|
บทที่ 1
เมืองเดนเวอร์ ค.ศ. 1975
“นี่มันบ้าที่สุด!” ผู้หญิงคนนั้นกำกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ทำตาขุ่นข้ามโต๊ะใส่ครูใหญ่ของโรงเรียน “เขาบอกว่าไม่ได้แตะไอ้หนูแฮมสเตอร์นั่นสักหน่อย ลูกฉันไม่โกหกหรอก หนอย ลองคิดดูซิ!”
เจ. คลาเรนซ์ คอสโกรฟเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมต้นเอลลิงตันมาหกปี และเป็นครูมายี่สิบกว่าปีก่อนหน้านั้น เขาชินกับการติดต่อข้องเกี่ยวกับบรรดาผู้ปกครองขี้โมโห แต่สตรีร่างสูงที่นั่งตรงหน้ากับเด็กผู้นั่งอย่างสงบเสงี่ยมข้างหล่อนนี่สิ อยู่ในจำพวกแปลกพิกล แม้จะรู้ว่าเสียเวลาเปล่า แต่เขาก็ยังพยายามใช้เหตุผลกับหล่อน “มีพยาน--”
“มิสซิสวิทโคมบ์สอนให้เขาพูดแบบนั้นแน่ คอรินไม่มีทางและไม่มีวันทำร้ายหนูแฮมสเตอร์ตัวนั้นได้หรอก ใช่มั้ยจ๊ะ ลูกรัก”
“ใช่ฮะ คุณแม่” เสียงพูดนั้นหวานจนผิดปกติ แต่ดวงตาของเด็กเย็นชาและจ้องเป๋งมาที่มิสเตอร์คอสโกรฟ ราวกับประเมินว่าคำปฏิเสธนั่นมีผลอย่างไรกับเขา
“เห็นมั้ย ฉันบอกคุณแล้วไง!” หญิงคนนั้นร้องลั่นอย่างมีชัย
มิสเตอร์คอสโกรฟพยายามอีกหน “มิสซิสวิทโคมบ์--”
“--ไม่ชอบหน้าคอรินมาตั้งแต่โรงเรียนเปิดวันแรกแล้ว หล่อนคือคนที่คุณควรจะไปซักถาม ไม่ใช่ลูกฉัน” ริมฝีปากของผู้หญิงคนนั้นเม้มแน่นด้วยความโกรธจัด “ฉันพูดกับหล่อนเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับเรื่องโสโครกที่หล่อนเอามาใส่ในหัวเด็กๆ แล้วบอกหล่อนว่าแม้ฉันจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่หล่อนเล่าให้เด็กคนอื่นฟังได้ แต่ฉันก็ไม่ยอมให้หล่อนพูดเกี่ยวกับ--” หล่อนเหลือบมองคอริน “เ-ซ็-กซ์กับลูกของฉัน นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมหล่อนถึงทำแบบนี้”
“มิสซิสวิทโคมบ์เป็นครูที่มีประวัติยอดเยี่ยมคนหนึ่ง หล่อนจะไม่--”
“หล่อนทำไปแล้ว! อย่าบอกฉันนะว่าแม่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ทำในขณะที่เห็นชัดแจ๋วอยู่แล้วว่าหล่อนทำ ฉันเชื่อว่าหล่อนอาจจะเป็นคนฆ่าไอ้หนูแฮมสเตอร์เฮงซวยนั่นเองก็ได้!”
“หนูแฮมสเตอร์ตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงส่วนตัวของหล่อนซึ่งหล่อนนำมาที่โรงเรียนเพื่อสอนพวกเด็กๆเกี่ยวกับ--”
“หล่อนก็ยังฆ่ามันได้อยู่ดี โธ่ถัง มันก็อีแค่หนูตัวโตๆตัวหนึ่งเท่านั้น” หล่อนพูดอย่างไม่สนสักนิด “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าแล้วมันจะเป็นอะไรนักหนาถ้าคอรินฆ่ามันจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เขากำลังถูกกล่าวหา เข้าใจมั้ย เขาถูกกล่าวหา และฉันไม่ยอมทนหรอก คุณต้องจัดการกับผู้หญิงคนนั้น ไม่งั้นฉันจะเป็นคนจัดการหล่อนเอง”
มิสเตอร์คอสโกรฟถอดแว่นตาออกมาเช็ดอย่างช้าๆ เป็นการถ่วงเวลาเพื่อพยายามคิดหาทางทำให้ผู้หญิงคนนี้ใจเย็นลงก่อนที่หล่อนจะทำลายอนาคตของครูดีๆคนหนึ่ง การใช้เหตุผลกับหล่อนนั้นไม่เป็นผลเลย จนถึงบัดนี้หล่อนยังไม่ปล่อยให้เขาพูดจนจบสักประโยคด้วยซ้ำ เขาเหลือบมองคอริน เด็กคนนั้นยังจ้องเขาตาเป๋ง มีสีหน้าอ่อนหวานดุจเทวดาตัวน้อยซึ่งตรงข้ามกับแววตาเย็นชา
“ผมขอพูดกับคุณตามลำพังได้มั้ยครับ” เขาถามหญิงเจ้าอารมณ์
หล่อนผงะ “ทำไมกัน ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถจะโน้มน้าวให้ฉันเชื่อว่าคอรินผู้แสนดี--”
“ครู่เดียวเอง” เขาขัด ซ่อนความรู้สึกพอใจแม้เพียงน้อยนิดกับการได้เป็นผู้ขัดคราวนี้บ้าง ดูจากสีหน้าแล้ว หล่อนไม่ชอบใจเลย “นะครับ” เขาเอ่ยต่อ แม้เกือบจะอดรนทนไม่ไหวแล้วก็ตาม
“ก็ได้” หล่อนบอกอย่างไม่เต็มใจ “คอรินลูกรัก ไปยืนข้างนอกนะจ๊ะ อยู่ข้างประตูตรงที่แม่มองเห็นได้ง่ายๆ”
