|
อารัมภบท
ลอนดอน อังกฤษ ค.ศ. 1813
ก่อนหน้านี้สาวน้อยเคยเชื่อในความฝัน แต่คืนนี้มันกลับกลายเป็นฝันร้ายสำหรับหล่อนไปเสียแล้ว สาวน้อยเลตตี้ ฮอร์นสบี้ยืนอยู่ใต้ซุ้มเล็กๆในห้องบอลล์รูมที่เต็มไปด้วยผู้คน และเฝ้ามองดูกลุ่มชนในแวดวงสังคมอังกฤษที่พากันหลั่งไหลออกไปยังฟลอร์เต้นรำอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา หัวร่อต่อกระซิกกันขณะเต้นรำ ชม้อยชม้ายชายตา หรือไม่ก็โบกพัดในมือไปมา
หนุ่มๆแต่งกายโอ่อ่าหลายคนโฉบกรายไปตามกลุ่มของเด็กสาวแรกรุ่นที่เพิ่งออกงานแนะนำตัวเป็นครั้งแรกเหมือนหมู่ภมรที่ออกค้นหาดอกไม้ที่มีน้ำหวานหอมหวานที่สุด ทุกคนเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ บ้างก็โค้งคำนับและเขียนชื่อของตัวเองลงในบัตรเต้นรำของสาวที่ถูกตาต้องใจ และถกเถียงกันอย่างสุภาพว่าใครจะมีสิทธิ์พาผู้หญิงที่ตัวหมายปองออกไปเต้นวอลทซ์อันแสนหวาน
นี่เป็นงานบอลล์แรกและเป็นงานแนะนำตัวครั้งแรกของหล่อนเช่นกัน แต่หล่อนกลับไม่เคยรู้สึกอ้างว้างและว้าเหว่เหมือนอยู่ไกลบ้านเช่นนี้มาก่อนเลย เลตตี้อดรู้สึกอยากให้พ่อมาอยู่ใกล้ๆไม่ได้ แต่ในเช้าวันหนึ่งของเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อทั้งสองพูดกันถึงเรื่องการออกงานของหล่อน ท่านก็เงยหน้าขึ้นจากบทความเรื่องการขุดค้นวัตถุโบราณฉบับล่าสุดแล้วบอกว่าท่านห่างเหินจากงานรื่นเริงและความสนุกสนานมานานเกินไปเสียแล้ว และจะดีต่อตัวหล่อนมากกว่าหากว่าป้าผู้เป็นพี่สาวมารดาจะเป็นผู้พาหล่อนออกแนะนำตัว
อย่างไรก็ตาม ป้าโรซาลินด์ไม่ได้แนะนำหล่อนกับใครเลยนอกจากเจ้าภาพ จากนั้นป้าก็พาเลตตี้มายืนอยู่ทางฟากนี้ของห้องก่อนจะกระวีกระวาดพาตัวลับหายไปเพื่อร่วมวงซุบซิบนินทาเรื่องล่าสุด ปล่อยให้เลตตี้ยืนอยู่ในห้องบอลล์รูมกว้างใหญ่คนเดียวท่ามกลางคนแปลกหน้านับร้อย
แม้ว่าจะยืนอยู่ในมุมอันเงียบสงบ แต่จิตใจของเลตตี้ก็ล่องลอยและเคลิบเคลิ้มไปตามเสียงเพลง หล่อนเคาะปลายเท้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายกระโปรงยาวบานเหมือนสุ่มเบาๆตามจังหวะครึกครื้นของดนตรีพื้นเมือง หลับตาลงแล้วนึกภาพตัวเองกำลังเต้นรำ หัวเราะและยิ้มเยื้อน สนุกสนานไปกับเสียงสดใสรื่นเริงของงาน วาดภาพตัวเองเป็นสาวงามที่เด่นที่สุดในงานนี้ประดุจเจ้าหญิงในนิทานอย่างที่ฝันถึงเสมอ เจ้าหญิงผมสีน้ำตาลอมทองที่มีหนุ่มๆผู้หลงใหลหล่อนพากันต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเต้นรำด้วย
เสียงดนตรีหยุดลงและผู้คนก็หยุดเต้นรำ เช่นเดียวกับความฝันของหล่อนด้วยเช่นกัน เลตตี้ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะลืมตาขึ้นเผชิญกับความจริง ความจริงที่ว่าหล่อนไม่ได้เป็นเจ้าหญิงผมน้ำตาลเหลือบทองหรือหญิงที่สวยที่สุดในงาน หากแต่เป็นเลทิเทีย ฮอร์นสบี้ที่มีผมสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งแม้ว่ามันจะยาว แต่มันก็หยักศกและปลายกระดกงอเหมือนหางหมาจู และขณะนี้ต้องมายืนแอบอยู่ที่มุมห้องในงานเปิดตัวครั้งแรก...แต่เพียงลำพังและถูกหลงลืม
เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วจากเด็กสาวคนหนึ่งลอยแว่วมา ด้วยความแปลกใจเลตตี้จึงก้าวออกจากเงามืดไปข้างหน้าสองก้าว ทิ้งให้รูปปั้นหินอ่อนกามเทพแผลงศรยืนอยู่ในซุ้มตามเดิมแต่เพียงลำพัง การที่เข้าไปยืนอยู่ใกล้สัญลักษณ์แห่งความรักไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ของหล่อนดีขึ้นแม้แต่น้อย
เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังแว่วขึ้นอีก เลตตี้มองไปตามเสียงและเห็นเด็กสาวผมบลอนด์กำลังคลี่พัดออกแล้วโบกไปมาอย่างยั่วเย้า จากนั้นหล่อนก็ใช้มือข้างหนึ่งยกกระโปรงขึ้นน้อยๆเพื่อยอบตัวลงถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อยตรงหน้าหนุ่มน้อยกลุ่มเล็กๆ กะพริบตาถี่ๆเพื่อกระพือขนตาแล้วเงยหน้าขึ้นแย้มเยื้อนให้เด็กหนุ่มทั้งหลายที่แย่งกันส่งมือให้หล่อน
ทว่าเด็กสาวคนนั้นไม่ตอบรับไมตรีจากใครทั้งสิ้น กลับลุกขึ้นด้วยกิริยาแช่มช้อยนิ่มนวลชนิดที่เลตตี้เองยังอยากปรบมือให้ ซึ่งหนุ่มน้อยเหล่านั้นก็พากันปรบมือให้จริงๆ แล้วถกเถียงกันว่าใครควรจะเป็นคนพาหล่อนออกไปเต้นรำเป็นคนแรกสำหรับดนตรีในชุดหน้า
เลตตี้นึกอยากรู้จักเด็กสาวคนนั้นเป็นกำลัง เผื่อบางทีหล่อนอาจจะขอแบ่งรายชื่อที่เธอผู้นั้นมีมาได้บ้าง เพียงแค่เพลงเดียวเท่านั้นที่หล่อนต้องการ แค่เพลงเดียวจริงๆ
และราวกับคำอธิษฐานนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา หนุ่มน้อยผมดำคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกวาดตามองไปรอบๆห้องอย่างค้นหา จนกระทั่งสายตากระทบเข้ากับร่างเลตตี้ แล้วแววตาเขาก็เปลี่ยนเป็นสนใจใคร่รู้อย่างเห็นได้ชัด
กล้ามเนื้อในตัวหล่อนเกร็งเครียดไปหมดด้วยความมาดหมาย
เด็กหนุ่มคนนั้นก้าวตรงมาหาหล่อนช้าๆอย่างมุ่งมั่น
โอ นี่ไงล่ะ! ลมหายใจของเลตตี้สะดุดค้างอยู่ในอกพลางนึกภาวนาอย่าให้หล่อนทำอะไรเปิ่นๆน่าขายหน้าออกไป อย่างเช่นดีใจจนร้องไห้โฮ หรือเป็นลมล้มพับลงไปเสียก่อน โดยเฉพาะก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาถึงตัวหล่อน
เลตตี้รู้สึกถึงเหงื่อแห่งความประหม่าที่ไหลลงมาเป็นทางภายใต้กระโปรงสุ่มที่สวมอยู่ อันที่จริงหล่อนน่าจะแสร้งทำเป็นคลี่พัดออกโบก...เพราะไหนๆก็อุตส่าห์เสียเวลาฝึกมันอยู่นาน...ทว่าตอนนั้นพัดของหล่อนแขวนเอาไว้อย่างไร้ประโยชน์กับลูกธนูของกามเทพนั่นเอง
ยิ่งเด็กหนุ่มคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเท่าไร หัวใจของเลตตี้ก็ยิ่งเต้นกระหน่ำจนก้องอยู่ในหู หล่อนอดคิดขึ้นมาแวบหนึ่งไม่ได้ว่า มันเปรียบเสมือนเสียงกลองสัญญาณที่แจ้งให้รู้ถึงนาทีอันตื่นเต้นที่หล่อนรอคอย เต้นรำ...ในที่สุดหล่อนก็จะได้ออกไปเต้นรำเสียที!
เสียงไวโอลินเริ่มบรรเลงอันเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มดนตรีชุดใหม่ เขาใกล้เข้ามาเต็มที และโดยไม่รู้ตัว เลตตี้ก้าวออกไปหนึ่งก้าวและสะดุดคะมำเข้าไปหาเขา รู้สึกถึงมือในถุงมือหนังของเขาที่จับแขนหล่อนเอาไว้เพื่อช่วยพยุงตัว หล่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วยิ้มให้แทนคำขอบคุณ
“ขอโทษครับ มิส” หลังจากที่ไม่ได้พูดกับใครเลยเกือบสองชั่วโมง แค่ได้ยินเสียงของเขาเลตตี้ก็พอใจแล้ว แต่แน่นอนว่าตัวตนของเขายิ่งน่าพอใจมากกว่าเยอะ
ด้วยรอยยิ้มอย่างตื้นตัน เลตตี้ยกมือซ้ายขึ้นเพื่อโชว์ป้ายเต้นรำที่ผูกติดอยู่กับข้อมือด้วยริบบิ้นสีชมพูสดให้เขาเห็น
“ขอโทษครับ” เขายังพูดซ้ำคำเดิม
“เป็นความผิดของฉันเองค่ะ” เลตตี้รีบบอกอย่างประหม่า “ฉันเหยียบชายกระโปรงตัวเอง มันยาวไปหน่อยน่ะค่ะ รู้มั้ยคะว่าฉันบอกป้าโรซาลินด์...แห่งตระกูลฮอลลิงสเวิร์ธน่ะค่ะ...ฉันบอกท่านแล้วว่ากระโปรงมันยาวไปหน่อย แต่ท่านไม่ยอมฟัง กลับบอกให้ฉันหุบปากเพราะฉันพูดมากไป และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านเพราะท่านย่อมรู้ดีกว่า”
เลตี้หายใจเข้าแรงๆเพราะรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ ก่อนจะชูมือที่ห้อยบัตรเต้นรำสูงขึ้นอีก หล่อนยืนอยู่ห่างจากเขาแค่ไม่กี่นิ้ว และรอคอยคำเชิญที่เฝ้ารอมาตลอดทั้งคืนอย่างใจจดใจจ่อ
“ขอโทษครับ มิสฮอลลิงสเวิร์ธ...”
