|
วันที่หนึ่ง
“ผมละเกลียดวันเริ่มต้นคอร์สจริงๆ” จอห์น คาร์ตไรต์บ่นกระปอดกระแปด “เริ่มต้นด้วยนักเรียนกลุ่มใหม่ มันคล้ายๆกับการขึ้นเวทีเลยนะ แล้วผมต้องคอยรู้สึกอยู่เรื่อยว่าจะต้องขอโทษที่เป็นคนอังกฤษ พวกที่เดินทางขึ้นมาจนถึงสกอตแลนด์ด้านเหนือสุดที่ป่าเถื่อนนี่คาดหวังว่าจะได้พบกับครูสอนที่กำยำบึกบึนขนรุงรังอย่างร็อบ รอย และพูดตลกเอะอะสำเนียงสกอตชนิดฟังแทบไม่รู้เรื่อง” จอห์นหมายถึงร็อบ รอย ซึ่งเป็นวีรบุรุษชาวไฮแลนด์เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน
“อย่าตีโพยตีพายอย่างนั้นสิคะ” เฮเธอร์ ภรรยาของเขาบอกอย่างเยือกเย็น “ลงท้ายมันก็เรียบร้อยดีทุกทีแหละน่า เราเปิดโรงเรียนสอนตกปลานี่มาตั้งสามปีแล้ว ยังไม่เคยมีลูกค้าคนไหนไม่พอใจเลยสักคน”
หล่อนมองสามีอย่างรักใคร่ จอห์น คาร์ตไรต์เป็นชายตัวเล็กๆผอมๆ และขี้ตื่นเป็นที่สุด เขามีผมสีทรายบางๆ ตาสีฟ้าซีดๆค่อนข้างโปน เฮเธอร์เป็นหนึ่งในนักเรียนรุ่นแรกๆของโรงเรียนสอนตกปลาแซลมอนและปลาเทราต์แห่งล็อคดูบ์
เขาหลงใหลเฮเธอร์ทันทีที่เห็นหล่อนเหวี่ยงเบ็ดอย่างคล่องแคล่ว และเพิ่งจะได้ค้นพบกับความสุขบนเรือนร่างของหล่อนก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้แต่งงานกันแล้ว
เฮเธอร์นั้นเชื่อกันว่าเป็นนักตกปลาที่เก่งว่าสามีเยอะ แต่หล่อนซ่อนทักษะที่เหนือกว่าไว้เบื้องหลังท่าทางอ่อนโยนโอบอ้อมได้อย่างแนบเนียน ทั้งจอห์นและเฮเธอร์มีอุปนิสัยแตกต่างกันอย่างมาก แต่เรื่องคลั่งการตกปลามีมากล้นพอๆกันเลยทีเดียว
การตกปลาคืองานอดิเรก คืองานที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพ คือความลุ่มหลงคลั่งไคล้ของสองสามีภรรยา ทุกๆสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน จะมีนักเรียนชุดใหม่เดินทางมายังโรงแรมลอคดูบ์ มีน้อยมากที่ชั้นเรียนจะมีแต่พวกมือสมัครเล่นล้วนๆ นักตกปลาที่มีประสบการณ์มักจะมาร่วมชั้นด้วยเสมอ เพราะจะได้ตกปลาในที่ดีๆในราคาพอประมาณ จอห์นดูแลพวกผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่เฮเธอร์ประคับประคองพวกมือใหม่
ปกติชั้นเรียนมีนักเรียนประมาณสิบคน แต่อาทิตย์นี้มีคนยกเลิกในนาทีสุดท้ายสองคน จึงเหลือแค่แปดเท่านั้น
“เอาละ” จอห์นพึมพำพลางหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง “ผมเดาว่าพวกนั้นคงจะพากันเช็คอินที่โรงแรมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว มีผัวเมียชาวอเมริกันจากนิวยอร์ก มิสเตอร์กับมิสซิสรอธ มีเลดี้วินเทอรส์ แม่ม่ายของขุนนางอะไรสักคน เจเรมี่ ไบลธ์จากลอนดอน อลิซ วิลสันก็จากลอนดอนด้วยเหมือนกัน ชาร์ลี แบกซ์เตอร์ เด็กอายุสิบสองขวบจากแมนเชสเตอร์... เด็กนี่จะไม่อยู่ในโรงแรมนะ เขาจะอยู่กับป้าในหมู่บ้าน ผู้พันปีเตอร์ เฟรม ตายละวา ผู้พันจอมยุ่งแกเคยมาเข้าชั้นกับเรานี่นา พวกที่ยังใช้ยศทางทหารนำหน้าชื่ออยู่นี่ดูจะปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนธรรมดาไม่ได้เลย แล้วก็มีแดฟนี่ กอร์จากออกซ์ฟอร์ด ผมจะปล่อยให้ผู้พันนี่ไปคนเดียวทันทีที่ทำได้ ให้คุณดูแลเด็กคนนั้นก็แล้วกัน”
