และจะไม่มีวันล้มเหลว
เขาส่งสายตาเย็นยะเยียบไปที่ฮอว์กินส์แล้วส่ายหน้า เขาจะไม่พาสกีตเตอร์ไปวอชิงตันด้วย เขายังไม่เสียสติ หรือเห็นแก่ตัวถึงขนาดนั้น ยังก่อน
“อย่าพูดลับหลังกันเหมือนฉันไม่ได้อยู่ในห้องนี้ด้วยสิ” หล่อนพูดลอยๆมาทั้งที่มือยังเคาะแป้นคีย์บอร์ดไม่ได้หยุดโดยไม่เหลียวมาทางพวกเขาด้วยซ้ำ
ดีแลนสบถสาบานอยู่ในใจ แม่สาวคนนี้ประหลาดพิสดารมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทั้งเขาและฮอว์กินส์ยังไม่ได้เอ่ยถึงเจ้าหล่อนกันสักคำ แต่เจ้าหล่อนกลับรู้ได้
“เธอจะไม่ไป” เขาพูดชัดเจน ไม่ประสงค์จะให้เกิดข้อสงสัยใดๆในใจใคร ซึ่งส่วนใหญ่ก็ของตัวเขาเองนั่นแหละ
“เธอเก่งนะ” ฮอว์กินส์ยืนยัน “แกร่งเหมือนหินและแทบจะล่องหนได้จริงๆถ้าเธอต้องการจะทำขึ้นมา”
แล้วมันคือตอนไหนล่ะนั่น ดีแลนสงสัย เขาเลิกคิ้วมองเพื่อนตาเขม็ง
ฮอว์กินส์ไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ แล้วทั้งๆที่มันค้านกับวิจารณญาณอันดี ดีแลนก็ยอมให้สายตาเถลไถลกลับไปที่สกีตเตอร์อีก
ลืมได้เลย หล่อนโดดเด่นเห็นชัดจะตายไป ตรงกันข้ามกับคำว่าล่องหนอย่างสุดขั้ว เสื้อสเวตเตอร์สีชมพูแขนกุดของหล่อนเจิดจ้าท้าสายตาอยู่เห็นๆ แถมยังเนียนแนบกระชับกับเรือนร่างทุกสัดส่วน กระโปรงมินิสเกิร์ตหนังสีดำแสนสั้นเกาะติดสะโพกเหมือนเป็นผิวหนังชั้นที่สอง หล่อนมีรอยสักตัวอักษรจีนอยู่ที่ต้นแขนขวา และที่ใต้กระโปรงสีดำฟิตเปรี๊ยะที่ว่านั่นก็ยังมีรอยสักรูปสายฟ้าฟาดแล่นยาวจากข้อเท้ามาถึงเนินสะโพก ขึ้นไปใต้เรียวแขน แล้ววกพาดแผ่นหลัง ขึ้นไปจบที่หัวไหล่ เขาไม่เคยเห็นรอยสักทั้งหมดนั่น ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมองเห็น แต่เขารู้ว่ามันมีอยู่ตรงนั้น หล่อนมีเรือนผมตรงยาวสีทองคำขาวสว่างสุกใสที่ทิ้งชายพลิ้วลงเคลียบั้นท้าย และหล่อนจะต้องมีโซ่เงินนิดๆหน่อยๆติดอยู่ที่อาภรณ์ทุกวัน วันนี้มันอยู่ที่เข็มขัดและปลอกมีดสั้นของหล่อน เสริมด้วยแว่นกันแดดแบบสะท้อนแสงกับหมวกแก๊ปเบสบอล เจ้าหล่อนแสนจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อยู่ที่ปลายจมูกเชิดรั้นและผิวเนียนนุ่มที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นอิสตรีมีมา หล่อนมีทรวดทรงประดุจเดียวกับนางแบบเปลือยที่ได้ลงหน้าคู่กลางของนิตยสารประเภทปลุกใจเสือป่า แต่งตัวเหมือนราชินีชาวโกธ และมีดวงหน้าน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเทวดาน้อยๆ ทุกครั้งที่มองหล่อน ดีแลนรู้สึกเหมือนเป็นไอ้งั่งที่สุดในโลก