เลตตี้ยิ้มกว้างขึ้นอีกด้วยความดีใจอย่างแท้จริง “อ๋อ ฉันไม่ใช่มิสฮอลลิงสเวิร์ธหรอกค่ะ ฉันคือมิสฮอร์นสบี้ต่างหาก”
ตัวเขาเกร็งยิ่งขึ้นเมื่อพูดว่า “มิสฮอร์นสบี้” เขาก้มศีรษะเร็วๆให้ทีหนึ่ง “ขอผมผ่านหน่อยครับ” เขาพูดด้วยเสียงห้วนสั้น
ผ่าน? เลตตี้ประสานตากับเขาตรงๆแล้วขมวดคิ้ว และได้เห็นว่าสายตาเขามองเลยไปทางด้านหลังหล่อน
ด้วยความพรั่นพรึงเป็นที่สุด หล่อนมองตามสายตากระตือรือร้นของเขาไป และได้เห็นว่าเขากำลังมองสาวน้อยผมดำที่ยืนอยู่ทางเบื้องหลังหล่อนนี่เอง
เลตตี้หันกลับมาแล้วโพล่งออกมาตรงๆ “คุณสนใจยายคนนั้นเรอะ”
สายตาเขาเปลี่ยนไปเป็นแข็งกร้าวดุจศิลา
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้แยแสเลตตี้เลย
หล่อนรีบสำรวมท่าทีของตัวเองอย่างฉับพลันแล้วก้าวหลบออกไปข้างๆ “ขอโทษค่ะ” เสียงหล่อนอ่อนเบาจนแม้แต่ตัวเองก็แทบจะไม่ได้ยิน และเพื่อซ่อนความอับอายเอาไว้ หล่อนจึงเมินสายตาไปทางอื่น รู้สึกว่านัยน์ตารื้นขึ้นมา และเพียงครู่เดียวดอกกุหลาบเล็กๆที่ปักประปรายอยู่ตามชายกระโปรงก็พร่ามัวจนเห็นเป็นเพียงแค่สีชมพูเลือนๆ
เสียงวงดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงใหม่ ในขณะที่เลตตี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิม หล่อนก้มหน้าต่ำแล้วสูดลมหายใจอย่างสั่นสะท้านเพื่อรวบรวมความเข้มแข็งกลับคืนมาเพื่อต่อสู้กับค่ำคืนอันอ้างว้างนี้แต่เพียงลำพัง
จริงอยู่ว่ายังมีงานบอลล์ครั้งอื่นๆอีกมาก แต่โอกาสที่หล่อนจะพ่ายแพ้ก็มากเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ซึ่งความคิดนั้นไม่ได้ช่วยทำให้อาการเกร็งเครียดในช่องท้องลดลงแม้แต่น้อย แค่เพียงคิดว่าอาจมีเหตุการณ์แบบคืนนี้เกิดขึ้นอีกก็ทำให้หล่อนคลื่นเหียนเป็นทบทวี
บางทีการที่หล่อนต้องอยู่คนเดียวก็ดีเหมือนกัน เพราะหล่อนคิดว่าไม่อาจพูดคุยเรื่องนี้ให้ใครฟังได้โดยไม่ร้องไห้ออกมาเสียก่อน
สาวน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง และอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น กวาดสายตาไปยังคู่เต้นรำบนฟลอร์ เฝ้าดูพวกเขาด้วยสายตาโหยหาดุจเดียวกับที่เด็กกำพร้าใช้มองครอบครัวฉลองคริสต์มาสร่วมกัน
อึดใจต่อมาเลตตี้จึงได้ตระหนักว่าหล่อนกำลังมองดูหนุ่มน้อยเมื่อครู่และเด็กสาวที่เขาเลือก แสงสีทองจากดวงไฟนับร้อยจับต้องผมสีเข้มของทั้งสองเป็นประกายมันวาว ท่าทางยามที่ทั้งสองเคลื่อนกายพลิ้วไหวไปตามท่วงทำนองเพลงนั้นดุจมีมนตร์สะกด
แล้วทั้งคู่ก็หมุนตัวกลับมา ทำให้เลตตี้สบตากับเด็กสาวคนนั้นโดยบังเอิญ วูบหนึ่งที่หล่อนนึกอยากให้แผ่นดินตรงหน้าแยกออกเพื่อที่จะได้แทรกตัวหนี เพราะหล่อนมองเห็นแววสงสารในดวงตาเด็กสาวผู้นั้น...สายตาที่บ่งบอกถึงความเห็นใจ
เลตตี้กัดริมฝีปากแล้วหันหน้าหนี นึกอยากเดินไปที่ไหนสักแห่ง หล่อนมองไปยังประตูที่ทอดออกไปสู่ระเบียง และได้เห็นว่าภายนอกสายฝนยังเทลงมาไม่ขาดสาย เลตตี้เชิดคางแล้วยืดไหล่ขึ้น กระชากพัดลงมาจากรูปปั้นกามเทพแล้วออกเดินไปยังโต๊ะเครื่องดื่มเพื่อหาอะไรแรงๆดื่มให้สะใจ
แต่เมื่อเข้ามาใกล้โต๊ะเครื่องดื่ม หล่อนก็ได้แต่ยืนอยู่เช่นนั้น เพราะการที่จะเดินไปหยิบเครื่องดื่มด้วยตนเองถือเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมกับกุลสตรีเลย ป้าได้ร่ายยาวกฎเกณฑ์ต่างๆมากมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเลตตี้ท่องได้แม้แต่ในฝัน นั่นคือ เด็กสาวจะต้องรอให้สุภาพบุรุษช่วยพยุงลงจากรถม้า เด็กสาวจะต้องรอให้สุภาพบุรุษเปิดประตูให้ เด็กสาวจะต้องรอให้สุภาพบุรุษนำอาหารหรือเครื่องดื่มมาบริการให้ ซึ่งสำหรับเลตตี้แล้วดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตของเด็กสาวๆก็คือจะต้องคอยให้ผู้ชายอ่านใจตัวเองตลอดเวลา
พอดีกับที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม อึดใจหนึ่งให้หลังเขาก็เหลียวมองไปรอบๆ ในมือมีแก้วน้ำมะนาวถืออยู่ข้างละแก้ว
เลตตี้ชำเลืองมองแก้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแล้วยิ้มให้
เขายิ้มตอบกลับมาอย่างสุภาพแล้วก็เดินจากไป
ให้ตายสิ อีตาคนนี้อ่านใจคนไม่เป็นเลยรึไงนะ
หล่อนเคาะนิ้วกับพัดงาช้างในมือเบาๆแล้วหันกลับไปที่โต๊ะอีกที แก้วน้ำมะนาวยังคงวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเป็นแถวแนวอย่างเป็นระเบียบเหมือนทหารรักษาการณ์ในพระราชวังไม่มีผิด เลตตี้นึกสงสัยจริงๆว่ามันจะเลวร้ายสักเพียงไหนกับแค่การเอื้อมไปหยิบเครื่องดื่มมาให้ตัวเอง
หล่อนทำทีเป็นกวาดตามองไปทั่วๆ แต่ลอบสังเกตกลุ่มหญิงพี่เลี้ยงที่นั่งซุบซิบคอยจับผิดอยู่ทางอีกด้านหนึ่งของห้องเหมือนฝูงกาที่คอยเขม้นตามองหาเหยื่อเพื่อดูว่าใครทำผิด และแน่นอนว่าเด็กสาวที่ถูกจับได้ว่าทำผิดจะต้องถูกทำลายชื่อเสียงอย่างย่อยยับ
เลตตี้ปล่อยให้พัดระไปกับผ้าปูโต๊ะก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวไปจนกระทั่งตัวหล่อนบังสายตาหญิงกลุ่มนั้นไว้ แล้วใช้ปลายพัดดันแก้วให้ขยับไปยังริมโต๊ะทีละนิดๆ ทีนี้ละ ถ้าหล่อนคว้ามันได้เร็วพอ ก็จะไม่มีใครเห็นว่าหล่อนทำอะไร
เลตตี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆขยับมือไปที่โต๊ะช้าๆ
ใกล้เข้าไปอีกนิด
ใกล้เข้าไปอีก
อีกนิดเดียว
“หิวน้ำเรอะ แม่ตัวยุ่ง”
เลตตี้อ้าปากค้าง กระตุกมือกลับอย่างรวดเร็ว มีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เรียกหล่อนว่า ‘แม่ตัวยุ่ง’ และเป็นคนเดียวที่มีน้ำเสียงเช่นนี้ เสียงที่ทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนดื่มช็อกโกแลตร้อนๆเข้าไปถ้วยโต มันช่างอบอุ่น อ่อนหวาน และล้อเลียน
หล่อนหันไปและเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาปานกระซิบ “ริชาร์ด...” แล้วเงยหน้าขึ้นมองเอิร์ลแห่งดาวน์ ชายที่หล่อนหลงรักมานานแสนนานตั้งแต่สมัยยังเยาว์วัย
ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้ช่อโคมไฟเจียระไน ผมสีบลอนด์เข้มที่เปียกชื้นนิดๆด้วยละอองฝนส่องประกายวาววับราวกับเขาปรากฏตัวขึ้นในหมู่ดาว เขาหยิบแก้วน้ำมะนาวขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้ ในขณะที่เลตตี้ได้แต่ยืนจังงังทำอะไรไม่ถูก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาหล่อนฟ้องความในใจออกมาแค่ไหน
“เธอจะรับแก้วนี่ไปดีๆ หรือว่าจะให้ฉันยืนอยู่อย่างนี้ทั้งคืน” เขายกแก้วขึ้นระดับนัยน์ตาสาวน้อยแล้วก้มลงมองด้วยแววตาขบขัน
“โอ...ขอบคุณค่ะ มายลอร์ด” เลตตี้ตอบเสียงแหบพร่าก่อนจะรับแก้วมาแล้วยกขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวสองอึกหมดแก้ว จากนั้นก็ก้มหน้ามองแก้วเปล่าในมือ พยายามใช้สมองคิดหาคำพูดฉลาดคมคายชวนเขาสนทนา
แต่ก่อนที่หล่อนจะทันได้เปิดปาก เขาก็เอื้อมมือมาดึงบัตรเต้นรำขึ้นดูเสียก่อน เลตตี้พยายามสะกดตัวเองไว้มิให้กระชากมันกลับเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเห็นความจริงอันน่าอับอายที่ว่าบัตรนั้นว่างเปล่าปราศจากชื่อใดทั้งสิ้น
แต่สีหน้าของเขาไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ นอกจากมองหน้าหล่อนนิ่งนานก่อนจะทำสิ่งที่หล่อนแอบฝันมานับพันๆครั้ง ด้วยการเขียนชื่อตัวเองด้วยลายมือหนาหนักแบบผู้ชายลงบนบัตร ก่อนจะปล่อยบัตรลงแล้วส่งมือให้
เลตตี้ได้แต่มองตะลึงงันอยู่อย่างนั้น
“ฉันคิดว่าเพลงนี้เป็นของฉันนะ”
หล่อนสบตาเขา นั่นเป็นสิ่งเดียวที่หล่อนทำได้ขณะที่บังคับตัวเองมิให้ตัวเองโถมกายเข้าใส่อ้อมแขนเขาแล้วสะอื้นออกมาด้วยความซาบซึ้ง และดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่หล่อนทำสิ่งที่ถูกต้องยามมีริชาร์ด เลนนอกซ์อยู่ใกล้ๆ หล่อนวางมือลงในอุ้งมือเขา รู้สึกเหมือนมีอะไรกระพือปีกอยู่ภายในกาย จากนั้นหล่อนก็ย่อเข่าลงน้อยๆ แล้วปล่อยให้เขาก้าวนำหล่อนออกไปกลางฟลอร์เต้นรำ นึกสวดภาวนาอยู่ในใจขอให้พระเจ้าคุ้มครองอย่าให้หล่อนสะดุดหน้าคว่ำแล้วทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงจนหมดสิ้น
เสียงดนตรีไพเราะเสนาะหูด้วยตัวโน้ตที่หล่อนคิดว่าเพราะกว่าที่โมซาร์ตบรรเลงเองเสียอีก หล่อนเคลื่อนตัวไปช้าๆราวกับตกอยู่ในความฝันอันบรรเจิดเพริศแพร้ว
เขาแตะมืออีกข้างหนึ่งของหล่อน ซึ่งทำให้เลตตี้เกือบร้องออกมาเบาๆเพราะรู้สึกถึงปฏิกิริยารุนแรงที่มีต่อเขา และราวกับหัวใจมีปีก หล่อนรู้สึกว่าเนื้อตัวกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นบาน แสงจากโคมไฟเปล่งประกายระยิบระยับให้ความอบอุ่นเหลือประมาณ ทุกลมหายใจที่หล่อนสูดเข้าไปหอมหวานประดุจน้ำผึ้ง ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหูเป็นที่สุด
ไม่น่าเชื่อเลยว่าหล่อนจะได้เต้นรำกับริชาร์ดจริงๆ เลตตี้ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รู้สึกประหม่าเสียจนต้องก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองเพื่อรวบรวมสมาธิ
“นับจังหวะผิดแล้ว แม่ตัวยุ่ง”
หล่อนสะดุด แต่เขาดึงให้หมุนกลับมา ใช้แขนแข็งแรงเพียงข้างเดียวช่วยประคองให้หล่อนทรงตัวได้ดังเดิม เลตตี้เงยหน้าขึ้นมองด้วยความรู้สึกกึ่งอับอายกึ่งขอบคุณ ก่อนจะกระซิบถามเขาเบาๆอย่างมึนงง “คุณรู้ได้ยังไงคะ”
ชายหนุ่มก้มลงกระซิบข้างหูหล่อนเบาๆ “เพราะริมฝีปากเธอขมุบขมิบตลอดเลยน่ะสิ”
หล่อนรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวและแดงก่ำ เขินอายเสียจนก้าวผิดทาง และกว่าที่หล่อนจะหาทางกลับมาเข้าร่องเข้ารอยได้อีกครั้ง ก็ทำให้คู่เต้นรำทั้งแถวพากันระส่ำระสายไปหมด ในขณะที่ริชาร์ดพยายามซ่อนความขบขันเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ทว่าคนอื่นไม่คิดจะซ่อนมันเอาไว้เลย เลตตี้ก้มหน้าลงเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นสีหน้ายิ้มเยาะของคนอื่น และเมื่อถึงตอนที่ต้องหมุนตัวอีกครั้ง พัดของหล่อนก็เกิดไปเกี่ยวกับชายเสื้อนอกกำมะหยี่ของเขาเข้าให้ เนื่องจากยังติดนุงนังอยู่กับเสื้อของเขา หล่อนเลยจำต้องติดสอยห้อยตามเขาเข้าไปในแถวของผู้ชายด้วยขณะพยายามแกะพัดออก
หลังจากนั้นหล่อนก็เหยียบเท้าเขาอีกสามหน แต่อย่างน้อยหล่อนก็ไม่ได้หกล้ม คราวหน้าหล่อนคงต้องสวดอ้อนวอนขออย่างอื่นกระมัง และต้องจำไว้ว่าจะต้องระบุคำขอให้ชัดเจนมากกว่านี้
เพียงสิบนาทีหลังจากเริ่มเต้น เสียงดนตรีก็หยุดลงอย่างน่าเสียดาย หล่อนหลับตาพริ้มในขณะที่หัวใจเต้นกระหน่ำแล้วยอบตัวถอนสายบัวต่ำ เร็วเกินไป เร็วมากไปจริงๆ สาวน้อยไม่รู้ตัวเลยว่าตลอดเวลานั้นหล่อนกลั้นหายใจเอาไว้จนกระทั่งผ่อนมันออกมานั่นแหละ
ริชาร์ดพาหล่อนเดินออกจากฟลอร์เต้นรำอย่างเงียบๆ ตรงไปยังซุ้มรูปปั้นกามเทพ หล่อนกล่าวขอบคุณเขาแล้วพูดต่อเบาๆ “ขอโทษเรื่องเท้าด้วยนะคะ มายลอร์ด”
แต่เขาไม่ตอบ สีหน้าเฉยเมยเหมือนอย่างที่เป็นในระยะหลังๆนี้ ซึ่งมันทำให้เลตตี้อดอยากรู้ไม่ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วหล่อนก็ได้ยินเขากล่าวแว่วๆถึงความเพลิดเพลินที่ได้รับก่อนจะก้มศีรษะให้นิดๆแล้วเดินจากไป
หล่อนมองตามหลังกว้างผึ่งผายที่ซ่อนอยู่ในเสื้อโค้ทกำมะหยี่สีเขียวเข้มเข้ากับดวงตาผู้เป็นเจ้าของ แม้ว่าเขาจะเดินไปรวมกลุ่มกับผู้ชายทางฟากห้องตรงข้ามแล้วก็ตาม แต่หล่อนก็ยังไม่อาจถอนสายตาไปทางอื่นได้ เพื่อนของเขาตบหลังเขาแล้วพูดอะไรบางอย่างก่อนที่ทั้งกลุ่มจะหัวเราะกันครืน ตลอดเวลานั้นเขาไม่เคยเหลียวกลับมามองหล่อนแม้แต่ครั้งเดียว แต่หล่อนไม่แคร์หรอก เพราะได้เต้นรำกับเขาแล้ว
ด้วยความอิ่มเอมใจ สาวน้อยทิ้งตัวลงพิงกับผนังแล้วเหม่อมองไปไกล แม้ว่าหล่อนจะไม่ได้เต้นรำอีกเลยตลอดฤดูกาลนี้หล่อนก็ไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย เพราะว่าริชาร์ด เลนนอกซ์ เอิร์ลคนปัจจุบันแห่งดาวน์ ศูนย์รวมแห่งความฝันและความรักใคร่ที่หล่อนมีมาตลอดหกปีนั้น ได้เต้นรำกับหล่อนแล้วจริงๆ ในงานเลี้ยงต่อหน้าคนอื่นๆเสียด้วย!
