Romance
Detective
Children's Books
Interesting Books

 

     
 
ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
     
 
หัวใจกำสรวล
 
     
 

บทที่ 1
    
     เม็กซิโก  1993
    
     มิลล่าผล็อยหลับไประหว่างให้นมลูก  เดวิด  บูนยืนมองภรรยาและลูกน้อย  รู้ตัวว่ากำลังยิ้มราวกับคนโง่  เขารู้สึกตื้นตันในอก  ภรรยาของเขา  ลูกของเขา
     พระเจ้า  โลกของเขา
     ความหลงใหลในวิชาการแพทย์ที่เขามีเสมอมาก็ยังคงอยู่  แต่เวลานี้มันถูกลดทอนลงด้วยอะไรบางอย่างที่น่าหลงใหลพอกัน  เขาไม่เคยคิดเลยว่ากระบวนการตั้งครรภ์และการให้กำเนิด  รวมทั้งพัฒนาการอย่างรวดเร็วของทารก  จะเป็นสิ่งน่าสนใจได้ถึงเพียงนี้  เขาเลือกสาขาศัลยกรรมเพราะความท้าทายของมัน  ในขณะที่เมื่อเทียบกันแล้ว  สูติเวชไม่ต่างอะไรกับการเฝ้ามองการเติบโตของต้นหญ้า  แน่นอนว่าบางครั้งความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้  และสูติแพทย์ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์  แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กทารกจะเติบโตและถือกำเนิดไปตามปกติ  และมันก็แค่นั้น
     เขาคิดเช่นนั้นจนกระทั่งมาถึงลูกของตัวเอง  ในทางการแพทย์  เขารู้ทุกขั้นตอนการเติบโตของทารกในครรภ์  แต่เขาไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อได้เฝ้ามองครรภ์ของมิลล่าเติบใหญ่  หรือได้สัมผัสการเตะเบาๆและการขยับของทารกที่ค่อยๆแข็งแรงขึ้นและเรียกร้องมากขึ้น  อารมณ์ที่ท่วมท้นขึ้นมานั้นทำให้เขาถึงกับพร่าพราย  แล้วมิลล่าล่ะ  เธอจะรู้สึกอย่างไรบ้าง  บางครั้ง  แม้ในช่วงที่ต้องทุกข์ทรมานทางกายในเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์  เขายังได้เห็นว่าสีหน้าเธออิ่มเอิบขนาดไหน  เธอดูปลื้มปิติเพียงไรยามเธอลูบไล้ท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งบอกเขาว่าเธอหลงลืมอยู่ในโลกที่มีเพียงเธอและลูกน้อย
     แล้วจัสตินก็เกิดมาในโลกใบนี้  ร้องไห้จ้าและแข็งแรงสมบูรณ์  เดวิดถึงกับวิงเวียนไปกับความโล่งใจและเป็นสุข  ตลอดหกสัปดาห์นับจากนั้น  ความเปลี่ยนแปลงดูเหมือนจะเกิดขึ้นในแต่ละวันที่ทารกน้อยเติบโต  ผมสีเข้มบนศีรษะเริ่มกลายเป็นสีบลอนด์  ดวงตาเขาเป็นสีฟ้ามากขึ้นและระแวดระวังมากขึ้น  เขาเริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ  รับรู้เสียงต่างๆ  ปัดป่ายแขนขาสะเปะสะปะขณะที่กล้ามเนื้อเล็กๆเริ่มแข็งแรงขึ้น  เขาชอบอาบน้ำ  เขามีเสียงร้องไห้หลายแบบ  ร้องไห้ด้วยความโกรธ  ร้องไห้ด้วยความหิว  ร้องไห้เพราะไม่สบายตัว  และร้องไห้โยเย  มิลล่าสามารถบอกความแตกต่างได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
     การเปลี่ยนแปลงในตัวภรรยาเขาก็น่าทึ่งเช่นกัน  เท่าที่เขารู้จักเธอมา  มิลล่ามักมีวิธีแยกตัวเองออกจากโลกเสมอ  เหมือนเธอเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์มากกว่ามีส่วนร่วม  เธอเป็นความท้าทายนับแต่นาทีแรกที่เขาเห็นเธอ  แต่เขาตามจีบเธออย่างไม่ลดละ  จนกระทั่งเธอเริ่มสังเกตเห็นเขาในฐานะคนคนหนึ่งแทนที่จะเป็นเพียงส่วนที่เคลื่อนไหวได้ของทิวทัศน์รอบตัว  เขาจำเวลานาทีที่ชนะใจเธอได้เป็นอย่างดี  เขาและเธออยู่ที่งานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าแห่งหนึ่ง  กำลังดื่มพลางหัวเราะพลางและเล่าเรื่องตลกกัน  มิลล่ามองเขาและกะพริบตา  สีหน้าตระหนกเล็กน้อย  เหมือนเขาเข้ามาอยู่ในสายตาเธออย่างกะทันหัน  เพียงเท่านั้น  ไม่มีจุมพิตที่เร่าร้อน  ไม่มีการสารภาพความในใจ  เพียงแค่ความกระจ่างใสในดวงตาเธอเมื่อเธอได้มองเห็นเขาอย่างแท้จริงในที่สุด  แล้วเธอก็ยิ้มและจับมือเขาไว้  และด้วยสัมผัสเรียบง่ายแค่นั้น  ทั้งคู่ก็สื่อใจถึงกัน
     ช่างน่าทึ่ง