“ครับ คุณแม่”
มิสเตอร์คอสโกรฟยืนขึ้นและปิดประตูสนิทเบื้องหลังเด็กชาย หล่อนออกจะตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดนี้ ตกใจที่ลูกไม่อยู่ในสายตาจึงขยับลุกจากเก้าอี้
“ได้โปรด” เขากล่าวอีก “นั่งลงเถอะครับ”
“แต่คอริน--”
“--ปลอดภัยดีครับ” ได้ขัดคอหล่อนอีกครั้งแล้ว เขาคิด เขากลับมานั่งที่เก้าอี้และหยิบปากกาด้ามหนึ่งขึ้นมาเคาะกับแผ่นรองเขียนขณะพยายามหาวิธีพูดอย่างมีชั้นเชิงถึงสิ่งที่อยากจะพูด ไม่มีทางใดจะทำได้อย่างมีชั้นเชิงกับผู้หญิงคนนี้แน่ เขาตระหนัก จึงตัดสินใจพูดตรงๆให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียเลย “คุณเคยคิดที่จะหาความช่วยเหลือสำหรับคอรินบ้างรึเปล่าครับ มีนักจิตวิทยาดีๆสำหรับเด็ก--”
“คุณเสียสติไปแล้วรึ” หล่อนขู่ฟ่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราดขณะที่ลุกพรวดขึ้น “คอรินไม่ต้องการนักจิตวิทยา! เขาไม่มีปัญหาอะไรเลย ปัญหามันอยู่ที่ยายครูคนนั้น ไม่ใช่ลูกฉัน ฉันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าการคุยกันครั้งนี้มันเปล่าประโยชน์ คุณเข้าข้างแม่นั่น”
“ผมหวังดีกับคอรินนะครับ” เขาบอก พยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ “หนูแฮมสเตอร์เป็นแค่เหตุการณ์ครั้งล่าสุด ไม่ใช่ครั้งแรก มีพฤติกรรมที่เกินความซุกซนปกติจนน่าเป็นห่วง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำรอย--”
“เด็กคนอื่นๆอิจฉาลูกฉัน” หล่อนโต้ “ฉันรู้นะว่าเด็กเกเรพวกนั้นแกล้งเขายังไงบ้าง แล้วยายครูนั่นก็ไม่ทำอะไรเพื่อหยุดพวกนั้นหรือปกป้องเขาเลย คอรินบอกฉันทุกอย่าง ถ้าคุณคิดว่าฉันจะปล่อยให้เขาอยู่ในโรงเรียนนี้และถูกกลั่นแกล้ง--”
“คุณพูดถูก” เขาพูดอย่างนุ่มนวล หากเทียบกันแล้วตัวจำนวนการขัดจังหวะของหล่อนเล่นเอาเขาชิดซ้ายไปเลย แต่ครั้งนี้ละที่เป็นครั้งสำคัญ “โรงเรียนอื่นคงจะดีที่สุดสำหรับเขา ในตอนนี้ คอรินไม่เหมาะกับที่นี่ ผมสามารถแนะนำโรงเรียนเอกชนดีๆ--”
“ไม่ต้องลำบากหรอก” หล่อนตวัดเสียงขณะจ้ำพรวดไปที่ประตู “ฉันนึกไม่ออกว่าทำไมคุณถึงคิดว่าฉันจะเชื่อคำแนะนำของคุณด้วย” หล่อนกระชากประตูเปิดออก สะบัดเสียงเป็นครั้งสุดท้ายและคว้าแขนคอริน “มาเถอะ ลูกรัก หนูไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้ว”
“ครับ คุณแม่”
มิสเตอร์คอสโกรฟก้าวไปยืนข้างหน้าต่างและมองคนทั้งสองขึ้นรถปอนติแอคเก่าๆสีเหลืองแบบสองประตูซึ่งมีรอยสนิมสีน้ำตาลเป็นจุดๆที่ด้านซ้ายของกันชนหน้า เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปแล้วโดยการปกป้องมิสซิสวิทโคมบ์ แต่เขารู้แก่ใจว่าปัญหาใหญ่เพิ่งเดินออกจากห้องทำงาน พระเจ้าทรงโปรดเมตตาคณะครูที่โรงเรียนไหนก็ตามซึ่งคอรินเข้าเรียนต่อ บางทีอาจมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาพาคอรินไปรับการบำบัดทางจิตก่อนที่ความเสียหายร้ายแรงจะเกิดขึ้น…นอกเสียจากว่าตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว
ในรถ หญิงผู้นั้นนั่งขับรถตัวแข็ง เดือดปุดๆอยู่เงียบๆจนกระทั่งออกห่างจากเขตโรงเรียน หล่อนหยุดรถบริเวณที่มีป้ายอนุญาตให้หยุดและตบหน้าคอรินอย่างแรงจนหัวเขากระแทกเข้ากับหน้าต่าง “แกมันไอ้ลูกหมา” หล่อนพูดลอดไรฟัน “กล้าดียังไงถึงมาทำให้ฉันขายขี้หน้าแทบมุดดินอย่างนี้! ถูกเรียกไปที่ห้องครูใหญ่แล้วโดนพูดใส่เหมือนฉันปัญญานิ่ม แกรู้มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแกเมื่อถึงบ้านแล้ว หา รู้ใช่มั้ย” หล่อนตะโกนสองสามคำสุดท้ายใส่เขาลั่น
“ครับ คุณแม่” สีหน้าเด็กชายไม่ปรากฏความรู้สึกใดๆ แต่ดวงตาเป็นประกายด้วยบางสิ่งซึ่งคล้ายกับความคาดหวัง