เลตตี้เงยหน้าขึ้นมองกามเทพที่ง้างธนูอยู่เพื่อเตรียมแผลงศร ก่อนจะก้มลงมองบัตรเต้นรำของตัวเองอยู่นาน ดูลายเซ็นของริชาร์ดราวกับเกรงว่ามันจะเลือนหายไปดุจเดียวกับความฝันนับครั้งไม่ถ้วนของหล่อนเมื่อแสงอรุณฉายขึ้นอย่างโหดร้าย หล่อนไล้มือไปตามตัวหนังสือนั้นอย่างฝันๆ มันยังอยู่จริงๆเสียด้วย
ชื่อของเขา ตัวอักษรเน้นหนักกระจ่างตาจ้องมองหล่อนกลับมา ทำให้หล่อนได้รู้ว่าทั้งหมดไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริง
เลตตี้สูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นกายของเขายังอวลอยู่รอบตัว และให้ความรู้สึกอบอุ่นตรงบริเวณที่มือของเขาแตะต้องตัวหล่อน ยังมองเห็นดวงหน้าเขายามก้มลงมอง และแว่วได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลดุจช็อกโกแลตนั้นชัดเจน
หล่อนยังรู้สึกถึงอาการแปลบปลาบตรงบริเวณข้อมือที่เขาจับ ราวกับเขาได้ประทับรอยจารึกไว้บนตัวหล่อน เลตตี้ก้มลงมองข้อมือตัวเองพลางนึกสงสัยว่า แล้วนี่หล่อนจะกล้าล้างมือหรือไม่ และด้วยความคิดแบบเด็กๆ หล่อนอดนึกแวบขึ้นมาไม่ได้ว่าต่อไปหล่อนจะไม่ยอมให้อะไรแตะถูกริมฝีปากอีกนอกจากน้ำมะนาว
หล่อนแกะริบบิ้นสีชมพูออกจากข้อมืออย่างเชื่องช้า ทอดถอนใจใหญ่ก่อนจะแนบบัตรเต้นรำเข้ากับหัวใจ และจากทางหางตา หล่อนแทบจะสาบานได้เลยว่า...เห็นกามเทพหลิ่วตาให้
บทที่ 1
เดวอน อังกฤษ ค.ศ. 1815
ชื่อเสียงของเอิร์ลแห่งดาวน์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความเก่งกาจทางด้านขี่ม้า...ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเขาเพราะมันยากมากที่จะบังคับม้าเอาไว้ได้หากคนที่อยู่บนหลังม้านั้นเมาแอ๋ และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือขณะนี้เป็นยามวิกาล ราตรีที่มืดมิดเสียยิ่งกว่าโลกันตร์
ทว่าริชาร์ด เลนนอกซ์และม้าของเขารู้จักท่าเทียบเรือชื้นแฉะเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ขี่ม้าลัดเลาะหน้าผาแถวนี้เพื่อไปยังถ้ำเล็กๆบนชายหาดอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเขาใช้มันเป็นที่พักพิงแทนบ้านที่ไม่เคยเป็นบ้านสำหรับเขาเลย
และตอนนี้เขากำลังขี่ม้าลัดเลาะไปตามท่าเทียบเรือเพื่อหลีกหนีให้พ้นจากอาณาบริเวณบ้าน หนีให้พ้นจากกลิ่นอายอันเลวร้ายของอดีต จนกระทั่งได้กลิ่นไอของความเค็มนั่นแหละเขาจึงหายใจสะดวกอีกครั้ง
ชายหนุ่มส่งสัญญาณให้ม้าราฝีเท้าลงเมื่อใกล้หน้าผาเข้าไป เนื้อตัวริชาร์ดเริ่มผ่อนคลายลงอีกครั้ง สองปีก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่ที่อังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศส ทุกสิ่งทุกอย่างแถบชายหาดไม่เหมือนในยามนี้เลย ทว่าตอนนี้บริเวณช่องแคบนี้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ทะเลเงียบสงบปราศจากพายุกรรโชก ไม่มีเมฆดำทะมึนเหนือท้องฟ้า ไม่มีทหารฝรั่งเศสแอบซุ่มอยู่บนชายฝั่งตรงกันข้าม และไม่มีแม้แต่เรือลาดตะเวนของอังกฤษที่ลัดเลาะไปตามชายฝั่งให้เห็น
เขาและคนอังกฤษส่วนใหญ่พากันคิดว่าสงครามยุติลงแล้ว จนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ที่นโปเลียนได้หนีมาจากเกาะเอลบ้าอันเป็นที่คุมขัง และมีข่าวลือกันหนาหูว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้เดินทัพผ่านชายแดนฝรั่งเศสมาเพื่อรวบรวมกำลังพลอีกครั้ง
ริชาร์ดจ้องมองออกไปทางช่องแคบจนกระทั่งเริ่มรู้สึกตัวว่าเขากำลังทำตัวเหมือนคนช่างฝันที่คิดว่าตัวเองจะได้เห็นอะไรสักอย่างจากฝั่งตรงข้าม...แม้เพียงแวบเดียว
เพราะเขามองเห็นแต่ความมืด...ผืนน้ำดำคล้ำและฟากฟ้ามืดมิด ดูเหมือนคืนนี้พระจันทร์จะขี้อายและหลบลี้หนีหายไป อย่างที่มักเรียกกันว่าดวงจันทร์ของนักขนของเถื่อน
ชายหนุ่มสั่นศีรษะอย่างเย้ยหยันแล้วกระตุ้นม้าให้ออกเดินไปตามหน้าผา ดวงจันทร์ของนักขนของเถื่อนกับกองทัพฝรั่งเศสงั้นเรอะ เขาคงเมาจนสติเลอะเลือนไปแล้วถึงได้คิดเพ้อเจ้อเหมือนชาวประมงแก่ๆในหมู่บ้านที่เชื่อเรื่องงมงายเหลวไหล แล้วริชาร์ดก็แค่นหัวเราะออกมานิดหนึ่ง
แต่เมื่อมองไปยังหน้าผาด้านใต้ เขาก็เห็นแสงไฟวับแวมจากอาณาเขตของฮอร์นสบี้ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ทำให้เขาอดนึกแวบไปถึงใบหน้าอ่อนเยาว์ของสาวน้อยที่ล้อมกรอบด้วยกลุ่มผมสีน้ำตาลหยักศกอันยุ่งเหยิง
เลทิเทีย ฮอร์นสบี้
คุณพระ...เพียงแค่คิดเขาก็สยดสยองเสียแล้ว ชายหนุ่มขยับไหล่แรงๆแล้วทดลองหมุนดู ไหล่ข้างที่หล่อนทำให้มันเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ แล้วเขาก็ยกมือขึ้นลูบดวงตาข้างขวาอย่างใจลอย ข้างที่เจ้าหล่อนเคยทำให้มันเขียวปื๋อมาแล้วด้วยลูกคริกเก็ต เท้าของเขาขยับยุกยิกเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ถูกเหยียบเอาตอนเต้นรำด้วยกันขึ้นมาได้ และภายหลังจากนั้นไม่นานที่หล่อนควบรถม้าคันเล็กมาทับเท้าเขา ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้เขาต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินอยู่ถึงสองเดือนเลยทีเดียว
ชายหนุ่มโน้มกายไปข้างหน้าจนติดปุ่มอานม้าแล้วดูแสงไฟกะพริบจากคฤหาสน์หลังนั้น อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าหล่อนกำลังอยู่ในห้องที่มีแสงไฟสว่างห้องไหนหรือเปล่า แต่อึดใจต่อมาเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาควรจะอยู่ให้ห่างจากหล่อนสักหลายๆไมล์จะดีกว่า
ไม่ใช่หรอก...เขาแก้อยู่ในใจ ไม่ใช่แค่ไมล์...แต่เป็นคนละทวีปเลยดีกว่า
แม่ตัวยุ่งฮอร์นสบี้...หล่อนเหมือนจะคอยตามล้างแค้นแทนบาปที่เขาเคยก่อเอาไว้ก็ไม่ปาน การออกงานครั้งแรกของหล่อนเป็นความพินาศในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง และการที่เจ้าหล่อนแสดงออกถึงความหลงใหลในตัวเขาอย่างเปิดเผยก็เป็นส่วนหนึ่งของการถูกตำหนิติเตียนในครั้งนั้น
เขาแทบมองเห็นภาพงานวันนั้นได้ชัดเจนเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง มองเห็นหล่อนยืนอยู่ตรงมุมห้องในงานเลี้ยงแรกแห่งฤดูกาล พยายามทำตัวตามสบาย แต่กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความคิดของริชาร์ด และเขามีเหตุผลที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าเขาจะทำตัวกล้าหาญ เป็นคนดีมีศีลธรรมสักแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้บิดายกย่องการกระทำของเขาเลย จนทำให้เขากลายมาเป็นคนเสเพลได้สำเร็จในที่สุด
แต่ในคืนนั้นที่งาน เขากลับขอแม่ตัวยุ่งออกไปเต้นรำ โดยที่เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ดูเหมือนว่าเหตุผลลึกๆในตัวจะบงการให้เขาทำเช่นนั้น อายุหล่อนตั้งสิบเจ็ดแล้ว ซึ่งเขาเคยคิดว่าเมื่อแม่เด็กคนนั้นโตขึ้นก็น่าจะลืมความหลงใหลแบบเด็กๆที่มีต่อเขาไปได้เอง ทว่าหล่อนกลับไม่เคยลืม และเพียงแค่เต้นรำเพลงเดียวก็กลับกลายเป็นว่าทำให้เรื่องทั้งหมดนี้แย่ลง ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เขากับหล่อนพบกันในงานสังคมครั้งต่อๆมา จะต้องมีเรื่องวิบัติเกิดขึ้นทุกทีไป
เพียงไม่นานข่าวลือซุบซิบนินทาว่าร้ายก็กระจายไปทั่ว ทำให้เลตตี้ต้องถูกขับออกจากวงสังคมไปโดยปริยายแม้ว่าหล่อนจะเข้าร่วมงานได้เพียงแค่ครึ่งฤดู ผู้คนต่างพากันมองหล่อนเป็นตัวตลกและหัวเราะเยาะอย่างไร้ความปรานี มันทำให้เขาอดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ที่เขาบังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันขันต่องี่เง่าว่าหล่อนจะล้มเหลวในการออกงานครั้งไหน และทำให้เขาชนะพนันได้เงินมาถึงสองพันปอนด์
ชายหนุ่มถอนสายตาจากแสงไฟที่ส่องสว่างออกมาจากคฤหาสน์เมื่อได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น มันดังขึ้นในความเงียบจนน่าตกใจ สะท้อนก้องไปทั่วหน้าผาทางเบื้องหลัง เขาหันไปทางต้นเสียง ชะงักนิดหนึ่งก่อนจะชักม้าไปทางนั้น หยุดลงตรงริมหน้าผาด้านเหนือ ใช้พุ่มไม้หนาและหินแกรนิตใหญ่เป็นที่กำบังตัว
ทว่าโขดหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาเบื้องล่างบดบังวิวหน้าถ้ำเอาไว้ ดังนั้นเขาจึงค่อยๆกระตุ้นม้าให้ขยับไปยังทางเดินแคบๆที่เลียบหน้าผาลงไปยังชายหาดเบื้องล่าง เมื่อลงไปได้ครึ่งทางและพ้นจากแนวโขดหินที่ยื่นออกมาแล้ว เขาก็หยุดม้าลง
ตรงบริเวณหน้าถ้ำ เขาเห็นแสงตะเกียงสลัวๆเคลื่อนไปมาเหมือนหิ่งห้อยในความมืด ชายหนุ่มเหลือบตามองออกไปยังท้องทะเลอีกครั้งเพื่อมองหาวี่แววของเรือสักลำ แต่ก็แทบมองไม่เห็นอะไร แล้วเขาก็หันกลับมามองกวาดไปรอบๆริมฝั่งและได้เห็นเรือแจวเล็กๆสองลำเกยหาดเบื้องล่างอยู่
ผู้ชายสองสามคนกำลังลำเลียงลังของเถื่อน ซึ่งคงจะเป็นบรั่นดี ลูกไม้จากเบลเยี่ยม และเกลือนั่นเอง แล้วชายอีกสองสามคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีมืดๆก็ก้าวออกมาสมทบจากในถ้ำอีก ช่วยกันทั้งลากและดึงลังไม้ยาวลงไปในเรือ
น่าแปลกจริงที่พวกนี้จะขน...