     อันที่จริงมันน่าทึ่งตั้งแต่แรกแล้วที่เขาหลุดพ้นจากการค้นคว้าและงานได้นานพอที่จะสังเกตเห็นเธอในงานเลี้ยงสำหรับพนักงานที่แสนน่าเบื่อซึ่งพ่อแม่ที่เป็นอาจารย์ของเขาจัดขึ้นเป็นประจำ  แต่ทันทีที่ได้เห็นเธอ  เขาก็ไม่สามารถลบใบหน้าเธอออกจากใจได้  เธอไม่ใช่คนสวย  เธออาจจัดเป็นคนน่ารักไม่ได้เสียด้วยซ้ำ  แต่มีบางอย่างในตัวเธอ  ในใบหน้าที่หมดจดและเข้มแข็งของเธอ  และในท่าเดินของเธอที่ทำให้เขาคิดว่าบางทีเท้าเธอคงแทบไม่สัมผัสพื้น  ทั้งหลายทั้งปวงนั้นทำให้เธอคอยมาวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลา
     การรู้เรื่องเธอยิ่งทำให้เขาประทับใจ  เขาชอบเมื่อรู้ว่าสีโปรดของเธอคือสีเขียว  เธอไม่ชอบใส่เพพเพอโรนีในพิซซ่า  เธอชอบดูหนังแอ็คชั่น  ไม่ชอบดูหนังหวานๆของผู้หญิง  ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกเพราะเธอดูเป็นผู้หญิงทั้งเนื้อทั้งตัว  เธอบอกว่าเธอรู้เรื่องผู้หญิงอยู่แล้ว  ทำไมเธอยังต้องอยากดูหนังที่เกี่ยวกับผู้หญิงด้วย  ส่วนใหญ่มีแต่เรื่องไร้สาระ  เขาพอใจในความเยือกเย็นของเธอ  ถ้าเธอรู้จักโกรธ  เขาก็ไม่เคยเห็นมัน  เธอเป็นคนที่มีจิตใจสงบนิ่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา  และแม้จะแต่งงานกันมาถึงสองปี  เขาก็ยังแทบไม่เชื่อในความโชคดีของตัวเอง
     หญิงสาวหาวและบิดตัว  การเคลื่อนไหวนั้นทำให้ยอดอกของเธอหลุดจากปากของลูกน้อย  ซึ่งส่งเสียงอ้อแอ้  ดูดปากต่ออีกสองสามครั้งก่อนจะหยุด  เดวิดยื่นมือไปไล้นิ้วบนทรวงอกเปลือยอวบอิ่มข้างหนึ่งของเธอ  เขายอมรับว่าพอใจกับทรวงอกที่ขยายใหญ่ขึ้นของภรรยา  ก่อนการตั้งครรภ์  มิลล่ามีรูปร่างเพรียวเหมือนพวกนักวิ่งระยะไกล  ตอนนี้เธออวบอิ่มขึ้น  ดูนุ่มนวลขึ้น  และการงดข้องเกี่ยวทางเพศหลังคลอดกำลังทำให้เขาคลั่ง  เขาทนไม่ไหวที่ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้  ซึ่งเป็นวันที่เธอต้องไปตรวจร่างกายหลังคลอดหกสัปดาห์กับซูซานน่า  คอสเปอร์  สูติแพทย์ที่ดูแลเธอ  อันที่จริงเขาไม่ได้ข้องแวะกับมิลล่ามาเจ็ดสัปดาห์แล้วเพราะเหตุฉุกเฉินที่สร้างความโกลาหลกับตารางเวลาของซูซานน่า  และเขาแทบตะกายข้างฝา  การจัดการกับตัวเองช่วยได้ในระดับหนึ่ง  แต่มันห่างไกลจากความพึงพอใจที่ได้ร่วมรักกับภรรยา
     เธอลืมตาขึ้นและยิ้มให้เขา  “เฮ้  ดูกี้”  เธอพึมพำ  “กำลังคิดถึงคืนพรุ่งนี้ใช่ไหมคะ”
     เขาหัวเราะ  ทั้งกับชื่อเล่นและการที่เธออ่านใจเขาได้...การอ่านใจเขาได้ไม่ใช่ความเก่งกาจสามารถอะไร  เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นนอกจากเซ็กซ์มาสองเดือนแล้ว  “ในหัวผมตอนนี้ไม่มีเรื่องอื่นเลยละ”
     “ดูกี้น้อยอาจจะหลับตลอดทั้งคืนก็ได้นะ”  เธอลูบผมลูกอย่างเบามือ  และเด็กน้อยตอบสนองด้วยการดูดปาก  ผู้ใหญ่ทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกันว่า  “แต่ยังสงสัยอยู่”  เดวิดหัวเราะ  จัสตินเป็นเด็กกินเก่ง  เขาต้องการนมแม่อย่างน้อยทุกสองชั่วโมง  มิลล่าเป็นห่วงว่าน้ำนมของเธอจะมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ดีพอ  หรือเธอจะมีน้ำนมไม่พอเลี้ยงลูก  แต่จัสตินเติบโตอย่างรวดเร็ว  และซูซานน่าบอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง  ลูกเธอตัวโตเหมือนหมู
     มิลล่าหาวอีกครั้ง  เดวิดแตะแก้มเธออย่างห่วงใย  “ถึงซูซานน่าจะเปิดไฟเขียวให้เราในวันพรุ่งนี้  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องร่วมรักกัน  ถ้าคุณเหนื่อยเกินไป  เรารอไปก่อนก็ได้”  ซูซานน่าจัดการจนแน่ใจว่าเขาจะเข้าใจดีว่าคุณแม่คนใหม่จะอ่อนเพลียมากแค่ไหน  โดยเฉพาะถ้าเธอเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง
     มิลล่าขึงตาใส่เขาทั้งที่กำลังหาว  “ไม่ได้นะ  เราจะทำ”  เธอพูดเสียงหนักแน่น  “ถ้าคุณคิดว่าฉันจะรออีกแม้เพียงนาทีเดียว  คุณก็ประเมินฉันต่ำไปละ  จัสตินคงโชคดีถ้าฉันไม่ฝากแกไว้กับซูซานน่าระหว่างที่ฉันออกไปตามล่าตัวคุณที่คลินิก”