หล่อนจับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองราวกับพยายามบีบให้มันหักคามือ “ฉันจะหวดแกจนกว่าความสมบูรณ์แบบมันจะฝังเข้าไปอยู่ในตัวแก ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย ลูกของฉันจะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ”
“ครับ คุณแม่” คอรินตอบ
บทที่2
เมืองวอร์เรน รัฐมิชิแกน ค.ศ. 2000
เจน ไบรท์ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์บูดสนิท
เพื่อนบ้านของหล่อน ตัวปัญหาแห่งชุมชน เพิ่งจะแผดเสียงรถก้องกลับบ้านตอนตีสามนี่เอง ถ้ารถเขามีไส้กรองท่อไอเสียนะ มันต้องเลิกทำหน้าที่ไปตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว โชคร้ายหน่อยที่ห้องนอนหล่อนอยู่ด้านเดียวกับถนนเข้าบ้านของเขา ถึงจะดึงหมอนมาปิดหัวก็ไม่อาจปิดกั้นเสียงจากรถปอนติแอคแปดสูบเส็งเคร็งคันนั้นได้เลย เขากระแทกประตูรถปิด เปิดไฟด้านนอกตรงระเบียงครัวซึ่งไม่รู้ไอ้บ้าคนไหนออกแบบให้มันส่องเข้าตาหล่อนพอดิบพอดีถ้าหล่อนนอนหันหน้าไปทางหน้าต่าง และหล่อนก็ทำอย่างนั้นจริงๆซะด้วย อีตาเพื่อนบ้านปล่อยให้บานประตูมุ้งลวดกระแทกตั้งสามหนตอนเดินเข้าข้างใน และเดินออกมาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น แล้วกลับเข้าไปใหม่ และดูเหมือนจะลืมปิดไฟที่ระเบียง เพราะหลังจากนั้นสองสามนาทีก็ดับไฟในครัว แต่ไอ้ไฟบ้าตรงระเบียงนี่ยังสว่างจ้าอยู่
ถ้าหล่อนรู้เรื่องอีตาผีทะเลเพื่อนบ้านคนนี้ก่อนซื้อบ้านละก็ หัวเด็ดตีนขาดหล่อนก็ไม่มีทางยอมซื้อแน่ๆ ช่วงสองอาทิตย์ตั้งแต่หล่อนย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาจัดการทำลายความสุขและความภาคภูมิใจซึ่งหล่อนรู้สึกในการซื้อบ้านหลังแรกของตัวเองจนหมดสิ้น
เขาเป็นคนขี้เมา แล้วเขาจะเป็นพวกขี้เมาแบบอารมณ์ดีไม่ได้หรือไงนะ หล่อนคิดอย่างบูดบึ้ง ไม่เลย เขากลับเป็นพวกเมาแล้วอาละวาดปึงปัง ประเภทที่ทำให้หล่อนกลัวจนไม่กล้าปล่อยแมวออกนอกบ้านเวลาเขาอยู่แถวนั้น บูบูไม่ค่อยจะเหมือนแมวนัก--มันไม่ใช่แมวของหล่อนด้วยซ้ำ--แต่แม่หล่อนรักมันจะเป็นจะตาย ดังนั้นเจนจึงไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับมันระหว่างที่อยู่ในความดูแลของหล่อน หญิงสาวไม่มีทางสู้หน้ามารดาได้อีกแน่ถ้าพ่อกับแม่กลับมาจากเที่ยวในยุโรปซึ่งเป็นการท่องเที่ยวหกสัปดาห์ตามที่ฝันไว้ แล้วพบว่าเจ้าบูบูตายหรือหายตัวไป
เพื่อนบ้านของหล่อนไม่ถูกชะตากับบูบูเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาเจอรอยเท้าบนกระจกและบนกระโปรงหน้ารถเขา จากปฏิกิริยาของเขา คุณต้องนึกว่าเขาขับรถโรลส์รอยซ์มากกว่าไอ้รถปอนติแอครุ่นเซียงกงที่มีกันชนบุบบี้ทั้งหน้าและหลัง
โชคไม่ดีเอาเสียเลย วันนั้นหล่อนกำลังจะออกไปทำงานเวลาเดียวกันกับหมอนั่นพอดี อย่างน้อยตอนนั้นหล่อนก็เดาว่าเขากำลังจะไปทำงาน มาตอนนี้หล่อนคิดว่าเขาคงจะไปซื้อเหล้ามาก๊งเพิ่มมากกว่า ถ้าเขาทำงานจริงๆ เวลางานของเขาก็พิลึกกึกกือเอาแน่ไม่ได้ เพราะหล่อนไม่เคยคำนวณเวลาทำงานที่แน่นอนจากการไปกลับของเขาได้เลย
แต่ถึงยังไงหล่อนก็พยายามทำตัวดีในวันที่เขาเห็นรอยเท้าเหล่านั้น ถึงขนาดยิ้มให้เขาด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นที่ตาเบื๊อกนั่นตวาดหล่อนเพราะงานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่ของหล่อนปลุกเขาตื่น--ตอนบ่ายสองโมง!--ก็นับว่าเป็นความพยายามอันสูงส่งสุดๆของหล่อนแล้ว แต่เขาไม่สนใจรอยยิ้มเพื่อขอสงบศึกเลย กลับตะโกนว้ากลั่นจากในรถทันทีที่ก้นแตะเบาะ “ดูแลไอ้แมวบ้าของคุณให้อยู่ห่างๆรถผมหน่อยสิ คุณผู้หญิง!”
รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้า เจนเกลียดนักเชียวเวลาที่ยิ้มเก้อ โดยเฉพาะกับตาบ้าอารมณ์บูด ตาแดงเป็นนกกระปูด แถมยังไม่ได้โกนหนวดแบบนี้ คำพูดเผ็ดร้อนเรียงอยู่ในหัวเป็นตับ แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ ถึงอย่างไรหล่อนก็เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ และหล่อนก็เริ่มต้นอย่างไม่เข้าท่าเลยกับเขา สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือการเปิดฉากทำสงคราม หล่อนตัดสินใจจะทดลองใช้วิธีละมุนละม่อมอีกครั้ง แม้มันจะไม่ได้ผลตอนงานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่ก็ตาม
“ขอโทษค่ะ” หล่อนบอก พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เรียบเข้าไว้ “ฉันจะพยายามเฝ้ามันให้ดี ฉันรับมันมาดูแลชั่วคราวแทนพ่อกับแม่ ดังนั้นมันจะไม่อยู่ที่นี่นานนักหรอก” อีกแค่ห้าสัปดาห์เท่านั้นเอง
เขาคำรามฮึ่มฮั่มเป็นคำตอบแล้วกระแทกตัวกลับเข้ารถ จากนั้นก็ออกรถไป เสียงเครื่องยนต์ดังลั่นราวกับฟ้าผ่า เจนเอียงคอฟัง รูปลักษณ์ของเจ้าปอนติแอคอาจจะดูชราภาพ แต่เครื่องยนต์แจ๋วแหววเลย ทั้งวิ่งนิ่มและแรงดีเป็นบ้า
เห็นชัดว่าการใช้ความนุ่มนวลไม่ได้ผลกับหมอนี่
แล้วมาคราวนี้ เขาปลุกชาวบ้านทั้งละแวกตอนตีสามด้วยไอ้รถซังกะบ๊วย ดูซิ ไม่ยุติธรรมเลย หลังจากที่เขาเอ็ดหล่อนเรื่องปลุกเขากลางบ่าย หล่อนอยากจะเดินอาดๆไปที่บ้านเขาและกดกริ่งประตูจนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมาเหมือนคนอื่นๆที่ต้องตื่นเพราะเขา
แต่มีปัญหาเล็กๆข้อนึง หล่อนกลัวตาเบื๊อกนี่นิดหน่อย
หล่อนไม่ชอบเลย เจนไม่ชินกับการถอยหลบจากใคร แต่หมอนี่ทำให้หล่อนรู้สึกไม่สบายใจ หล่อนไม่รู้ชื่อเขาด้วยซ้ำ เพราะทั้งสองครั้งที่เจอกัน มันไม่ใช่การพบปะประเภทที่มีการแนะนำตัวว่า ‘สวัสดี ฉันชื่อนั้นชื่อนี้’ เท่าที่หล่อนรู้คือเขาดูเหมือนกับโจรห้าร้อยและไม่ได้ทำงานประจำ อย่างดีเขาก็เป็นขี้เมา แล้วการดื่มจนเมาแอ๋ก็นำไปสู่ความก้าวร้าวและการใช้กำลังรุนแรง หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเขาเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายซึ่งเพิ่มคำว่าอันตรายลงไปอีกอย่าง
เขาเป็นชายร่างใหญ่ ผมดำตัดสั้นเกรียนจนดูคล้ายพวกสกินเฮด ทุกครั้งที่หล่อนเจอ เขาดูเหมือนไม่ได้โกนหนวดมาหลายวัน แถมยังตาแดงก่ำและอารมณ์ร้าย สรุปก็คือเมานั่นแหละ ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาตัวใหญ่ล่ำเพิ่มความรู้สึกไม่สบายใจแก่หล่อนมากขึ้น ที่นี่ดูท่าจะเป็นชุมชนที่ปลอดภัย แต่หล่อนไม่รู้สึกปลอดภัยกับหมอนี่ในฐานะเพื่อนบ้านเลยสักนิด
หล่อนบ่นงึมงำกับตัวเองขณะลุกจากจากเตียงและเดินไปปิดม่านบังตา หลายปีมานี่หล่อนเรียนรู้ว่าไม่ควรจะปิดม่านเพราะนาฬิกาปลุกไม่สามารถจะปลุกให้หล่อนตื่นขึ้นมาได้ แต่แสงแดดมักทำได้เสมอ แสงอาทิตย์ยามเช้าดีกว่าเสียงนาฬิกาปลุกเป็นไหนๆในการปลุกหล่อนให้ลุกจากเตียง หล่อนพบนาฬิกาปลุกลงไปกลิ้งอยู่ที่พื้นหลายต่อหลายครั้ง หล่อนก็เลยสรุปว่ามันแค่ปลุกให้หล่อนตื่นขึ้นมาปัดมันตก แต่ไม่พอจะช่วยให้หล่อนตื่นเต็มตาได้