เสียงไม้หักเป๊าะดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้ชายหนุ่มชะงักไป
แล้วก็มีเสียงสวบสาบในพุ่มไม้เหนือศีรษะดังขึ้นอีก ทำให้ริชาร์ดตัวแข็ง ม้าของเขาขยับตัวนิดหนึ่ง เขาค่อยๆล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมแล้วดึงปืนพกออกมาก่อนจะหนีบขาเข้ากับลำตัวม้าจนแน่นแล้วกระตุ้นให้มันออกเดินไปข้างหน้า เขาเงยหน้าขึ้นมอง เอนกายไปข้างหลังน้อยๆแล้วยกปืนขึ้นเล็ง
เสียงสวบสาบดังขึ้นอีก...แล้วพุ่มไม้ก็ถูกแหวกออก
แม่ตัวยุ่งฮอร์นสบี้โผล่หน้าออกมาและก้มลงมองเขา สายตาของทั้งสองสบกันพอดี
เขามองหล่อนอย่างตกใจกลัว ในขณะที่สาวน้อยมองเขาเหมือนเห็นของหวานแสนอร่อย
ริชาร์ดหลับตาลงแล้วครางเบาๆก่อนจะลดปืนในมือลง
“ริชาร์ด...” หล่อนกระซิบเรียกชื่อเขาเหมือนขานชื่อนักบุญ
แต่สำหรับเขาแล้ว ยามใดที่มีหล่อนอยู่ใกล้ๆ เขาก็นึกอยากสวดมนต์ทุกทีไป...สวดจบยาวๆเสียด้วย
จากนั้นก็มีเสียงสวบสาบดังขึ้นอีกก่อนจะตามมาด้วยเสียงเห่าอย่างดุร้าย ริชาร์ดครางออกมาอีกครั้งเมื่อหัวใหญ่โตเทอะทะโผล่ออกมาจากพุ่มไม้เดิมอีก
หมาของหล่อนนั่นเอง
ลืมบทสวดมนต์เสียเถอะ เขาอยากได้พรจากสวรรค์มากกว่า
เจ้าหมานั่นมองหน้าเขาแล้วคำรามออกมา ทำให้ม้าเขาขยับตัวหนี ริชาร์ดพยายามบังคับม้าให้กลับสู่ทางเดินแคบๆอีกครั้ง ในขณะที่ก้อนดินและกรวดร่วงกราวลงสู่ชายหาดเบื้องล่าง
เสียงเห่าอันดุร้ายดังขึ้นอีก
ชายหนุ่มรีบหันขวับไปดูปากถ้ำเบื้องล่าง ระยำแท้...พวกขนของเถื่อนต้องได้ยินแน่ ให้ตายสิ แม้แต่นโปเลียนยังได้ยินเลยมั้ง
ตะเกียงดวงหนึ่งหยุดลงใต้ตัวเขาพอดี แล้วตามมาด้วยอีกดวงหนึ่งและอีกดวงหนึ่ง ริชาร์ดตัวแข็ง ในขณะที่ชายเบื้องล่างแหงนหน้าขึ้นดูหน้าผาเบื้องบน
นี่เขาตกอยู่กึ่งกลางระหว่างปีศาจร้ายสองพวกงั้นหรือ...พวกหนึ่งคือนักลักลอบขนของเถื่อนและอีกฝ่ายหนึ่งคือตัวแสบจากนรก
เจ้าหมาบ้าของหล่อนเห่ากรรโชกขึ้นอีก
มันทำให้ม้าของเขาก้าวหนี เกือบทำให้ทั้งคนและม้าร่วงหล่นลงไปสู่โขดหินขรุขระเบื้องล่าง
“โอ ไม่นะ!” เลตตี้ร้องลั่นแล้วยื่นมือมาหาเขา สีหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว “ริชาร์ด!”
แต่นั่นยิ่งทำให้เจ้าหมาของหล่อนคำรามหนักขึ้นอีก
ม้าของเขาก้าวถอยหลังอีก และด้วยความรู้สึกพรั่นพรึง ริชาร์ดรู้สึกถึงสายบังเหียนที่ค่อยๆเลื่อนหลุดจากมือ ก่อนที่ตัวเขาจะร่วงลงจากหลังม้า และเสียงสบถดุเดือดของตัวเองเป็นเสียงเดียวที่เขาได้ยิน
ร่วงลงไป...
ต่ำลงไปเรื่อยๆ...
สำนึกสุดท้ายของเขาคืออะไรน่ะหรือ
เขายอมตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกลักลอบขนของเถื่อนดีกว่าน่ะสิ
เลทิเทีย โอลีฟ ฮอร์นสบี้เชื่อในเรื่องโชคชะตา เชื่อในความผูกพันทางใจและรักแรกพบ และหล่อนก็รักเขามาตราบชั่วชีวิต
เอ้อ...ตราบชั่วชีวิตอาจจะไม่ถูกนัก แต่แปดปีก็เกือบครึ่งหนึ่งของอายุสิบเก้าปีของหล่อนนั่นแหละ ดูเหมือนจะไม่มีตอนไหนเลยที่หัวใจของหล่อนทรยศต่อริชาร์ด เลนนอกซ์ ผู้เป็นเพื่อนบ้านและเมื่อไม่นานมานี้เองที่เขาได้กลายมาเป็นท่านเอิร์ลแห่งดาวน์
แต่ตำแหน่งยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้ทำให้ความชื่นชมบูชาของหล่อนแปรเปลี่ยนไปเลย ตำแหน่งท่านเอิร์ลไม่น่าจะเป็นของเขาด้วยซ้ำ เพราะหล่อนได้ยินมาว่าเขาชิงชังผู้เป็นบิดาและตำแหน่งนี้ยิ่งนัก อีกอย่างริชาร์ดเป็นบุตรชายคนที่สอง และถ้าหากข่าวซุบซิบเป็นจริง เขาก็ไม่เป็นที่รักใคร่ของบิดาเลย
แต่สองปีก่อนหน้านี้ กระสุนเพียงสองนัดของโจรทางหลวงก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป บิดาเขากับพี่ชายคนโตถูกฆ่า ดังนั้นริชาร์ดจึงได้ดำรงตำแหน่งเอิร์ลสืบต่อมาในทันที
ไม่หรอก สำหรับหล่อนแล้ว ตำแหน่งเอิร์ลไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับหล่อน
ในการทำให้ความฝันของตัวเองกลายเป็นจริงนั้น ไม่เคยมีใครใช้ความพยายามมากเท่า แต่กลับได้รับผลสำเร็จน้อยมากเหมือนเลตตี้เลย
แต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังมีความหวัง และเชื่ออย่างปักใจว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยปิดประตูหนึ่งโดยไม่เปิดประตูอีกบานหนึ่งทิ้งเอาไว้ ความเชื่อมั่นอย่างล้นเหลือนี้เองทำให้หล่อนยังมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไป แม้ในบางครั้งดูเหมือนว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปิดประตูใส่หน้าหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า
มารดาของเลตตี้ตายไปตั้งแต่หล่อนอายุได้แค่เจ็ดขวบ แม้ว่าพ่อจะรักหล่อนมาก แต่เขาก็ไม่อาจทดแทนความอ่อนโยนและคำแนะนำที่มารดาเท่านั้นพึงจะให้แก่ธิดาได้
ไม่เคยมีสักวันที่ชีวิตในวัยเยาว์อันว้าเหว่ของหล่อนจะผ่านไปโดยไม่คิดถึงแม่ และอดนึกหวังไม่ได้ว่าหล่อนอาจจะเป็นคนดีมากกว่านี้...สุภาพเรียบร้อย ไม่กระโดกกระเดก และอาจว้าเหว่น้อยกว่านี้...หากแม่ยังอยู่ด้วย
บิดาของหล่อนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้นคว้าทางโบราณคดี...อะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ข้าวของที่ถูกขุดค้นพบ และเรื่องของอาณาจักรโรมัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่ออันน่าสยดสยองของหล่อน เลทิเทีย เป็นภาษาลาตินแปลว่า ‘ความยินดี’ ซึ่งทั้งบิดามารดาหล่อนคิดว่ามันเหมาะสมที่สุดแล้วในเวลานั้น แถมพ่อยังตั้งชื่อกลางอันน่ากลัวให้แก่หล่อนอีกว่า โอลีฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรมันอันแสดงถึงสันติสุข...แม้ว่าเขาจะบ่นอยู่เสมอว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้พบอีกเลยนับแต่วันที่หล่อนถือกำเนิดขึ้นมา
ความหายนะครั้งแรกที่สาวน้อยจำได้เกิดขึ้นเมื่อหล่อนอายุได้แปดขวบ มันเป็นวันอันยากเข็ญและว้าเหว่เมื่อหล่อนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ และหล่อนก็ต้องการความเอาใจใส่จากพ่อเป็นอย่างมาก
หล่อนหัดพูดอยู่นานนับหลายชั่วโมง จนกระทั่งสามารถพูดถึงหลายๆหัวข้อและหลายๆความคิดได้ภายในชั่วระยะเวลาอันสั้น ด้วยความตั้งใจว่าจะทำให้ผู้เป็นบิดาทึ่งในความสามารถในการแสดงโวหารของหล่อนโดยอาศัยเค้าโครงจากวาทะของนักพูดชาวโรมันผู้ยิ่งใหญ่...ซิเซอโร
หล่อนเอาผ้าปูที่นอนสีขาวจากตู้เก็บของมาทำเป็นเสื้อคลุม...และเอารองเท้าแตะของบิดามาตัดเลียนแบบรองเท้าแตะของชาวโรมัน และใช้สายบังเหียนหนังอย่างดีมาตัดทำเป็นสายรัดรองเท้า
จากนั้นหล่อนก็ใช้กรรไกรตัดผ้าคมกริบมาตัดผมยาวสลวยของตัวเองออกจนสั้นกุดและสะบัดปลายเหมือนรูปปั้นของจูเลียต ซีซาร์ที่บิดามี แล้วใช้ใบมะกอกมาประดับศีรษะแทนพวงหรีดจากใบเอลม์
ด้วยความมั่นใจว่าดูดีแล้ว เลตตี้ตบผมทรงใหม่ของหล่อนให้ฟูขึ้นนิดๆแล้วเหลือบตาดูเงาตัวเองในเครื่องแต่งกายแบบโรมันนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินอย่างอาจหาญเข้าไปในห้องที่บิดาของหล่อนใช้ต้อนรับนักโบราณคดีชื่อดังชาวอังกฤษที่ให้เกียรติมาเป็นแขกรับเชิญในวันนี้
แต่อีกเพียงสิบก้าวจะถึงห้อง ก็ให้บังเอิญชายเสื้อคลุมยาวรุ่มร่ามของหล่อนไปเกี่ยวเข้ากับขาเชิงเทียนสูงเข้าเสียก่อน ทำให้มันล้มลงใส่เชิงเทียนอีกอันหนึ่งและอีกอันไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เอียงล้มเข้าไปหาต้นปาล์มในกระถางซึ่งกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากนั้นต้นปาล์มก็ลุกโพลงขึ้นอย่างรวดเร็วส่งให้เปลวไฟพุ่งขึ้นไปไหม้ผ้าม่านกำมะหยี่ในทันที