     “แล้วจะเอามีดผ่าตัดกรีดเสื้อผ้าผมจนล่อนจ้อนรึเปล่า”  เขาถามยิ้มๆ
     “ก็คิดอยู่เหมือนกัน”  เธอจับมือเขา  ดึงมันมาที่ทรวงอก  ถูไถยอดอกกับนิ้วของเขา  “หกอาทิตย์กว่าแล้วนะคะ  เราไม่จำเป็นต้องรอให้ซูซานน่าอนุญาตอย่างเป็นทางการก็ได้”
     เขาอยากเห็นด้วยกับความคิดของเธอ  ความจริงเขาก็คิดเช่นนั้น  แต่เขาไม่อยากให้มิลล่าคิดว่าเขาหมกมุ่นสนใจแต่เรื่องนั้น  เขาโล่งใจที่เธอเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน  และความคิดที่ล่อใจนั้นคอยรบกวนใจเขา  เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือและร้องคราง  “ผมต้องไปถึงคลินิกภายในสิบนาที”  คงมีคนมายืนเข้าแถวรออยู่นอกประตูคลินิกยาวเหยียดแล้ว  พร้อมที่จะรอคอยอย่างอดทนอีกหลายชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์  เขาเป็นศัลยแพทย์  และมีตารางต้องผ่าตัดในอีกครึ่งชั่วโมง  เขาแทบไม่มีเวลาพอที่จะไปให้ถึงคลินิก  เปลี่ยนเสื้อผ้า  และล้างไม้ล้างมือด้วยซ้ำ  จากที่เขารู้สึกอยู่ในเวลานี้  เขาต้องการเวลาไม่ถึงสิบวินาทีที่จะพบความสุขสุดยอด  แต่มิลล่าต้องการเวลามากกว่านั้น
     “งั้นก็คืนนี้”  มิลล่าพูด  พลิกตัวตะแคงและยิ้มให้เขา  “ถ้าฉันเล่นกับจัสตินทั้งวัน  คืนนี้แกก็คงจะเหนื่อยและหลับปุ๋ยไปเลย”
     “เป็นแผนการที่ดี”  เขาลุกขึ้นยืนและหยิบกุญแจ  “วันนี้คุณจะทำอะไรบ้าง”
     “ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ  เช้านี้ฉันจะออกไปเดินตลาดก่อนที่มันจะร้อนเกินไป”
     “หาซื้อส้มมาด้วยนะ”  ระยะหลังๆนี้เขาชอบกินส้ม  เหมือนร่างกายเขาขาดวิตามินซี  เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในห้องผ่าตัด  ดังนั้นเขาอาจต้องการวิตามินซีมาเสริม  เขาก้มลงจูบมิลล่า  แล้วไล้ริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มของจัสติน  “ดูแลแม่ให้ดีๆนะ”  เขาบอกลูกชายที่หลับสนิท  และรีบเดินออกจากห้องไป
     มิลล่านอนอยู่บนเตียงต่ออีกสักพัก  เพลิดเพลินกับความเงียบและสงบสุข  ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาอิสระของเธอ  เธอนึกว่าที่ผ่านมาเธอได้เตรียมตัวสำหรับการเลี้ยงลูกพร้อมแล้วเสียอีก  แต่เธอไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นงานที่แทบไม่มีเวลาหยุดพักเลยอย่างนี้  เวลาที่ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือให้นมจัสติน  เธอก็ต้องรีบไปทำงานบ้านอื่นๆ  และเธอเหนื่อยมากเสียจนทุกย่างก้าวเหมือนการเดินลุยน้ำ  เธอไม่ได้นอนหลับอย่างสบายมาเกือบสี่เดือนแล้วตั้งแต่ลูกโตจนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะและทำให้เธอต้องลุกมาเข้าห้องน้ำแทบทุกครึ่งชั่วโมง  ตำแหน่งที่จัสตินอยู่ในท้องเธอนั้นค่อนข้างต่ำ  ซึ่งซูซานน่าบอกว่ามีข้อดีคือเธอจะหายใจได้สะดวกไม่อึดอัด  แต่ต้องแลกด้วยการเข้าห้องน้ำบ่อยๆ  การเป็นแม่คนไม่ใช่การผจญภัยที่น่าตื่นเต้นแต่อย่างใด  คุ้มค่าแต่ไม่น่าตื่นเต้น
     เธอรู้ตัวว่ายิ้มกว้างขณะมองลูกชายตัวน้อยที่กำลังหลับปุ๋ย  เขาช่างงดงาม  ทุกคนพูดเช่นนั้น  เธอชื่นชมเส้นผมสีบลอนด์  ดวงตาสีฟ้า  และปากที่จิ้มลิ้ม  เขาดูเหมือนเด็กน้อยในโฆษณาอาหารเด็กเกอร์เบอร์  มิลล่าหลงใหลในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเขา  ตั้งแต่เล็บกระจิริดไปจนถึงลักยิ้มสองข้างแก้มที่เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเขาตัวโตขึ้น  เธอสามารถนั่งมองลูกได้ทั้งวัน...ถ้าเธอไม่มีเรื่องอื่นอีกมากมายให้ต้องทำ