วิธีการของหล่อนก็คือมีผ้าม่านบางๆใต้ม่านบังตาอีกชั้นหนึ่ง ผ้าบางจะกันไม่ให้คนมองเข้ามาเห็นข้างในได้นอกจากเวลาที่หล่อนเปิดไฟ แล้วหล่อนก็จะเปิดม่านบังตาเพียงหลังจากปิดไฟเข้านอนในตอนกลางคืนแล้วเท่านั้น ถ้าหล่อนไปทำงานสายวันนี้ มันต้องเป็นความผิดของนายเบื๊อกข้างบ้านที่ทำให้หล่อนจำต้องพึ่งนาฬิกาปลุกแทนแสงแดด
หล่อนเหยียบลงไปบนตัวบูบูเมื่อเดินกลับไปที่เตียง มันเผ่นหนีพร้อมกับร้องลั่น เจนแทบหัวใจวายด้วยความตกใจ “ให้ตายสิ! บูบู แกทำเอาฉันตกใจแทบแย่” หล่อนไม่คุ้นเคยกับการมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน จึงมักจะลืมมองพื้นเวลาที่เดินไปไหนมาไหน หล่อนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่จะต้องให้หล่อนเป็นคนดูแลเจ้าบูบู แทนที่จะเป็นเชลลี่หรือเดฟ ทั้งพี่สาวและพี่ชายของหล่อนมีลูกที่จะคอยเล่นและเป็นเพื่อนกับบูบูได้ และตอนนี้โรงเรียนก็ปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งหมายความว่าทั้งสองครอบครัวมีคนอยู่บ้านเกือบตลอดเวลา ทุกๆวัน
แต่ ไม่เลย เจนกลับต้องเป็นคนดูแลเจ้าบูบู ทั้งๆที่หล่อนเป็นคนโสดที่ต้องไปทำงานห้าวันต่อสัปดาห์และไม่คุ้นกับการมีสัตว์เลี้ยง แต่ถึงแม้ว่าหล่อนจะมีสัตว์เลี้ยง มันก็ต้องไม่เหมือนไอ้แมวตัวนี้อยู่ดี มันกลายเป็นแมวขี้โมโหตั้งแต่ถูกจับตอน ก็เลยระบายความโกรธเอากับเครื่องเรือน ภายในอาทิตย์เดียวมันตะกุยโซฟาของหล่อนจนจะต้องเอาไปหุ้มเบาะใหม่หมด
และเจ้าบูบูก็ไม่ชอบหล่อนเลย มันชอบหล่อนพอสมควรเวลาที่อยู่ในบ้านของมันเอง มักจะเข้ามาคลอเคลียให้หล่อนลูบเกา แต่มันไม่ชอบอยู่ในบ้านของหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกครั้งที่หล่อนพยายามลูบมัน เจ้าแมวต้องโก่งหลังและขู่ฟ่อใส่ทันที
นอกจากนั้นเชลลี่ยังโกรธหล่อนที่แม่เลือกให้หล่อนเป็นคนดูแลเจ้าบูบูผู้แสนดี เชลลี่เป็นพี่สาวคนโตและเป็นหลักเป็นฐานมากกว่า มันไม่ถูกต้องเลยที่เจนถูกเลือกแทนหล่อน เจนเองก็เห็นด้วย แต่นั่นก็ไม่ทำให้เชลลี่หายโกรธเลย
ไม่สิ ยังมีที่แย่กว่านั้นอีก เดวิดผู้อายุน้อยกว่าเชลลี่หนึ่งปีก็โกรธเจนด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเจ้าบูบูหรอกนะ เดวิดเป็นโรคแพ้ขนแมว เขาไม่ได้โกรธเรื่องนั้น เขาโกรธเพราะพ่อเก็บรถแสนล้ำค่าของท่านไว้ในโรงรถของหล่อน--ซึ่งหมายความว่าหล่อนไม่อาจจอดรถของตัวเองในโรงรถได้ เพราะมันเป็นโรงรถสำหรับรถคันเดียว และมันไม่สะดวกเลยสักนิด หล่อนอยากให้เดวิดได้เก็บไอ้รถบ้าคันนั้นไว้ หล่อนอยากให้พ่อทิ้งมันไว้ในโรงรถของพ่อ แต่พ่อก็เป็นห่วงไม่อยากทิ้งมันโดยไม่มีคนดูแลตั้งหกอาทิตย์ หล่อนเข้าใจเรื่องนั้น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนถึงถูกเลือกให้ดูแลทั้งแมวและรถ เชลลี่ไม่เข้าใจเรื่องแมว เดวิดไม่เข้าใจเรื่องรถ และเจนก็ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง
ดังนั้นตอนนี้ทั้งพี่สาวและพี่ชายก็เลยพากันโกรธหล่อน บูบูทำโซฟาเละตุ้มเป๊ะ หล่อนผวาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับรถของพ่อระหว่างที่มันจอดอยู่ที่นี่ แล้วนายเพื่อนบ้านจอมกวนประสาทก็ทำให้ชีวิตหล่อนเป็นเหมือนฝันร้ายโดยสมบูรณ์
บ้าชะมัด ทำไมหล่อนถึงต้องมาซื้อบ้านหลังนี้ด้วยนะ ถ้ายังอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ เรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าพวกนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะหล่อนไม่มีโรงรถและที่นั่นไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์
แต่หล่อนถูกศรรักปักอกกับชุมชนละแวกนี้นี่นา รวมทั้งบรรดาบ้านแบบเก่าในราวปี 1940 - 1950 และราคาก็ค่อนข้างถูกดีด้วย หล่อนเห็นผู้คนหลากหลายปะปนกัน ตั้งแต่ครอบครัวอายุไม่มากนักที่ลูกยังไม่โต ไปจนถึงคนวัยเกษียณซึ่งมีลูกหลานมาเยี่ยมทุกวันอาทิตย์ คนชรานั่งพักผ่อนตรงระเบียงเพื่อรับลมยามเย็น โบกมือให้คนที่ผ่านไปมา และพวกเด็กๆเล่นอยู่ในสนามหญ้าโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลูกหลงกระสุนปืนจากรถที่แล่นผ่าน ความจริงหล่อนน่าจะตรวจสอบเพื่อนบ้านข้างเคียงเสียก่อน แต่เมื่อตอนที่เห็นครั้งแรก ชุมชนแถบนี้ดูน่าอยู่และดูปลอดภัยสำหรับผู้หญิงโสด แล้วหล่อนก็แสนจะดีอกดีใจที่หาบ้านดีๆได้ในราคาไม่แพง
เพราะการคิดถึงเพื่อนบ้านจอมกวนคนนี้เป็นสิ่งรับประกันว่าหล่อนจะหลับต่อไม่ลงแน่ เจนจึงประสานมือรองศีรษะและจ้องเพดานอันมืดตึ๊ดตื๋อขณะที่คิดเกี่ยวกับสิ่งที่หล่อนอยากจะทำกับบ้านหลังนี้ ครัวกับห้องน้ำต้องการการปรับปรุงขนานใหญ่ แต่ตอนนี้หล่อนยังกระเป๋าแห้งเกินไป ถึงกระนั้นการทาสีบ้านใหม่กับเปลี่ยนกระจกบานเกล็ดเสียใหม่น่าจะช่วยให้ภายนอกดูแจ่มแจ๋วขึ้นอีกเยอะ และหล่อนก็อยากจะเอาฝาผนังที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องอาหารออก เพื่อเปลี่ยนห้องอาหารให้เป็นเวิ้งที่อยู่ถัดจากห้องนั่งเล่นมากกว่าเป็นห้องที่แยกออกไป โดยมีซุ้มประตูทรงโค้งซึ่งหล่อนจะทาสีให้เป็นลายเหมือนหิน…
หล่อนตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงน่ารำคาญของนาฬิกาปลุก อย่างน้อยคราวนี้เจ้านาฬิกากิ๊กก๊อกก็ปลุกหล่อนได้ หล่อนคิดขณะที่พลิกตัวไปปิดเสียงปลุก ตัวเลขสีแดงส่องสว่างในห้องมืดจนหล่อนต้องกะพริบตาแล้วมองอีกครั้ง “โอ๊ย ตายละ” หล่อนครางอย่างเดือดดาลขณะกระโจนออกจากเตียง หกโมงห้าสิบแปดนาที เสียงปลุกดังมาเกือบชั่วโมงแล้ว ซึ่งแปลว่าหล่อนสายมากแล้ว สายโด่งเลย
“เฮงซวย บ้าที่สุด” หล่อนพึมพำขณะกระโดดเข้าคอกฝักบัวและนาทีต่อมาก็กระโจนออกอีกครั้ง ระหว่างที่แปรงฟันหล่อนก็วิ่งเข้าครัวเพื่อเปิดอาหารกระป๋องให้บูบู ซึ่งนั่งทำหน้าถมึงทึงรออยู่ข้างชามอาหารแล้ว
หล่อนบ้วนน้ำลายลงในอ่างที่ครัวแล้วเปิดน้ำจากก๊อกเพื่อล้างยาสีฟันลงท่อ “วันไหนๆก็ไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมแกถึงเลือกเอาวันนี้เป็นวันที่ไม่กระโดดขึ้นเตียงตอนหิวนะ ดูสิ ฉันไม่มีเวลากินอาหารเช้าแล้ว”