ดังนั้นเขาจึงพยายามจะไม่มอง พยายามจะไม่กลับมาบ้านให้บ่อยนัก นรกเห็นๆ ช่วงเจ็ดเดือนหลังมานี้ดีแลนกลับมาเดนเวอร์ไม่ถึงห้าครั้ง แต่รู้สึกว่าคืนนี้เขาอยู่นานเกินไปแล้วด้วยซ้ำ ดีแลนบอกได้จากความปวดร้าวที่แล่นซ่านลงมากลางทรวงอก หล่อนทำให้หัวใจของเขาเจ็บเสียวแปลบๆ
อย่างน้อยนั่นก็เป็นคำที่เขาใช้เรียกมันละ
“ไม่ได้” เขายืนกราน ฮอว์กินส์เสียสติแล้วถ้าคิดว่าหล่อนจะทำตัวให้ล่องหนได้ละก็ เพราะดีแลนมองเห็นเจ้าหล่อนอยู่ทุกแห่งหนที่เขาเคยตระเวนไป ตั้งแต่จากกรุงเทพฯจนถึงปารีส จาก แอล. เอ.ไปจนถึงเบลท์เวย์ ในยามหลับเขาก็ยังมองเห็นหล่อน ดีแลนเคยใช้เวลาอยู่กับหล่อนในค่ำคืนหนึ่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในระหว่างที่ตะลุยตามหาครีดกันไปทั่วเมืองท่ามกลางพายุหิมะรุนแรงที่สุดในศตวรรษ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่ได้พูดคุยกับหล่อน ได้อยู่กับหล่อน และกลัวแทบขาดใจตายเพราะเป็นห่วงเจ้าหล่อน ทำให้ความหลงใหลคลั่งไคล้ที่น่าสมเพชอย่างเหลือเชื่อของเขายิ่งรุนแรงเข้าไปอีก เขาต้องการหล่อนมากมายจนระงับใจไม่อยู่
“เธอยิงได้และฉกได้” ฮอว์กินส์ว่า
นรกน่ะสิ
“เธอเคยยิงใครมาแล้วเรอะ” เขาถาม แล้วไม่รอให้ฮอว์กินส์ตอบ เพราะเขารู้ดีอยู่แล้ว “ไม่เคยเลยสักคน นั่นแหละคำตอบ”
มันเป็นไปไม่ได้ ผู้จัดการและเซียนคอมพิวเตอร์ประจำสำนักงานย่อมไม่ออกไปปฏิบัติการ แม้แต่ในองค์กรนอกคอกอย่างเอสดีเอฟ แน่ละ เขาเคยพาหล่อนออกไปทำงานด้วยตอนที่ตามหาตัวครีดในคืนนั้น แต่ก็เพราะเขาต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์จากหล่อน จริงอยู่ สถานการณ์คราวนั้นมันอยู่เหนือการควบคุม และ ใช่ เจ้าหล่อนตกลงไปในปลักความยุ่งยากจนลึกถึงคอและปีนกลับขึ้นมาได้เอง แต่นั่นไม่ได้เป็นอย่างที่วางแผนเอาไว้
แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ฮอว์กินส์ไม่กะพริบตา เอาแต่มองเขาอย่างแน่วแน่และมั่นใจ จนในที่สุดดีแลนก็เข้าใจในข่าวสารที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ ทำให้เขาตกใจจนหนาวเยือกลงไปตามสันหลังอีกรอบและเกือบทำให้หัวใจเขาหยุดเต้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นแถวๆนี้หรือเปล่า” เขาถาม เสียงเรียบมากๆ เยือกเย็นมากๆ และมั่นใจมากๆว่าจะต้องไม่ชอบคำตอบที่จะได้รับ
“มันก็เป็นความก้าวหน้าตามธรรมชาติ” ฮอว์กินส์ตอบอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน “เธอฝึกฝนมาเกือบสามปีแล้ว และเธอเก่ง เก่งจริงๆ”
“ไปเก่งที่ไหนมา” เขาไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้เลย
“โคลัมเบีย คิดกับฉันพาเธอไปด้วยเพื่อเป็นกำลังเสริมในการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เราทำให้บริษัทอ็อกซิเดนทัลปิโตรเลียมในโบโกตา”