จอห์น คาร์ตไรต์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง แล้วขมวดคิ้ว
“มาแล้วพ่อตำรวจนักกินฟรีประจำหมู่บ้าน ผมบอกทางโรงแรมว่าต้องการกาแฟสำหรับคนแปดคน แต่ตาเฮมิชคงจะนั่งคอยอยู่ยังกับหมาจนกว่าผมจะให้กาแฟเขาบ้าง โทรศัพท์ไปสั่งถ้วยมาเพิ่มอีกดีกว่า
“ผมว่าตานี่ควรจะมีฆาตกรรมดีๆให้ขบคิดถึงจะดีนะคุณ จะได้ไม่มายุ่งกับเรา ตลอดทั้งวันพ่อไม่ทำอะไรเลย เอาแต่เอ้อระเหยลอยชายไปทั่วหมู่บ้าน กวนประสาทคนอื่นแท้ๆ จิมมี่ ตำรวจน้ำน่ะบอกผมเมื่อวันก่อน เขาคิดว่าเฮมิช แมคเบธแอบล่าสัตว์ด้วยละ”
“ฉันว่าไม่นะ” เฮเธอร์ค้าน “เขาขี้เกียจเกินไป ควรจะแต่งงานแต่งการไปซะถึงจะดี ป่านนี้คงต้องสามสิบห้าแล้วเป็นอย่างน้อย สาวๆส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็พากันอกหักเพราะเขามาแล้วทั้งนั้น แต่ฉันไม่เห็นว่านายคนนี้จะมีเสน่ห์ตรงไหนเลย”
หล่อนไปยืนข้างๆสามีที่หน้าต่าง เขายกแขนขึ้นโอบไหล่อวบๆของหล่อน
เฮมิช พลตำรวจประจำหมู่บ้านกำลังเดินเอื่อยๆไปตามท่าน้ำนอกโรงแรม หมวกที่สวมถูกดันเสยไปข้างหลัง มือทั้งสองล้วงกระเป๋า
เขาตัวสูงมากๆ ร่างกายผอมมากจนดูโย่งเย่ง เครื่องแบบหลวมโพรก แต่แขนเสื้อทูนิคตัวนอกนั้นสั้นเกินไปทำให้เห็นข้อมือที่มีกระดูกโปน ส่วนกางเกงก็สั้นเต่อจนเห็นถุงเท้าที่โผล่ขึ้นจากรองเท้าบู๊ตขนาดใหญ่
เขาถอดหมวกออก เกาผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง และแล้ว ก็ล้วงเข้าไปใต้เสื้อทูนิค เการักแร้ข้างหนึ่งอย่างครุ่นคิด
กลิ่นกาแฟร้อนๆหอมกรุ่นโชยออกมาจากโรงแรมข้างใต้ห้องนอนของคาร์ตไรต์ มันคงต้องลอยไปเข้าจมูกของพ่อตำรวจนั่นแน่ เพราะจู่ๆเฮมิชก็เงยหน้าทำจมูกฟุดฟิดราวกับสุนัข แล้วเดินโย่งๆไปทางโรงแรมอย่างกระตือรือร้น
โรงแรมลอคดูบ์สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้วด้วยฝีมือของท่านดยุคแห่งแอนส์ตีย์ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในคฤหาสน์ชนบทหลายๆหลังของท่าน มีหอคอยเชิงเทินราวกับปราสาทจริงๆ ข้างหลังมีสวนใหญ่ และมีน้ำใสแจ๋วของทะเลสาบลอคดูบ์อยู่เบื้องหน้า ในห้องรับรองประดับด้วยหัวกวาง ในห้องโถงมีชุดเกราะ เตาผิงใช้พีตหรือถ่านเลน และมีพ่อครัวที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในสกอตแลนด์