ต่อจากนั้นควันก็พวยพุ่งโขมงขึ้น และเมื่อมันจางลงในที่สุด ก็เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังของกรุงโรมไว้ให้บิดาและผู้เป็นแขกดู
และเมื่ออายุได้เก้าขวบ หล่อนก็พยายามจำลองทางระบายน้ำแบบโรมันขึ้น ผลของมันที่ออกมาก็นับว่าหล่อนเป็นนายช่างวิศวกรได้ไม่เลวเลย เพราะระบายน้ำออกเกือบหมดสระ
แต่โชคร้ายไปหน่อย ที่หล่อนไประบายมันเข้าคอกม้าแทน
คราวต่อมาก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เฮเดรียนส์วอลล์ ซึ่งนับว่ามันเป็นมหากาพย์แห่งความพินาศย่อยยับเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะผลที่เกิดขึ้นก็คือ หินก้อนใหญ่ๆกลิ้งตกลงมาตามขั้นบันไดหินอ่อน ซึ่งตราบจนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่หลับตาลงทีไรหล่อนก็ยังได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมนั้นอยู่ทุกที
นั่นคือสิ่งที่หล่อนทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งเป้าหมายของหล่อนเปลี่ยนจากพ่อไปเป็นลูกชายของเพื่อนบ้าน...ริชาร์ด เลนนอกซ์
ผู้หญิงอังกฤษส่วนใหญ่มักจะพบกับเทพบุตรในฝันตามงานบอลล์ใหญ่ๆ หรือไม่ก็ตอนออกไปนั่งรถม้าเล่นในสวนสาธารณะ หรือถูกจับแต่งงานด้วยกัน ทว่าไม่ใช่สำหรับเลตตี้ แต่ก็นั่นแหละ เพราะหล่อนไม่เหมือนใครอยู่แล้ว
ตอนที่เห็นริชาร์ด เลนนอกซ์เป็นครั้งแรกนั้นหล่อนอายุได้สิบเอ็ด มันเป็นวันอันสดใสที่สุดวันหนึ่งของอังกฤษก็ว่าได้ เมื่อท้องฟ้าเหนือเดวอนเป็นสีฟ้าสดเหมือนไข่ของนกกระจอกที่ชอบบินมาเกาะตามรั้วบ้านคน และเมฆบนท้องฟ้าก็ขาวปุกปุยฟูฟ่องเหมือนขนห่าน
สุนัขของบิดาหล่อนเห่านกที่กำลังส่งเสียงคุยกันอย่างร่าเริง ในขณะที่แมวจากคอกม้าออกวิ่งไล่กวดเงาของผีเสื้อบนพื้นหญ้า และหล่อนกับลูกพี่ลูกน้องได้แอบหนีออกจากห้องเรียนเพื่อแสวงหาอิสรภาพในทุ่งเลี้ยงสัตว์ทางด้านตะวันตก ซึ่งมีเพียงสายตาของแม่วัวเท่านั้นจะคอยจ้องจับผิด
เหตุการณ์เริ่มต้นด้วยการท้าทาย เมื่อญาติผู้ซุกซนของหล่อนคือ อิซาเบลและเจมส์ได้ท้าหล่อนขี่วัว ประกายวาววับในดวงตาของทั้งสองน่าจะเตือนหล่อนได้เป็นอย่างดีว่าจะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลสักอย่าง หากความหยิ่งทระนงในตัวเองมักจะทำให้คนเราตาบอดเสมอ
ด้วยความมั่นใจว่าตัวเองต้องเอาชนะเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ได้ เลตตี้เดินตรงเข้าไปหาฝูงสัตว์ที่ยืนเคี้ยวเอื้องอยู่อย่างสบอารมณ์พร้อมด้วยเชือกในมือ แล้วหล่อนก็เริ่มสำรวจแม่วัวทีละตัวเพื่อเลือกหาตัวที่มีดวงตาอ่อนเชื่อมแสดงถึงความใจดีมากที่สุด
แม่วัวพันธุ์เจอร์ซีย์ตัวอ้วนที่มีนัยน์ตาเหมือนซานตาคลอสดูจะเหมาะที่สุด แถมยังมีรอยเว้าเล็กๆอยู่บนหลังสีน้ำตาลของมันอีกด้วย ซึ่งเลตตี้ตัดสินใจว่านั่นคงเป็นขนาดที่พอดีกับบั้นท้ายของหล่อนเอง
ดูเอาเถอะ เป็นใครๆก็คงคิดว่าวัวเป็นสัตว์ที่เชื่องที่สุด มันดูสงบใจเย็นและว่าง่ายที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาเคี้ยวแต่หญ้าในทุ่ง ในขณะที่หางของมันปัดไปมาเป็นระยะๆเพื่อไล่ตัวแมลง
จริงๆแล้วส่วนใหญ่มันก็คงเป็นเช่นนั้นอยู่หรอก
ญาติของหล่อนเดินทอดน่องเข้ามาใกล้ ในขณะที่เลตตี้กำลังพูดกับแม่วัวด้วยเสียงอ่อนโยนแล้วค่อยๆเลื่อนบ่วงเข้าไปคล้องคออวบใหญ่ของมัน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าการที่ทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการรัดบ่วงเข้ากับคอตัวเองชัดๆ
หล่อนสวดมนต์เร็วๆแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนหลังแข็งๆของแม่วัวอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเองที่เจมส์ญาติที่แสนดีของหล่อนตบมือที่ซ่อนตะปูไว้ลงกับสะโพกของมันแรงๆ
เลตตี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่วัวก็กรีดร้องเป็น มันส่งเสียงร้องก้องแล้วบิดสะบัดตัวไปมา กระแทกขากับพื้นแรงๆจนฟันของเลตตี้กระทบกันดังกราว และเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานจากญาติใจร้าย หล่อนก็ใช้มือเล็กๆยึดเชือกไว้แน่นขึ้นและพยายามทรงตัวให้อยู่บนหลังมันให้ได้ ในขณะที่ความภาคภูมิใจในตัวเองของหล่อนสั่นคลอนดุจเดียวกับชีวิตของหล่อนเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าในตอนนั้นอย่างแรกดูจะมีความหมายต่อหล่อนมากกว่า
แต่เมื่อเหลือบตาอันพร่ามัวมองดูใบหน้าที่แสดงความประหลาดใจของญาติทั้งสอง เลตตี้ก็รู้ว่าหล่อนสามารถขี่แม่วัวตัวนี้ได้นานตราบเท่าที่ร่างกายจะอำนวย เพราะฟันของหล่อนสั่นกระทบกันไม่ได้หยุด และก้นก็กระแทกเข้ากับหลังแข็งๆของมันอยู่ตลอดเวลา ทั้งคนและแม่วัวควบเตลิดลงไปตามเนินเขาอย่างรวดเร็ว ผ่านลำธารเล็กๆ และวิ่งไปตามถนนดินที่ทอดไปสู่สะพานข้ามแม่น้ำเบื้องหน้า
ที่นั่นแหละ บนสะพานไม้ที่ราวสะพานโหว่เป็นช่องๆ ที่เลตตี้ ฮอร์นสบี้ผู้ควบอยู่บนหลังแม่วัวพันธุ์เจอร์ซีย์ได้พบกับริชาร์ด เลนนอกซ์เป็นครั้งแรก ผู้ซึ่งโชคชะตาได้เล่นตลกให้เขาบังเอิญต้องกลับจากมหาวิทยาลัยมาเยี่ยมบ้านในวันนั้นพอดี
บางครั้งโชคชะตาก็ดูจะล้อเล่นกับเราจริงๆจังๆ เพราะวันนั้นชายหนุ่มนั่งมาบนหลังม้าสีขาว ริชาร์ด เลนนอกซ์ เทพบุตรผมบลอนด์ที่หน้าตาหล่อเหลาเสียจนเทพบุตรเกเบรียลยังต้องอาย เหมือนอัศวินที่เพิ่งปราบมังกรร้ายมาหยกๆ ด้วยท่าทางองอาจแบบหนุ่มน้อยที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ชอบธรรมใดๆ แต่เขากลับถูกชนจนตัวลอยข้ามราวสะพานไป แล้วหล่นตูมลงในน้ำสีเขียวคล้ำด้วยตะไคร่ของแม่น้ำเฮดดอน
ในขณะที่เลตตี้กอดราวสะพานเอาไว้แน่น สายตามองตามแม่วัวที่ควบปุเลงๆตามหลังม้าที่วิ่งเตลิดด้วยความตกใจไป แล้วเสียงสบถดังลั่นสองชุดใหญ่ก็เบนความสนใจของหล่อนจากแม่วัวมาเพ่งมองในแม่น้ำเบื้องล่างแทน
จวบจนวันตาย หล่อนไม่มีวันลืมสีหน้ายามที่เขาโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำแล้วจ้องหน้าหล่อนอย่างถมึงทึง โอ...ใบหน้าเขาเหมือนถูกสลักเสลาอย่างคลาสสิก โหนกแก้มสูง คางเหลี่ยมบึกบึนแข็งแรงเป็นเงาเขียวครึ้ม และจมูกยาวตรงหากปลายงุ้มเล็กน้อยดูคล้ายเหยี่ยว
ผิวเขาเป็นสีน้ำตาลอมทอง และผม..ซึ่งบัดนี้เปียกโชก...ถูกเสยเรียบไปทางด้านหลังและมีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่เป็นหย่อม...เป็นสีเดียวกับเหล้าบรั่นดีฝรั่งเศสของพ่อไม่มีผิด มันทอประกายสีทอง เขามีคิ้วดกหนาสมชายเหนือดวงตาซึ่งเลตตี้ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นสีอะไรกันแน่เนื่องจากระยะห่างมาก แต่มันเปล่งประกายวาววับใส่หล่อนจากใบหน้าที่บ่งบอกชัดว่าเขาอยากบีบคอหล่อนเต็มทีแล้ว
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเหมือนจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการเผชิญหน้ากันในอนาคต และบางครั้งก็ดูจะเลวร้ายกว่าครั้งอื่นๆ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าบางครั้งมันจะนำเอาความปวดหัวใจหรืออับอายมาให้ แต่มันก็ไม่เคยทำให้ความตั้งใจของเลตตี้หวั่นไหวแม้แต่น้อย
สาวน้อยเชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลนว่าสักวันหนึ่งริชาร์ดจะต้องเป็นของหล่อน และดูเหมือนว่าเขาจะกลายมาเป็นศูนย์รวมในโลกอันว้าเหว่ของหล่อนไปเสียแล้ว
บางครั้งหล่อนเคยฝันอยากให้ผมของหล่อนกลายเป็นผมสีน้ำตาลอมทองยาวสยายจับนัยน์ตาเขา...ซึ่งเป็นสีเขียว ซึ่งหล่อนค้นพบสีของมันระหว่างเหตุการณ์โชคร้ายที่เกิดขึ้นจากลูกคริกเก็ต