“งานที่พวกกองกำลังปฏิวัติแห่งชาติถูกฆ่าตายสองคนในระหว่างการพยายามลักพาตัวน่ะหรือ” เขาได้อ่านรายงานปฏิบัติการนั้นแล้ว ซึ่งไม่มีชื่อของสกีตเตอร์ปรากฏอยู่ตรงไหนเลย มีชื่อของ อนม.--ไอ้หนุ่มหน้าใหม่--ทราวิส เจมส์อยู่ในรายงานด้วย แต่ไม่มีชื่อสกีตเตอร์
ฮอว์กินส์พยักหน้ารับ แล้วกดแป้นคีย์บอร์ดสองตัวเมื่อมันร้องบี๊บๆขึ้น
“เธอเป็นคนเก็บรายแรก” เขาบอกพร้อมกับหันมามองดีแลน
ดีแลนหายใจไม่ออก
“พวกมันรอเราอยู่ในล็อบบี้ของโรงแรมที่เราใช้เป็นเซฟเฮาส์” ฮอว์กินส์เล่าต่อ “มันเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัว เธอล้ำหน้าคิดด้วยซ้ำ ก็ขนาดที่นายหรือฉันก็ทำไม่ได้ในวันที่เราสมบูรณ์ที่สุด”
หล่อนล้ำหน้าคิด--ดีแลนยังคงหายใจไม่ออก หล่อนเข้าไปอยู่ในการปะทะกัน ซึ่งมีผู้คนยิงเข้าใส่หล่อน พยายามจะฆ่าหล่อน
“แล้วเธอไปที่อื่นอีกหรือเปล่า” เขาถาม น้ำเสียงยังคงสงบเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
นั่นปะไร ในที่สุดฮอว์กินส์ก็มีท่าทีอึดอัดไม่สบายใจนักจนได้ “คาบูล”
“ในอัฟกานิสถานเรอะ” เขาถาม ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ก็มันมีเมืองชื่อคาบูลอยู่ในแคนซัส หรือเมืองคาบูลในเคนตักกี้ด้วย แบบเดียวกับที่มีเมืองปารีสอยู่ในเท็กซัส
“ส่วนใหญ่อยู่แต่ในคาบูล แต่ก็มีไปที่หุบเขาคายันตรงชายแดนปากีสถานนิดหน่อย”
สายตาของดีแลนตวัดลงไปที่เฝือกของฮอว์กินส์ “ตรงที่นายเกือบโดนระเบิดแหลกเป็นเสี่ยงๆน่ะเรอะ”
ฮอว์กินส์สั่นศีรษะ “เราส่งเธอกลับเมืองหลวงก่อนที่เราจะเข้าไปในเทือกเขา”
“แต่เธอก็ได้เห็นปฏิบัติการแล้ว”
มันไม่ใช่คำถาม เขามองเห็นความจริงดังกล่าวอยู่บนใบหน้าของฮอว์กินส์
“ตอนนั้นเป็นการซุ่มโจมตีน่ะ พวกทหารหน่วยพิเศษที่ร่วมงานกับเราไม่อยากให้เธอไปด้วย และพวกทหารอาสาสมัครอัฟกันก็ไม่พอใจยกใหญ่ แต่เมื่อปะทะกับพวกตอลิบัน เธอก็ไม่ลังเลเลย ยายหนูนี่เก่งสุดๆนะ ดีแลน เธอดูแลตัวเองได้ และเธอจะคอยคุ้มกันหลังให้นายในวอชิงตันได้ ซึ่งเธอคงจะเป็นฝ่ายทำให้คนอื่นเจ็บตัวไม่ใช่เจ็บตัวเสียเอง”
ดีแลนไม่เหมือนสกีตเตอร์ เขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีญาณวิเศษ เห็นสิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปมองไม่เห็น แต่จู่ๆเขาก็เกิดลางสังหรณ์ในทางร้ายๆขึ้นมาทันที
“เจ็บตัว?” เขาถาม พยายามอย่างหนักที่จะไม่สำลักคำพูดนั้นออกไป
“แค่ถากๆ” หล่อนแทรกขึ้นมาระหว่างบทสนทนาของสองหนุ่ม แล้วหันมามองเขาตรงๆ ผ่านแว่นตากันแดดสะท้อนแสงมันปลาบ
แค่ถากๆ หัวใจเขาวูบแรงจนหยุดเต้นไปวิบหนึ่ง แล้วเริ่มเต้นใหม่อย่างถี่กระชั้น