     เธอตื่นตัวเตรียมพร้อมขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงงานทุกอย่างที่ต้องทำในวันนี้  เช่นการซักผ้า  ทำความสะอาด  ทำอาหาร  และการจัดการกับเอกสารของคลินิกทันทีที่มีเวลาว่าง  แล้วไหนจะต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษอีก  เธอต้องสระผมและโกนขนที่ขาเพราะเธอมีนัดกับสามีคืนนี้  เธอไม่มีวันเบื่อการเป็นแม่  แต่เธอก็พร้อมที่จะเป็นอย่างอื่นด้วย  เช่นเป็นหญิงสาวที่น่าปรารถนา  เธอคิดถึงสิ่งที่จะมีร่วมกันคืนนี้  เดวิดร่วมรักด้วยความใส่ใจเหมือนที่เขาทำกับสิ่งอื่นที่เขาสนใจ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆเมื่อได้เป็นฝ่ายรับความใส่ใจนั้น  ความจริงแล้วมันยิ่งกว่าดี  มันเป็นสิ่งที่วิเศษสุด
     แต่ก่อนอื่น  เธอต้องไปตลาดก่อนที่อากาศจะร้อนเกินไป
     อีกแค่สองเดือนเท่านั้น  หญิงสาวคิด  เธอจะคิดถึงเม็กซิโก...คิดถึงผู้คน  แสงแดด  และเวลาที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า  เวลาหนึ่งปีที่เดวิดและเพื่อนร่วมงานของเขาอุทิศให้กับการเปิดคลินิกรักษาฟรีในเม็กซิโกเกือบจบลงแล้ว  หลังจากนั้นพวกเขาก็จะกลับไปยังการทำงานที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในอเมริกา  ไม่ใช่ว่าเธอไม่ดีใจที่จะได้กลับบ้าน  เธออยากกลับไปอยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆ  อยากอยู่ในความเจริญอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์  เธออยากทำหลายอย่าง  เช่นพาจัสตินออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ  หรือแวะไปเยี่ยมแม่ของเธอ  เธอคิดถึงแม่จับใจในช่วงที่ตั้งครรภ์  และการโทรศัพท์เพียงไม่กี่ครั้งกับการกลับไปเยี่ยมบ้านเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ
     ตอนแรกที่เธอและเขาตกลงใจว่าจะมาเม็กซิโกนั้น  เธอยังไม่ได้ตั้งครรภ์  แต่เมื่อมารู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก่อนที่จะถึงกำหนดเดินทางไม่นาน  เธอก็เกือบจะไม่ตามเดวิดมาเม็กซิโกแล้ว  แต่เธอไม่อยากแยกจากเขาเป็นเวลานาน  โดยเฉพาะในขณะที่เธอกำลังอุ้มท้องลูกคนแรกของเขาและเธอ  หลังจากได้คุยกับซูซานน่า  สูติแพทย์ของคณะแพทย์ที่จะเดินทางไปด้วยกัน  เธอจึงตัดสินใจทำตามแผนเดิม  แม่ของเธอตกใจมาก...หลานของหล่อนจะไปเกิดในต่างแดน!...แต่การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปกติ  จัสตินคลอดเกือบตรงตามเวลา  เลยกำหนดเพียงแค่สองวัน  และหลังคลอดมิลล่าก็รู้สึกเหมือนเธอมีชีวิตอยู่ในโลกที่ประกอบด้วยความรักและความเหนื่อยล้าในสัดส่วนที่เท่ากัน
     มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตที่เธอคาดไว้ว่าจะเป็น  ซึ่งเธอก็อดรู้สึกขบขันไม่ได้  ด้วยปริญญาศิลปศาสตร์  เธอตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงโลก  โดยเริ่มไปทีละคน  เธอจะเป็นครูแบบที่ผู้คนจะจดจำไปจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นปู่ย่าตายาย  ครูแบบที่จะสร้างความแตกต่างที่แท้จริงในชีวิตของเด็กนักเรียน  เธอวางแผนจะเรียนต่อจนได้ปริญญาเอก  และเข้าสอนในมหาวิทยาลัย  การแต่งงานน่ะหรือ...เธอคงต้องแต่งงานสักวันนั่นแหละ  แต่คงหลังจากนั้นสักพัก  อาจเป็นตอนที่เธออายุสักสามสิบหรือสามสิบห้า  แล้วลูกล่ะ...ก็อาจจะมี
     แต่แล้วเธอก็ได้พบเดวิด  อัจฉริยะทางการแพทย์  เขาเป็นลูกชายศาสตราจารย์วิชาประวัติศาสตร์ของเธอ  และเมื่อเธอมาเป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์  เธอก็ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเดวิด  ไอคิวของเขาอยู่ในระดับอัจฉริยะ  เขาจบไฮสคูลเมื่ออายุได้สิบสี่  จบมหาวิทยาลัยตอนสิบเจ็ด  เข้าเรียนแพทย์  และกำลังเป็นศัลยแพทย์ฝึกหัดในวัยยี่สิบห้าตอนที่เธอพบเขา  เธอคาดว่าเขาคงจะเป็นนักวิชาการเต็มตัวและเป็นพวกหลงตัวเอง