อันที่จริงเขาไม่ได้มีดวงตาสีเขียวเพียงข้างเดียวหรอก เพราะถ้าเขามีตาเดียว เขาคงต้องปิดตาไว้ข้างหนึ่ง...เหมือนพวกโจรสลัด ริชาร์ด เลนนอกซ์มีนัยน์ตาสีเขียวทั้งสองข้าง และมันไม่ใช่สีเขียวสดใสเหมือนหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ หรือเขียวสว่างอย่างสีชุดของภูติ แต่มันเป็นสีเขียวเข้มลึกล้ำเหมือนสีน้ำทะเลแห่งเดวอน ตรงปากอ่าวใกล้พระอาทิตย์อัสดง เหมือนป่าทึบที่เจ้าหญิงโฉมงามในนิทานอาจหลงทางได้โดยง่าย
สีเขียวแบบเดียวกับที่เด็กสาวผู้ว้าเหว่ใฝ่ฝันถึง และการฝันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวน้อยทำได้ดี เพราะในฝันนั้นมักจะจบลงด้วยความสุขสมหวัง หล่อนจะวาดฝันอย่างไรก็ได้ หรือจะสร้างมันให้วิจิตรพิสดารอย่างไรก็ได้ เพราะถึงอย่างไรโลกภายนอกก็ไม่รู้อยู่แล้ว ในความฝัน หล่อนสามารถสร้างมันให้สมบูรณ์แบบได้ตามใจชอบชนิดที่ไม่อาจเป็นไปได้ในโลกแห่งความจริง
เลตตี้ฝันว่าสักวันหนึ่ง ริชาร์ด เลนนอกซ์จะตื่นขึ้นมาพร้อมตระหนักว่าเขาไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากหล่อน ฝันถึงจุมพิตแรกของหล่อนกับเขา...ซึ่งสาวน้อยฝึกมันด้วยการกดริมฝีปากลงกับประตูห้องนอน...แล้วนึกถึงรอยยิ้มอันหายากยิ่งของเขา นึกถึงทุกครั้งที่หล่อนมีโอกาสได้พบเขาและครั้งเดียวที่ได้เคยเต้นรำด้วย
ใช่สิ...หล่อนยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี เด็กสาวทุกคนก็ต้องจำการเต้นรำครั้งแรกในงานแนะนำตัวได้ดีอยู่หรอก และสำหรับเลตตี้ หล่อนจำมันได้แจ่มชัดยิ่งกว่านั้น เพราะหล่อนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสาวพรหมจารีระทมทุกข์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากอัศวินริชาร์ด
มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริงๆ ทุกครั้งที่หลับตาลงหล่อนก็จะได้กลิ่นกายเขา คล้ายกลิ่นแก่นจันทร์และสายฝน...กลิ่นแห่งวีรบุรุษ
จวบจนบัดนี้หล่อนก็ยังเก็บบัตรเต้นรำใบนั้นเอาไว้อยู่เลย ซ่อนมันเอาไว้ในกล่องที่ใช้เก็บสร้อยไข่มุกของแม่ รวมกับตะปูที่เจมส์ใช้จิ้มแม่วัวตัวนั้น กับเศษผ้าชิ้นเล็กๆที่แม่เคยสอนให้หล่อนปักคำว่า ‘จงฟังหัวใจของท่าน’
หลังจากความล้มเหลวในงานแนะนำตัวที่ลอนดอนซึ่งตามมาด้วยความอับอายและไม่เป็นที่ต้อนรับ หล่อนได้พยายามทำให้บิดาเข้าใจ ซึ่งเขาก็เหมือนคนอื่นๆเช่นกันที่รู้ว่าหล่อนรู้สึกอย่างไรต่อริชาร์ด มันไม่ใช่ความลับอีกต่อไป และมันทำให้บิดาล่วงรู้ถึงเรื่องยุ่งๆที่เกิดขึ้นกับหนุ่มน้อยผู้นี้ทั้งหมด รู้ถึงแผนการและความคิดเขลาเบาปัญญาที่หล่อนตั้งใจทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา
ความรักของหล่อนนำมาซึ่งความหายนะ แต่หล่อนยังเถียงพ่ออย่างไม่ยอมแพ้เมื่อเขาพยายามพูดถึงเรื่องนี้กับหล่อน พ่อไม่เข้าใจเลยหรือยังไงว่าหล่อนหลงรักริชาร์ดมากว่าครึ่งชีวิตแล้ว
สุดท้ายพ่อก็ได้แต่พูดว่า ถ้าหากหล่อนยังขืนก่อเรื่องยุ่งอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ริชาร์ด เลนนอกซ์ก็คงต้องโชคร้ายไปตลอดอีกครึ่งชีวิตที่เหลือ
จนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปปีเศษแล้ว และขณะนี้เลตตี้กำลังก้มลงมองดูชายที่หล่อนรัก เขานอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ศีรษะปกคลุมด้วยผมสีบลอนด์พาดอยู่บนตัก คิ้วเข้มเปรอะทรายเป็นหย่อมๆ ดวงตาซึ่งมีสีเขียวเข้มสุกใสนั้นบัดนี้ปิดสนิท หล่อนได้แต่หวังว่าคำพูดล้อเลียนของพ่อคงไม่กลายเป็นความจริงขึ้นมา เขาตกลงจากหลังม้าเป็นระยะสูงพอดูทีเดียว
“ริชาร์ด” หล่อนกระซิบเรียกเบาๆ
สุนัขพันธ์อิงลิชบลัดฮาวน์ของหล่อน เจ้าซีซาร์ออกัสตัส แยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามต่ำๆออกมา
“ฮื้อ กัส” สาวน้อยดุ ทำให้มันกะพริบตาทีหนึ่งแล้วครางหงิงเบาๆก่อนจะทิ้งหัวอันใหญ่โตเทอะทะที่ประกอบด้วยใบหูห้อยตกลู่ ปลายใบหูแต้มด้วยสีดำ ลงบนอุ้งเท้าที่ยื่นเหยียดออกมาข้างหน้า แล้วมองสาวน้อยด้วยดวงตาสีน้ำตาลโศกเชื่อม
เลตตี้หันมาให้ความสนใจกับริชาร์ดตามเดิม หล่อนมองหาร่องรอยของความรู้สึกตัวบนใบหน้าเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววใดๆทั้งสิ้น แถมแสงก็มีน้อยด้วย จะมีก็เพียงแสงริบหรี่จากแท่งเทียนไขเพียงแท่งเดียว ดังนั้นหล่อนจึงทำสิ่งที่ทำมานับร้อยๆครั้งแล้วนับตั้งแต่เขาตกลงมาจากหลังม้า นั่นคือเขม้นมองที่หน้าอกของเขาแทน
แม้มันจะไหวกระเพื่อมขึ้นลงเพียงแผ่วเบา แต่หล่อนก็ยังอดระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งใจไม่ได้ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเกือบชิด “รู้สึกตัวเสียทีสิคะ มายลอร์ด ได้โปรดเถอะ คุณสลบไปนานมากแล้วนะ”
ชายหนุ่มขยับตัวแล้วพึมพำอะไรบางอย่างที่ไม่น่าฟังนักออกมา
สาวน้อยยังจ้องหน้าเขาจนเกือบชิดอยู่เช่นเดิม เฝ้ามองรูปหน้าแข็งแรงและแนวคางออกเหลี่ยมนิดๆ ที่บัดนี้ครื้มไปด้วยเงาดำเข้มกว่าเรือนผมสีทองของเขา แล้วหล่อนก็ค่อยๆลากนิ้วไปตามปลายคางขรุขระก่อนจะดึงมือขึ้นมาสัมผัสคางตัวเองดูบ้าง
เลตตี้นั่งนิ่งขึงอยู่ครู่ใหญ่อย่างใช้ความคิด รู้สึกซาบซ่านแปลกๆที่ได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างธรรมดาๆระหว่างเพศชายและหญิง
อย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้ หล่อนสอดมือเข้าในอุ้งมือใหญ่ของเขาแล้วบีบมันแน่น แล้วจ้องดูมือที่เกาะกุมกันไว้อย่างซาบซึ้งตรึงตรา ดูความแตกต่างของขนาด ดูมือกระด้างสีคล้ำและมือขาวผ่องอ่อนนุ่มของหล่อน ก่อนจะทอดถอนใจออกมาเบาๆ “ฉันอยู่นี่ค่ะ มายลอร์ด...สุดที่รักของฉัน”
เขาค่อยๆลืมตาสีเขียวขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยอีกข้างหนึ่ง ดูเลื่อนลอยนิดๆในตอนแรกก่อนจะค่อยๆกระจ่างชัดและรำลึกได้ แล้วริชาร์ดก็ครางออกมาด้วยเสียงคล้ายคนใกล้ตาย
“เจ็บหรือเปล่าคะ มายลอร์ด” สาวน้อยทำหน้านิ่วแล้วเอื้อมมือปัดเศษทรายออกจากหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน
“คราวนี้เธอทำอะไรฉันอีกล่ะ”
“คุณตกลงมาค่ะ”
“แล้วมาปัดทรายใส่ตาฉันทำไมล่ะเนี่ย”
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” เลตตี้รีบดึงมือกลับ
เขากะพริบตาถี่ๆอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันตกลงมา?” เขาทวนคำราวกับเพื่อทบทวนความทรงจำ “จากหลังม้าฉันน่ะหรือ”
สาวน้อยพยักหน้ารับเงียบๆ
“จากทางเดินริมหน้าผาน่ะหรือ”
หล่อนพยักหน้ารับอีกครั้ง
ชายหนุ่มพยายามยกศีรษะขึ้นแล้วทำหน้านิ่ว “ฉันตกใส่อะไรล่ะ หินหรือไง”
“ค่ะ คุณเอาหัวลงค่ะ”
เขายกมือขึ้นแตะศีรษะและดูเหมือนว่าจะสัมผัสถูกบริเวณที่เป็นแผลพอดี “คุณพระช่วย...” เขาหยุดแล้วครางเบาๆ “ลูกเบ้อเริ่มเลย!” เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หลับตาลงแล้วถามว่า “ชิ้นส่วนฉันยังอยู่ครบหรือเปล่า”
“ครบค่ะ”
เขาลืมตาขึ้นแล้วจ้องหน้าหล่อนนิ่ง “แล้วแผลแตกล่ะ”
สาวน้อยส่ายหน้า “ดูเหมือนจะไม่มีนะคะ มายลอร์ด แต่ฉันจะช่วยดูให้ก็ได้ว่ามีอะไรแตกหักหรือเปล่า อันที่จริงตอนที่คุณเริ่มรู้สึกตัวคุณครางออกมาเบาๆด้วย”
“ไม่ใช่เพราะเจ็บหรอก” เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆแล้วมองหน้าหล่อนตรงๆ “เพียงแต่คาดว่ามันจะเจ็บเท่านั้น” แล้วเขาก็ทำหน้านิ่ว ขยับหัวไหล่ไปมาราวกับมันฝืดเสียเหลือเกิน สะบัดหน้านิดๆ แล้วกะพริบตาก่อนจะหันไปมองรอบๆห้องที่มืดมิด สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจก่อนจะหันหน้ามาทางหล่อน บีบแขนเลตตี้เอาไว้แน่น “นี่เราอยู่ที่ไหนกัน”