“มันวาบมาเฉียดๆที่ขา ทำให้กางเกงขาด แล้วก็พุ่งผ่านไป ฉันแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำ” หล่อนสรุป
บ้าระยำ
เขาหันความสนใจกลับไปที่ฮอว์กินส์ เขาไว้วางใจคริสเตียน ฮอว์กินส์อย่างสุดชีวิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในสถานการณ์ประเภท ‘หมดสิ้นหนทางแล้ว พระเจ้าช่วยลูกด้วย’ แต่เขาจะไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้อีกแล้วหากเป็นเรื่องของเจ้าหล่อน
มันเป็นการตระหนักได้ที่เจ็บปวดหัวใจอย่างที่สุด
สิบเจ็ดปีมาแล้วที่การไว้วางใจคริสเตียน ฮอว์กินส์เป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งสำหรับชีวิตเขา พวกเขาเคยลุยลงนรกและรอดกลับขึ้นมาได้ด้วยกัน ช่วยกันสู้ยิบตาเมื่อสถานการณ์ทั้งหลายไม่เป็นใจต่อโอกาสในการรอดชีวิตของพวกเขา นรกร้ายที่ทำให้ต้องสูญเสียพี่น้องชาวเอสดีเอฟของพวกตนไปสองคน พวกเขาเคยช่วยกันดึงกันและกันออกมาจากความจักแหล่นจะบรรลัยมากกว่าหนึ่งครั้ง และแต่ละครั้งที่ผันผ่านทำให้สายใยผูกพันของพวกเขากลมเกลียวเหนียวแน่นยิ่งกว่าพี่น้องโดยสายเลือด ถ้าก่อนหน้านี้มีคนมาถาม ดีแลนคงบอกได้เลยว่าจะไม่มีสิ่งใดมาแทรกกลางระหว่างพวกเขาได้ จะไม่มีอะไรมาสั่นสะเทือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ พวกเขาเป็นปึกแผ่นมั่นคงต่อกัน
ทว่าการที่สกีตเตอร์ต้องเจ็บตัวแบบ ‘ถากๆ’ จากปฏิบัติการลับที่อัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายในโลกที่เจ้าหล่อนควรไป ทำให้ความไว้วางใจที่ดีแลนเคยมีต่อฮอว์กินส์สั่นสะเทือนจนถึงแก่นราก เขารู้ว่าคริสเตียนเป็นคนฝึกฝนให้หล่อน และรู้ด้วยว่าสิ่งที่เริ่มต้นจากการฝึกหลักสูตรป้องกันตัวเองธรรมดาๆได้กลายเป็นอะไรบางอย่างที่เข้มข้นขึ้นมา เอาจริงเอาจังขึ้นมาก เด็กสาวพิสูจน์ตัวให้เห็นแล้วว่าสามารถพัฒนาได้ มีทักษะเต็มเปี่ยม และเหมาะสมเกินไปกับโลกของการปฏิบัติงานลับที่พวกเขาทำงานอยู่
แต่ต้องไม่ใช่ในปฏิบัติการเสี่ยงตายขนาดนี้ ต้องไม่ใช่ด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเสียเอง ฮอว์กินส์ควรจะรู้ดีกว่านี้สิวะ
ดีแลนพยายามควบคุมตนเองอย่างยิ่ง แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ เขาจะเข้าไปในห้องทำงานของเขา ห้องทำงานส่วนตัว จะปิดประตูให้มิดชิดแล้วคว้าเหล้าที่อยู่ใต้โต๊ะทำงานออกมาซด
เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เขาจะต้องไม่หลุดปากพูดสิ่งที่จะต้องเสียใจภายหลังออกไป จะไม่ทำอย่างนั้นกับฮอว์กินส์ และเส้นประสาทของเขาเขม็งเกลียวสุดๆแล้ว เขาจำเป็นจะต้องพักสักนิด และถ้าเขายังมีชีวิตรอดอยู่ได้หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกับแฟ้มก็อดวินมหาประลัยของนายพลแกรนท์แล้ว เขาจะหายตัวไปสักพัก ไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง แล้วดูซิว่าเขาจะสามารถทำให้หัวสมองกลับเข้าที่เข้าทางได้หรือเปล่า สกีตเตอร์ แบงก์ไม่ได้มีไว้สำหรับเขา และเขาจำเป็นจะต้องโน้มน้าวตัวเองให้เชื่อในความจริงนั้นให้ได้ ก่อนที่เขาจะทำอะไรบางอย่างที่โง่เขลาเสียจนไม่อาจจะแก้ไขได้ลงไป ทุกวันนี้เขาก็มีเรื่องบาปร้ายอยู่ในหัวมากมายอยู่แล้วโดยไม่ต้องเพิ่มเรื่องของหล่อนเข้าไปอีก
เมื่อเดินไปถึงประตูห้องทำงาน เขาก็หยุดและหันกลับไป สายตาเขาประสานเข้ากับแว่นกันแดดสะท้อนแสงบ้าๆของหล่อนพอดี มันอาจจะเป็นความคิดที่แย่มาก แต่เขาจำต้องพูดอะไรสักอย่าง--แค่คำพูดนิดๆหน่อยๆที่กลั่นตรงดิ่งออกมาจากหัวใจ
“ฉันคิดว่ามันน่าจะดีที่สุดถ้า--” เขาหยุด นึกได้ว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เอาไหนเลย สิ่งที่เขาต้องการคือความตรงไปตรงมา เด็ดขาด แต่ก็มีเมตตา เขาจำเป็นจะต้องใช้อำนาจตามตำแหน่งเจ้านายใหญ่ของเขา ทว่าใช้อย่างมีเหตุมีผล
“ถ้าฉันได้ยิน...ซ้ำอีก...ว่าเธอออกไปร่วมในปฏิบัติการอื่นอีก” เขาเริ่มต้นใหม่ “พระเจ้าช่วยฉันด้วย สกีตเตอร์ เจนน์ แบงก์ ฉันจะปลดเธอไปเป็นช่างเครื่องยนต์ในพริบตา มันจะทำให้เธอเศร้าสุดๆ แล้วฉันจะเนรเทศเธอไปทำงานในอู่ที่คอมเมิร์ซซิตี้ จะให้ไปกวาดพื้นแทนจอห์นนี่ รามอส”
คำพูดของเขาก่อให้เกิดหลุมนรกอเวจีแห่งความเงียบงัน
โอเค มันเป็นคำขู่ที่ฟังเหลวไหล แต่มันก็ให้ความรู้สึกดี และเขาจะทำตามที่พูดด้วย รับประกันได้เลย ดีแลนสุดแสนประทับใจในการควบคุมเสียงให้สงบเยือกเย็นและมั่นคงของตนมาก คนที่ได้ยินน้ำเสียงของเขาจะไม่มีทางเดาได้เลยว่าจู่ๆเขาก็เกิดปวดแปลบในหัวใจขึ้นมารุนแรงแค่ไหน เจ็บเหมือนมีมีดปักอยู่ในอก และความคลื่นเหียนก็กำลังจะจู่โจมซ้ำเข้ามาอีก
เขาหันกายจะจากไป หล่อนฆ่าผู้ชายไปแล้วคนหนึ่งและถูกยิง และเขาจะต้องดื่ม
“ไปลงหลุมซะไป๊”
ดีแลนยืนตัวแข็ง มือค้างอยู่ที่ลูกบิดประตู
ไปลงหลุมซะไป๊
เขาอยากจะฟาดก้นเจ้าหล่อนนัก อยากเขย่าตัวให้หัวสั่นหัวคลอนแล้วจับลงนั่งที่เก้าอี้และอธิบายกับหล่อนว่าเพราะอะไรหล่อนจึงต้องไม่--และจะไม่--พาตัวไปอยู่ในสถานการณ์ที่หล่อนอาจถูกยิงอีกตลอดกาล จากนั้นก็ทุ่มกายลงสยบแทบเท้าหล่อน แต่มันคงเป็นความโง่เขลาอย่างน่าเศร้า เขาคงทนสิ่งนั้นไม่ได้ เขาไม่เคยคลั่งไคล้ผู้หญิงที่ไหนสักคน และหล่อนก็แทบไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับเขา ดีแลนรู้ตัวดีว่าอายุมากกว่าหล่อนแค่ไหน จนถึงเดี๋ยวนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจความชื่นชมหลงใหลของตนเอง เขาไม่เคยชื่นชอบติดใจผู้หญิงที่อายุน้อยกว่ามากๆ แล้วเจ้าหล่อนมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากสาวอื่นหรือ...ไม่มีสักอย่างเดียว