     แต่เขาไม่ใช่ทั้งสองอย่าง  เขากลับเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่มีริ้วรอยของความเหนื่อยล้าจากการใช้เวลาหลายชั่วโมงในห้องผ่าตัด  และความต้องการเพิ่มพูนความรู้ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับตำราทางการแพทย์แทนที่จะพักผ่อน  รอยยิ้มของเขาอ่อนหวานและเซ็กซี่  ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน  ผมสีบลอนด์ของเขายาวและยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลา  เขามีร่างสูง  ซึ่งเธอพอใจ  เพราะเธอสูงห้าฟุตเจ็ดและชอบใส่รองเท้าส้นสูง  ความจริงเธอชอบทุกอย่างในตัวเขา  และเมื่อเขาชวนเธอไปเที่ยว  เธอก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
     แต่ในงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าครั้งนั้น  เธอยังคงแปลกใจเมื่อเห็นเขาจ้องมองเธอด้วยความปรารถนาร้อนแรงในดวงตา  การรับรู้เหมือนกำปั้นทะลวงเข้ากลางท้อง  เหมือนผนังรอบตัวพังทลาย  เดวิดรักเธอ  และเธอรักเขา  มันง่ายๆเช่นนั้นเอง
     เธอแต่งงานกับเขาทันทีที่เรียนจบ  ตอนนั้นเธออายุยี่สิบเอ็ด  และตอนนี้  ในวัยยี่สิบสาม  เธอเป็นแม่คนแล้ว  เธอไม่เสียใจแม้แต่นาทีเดียว  เธอยังคิดที่จะสอนหนังสือเมื่อกลับไปอเมริกา  และเธอยังวางแผนที่จะเรียนต่อด้วย  แต่เธอจะไม่ให้มีอะไรมากระทบต่อการเลี้ยงดูปาฏิหาริย์ตัวน้อยที่เป็นลูกชายของเธอ  นับแต่นาทีที่รู้ว่าท้อง  เธอก็สนใจแต่ขั้นตอนของการตั้งครรภ์  และหลงรักลูกมากจนรู้สึกเหมือนมีเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ในตัว  ความรู้สึกนั้นยิ่งแรงกล้าขึ้นในเวลานี้  จนถึงจุดที่เธอรู้สึกถึงความผูกพันระหว่างเธอกับจัสตินแม้เขาจะนอนหลับอยู่ในห้องถัดไป  ไม่ว่าเธอจะเหนื่อยแค่ไหน  เธอก็ยังปลื้มเปรมกับความเชื่อมโยงนั้น
     หญิงสาวลงจากเตียงและวางหมอนไว้รอบตัวลูก  ป้องกันไว้ก่อนแม้ว่าเขาจะยังพลิกตัวไม่ได้  เขาหลับสนิทไม่ขยับเลยระหว่างที่เธอสระผมอย่างรวดเร็ว  แปรงผมหยักสั้นของตน  และสวมชุดกระโปรงหลวมๆที่ซื้อมาไว้สำหรับสวมหลังคลอด  เธอยังหนักกว่าก่อนตั้งท้องสิบห้าปอนด์  แต่น้ำหนักส่วนเกินไม่ทำให้เธอกังวล...มากนัก  เธอชอบความอวบท้วมของการเป็นแม่คน  และเดวิดก็ชอบที่ทรวงอกเธอขยายจากคัพบีเป็นคัพดี
     เธอคิดถึงค่ำคืนที่จะมาถึงและสั่นสะท้านกับความคาดหวัง  อาทิตย์ก่อนเดวิดกลับมาบ้านพร้อมด้วยถุงยางอนามัยหนึ่งกล่อง  แค่เห็นกล่องนั่นก็ทำให้เขาและเธอคลั่งได้เล็กน้อย  ในช่วงแรกๆทั้งสองป้องกันไว้เสมอ  แล้วเธอก็กินยาคุมกำเนิดจนกระทั่งพวกเขาตัดสินใจที่จะมีลูก  การต้องใช้ถุงยางอีกครั้งทำให้เธอรู้สึกเหมือนมันเป็นครั้งแรกอีกหน  ซึ่งทั้งสองเกิดความต้องการในกันและกันอย่างแรงกล้า  และทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่และร้อนแรง
     จัสตินเริ่มดิ้นเล็กน้อย  ปากยื่นออกมาเหมือนเสาะหาทรวงอกเธอ  ดวงตาสีฟ้าลืมขึ้น  กำปั้นเล็กๆเริ่มกวัดแกว่ง  และเขาทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะส่งเสียงร้องที่บอกว่า  “หนูแฉะ  เปลี่ยนผ้าให้หนูด้วย”  นั่นดึงมิลล่าออกจากการฝันถึงการร่วมรักกับพ่อของเขา  หญิงสาวหยิบผ้าอ้อมผืนใหม่มาเปลี่ยนให้ลูกชาย  สายตาเขาจับอยู่ที่ใบหน้าเธอ  เขาจ้องเธอราวกับไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้วในโลกของเขา  ปากเขาเปิดออกด้วยความยินดี  แขนและขาปัดป่าย
     “ลูกน้อยของแม่”  เธออุ้มลูกน้อยขึ้นมา  ทันทีที่เข้ามาอยู่ในวงแขน  เขาก็เริ่มซุกหน้าเข้าหาทรวงอกเธอ  “เปลี่ยนเป็นลูกหมูน้อยของแม่ดีกว่า”  เธอแก้  นั่งลงและปลดกระดุมเสื้อ  ทรวงอกเธอเสียวซ่าน  และเธอถอนใจด้วยความสุขเมื่อลูกเริ่มดูดนม  หญิงสาวโยกตัวเบาๆ  ลูบไล้ไปตามนิ้วมือและนิ้วเท้าของลูก  เธอหลับตาอย่างเคลิบเคลิ้มพร้อมกับฮัมเพลงกล่อมเด็ก  แม้จะต้องทนกับผ้าอ้อมสกปรกและการอดนอน  แต่เธอรักส่วนนี้ของการเป็นแม่  เวลาที่ได้กอดลูกไว้แนบอก  สิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญ
     เมื่อเขาดูดนมจนอิ่ม  เธอก็วางลูกลงนอนอีกครั้งระหว่างที่รีบหาอาหารเช้าให้ตัวเอง  หลังจากแปรงฟัน  หญิงสาวหยิบเป้ผ้าสีน้ำเงินมาคล้องคอและอุ้มลูกใส่เป้  เขาซบศีรษะลงตรงตำแหน่งที่ได้ยินเสียงหัวใจของเธอเต้น  ดวงตาสีฟ้าปิดลง  มิลล่าหยิบหมวกและตะกร้า  หย่อนเงินลงในกระเป๋า  และออกไปตลาด
     เธอต้องเดินไปประมาณครึ่งไมล์  แสงแดดยามเช้าบอกให้รู้ว่าอากาศตอนเที่ยงจะร้อนจัด  แต่เวลานี้อากาศเย็นและแห้ง  และตลาดเล็กๆของหมู่บ้านเต็มไปด้วยลูกค้าช่วงเช้า  มีส้มและพริกสีสดใส  กล้วยและแตง  หัวหอมห้อยอยู่กับเชือก  มิลล่าเดินไปตามตลาด  แวะคุยกับผู้หญิงในหมู่บ้านบางคนที่เข้ามาชื่นชมลูกของเธอ  เลือกเฟ้นสินค้าที่ต้องการ
     จัสตินขดตัวกลม  ขาทั้งสองยังงอขึ้นแบบเด็กที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา  เธอขยับหมวกมาบังแดดให้ลูกชาย  สายลมอ่อนพัดล้อกับลอนผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนของเธอและขอดผมสีบลอนด์ของลูกชาย  เขาขยับตัว  ปากเล็กๆขยับเหมือนจะดูดนม  มิลล่าวางตะกร้าลงและตบแผ่นหลังเล็กๆจนกระทั่งเขาหลับไปตามเดิม
     มิลล่าหยุดหน้าแผงผลไม้และคุยกับหญิงชราที่ยืนอยู่หลังกองส้มและแตงโมอย่างกระท่อนกระแท่น  เธอฟังพอเข้าใจแต่พูดได้ไม่มากนัก  แต่ก็สามารถสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง  เธอใช้มือข้างที่ว่างชี้ส้มที่ต้องการ
     แล้วจู่ๆก็มีชายสองคนเข้ามาประกบเธอ  เธอไม่เห็นตอนที่พวกเขาเข้ามา  แต่ความร้อนและกลิ่นกายของพวกเขาลอยมาเข้าจมูก  มิลล่าขยับถอยไปข้างหลังตามสัญชาตญาณ  แต่ทั้งสองกลับขยับมาขวางเธอไว้  คนที่อยู่ทางขวาชักมีดจากปลอกที่เหน็บไว้ตรงเอว  คว้าสายเป้และใช้มีดเฉือนมันก่อนที่มิลล่าจะทันได้ทำอะไรมากไปกว่าส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ  เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง  ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า  หญิงชราผงะด้วยความตกใจ  มิลล่ารู้สึกว่าสายคล้องเป้ที่รับตัวจัสตินไว้เริ่มหลุด  เธอคว้าตัวลูกไว้ด้วยความตกใจ  ผู้ชายทางซ้ายกระชากลูกไปจากเธอด้วยมือข้างหนึ่ง  และใช้อีกข้างผลักเธอออก
     มิลล่าทรงตัวไว้ได้  ความตระหนกอัดแน่นอยู่ในอกขณะที่เธอกระโจนเข้าใส่ชายคนนั้น  กรีดร้องและพยายามแย่งลูกคืนมา  เล็บของเธอตะกุยลงบนหน้าเขา  ทิ้งรอยแดงเป็นเถือก  และเขาผงะหนีการจู่โจม
     เด็กน้อยสะดุ้งตื่นและร้องไห้จ้า  ผู้คนในตลาดแตกฮือด้วยความตกใจ  “ช่วยด้วย!”  เธอกรีดเสียงครั้งแล้วครั้งเล่าขณะพยายามยื้อตัวจัสติน  แต่ทุกคนเหมือนจะวิ่งหนีจากเธอมากกว่าเข้ามาช่วย  ผู้ชายคนนั้นพยายามผลักเธอออกไปอีกครั้ง  มือเขายันหน้าเธอไว้  มิลล่ากัดมือเขาจนลิ้มรสเลือดในปากทำให้ชายผู้นั้นแผดร้องด้วยความเจ็บปวด  เธอตะกุยตาเขา  เล็บจิกลงบนบางสิ่งที่นิ่ม  เขาร้องเสียงหลงและมือที่จับจัสตินคลายออก  เธอพยายามคว้าตัวลูก  จับแขนเล็กๆไว้ได้ข้างหนึ่ง  และในขณะที่เธอคิดว่าเธอแย่งเขามาได้แล้วนั้น  เธอก็รู้สึกว่าผู้ชายอีกคนขยับเข้ามาประชิดเธอทางด้านหลัง  แล้วความเจ็บปวดก็เสียดแทงไปทั่วแผ่นหลัง
     ร่างเธอกระตุกแล้วทรุดฮวบลงกับพื้น  นิ้วจิกลงบนกรวดทราย  ชายทั้งสองวิ่งหนีไปโดยที่คนหนึ่งหนีบลูกน้อยของเธอไว้กับซอกแขนเหมือนลูกรักบี้  คนหนึ่งยกมือเปื้อนเลือดขึ้นกุมใบหน้าและสบถไปตลอดทาง  มิลล่านอนอยู่บนพื้น  พยายามต่อสู้กับความปวดร้าวที่แผ่ไปทั่วร่าง  พยายามรวบรวมเสียงเพื่อกรีดร้อง  ปอดทำงานอย่างหนักแต่เหมือนไม่สามารถดึงอากาศเข้าไปได้  เธอพยายามลุกขึ้นยืนแต่ร่างกายไม่ตอบสนอง  ม่านดำทะมึนเริ่มตกลงมาปกคลุม  และเธอคร่ำครวญครั้งแล้วครั้งเล่า  “ลูกฉัน!  ลูกฉัน!  ใครก็ได้ช่วยลูกฉันด้วย!”