ราคาค่าที่พักนั้นแพงหูฉี่ แต่นักท่องเที่ยวยังแห่กันมาเป็นโขยง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถนนสายหลักแล่นมาสิ้นสุดเอาดื้อๆตรงหน้าโรงแรม ทำให้มันกลายเป็นสถานที่พักพิงเพียงแห่งเดียวในดินแดนอันป่าเถื่อนรกร้างที่มีภูเขาสูงตระหง่านข่มขวัญ
หมู่บ้านแห่งลอคดูบ์ซุกอยู่ที่ตีนเขาสูงใหญ่ที่ชื่อว่าเดอะทูซิสเตอรส์ บ้านที่กระจุกกันอยู่ในหมู่บ้านนี้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่สิบแปด เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการตกปลาในไฮแลนด์ ประชากรที่นี่ได้ลดน้อยถอยลงอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
มีร้านค้าทั่วๆไปที่เป็นสำนักงานไปรษณีย์ด้วย มีร้านขนมอบหนึ่งแห่ง ร้านขายงานฝีมือ และโบสถ์สี่แห่ง แต่ละแห่งมีศาสนิกชนเป็นสมาชิกประมาณห้าคน
สถานีตำรวจนั้นเป็นหนึ่งในอาคารสมัยใหม่เพียงไม่กี่หลัง สถานีตำรวจหลังเดิมเป็นกระท่อมเก่าๆชื้นๆ พลตำรวจเฮมิช แมคเบธเริ่มมาประจำการที่นี่ก่อนที่จะมีการตั้งโรงเรียนสอนตกปลาหนึ่งปี ไม่มีใครรู้กันนักว่าเขาทำได้อย่างไร แต่ภายในเวลาเพียงเดี๋ยวเดียว เขาก็ได้บ้านหลังใหม่เอี่ยม ข้างในมีสำนักงานทันสมัยพร้อมห้องขังหนึ่งห้อง ตำรวจคนเก่าออกลาดตระเวนด้วยรถจักรยาน แต่พลตำรวจแมคเบธรีดเอารถจี๊ปยี่ห้อมอร์ริสคันใหม่เอี่ยมอีกเหมือนกันจากทางการ เขาเลี้ยงไก่กับห่าน และมีสุนัขตัวโตน้ำลายยืดที่ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่ ชื่อเทาเซอร์
ลอคดูบ์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของสกอต-แลนด์ ในฤดูหนาวหมู่บ้านนี้กลายเป็นกบจำศีลเป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งถูกนักท่องเที่ยวทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ในฤดูร้อน นักท่องเที่ยวนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ชาวบ้านจะแสดงความสุภาพกับพวกนี้ตามแบบไฮแลนด์ และมีความเกลียดชังอยู่ในใจแบบไฮแลนด์อีกนั่นแหละ
จอห์น คาร์ตไรต์ต้องล้มลุกคลุกคลานก่อร่างสร้างโรงเรียนสอนตกปลาอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่จะพบกับเฮเธอร์ เฮเธอร์นี่แหละที่เป็นคนรับหน้าที่ทำบัญชี และจัดการให้ได้ลงโฆษณาตามนิตยสารหรูๆ เฮเธอร์อีกนั่นแหละที่ขึ้นราคาค่าคอร์สเรียนเป็นสามเท่าของที่จอห์นเคยตั้งไว้ โดยชี้แจงอย่างเฉลียวฉลาดว่า ลูกค้าจะยอมจ่ายราคาสูงหากคิดว่าจะได้อะไรที่ดีเลิศไม่เหมือนใคร และที่จริงราคานี้ยังถือว่าสมเหตุสมผลเพราะโรงเรียนของเขาได้รับอนุญาตให้ตกปลาในแม่น้ำที่มีปลาแซลมอนชุกชุม
เฮเธอร์นี่แหละที่เป็นคนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี หล่อนเป็นผู้หญิงร่างท้วมๆ ผมสีเทา ท่าทางใจดีอย่างคุณแม่ การแต่งงานกับจอห์น คาร์ตไรต์นี้เป็นการแต่งงานครั้งที่สอง จอห์นมักจะคิดเสมอว่า เขาคงไม่มีวันรู้หรอกว่าภรรยาของเขาซึ่งเป็นคนเย็นๆนิ่งๆนั้นคิดอะไรบ้าง แต่เขารักหล่อนมากพอๆกับการตกปลานั่นเลยเทียว