ไปลงหลุมซะไป๊ หลุมไหนล่ะ
ดีแลนจะไม่คิดตอบคำก่นประณามนั้น เขาไม่กล้าคิด ในเมื่อคำพูดนั้นของหล่อนทำให้จิตใจเขาเพ้อพกฟุ้งซ่านไปในทางที่เร่าร้อนเกินกว่าที่หล่อนจะจินตนาการได้ สิ่งที่เขาต้องการคือสกอตช์วิสกี้เพียวๆราดบนน้ำแข็ง สิ่งที่เย็นจัดและเข้มแรง เขาจะไม่โต้คารมกับยายเด็กข้างถนนมีรอยสักที่บังเอิญกลายมาเป็นนางในฝันของเขาเด็ดขาด
บทที่ 2
สกีตเตอร์มองดีแลนหายลับเข้าไปในห้องทำงาน หล่อนขบกรามแน่นเอาไว้ มิฉะนั้นเป็นได้โพล่งอะไรออกไปอีกแน่ๆ สองมือกำหมัดอยู่ข้างลำตัว
คอมเมิร์ซซิตี้เรอะ นรกน่ะสิ จอห์นนี่กวาดพื้นเองได้ย่ะ ทั้งเอสดีเอฟและสตีลสตรีทดูแลบริหารงานตัวเองได้ที่ไหนล่ะ ดีแลนก็รู้ดีเท่าๆกับหล่อน ไม่มีทางที่เขาจะหาใครมาแทนหล่อนได้เด็ดขาด ไม่มีวันเสียละ
“เฮ้อ เอาเรื่องเลยนะเนี่ย” ฮอว์กินส์ปรารภแล้วหวนกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขาและทำรายการรถยนต์ที่ทั้งคู่กำลังทำค้างอยู่เมื่อดีแลนโผล่เข้ามาต่อ โดยรวมแล้วในปีนี้พวกเขาซื้อและปรับปรุงรถมากกว่าที่จะขาย และแม้สตีลสตรีทมีที่จอดรถถึงเจ็ดชั้น แต่ก็แทบไม่มีที่ว่างให้รถจอดเลย จึงจำต้องย้ายรถบางคันที่เก็บไว้ในคลังสำรองออกไป และหลังจากคัดเลือกกันอย่างระมัดระวังอยู่ครึ่งค่อนวัน ทั้งสองก็ทำรายการรถที่จะต้องถูกนำออกไปให้แคบลงมาเหลือรถบิวอิครุ่นเก่าและไม่น่าสนใจที่พวกเขาเรียกว่าชีล่า พวกเขาตั้งชื่อเดียวกันนี้ให้กับรถบิวอิครุ่นเก่าที่ไม่น่าสนใจทุกคันที่เคยมีอยู่ พวกเขาจะต้องคัดเลือกให้ดีกว่านี้--แต่ไม่ใช่คืนนี้แน่ หล่อนจบสำหรับคืนนี้แล้ว พอกันที
เกือบจะต่างหาก
“เขาเป็นไอ้ทุเรศ” หล่อนเข่นเขี้ยว สายตายังจ้องเขม็งไปที่ประตูห้องทำงานส่วนตัวของดีแลน
“ก็หลายครั้งอยู่”
หล่อนอยากจะขว้างอะไรสักอย่างไปที่ประตูบานนั้น รองเท้าบู๊ตของหล่อนนี่ไง ถอดเขวี้ยงออกไปซะเลย มันคงจะเรียกความสนใจของเขาได้ เอาให้มีรอยดำๆติดคาบานประตูห้องทำงานอันสะอาดหมดจดของเขา เขาเพิ่งกลับมาบ้านได้ไม่ถึงสองชั่วโมง แต่เขาก็ขังตัวเองไว้ในห้องทำงานเรียบร้อยแล้ว--นี่มันระยำซ้ำสองเลยนะเนี่ย คราวนี้อะไรๆมันควรจะแตกต่างไปจากเดิมสิ