     แต่หาได้มีใครขยับไม่
    
     เดวิดเพิ่งเสร็จจากการผ่าตัดไส้เลื่อนและกำลังล้างมือ  ขณะที่ริพ  คอสเปอร์  วิสัญญีแพทย์ของทีมและเป็นสามีของซูซานน่า  ทำการตรวจสอบความดันโลหิตและอัตราเต้นของหัวใจคนไข้เป็นครั้งสุดท้าย  เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะปลอดภัยดีก่อนส่งเขาให้กับพยาบาลแอนเนลี่  แลนสกี้เพื่อตรวจติดตามอาการคนไข้ต่อไป  พวกเขาเป็นคณะแพทย์ที่ทำงานเข้ากันได้เป็นอย่างดี  เขาคงคิดถึงคนเหล่านี้เมื่อเวลาหนึ่งปีจบลง  และทุกคนกลับไปทำงานประจำของตนในอเมริกา  เขาจะไม่คิดถึงคลินิกซึ่งเป็นตึกชั้นเดียวที่คับแคบ  พื้นปูกระเบื้องแตกลานและอุปกรณ์ที่แทบไม่พอใช้  แต่เขาจะคิดถึงคณะแพทย์และคนไข้ของเขา...และเขาจะคิดถึงเม็กซิโก
     เขากำลังคิดถึงคนไข้รายต่อไปก็พลันได้ยินเสียงอึกทึกในทางเดินนอกห้อง  มีเสียงตะโกนและเสียงสบถ  เสียงฝีเท้าวิ่งร้อนรน  เสียงร้องแหลมสูง  เขาเช็ดมือจนแห้งและกำลังจะเดินไปที่ประตูเมื่อฮัวนา  เมนโดซา  นางพยาบาลอีกคนตะโกนเรียกเขา
     เขารีบวิ่งไปที่ประตู  ชะงักตรงทางเดินและกระแทกเข้ากับกลุ่มคนที่รวมถึงฮัวนา,  ซูซานน่า  และผู้ชายสองคนกับผู้หญิงหนึ่งคนที่กำลังอุ้มผู้หญิงอีกคนเข้ามาอย่างทุลักทุเล  กลุ่มคนที่เบียดเสียดทำให้เขามองไม่เห็นใบหน้าของหญิงที่ได้รับบาดเจ็บ  แต่เดวิดเห็นว่ากระโปรงของเธอชุ่มเลือด  “เกิดอะไรขึ้น”  เขาถาม  เตะกล่องใบหนึ่งออกพ้นทางและลากเปลเข้ามา
     “เดวิด”  เสียงของซูซานน่าเครียดและเข้ม  “มิลล่า”
     ชั่วอึดใจหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจคำพูดนั้น  เขามองไปรอบตัว  คาดว่าจะเห็นภรรยาทางด้านหลัง  แล้วสมองเขาก็เริ่มรับรู้ความหมายของซูซานน่าในเวลาเดียวกับที่เห็นใบหน้าขาวซีดของหญิงที่หมดสติ  เห็นผมสีน้ำตาลอ่อนรอบใบหน้าเธอ  โลกของเขาพลันพลิกคว่ำ  มิลล่า...  ไม่มีทางจะเป็นมิลล่าไปได้  เธออยู่บ้านกับจัสติน  ปลอดภัยและสุขสบาย  ผู้หญิงคนนี้  ที่ดูเหมือนจะเสียเลือดจนหมดตัว  แค่ดูเหมือนภรรยาของเขาเท่านั้น  ไม่มีทางเป็นมิลล่า
     “เดวิด!”  ครั้งนี้เสียงของซูซานน่าเข้มยิ่งขึ้น  “คุมสติหน่อย!  ช่วยเราเอาตัวเธอขึ้นเปล”
     มีเพียงการฝึกฝนอย่างมืออาชีพเท่านั้นที่ทำให้เขาสามารถทำหน้าที่ได้  ทำให้เขาก้าวเข้าไปยกร่างหญิงสาวที่ดูเหมือนมิลล่าขึ้นบนเปล  ชุดของเธอชุ่มเลือด  แขนและมือของเธอชุ่มเลือด  ขาและเท้า  และแม้แต่รองเท้าของเธอก็ชุ่มเลือด...รองเท้าที่เหลืออยู่ข้างเดียว  รองเท้าที่ดูเหมือนคู่ที่มิลล่าสวมอยู่บ่อยๆ  เขาเห็นเล็บเท้าสีชมพูของเธอ  และสร้อยทองคำเส้นเล็กรอบข้อเท้าขวาของเธอ  ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างในตัวแหลกสลาย
     “เกิดอะไรขึ้น”  เขาถาม  เสียงแหบพร่าและฟังเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเอง  แม้ขณะที่ร่างกายเขาเคลื่อนไหวและทุกคนรีบเข็นมิลล่าเข้าไปในห้องผ่าตัดที่เขาเพิ่งออกมา