บูบูแสดงท่าทางไม่สนสักนิดว่าหล่อนจะได้กินอาหารเช้าหรือเปล่า ตราบใดที่มันได้กินก็เป็นพอ
หล่อนแจวอ้าวเข้าห้องน้ำ แต่งหน้าอย่างลวกๆ สวมต่างหูและนาฬิกา แล้วคว้าชุดที่ใส่เวลารีบมากๆเพราะไม่ต้องใช้เวลาพิถีพิถันนัก ซึ่งก็คือกางเกงสีดำและเสื้อไหมสีขาวพร้อมทั้งเสื้อแจ็กเก็ตสีแดงสดใส สวมรองเท้า คว้ากระเป๋าถือ แล้วเผ่นออกนอกประตู
สิ่งแรกที่หล่อนสังเกตเห็นคือหญิงชราผมสีเทาร่างเล็กซึ่งอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกำลังเอาขยะออกมาวางข้างนอก
วันนี้เป็นวันเก็บขยะ
“ปัดโธ่ บ้าบอคอแตกจริง” เจนพึมพำในลำคอขณะกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง “ฉันยิ่งกำลังพยายามไม่สบถสาบานอยู่ด้วย” หล่อนแหวใส่บูบูขณะที่ดึงถุงขยะออกจากถังและผูกปากถุง “แต่แกกับพ่อยอดชายผู้แสนจะเป็นมิตรของฉันทำให้มันยากเย็นแสนเข็ญชะมัด”
เจ้าบูบูหันหลังให้หล่อนเอาดื้อๆเลย
หล่อนวิ่งอ้าวออกจากบ้านอีกครั้ง แต่นึกขึ้นได้ว่าลืมล็อกประตู จึงวิ่งกลับไปอีก แล้วจึงลากถังขยะโลหะสีเทาใบใหญ่ไปยังทางเท้าและโยนถุงขยะสุดท้ายลงบนอีกสองถุงซึ่งอยู่ในถังแล้ว เป็นครั้งแรกที่หล่อนไม่ได้พยายามทำอย่างเงียบๆ หวังอย่างสุดหัวใจเลยว่าจะปลุกให้อีตาคนเห็นแก่ตัวข้างบ้านตื่นขึ้น
หล่อนวิ่งกลับไปที่รถดอดจ์ไวเปอร์สีแดงเชอร์รี่ซึ่งหล่อนรักนักหนา หลังจากติดเครื่องแล้วหล่อนก็เร่งเครื่องสองสามครั้งเพื่อกระตุ้นรถ แล้วจึงค่อยใส่เกียร์ถอยหลัง รถกระตุกถอยและกระแทกเข้ากับถังขยะของหล่อนเสียงโครมครามดังสนั่น มีเสียงอีกโครมเมื่อถังกลิ้งไปชนถังขยะของเพื่อนบ้านจอมกวน ส่งผลให้ฝาถังใบนั้นกลิ้งไปตามถนน
เจนหลับตาปี๋และเอาหัวโขกเข้ากับพวงมาลัยรถ--อย่างเบาๆ หล่อนยังไม่อยากหมดสติไปเสียก่อน แม้ว่าหล่อนน่าจะช่วยให้ตัวเองหมดสติไปจริงๆ เพราะอย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องห่วงว่าจะไปทำงานทันหรือเปล่า ซึ่งตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยหล่อนก็ไม่ได้สบถ พวกคำต่างๆที่แวบเข้ามาในใจเป็นคำศัพท์ซึ่งหล่อนไม่ค่อยอยากจะพูดออกมาเท่าไหร่
หล่อนจอดรถและก้าวออกมา ที่หล่อนต้องการขณะนี้คือการควบคุมอารมณ์ตัวเอง อย่าเพิ่งอาละวาดโวยวาย หล่อนจับถังขยะบุบๆของตัวเองตั้งขึ้นและใส่ถุงขยะกลับลงไป แล้วก็ดันฝาเบี้ยวๆบูดๆลงด้านบน จากนั้นหล่อนก็ยกถังของเพื่อนบ้านขึ้นตั้งไว้อย่างเดิม รวบเอาขยะของเขาใส่ถัง--การรวบรวมขยะของเขาไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนของหล่อน แต่จะไปหวังอะไรนักหนากับคนขี้เมาล่ะ--แล้วจึงเดินไปตามถนนเพื่อเก็บฝา
มันเอียงกะเท่เร่พิงกับทางเท้าหน้าบ้านหลังต่อมา ขณะที่กำลังก้มลงเก็บ หล่อนก็ได้ยินเสียงประตูมุ้งลวดกระแทกดังลั่นเบื้องหลัง
เอาละ หล่อนได้สมความปรารถนาแล้วไงล่ะ อีตาคนเห็นแก่ตัวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว
“คุณกำลังทำบ้าอะไรอยู่” เขาตะโกนลั่น ดูท่าทางน่ากลัวในชุดกางเกงกีฬากับเสื้อยืดเก่าๆขาดๆ ปั้นหน้ายักษ์ซึ่งยังไม่ได้โกนหนวดใส่หล่อน