“คุณต้องบอกเขาเรื่องอัฟกานิสถานด้วยเหรอ ที่เราเตี๊ยมกันไว้ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” หล่อนหันไปเล่นงานฮอว์กินส์ ก็หล่อนทั้งเดือดดาล ทั้งโกรธเกรี้ยว ทั้งเจ็บปวดนี่นา “ที่เราเตี๊ยมไว้คือแค่บอกเขาว่าฉันทำได้ดีแค่ไหนในโคลัมเบีย แล้วให้เขาค่อยๆปรับตัวรับกับความคิดที่ว่าฉันกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน จำได้มั้ย”
“ดีแลนเป็นหัวหน้า” เครื่องคอมพิวเตอร์ของฮอว์กินส์ร้องบี๊บๆขึ้นมาอีกและเขาเคาะแป้นคีย์บอร์ดอีกสองที “เขาจำเป็นจะต้องรู้ และช่วงเวลาก็เหมาะสมดีแล้ว”
“ไม่เลย ไม่เหมาะ” ไม่มีอะไรเหมาะสมถูกต้องสักอย่าง หล่อนถลึงตาใส่ประตูห้องทำงานที่ปิดมิดชิดของดีแลนอีกครั้ง ก็แบบเดียวกับครั้งที่แล้วที่เขากลับบ้าน และครั้งก่อนหน้านั้น และครั้งก่อนหน้านั้นอีก แต่คราวนี้หล่อนแทบจะทนไม่ไหวแล้วนะ “ทีเรื่องทราวิสไม่เห็นคุณบอกเลย เขาก็อยู่ในโคลัมเบียเหมือนกัน ยืนอยู่ข้างฉันเลยแหละ”
“ดีแลนอนุมัติให้ทราวิสเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว”
สกีตเตอร์ช็อกจนอึ้ง ได้แต่มองหน้าฮอว์กินส์อยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ทราวิสเนี่ยนะ ได้รับอนุมัติเป็นนักปฏิบัติการของเอสดีเอฟแล้ว เหลือเชื่อเป็นบ้า
“เมื่อไหร่” หล่อนต้องรู้ให้ได้ เมื่อค้นหาเสียงของตนเองเจอในที่สุด หล่อนเป็นคนฝึกฝนให้พ่อเทวดาหนุ่มรูปทองคนนั้นชัดๆ แต่มันบ้าอะไรเขาถึงได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมในปฏิบัติการก่อนหล่อน
“เมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว” ฮอว์กินส์ตอบ
และทราวิสกลับไม่ปริปากบอกหล่อนสักคำ บ้าฉิบ หล่อนควรจะ--
“เฮ้ เดี๋ยวก่อน” หล่อนว่า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาและตรงดิ่งไปที่อีกความคิดหนึ่ง--อีกหนึ่งความคิดที่เหลือเชื่อที่สุดในโลก “อย่าบอกฉันนะว่าทราวิสไม่ได้ไปเยี่ยมญาติที่ซานฟราน-ซิสโก”
“ใช่ ทราวิสไม่ได้ไปเยี่ยมญาติที่ซานฟรานซิสโก”
ระยำซ้ำสองชัดๆ
“เขาไปกับครีดใช่มั้ย” หล่อนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทราวิสโกหกหล่อน “ไปโคลัมเบีย” แต่เขาต้องโกหกหล่อนอยู่แล้ว ทราวิส เจมส์เป็นเพื่อนที่ดีเกินกว่าจะทำร้ายความรู้สึกของหล่อน--และความรู้สึกของหล่อนได้ถูกทำร้ายไปแล้ว อย่างฉกาจฉกรรจ์
“ใช่” ฮอว์กินส์รับ สุ้มเสียงไม่บอกสักนิดว่าห่วงความรู้สึกหล่อน
ดีแลน ฮาร์ท คนเฮงซวย ผู้ชายคนนั้นจำเป็นต้องเห็นคุณค่าในพรสวรรค์ของหล่อนอย่างจริงๆจังๆแล้วละ
“ฉันจะไปวอชิงตัน” และพระเจ้าทรงโปรด หล่อนต้องไปให้ได้
“ถ้าดีแลนไม่พาเธอไปด้วย เธอก็ไปไม่ได้หรอก”
เชอะ หล่อนไปฉกแฟ้มก็อดวินเองก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีดีแลน ฮาร์ท และทัศนะที่เห็นว่าผู้ชายเป็นเพศเหนือกว่าของเขาจะแหลกยับเยิน ถ้าหล่อนชิงไปที่คฤหาสน์ของวิทฟิลด์ได้ก่อนเขา และตัดหน้าขโมยเอกสารบ้าๆนั่นมาจากใต้--