     “บาดแผลถูกแทงบริเวณหลังส่วนล่าง”  ฮัวนาบอกพลางฟังเสียงพูดรัวเร็วบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น  แล้วจึงปิดประตูห้องผ่าตัด  ปิดกั้นเสียงส่วนใหญ่ออกไป  “ผู้ชายสองคนทำร้ายเธอที่ตลาด”  หล่อนหายใจสะท้อน  “พวกนั้นเอาตัวจัสตินไป  มิลล่าต่อสู้  และคนหนึ่งแทงเธอ”
     ริพวิ่งกลับเข้ามาในห้องเพราะเสียงอึกทึก  “คุณพระช่วย”  เขาร้องเมื่อเห็นมิลล่า  จากนั้นเขาก็นิ่งเงียบและเริ่มเตรียมเครื่องมือ
     จัสติน!  เดวิสซวดเซไปกับความตกตะลึงรอบสอง  เขาหมุนตัวไปทางประตู  ไอ้สารเลวสองคนขโมยลูกชายเขาไป!  เขาก้าวเดินห่างจากเตียงก้าวหนึ่งเพื่อจะวิ่งออกไปตามหาลูก  แล้วเขาก็ลังเล  หันกลับไปมองภรรยา
     พวกเขาไม่มีเวลาทำความสะอาดห้องผ่าตัดหรือเตรียมอุปกรณ์ชุดใหม่ไว้ในถาด  แอนเนลี่วิ่งเข้ามาและเริ่มหยิบของที่จำเป็นต้องใช้  ฮัวนาพันแถบวัดความดันเข้ารอบแขนของมิลล่า  ขณะที่ซูซานน่าหยิบกรรไกรมาตัดเสื้อผ้าของมิลล่า  “กลุ่มเลือดโอโพสิทีฟ”  ซูซานน่าบอก  หล่อนรู้ได้อย่างไร  อ๋อ  ใช่  หล่อนตรวจกลุ่มเลือดของมิลล่าก่อนจัสตินคลอด
     “ความดันหกสิบ-สี่สิบ”  ฮัวนารายงาน  มือเป็นระวิงขณะเตรียมให้เลือดกับมิลล่า 
     เขากำลังจะเสียเธอไป  เดวิดคิด  มิลล่าจะตายต่อหน้าต่อตาเขาถ้าเขาไม่กระชากตัวเองให้พ้นจากอาการช็อกและเริ่มลงมือ  จากตำแหน่งของบาดแผล  มีดอาจแทงเข้าไปโดนไตข้างซ้ายของเธอ  และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบว่ามีความเสียหายอะไรอื่นอีก  เธอกำลังเสียเลือดมาก  เธอมีเวลาเหลืออีกเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่อวัยวะภายในจะหยุดทำงาน...
     เขาปัดทุกอย่างออกจากใจ  และสอดมือเข้าในถุงมือคู่ใหม่ที่แอนเนลี่ถือรอไว้  เขาไม่มีเวลาล้างมือ  ไม่มีเวลาตามหาจัสติน  ตอนนี้เขามีเวลาเพียงแค่รับมีดผ่าตัดที่ถูกวางลงในมือเขาอย่างรวดเร็วและดึงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาใช้  เขาภาวนา  เขาก่นด่า  และเขาต่อสู้กับเวลาขณะที่กรีดมีดลงบนร่างของภรรยา  เป็นอย่างที่เขาสงสัย  คมมีดปักเข้าถึงไตข้างซ้ายของเธอ  แทบตัดมันออกเป็นสองส่วน  ไม่มีทางที่จะรักษาไตข้างนั้นไว้ได้  และถ้าเขาไม่ตัดมันออกและรีบห้ามเลือดให้เร็วที่สุด  เขาอาจรักษาชีวิตของมิลล่าไว้ไม่ได้ด้วย
     มันเป็นการแข่งกับเวลาอย่างไร้ความปรานี  ถ้าเขาทำพลาดเพียงนิดเดียว  ถ้าเขาลังเล  ถ้าเขาเงอะงะทำอะไรหลุดมือ  เขาจะพ่ายแพ้  และต้องเสียมิลล่าไป  มันไม่ใช่การผ่าตัดแบบที่เขาเคยชิน  มันเป็นการผ่าตัดในสนามรบ  รวดเร็วและโหดร้าย  มีชีวิตของเธอแขวนอยู่กับการตัดสินใจและลงมือในชั่วเสี้ยววินาที  ขณะที่ทีมของเขาใส่เลือดทั้งหมดที่มีเข้าในตัวเธอ  เขาก็พยายามต่อสู้เพื่อไม่ให้มันไหลออกจากตัวเธอเร็วพอกับที่ใส่เข้าไป  เขาเริ่มหยุดเลือดได้ทีละน้อย  และเริ่มชนะการแข่งขันครั้งนี้  เขาไม่รู้ว่ามันใช้เวลานานแค่ไหน  เขาไม่เคยถาม  ไม่เคยรู้  นานแค่ไหนไม่สำคัญ  ทั้งหมดที่สำคัญคือการเอาชนะ  เพราะความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งนั้นมากเกินกว่าที่เขาจะทนไหว
    
    

 
     
   
     
 
 
Main Page Contact Us News Web Board Contact Us Site Map Links