หล่อนหมุนตัวเดินกลับไปยังถังขยะนำโชคทั้งสองใบและจงใจกระแทกฝาลงบนถังของเขา “เก็บขยะของคุณไงล่ะ” หล่อนแว้ดเข้าให้บ้าง
ตาของเขาลุกเป็นไฟ อันที่จริงมันก็แค่แดงก่ำอย่างเคยนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน “คุณจะปล่อยให้ผมนอนหลับพักผ่อนบ้างไม่ได้หรือไง คุณเป็นผู้หญิงที่หนวกหูวุ่นวายที่สุดเท่าที่ผมเคย--”
ความอยุติธรรมที่ได้รับทำให้หล่อนลืมความหวาดกลัวที่มีต่อเขา เจนปรี่เข้าหา นึกดีใจที่สวมรองเท้าส้นสูงสองนิ้วซึ่งทำให้หล่อนสูงจนถึง…คางของเขาแน่ะ ก็เกือบละ
ถึงหมอนั่นจะตัวใหญ่ แล้วไงล่ะ หล่อนกำลังเลือดเข้าตา แล้วเวลาคนเราโกรธน่ะ ก็มักจะเห็นช้างตัวเท่าหมู
“ฉันทำเสียงดังเรอะ” หล่อนพูดลอดไรฟัน การพูดดังๆนั้นยากอยู่สักหน่อยเวลาที่กัดฟันกรอดๆอยู่อย่างนี้ แต่หล่อนก็พยายามละ “ฉันเรอะที่เสียงดัง” หล่อนทำท่าจะจิ้มนิ้วใส่เขาแต่ยั้งไว้ทัน ไม่อยากจะโดนตัวนายนั่นหรอกนะเพราะเสื้อยืดเขาขาดกระรุ่งกระริ่งและเปื้อน…อะไรสักอย่าง “ฉันไม่ใช่คนที่ปลุกผู้คนทั้งละแวกขึ้นมาตอนตีสามด้วยไอ้เศษเหล็กเซียงกงที่คุณเรียกว่ารถหรอกย่ะ ให้ตาย ไปหาซื้อไส้กรองท่อไอเสียใหม่ซะ ฉันไม่ใช่คนที่กระแทกประตูรถครั้งนึงและประตูมุ้งลวดสามครั้งนี่--ทำไมเรอะ ลืมขวดเหล้าแล้วต้องกลับไปเอาละสิ--แถมยังเปิดไฟระเบียงทิ้งไว้สว่างโร่เข้ามาถึงในห้องนอนฉันจนทำให้ฉันนอนไม่หลับอีก”
เขาเปิดปากจะโต้ตอบแต่เจนยังพูดไม่จบ “นอกจากนั้นนะ คนปกติดีๆที่ไหนเขาก็นอนกันตอนตีสามทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่มานอนเอาตอนบ่ายสองโมง หรือ--” หล่อนดูนาฬิกา “เจ็ดโมงยี่สิบสามนาที” โธ่ๆ หล่อนสายสุดๆแล้ว “ถอยไปนะ! ตาบ้า ไปดื่มเหล้าสิ ถ้าคุณดื่มมากพอ คุณก็จะหลับสนิทจนไม่มีอะไรมารบกวนให้ตื่นได้”
เขาอ้าปากอีกครั้ง เจนจึงลืมตัวและเอานิ้วจิ้มเขาจริงๆ อี๋ ทีนี้หล่อนต้องลวกนิ้วทำความสะอาดแล้วละสิ “พรุ่งนี้ฉันจะซื้อถังขยะใบใหม่ให้คุณ ดังนั้นหุบปากซะ แล้วถ้าคุณทำอะไรไม่ดีกับแมวของแม่ฉันละก็ ฉันจะฉีกเนื้อคุณเป็นชิ้นๆ แยกคุณออกมาทีละเซลล์ๆ ฉันจะแยกส่วนดีเอ็นเอของคุณออกจนคุณไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาได้อีกเลย ซึ่งก็คงจะเป็นผลดีกับโลกนี้” หล่อนกวาดตามองเสื้อผ้าสกปรกขาดวิ่นและหนวดเคราซึ่งยังไม่ได้โกนด้วยสายตาขุ่นขึ้ง “เข้าใจที่ฉันพูดมั้ย”
เขาพยักหน้า
หล่อนหายใจเข้าลึกๆ พยายามควบคุมอารมณ์ “โอเค งั้นก็แค่นั้นแหละ บ้าฉิบ คุณทำให้ฉันสบถ ทั้งๆที่ฉันกำลังพยายามเลิกอยู่เชียว”
เขามองหล่อนด้วยสายตาพิลึกพิลั่น “ช่าย คุณต้องระวังคำสบถระยำพวกนั้น”
หล่อนปัดผมออกพ้นจากใบหน้าและพยายามนึกว่าเช้านี้หวีผมหรือเปล่า “ฉันสายแล้ว” หล่อนบอก “เมื่อคืนฉันไม่ได้นอน และยังไม่ได้กินอาหารเช้าหรือดื่มกาแฟ ดังนั้นฉันควรจะรีบไปก่อนที่จะลงมือลงไม้ทำร้ายคุณ”
เขาพยักหน้า “ก็เป็นความคิดที่ดีนี่ เพราะผมก็ไม่อยากจับกุมคุณ”
หล่อนผงะ จ้องเขาตาค้าง “ว่าไงนะ”
“ผมเป็นตำรวจ” เขาตอบหน้าตาย แล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน
เจนมองตาม ช็อกสุดขีด ตำรวจหรือ
“ตายหะ” หล่อนเอ่ย
|