กัสพรวดพราดลุกขึ้นด้วยท่าทางปกป้องเต็มที่ จนจมูกของมันแทบจะชนกับจมูกของริชาร์ดที่รีบปล่อยมือจากแขนหล่อนแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน” แล้วเขาก็หันมาทำหน้าบึ้งใส่เจ้ากัส “ฉันตกนรกแล้วไงล่ะ”
“ฉันว่าคุณยังสับสนไม่หายนะคะ มายลอร์ด”
“มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราพบกันจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มิสฮอร์นสบี้”
เมื่อได้ยินเขาเรียกหล่อนว่า มิสฮอร์นสบี้ หัวใจหล่อนก็หล่นวูบลง เพราะรู้สึกว่าหากเขาเรียกหล่อนว่า ‘แม่ตัวยุ่ง’ จะดีกว่า แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ได้เรียกหล่อนอย่างนั้นมานานนักหนาแล้ว
“เคยมีคนบอกฉันเหมือนกันว่าฉันชอบก่อเรื่องยุ่งๆอยู่เรื่อย โดยที่ฉันไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” หล่อนถอนใจเบาๆ “ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะทำให้คุณสับสนอย่างนี้ บางทีคุณอาจจะรู้สึกดีขึ้นถ้าได้ตะโกนออกมาดังๆ”
ชายหนุ่มถลึงตาใส่หล่อนครู่หนึ่งแล้วทำท่าสะดุ้งนิดๆ
“คุณยังเจ็บหัวอยู่หรือเปล่าคะ”
“ฮื่อ”
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะคุณดูหงุดหงิดพิกล”
เขามองหล่อนด้วยสายตาเอือมระอายิ่งขึ้นก่อนจะหันไปมองรอบๆห้องเก็บสินค้าในลำเรือ “ฉันคิดว่าฉันกำลังไม่สบาย”
“อ๋อ” หล่อนทำเสียงอุทานอย่างเข้าใจ “คุณเมาเรือแน่เลย”
“ไม่ใช่ ฉันเป็นโรคแพ้ผู้หญิงต่างหาก” เขาพึมพำอยู่กับตัวเองก่อนจะเสริมด้วยเสียงราบเรียบขึ้น “เราอยู่บนเรือใช่ไหม”
หล่อนพยักหน้า ชะโงกหน้ามาใกล้ๆเพื่อกระซิบเสียงแผ่ว “ฉันคิดว่ามันเป็นเรือขนของเถื่อนค่ะ มายลอร์ด”
ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความเงียบกัดกร่อนประสาทเขาในขณะที่สาวน้อยประสานมือไว้บนตักแล้วเคาะนิ้วเข้าด้วยกันอย่างตื่นเต้น
ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นมอง “แล้วเธอไปทำอะไรอยู่บนหน้าผาโน่นล่ะ”
สาวน้อยหน้าแดงแล้วก้มลงมองมือตัวเอง “ตามคุณไปค่ะ”
“ฉันไม่ได้กลับไปที่ล็อคเก็ตต์แมนเนอร์ตั้งสองปีกว่าแล้ว แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันกลับมา”
“ฉันได้ยินพวกคนรับใช้คุยกันค่ะ ลูกมือคนครัวคนหนึ่งเห็นคุณออกจากร้านเหล้าแล้วบอกกับแม่ครัว แล้วฉัน...เอ้อ...แอบได้ยิน”
“ซ่อนอยู่หลังบันไดละสิ”
สาวน้อยเงยหน้าขึ้นทันทีด้วยความประหลาดใจ “คุณรู้ได้ยังไงคะ”
เขาหัวเราะเสียงห้าวอย่างไม่รู้สึกขบขันแม้แต่น้อย “เผอิญเดาถูกเท่านั้นแหละ”
แล้วทุกอย่างก็เงียบลงอีก จะมีก็เพียงเสียงคลื่นซัดกระแทกกับตัวเรือเบาๆ เลตตี้รอให้เขาพูดอะไรบางอย่างออกมา อะไรก็ได้ แต่เขาก็ไม่ยอมพูด เสียงเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงน้ำกระทบกับลำเรือ และนานๆครั้งจะมีเสียงแตกซ่าตามมาด้วย หล่อนรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า “ฉันคิดว่า...จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้...คุณกับฉันคงถูกกักไว้ด้วยกันแล้วละค่ะ มายลอร์ด”
เขาหัวเราะเสียงปร่า “นี่...มิสฮอร์นสบี้ เธอประเมินมันต่ำไปหน่อยนะ”
“ค่ะ ก็คงเป็นอย่างนั้น” หล่อนว่าพลางถอนหายใจ “แต่ไหนๆเราต้องติดอยู่ด้วยกันแล้ว ฉันก็คิดว่าเราไม่ต้องมาสุภาพเป็นงานเป็นการกันหรอก คุณควรเรียกฉันว่า ‘เลตตี้’ หรือ ‘เลทิเทีย’ แน่นอนว่าฉันชอบให้คนเรียกฉันว่า ‘เลตตี้’ มากกว่า ‘โอลีฟ’ ฉันทนชื่อนั้นไม่ได้จริงๆ เลตตี้ดีกว่าเยอะ” อันที่จริงหล่อนอยากบอกให้เขาเรียกหล่อนว่า ‘แม่ตัวยุ่ง’ มากกว่า แต่ไม่กล้าบอกเขาว่าทำไมมันถึงมีความหมายต่อหล่อนมากขนาดนั้น จากนั้นหล่อนก็นิ่งรอให้เขาพูดอะไรออกมาสักอย่าง
แต่เขากลับไม่ยอมพูดอะไร นอกจากมองหล่อนด้วยสายตาเหมือนพ่อครัวมองไข่ทอดฟูหล่นจากกระทะ
ดังนั้นหล่อนจึงเอียงคอแล้วพูดต่อว่า “ได้โปรดเถิดค่ะ...มายลอร์ด”
ชายหนุ่มเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วยกมือขึ้นนวดศีรษะไปมา “ก็ได้” เขาพูดห้วนๆ
สาวน้อยยิ้มแล้วรอให้เขาพูดต่อ แต่ริชาร์ดก็ไม่พูด หลังจากงานเลี้ยงแนะนำตัวอันแสนสั้น หล่อนก็สรุปได้ว่าผู้ชายเป็นนักอ่านใจที่ไม่ได้เรื่องเลย และผู้หญิงจำเป็นต้องมีความอดทนมากกว่านี้ หล่อนแน่ใจว่าเพศชายจะต้องเป็นคนให้กำเนิดคำว่า อดทน...เพื่อรักษาโลกของเพศชายเอาไว้โดยการหลอกลวงเพศหญิงให้ใช้ความอดทนต่อความรัก จนกว่าผู้ชายจะตัดสินใจยอมแพ้
ทว่าความอดทนไม่ใช่ส่วนหนึ่งในตัวหล่อน เพราะทุกครั้งที่ต้องใช้ความอดทนเพื่อรอให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น โลกก็จะหมุนไปเรื่อยๆโดยไม่มีหล่อน สำหรับเลตตี้แล้ว ความอดทนก็คือการที่หล่อนยอมให้ตัวเองและความฝันเลือนหายไปโดยไร้ร่องรอย
หล่อนจับตาดูเขานิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยอมแพ้แล้วพูดเร็วปรื๋อขึ้นว่า “เมื่อคิดถึงเรื่องมารยาทและประเพณีปฏิบัติแล้ว ฉันควรจะเรียกคุณโดยใช้ตำแหน่งและคำว่ามายลอร์ดทุกครั้ง แต่คุณเองก็ไม่ได้เป็นท่านลอร์ดมานานสักเท่าไร เพิ่งจะแค่สองปีเท่านั้น และนอกจากนั้น ฉันได้ยินว่าคุณไม่ต้องการเป็นท่านลอร์ดเลย” สาวน้อยสูดลมหายใจเข้าแรงๆ
ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆแล้วมองหล่อนอย่างประหลาดใจ
นับเป็นจังหวะเหมาะที่หล่อนจะรีบฉวยโอกาสพูดต่อ “และในเมื่อคุณไม่ต้องการเป็นท่านเอิร์ล..ฉันก็ควรจะเรียกคุณว่า ริชาร์ด”
กัสคำรามขึ้นมาทันที
สาวน้อยหันไปกระดิกนิ้วใส่ “เป็นเด็กดีหน่อยนะ”
เสียงคล้ายๆพ่นลมออกทางจมูกดังขึ้นจากทิศทางที่ริชาร์ดนั่งอยู่
หล่อนหันกลับไปทางเขา
และได้เห็นเขาทำหน้าบึ้งใส่กัสที่ทำเสียงฮึ่มฮั่มแล้วแยกเขี้ยวตอบ
“กัส...มันไม่สุภาพเลยนะที่เจ้าจะคำรามออกมาทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเขา”
กัสมองหน้าริชาร์ดแล้วเห่าเขาครั้งหนึ่ง ก่อนจะทิ้งหัวลงระหว่างอุ้งเท้าและมองหน้าเขานิ่งอยู่
เลตตี้หันกลับมาทางริชาร์ดแล้วยิ้มให้เขาอย่างขลาดๆ ด้วยความหวังว่าเขาคงจะยิ้มตอบกลับมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาหล่อนเผยความในใจไปจนหมดสิ้น
สีหน้าเขาเหมือนคนที่ได้รับความทุกข์ทรมาน ท่าทางเขาคงจะเจ็บมากจากการตกม้าครั้งนี้ “ฉันเสียใจด้วยค่ะที่หัวคุณยังเจ็บไม่หาย”
แต่เขามองหล่อนด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก แล้วหันไปมองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่นาน ทำให้รอยยิ้มของเลตตี้เจื่อนจางลงอย่างช่วยไม่ได้ จนกระทั่งในที่สุดเขาก็หันมามองกวาดทั่วตัวหล่อนแล้วหันไปมองกัส
ริชาร์ดตัวสั่นสะท้านนิดๆ ซึ่งหล่อนเดาเอาว่าคงเป็นเพราะความชื้นจากตัวเรือ เขานั่งนิ่งอยู่นานก่อนจะหันกลับไปมองฝาผนังมืดๆของห้องเก็บของในเรือ จับตามองลังไม้และหีบที่ตั้งเรียงรายอยู่ใกล้ๆ แล้วหันไปมองประตูที่ลงกลอนเอาไว้แน่นหนาอีกครั้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งนาทีเต็มๆ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองเสาคานเรือด้านบนแล้วพูดว่า “ใครๆก็พากันพูดว่าพระเจ้าใจดี”
สาวน้อยไม่แน่ใจว่าเขาหมายความว่าอะไร ดังนั้นหล่อนจึงพูดขึ้นเบาๆ “พระเจ้าทรงกรุณาเสมอ”
ริชาร์ดมองหน้าหล่อนอย่างประหลาดใจ
เลตตี้ยิ้มอย่างอบอุ่นแล้วพูดต่ออย่างร่าเริงและจริงใจเป็นที่สุด “ทรงกรุณามากค่ะ คุณคงเห็นแล้วใช่ไหมคะ...ว่าพระองค์ทรงประทานคุณให้แก่ฉัน”
|