“อย่า” ซูเปอร์แมนเอ่ยทันที
หล่อนสะดุ้งออกจากความคิดที่ค้างอยู่ แล้วหันขวับไปมองเขา “อย่าอะไร” จีซ ช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้ เป็นแผนการที่มหัศจรรย์มากๆ หล่อนจะลอบเข้าไปในบ้านของวิทฟิลด์ ฉกแฟ้มก็อดวิน และกลับมาทันที่จะ--
“อย่าคิดสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่” ฮอว์กินส์เงยหน้าขึ้นจากคีย์บอร์ด “รีบย้อนความคิดกลับไปเลย ยายหนูแบงก์ เธอจะไม่ไปวอชิงตัน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากดีแลน”
“ได้สิ ฉันไปได้” มันยอดเยี่ยมเกินไป เป็นการกบฏแบบสุดยอด เป็น--
“ไม่ เธอจะไม่ไป” เขาพูด ใช้สายตาอันหนักแน่นสำทับมากับน้ำเสียงที่หนักแน่นเพื่อให้แม่สาวน้อยคิดทบทวนให้ดีๆ
แต่ให้ตายเถอะ มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ
“ฉันทำได้” บอกตามตรงว่าหล่อนไม่เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองแม้แต่น้อย
“ฉันรู้ว่าเธอทำได้” เขายอมรับ “และเธอเก่งเกินกว่าจะใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตวนๆเวียนๆอยู่ในสำนักงาน แต่เรื่องนี้มันต้องทำตามกฎ”
“กฎไหน” เอฟดีเอสไม่มีกฎระเบียบอะไรสักเล่ม
“กฎระเบียบสำหรับสกีตเตอร์ เจนน์ แบงก์ไงล่ะ มีอยู่ทั้งหมดแปดเล่มด้วยกัน”
ยกเว้นไอ้กฎระเบียบที่ว่านั่น บ้าชะมัด
“แล้วเขาก็จะใจอ่อนเอง” ฮอว์กินส์ว่า “แค่ให้เวลานิดหน่อย คืนนี้ฉันจะคุยกับเขาดู”
เวลาเรอะ หล่อนทอดสายตามองกลับไปที่ประตูห้องของดีแลน เวลาของหล่อนหมดแล้ว--อีกครั้ง ผู้ชายเฮงซวย เขาปิดขังตัวเองอยู่ในห้องทำงาน และถ้าทุกอย่างเป็นเหมือนที่เคยเป็น ซึ่งก็ใช่เลย เขาก็จะจากไปในตอนเช้า แล้วหล่อนก็จะไม่ได้พบเห็นเขาอีกเป็นสัปดาห์ๆ เป็นเดือนๆ
จู่ๆหล่อนก็รู้สึกแทบจะทนไม่ได้ มันเกินกว่าที่หล่อนจะทนไหวมากๆทีเดียว
“คุณจะคุยอีท่าไหนก็ตามใจ แต่คืนนี้ฉันจะไม่ทนอยู่ที่นี่ต่อไปแล้ว” พูดเสร็จก็หมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูซึ่งเปิดสู่โรงเก็บรถ ตอนนี้คือสองทุ่มของคืนวันศุกร์ และหล่อนจะออกไปซิ่ง ทั้งหมดที่หล่อนต้องการคือรถแรงๆสักคน เส้นประสาทที่แข็งเหมือนเหล็ก และเงินสักก้อนที่จะเอาไปวางเดิมพันที่เดอะมิดไนท์ดับเบิลส์
รถคันนั้นรอหล่อนอยู่ในที่จอดแล้ว ส่วนเงินก็อยู่ในกระเป๋าตรงสะโพก และเส้นประสาทของหล่อนแข็งยิ่งกว่าไทเทเนียมอัลลอยเสียอีก รอแค่ให้มีไอ้เบื๊อกขาซิ่งหน้าไหนมาป่วนหล่อนในคืนนี้หน่อยเถอะน่า หล่อนจะฝังหมอนั่นให้จมปลักอยู่ในยางมะตอยราดถนนซะเลย
|