บางครั้ง เขายังอดคิดมิได้ว่า โรงเรียนคงจะไปไม่รอดแน่หากปราศจากหล่อน คิดอย่างนี้แล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคนเก่งกล้าสามารถทางด้านธุรกิจ และภรรยาของเขาก็ทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้เสียด้วยเพื่อช่วยสนับสนุนความเชื่อนี้
เขากระชับเสื้อแจ็คเก็ตตกปลาซึ่งมีกระเป๋ามากมายเข้ากับตัว หยิบสมุดโน้ต แล้วมองไปทางภรรยาอย่างหวั่นไหว
“คุณว่าเราไม่ควรจะ... เอ้อ... พบพวกนั้นด้วยกันหรือ”
“ไปเถอะค่ะ ที่รัก” เฮเธอร์บอก “เรียกฉันก็แล้วกันเวลาที่คุณพร้อมจะสอนพวกนั้นผูกสายเบ็ด พอได้เริ่มพูดคุณก็หายตื่นเองแหละ”
จอห์นจูบแก้มหล่อน แล้วเดินไปยังบันได ภาวนาขอให้พวกนี้เป็นคนสนุกสนานหน่อย อย่างน้อยเขาก็รู้จักผู้พันละ ถึงแม้สิ่งที่ได้รู้จะเป็นสิ่งร้ายๆ แต่ยังถือว่าการได้รู้ความเลวร้ายนั้น ย่อมดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
เขาผลักประตูห้องนั่งเล่น กะพริบตาอย่างใจคอไม่ค่อยดีนักเมื่อเห็นคนแปดคนกำลังยืนมองกันและกันอย่างระแวดระวัง อันนับว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเท่าไร ปกติกว่าเขาจะปรากฏตัว พวกนักเรียนส่วนใหญ่มักจะได้แนะนำตัวกันเองและคุยกันจ้อกแจ้กจอแจแล้ว
พลตำรวจเฮมิช แมคเบธนั่งเอ้เตอยู่บนเก้าอี้นวมข้างๆหน้าต่าง เขากำลังจดจ่ออยู่กับปริศนาอักษรไขว้ในหนังสือพิมพ์เดลี่เทเลกราฟพลางผิวปากลอดไรฟันอย่างกวนโสตประสาทที่สุด
จอห์นหายใจเข้าลึกๆ แสงไฟ กล้อง แอ๊กชั่น เขาจะเดินเครื่องละนะ
“ผมคิดว่าแรกทีเดียวเราควรจะทำความรู้จักกันเสียก่อน” เขาบอกพลางยิ้มอย่างหวั่นๆไปยังกลุ่มอันเงียบงัน “ผมชื่อ จอห์น คาร์ตไรต์ ผมจะเป็นครูฝึกของพวกคุณ เราเห็นว่าทุกอย่างจะราบรื่นกว่ามากหากใช้ชื่อต้นกัน เอาละครับ ใครจะเริ่มต้นก่อน”
“เริ่มอะไรยะ” ผู้หญิงตัวอ้วนใหญ่ถามอย่างหมิ่นๆแบบผู้ที่เหนือกว่า
“ฮ่า ฮ่า ก็เริ่มต้นแนะนำตัวเองน่ะสิครับ”
“ผมจะเริ่มก่อนก็แล้วกัน” เสียงสำเนียงอเมริกันพูดขึ้น “ผมชื่อมาร์วิน รอธ และนี่คือเอมี่ ภรรยาของผม”
“ฉันคือแดฟนี่ กอร์” สาวผมบลอนด์ร่างสูงกล่าวพลางพิจารณาเล็บมือตัวเอง
“เจเรมี่ ไบลธ์” ชายหนุ่มหล่อร่างท้วมหน้าตาร่าเริง ผมหยิกสีอ่อนๆ ตาสีฟ้าสดใส
“ชาร์ลี แบกซ์เตอร์ฮะ” เด็กชายวัยสิบสองขวบบอก เขามีร่างอ้วนกลม ผิวละเอียดสวย ผมสีดำ ท่าทางเย็นชาจนเห็นได้ชัด สายตานั้นก็ใคร่ครวญผิดวัย
“คุณรู้จักผมแล้ว ผู้พันปีเตอร์ เฟรม เรียกผมว่าผู้พันก็พอ ใครๆก็เรียกอย่างนี้” ผู้พูดคือชายร่างเล็กหนวดเรียวสีเทา ใบหน้าผอมมีริ้วรอย ปากบ่งบอกความเจ้าอารมณ์และความอ่อนแอ สวมชุดตกปลาใหม่เอี่ยม
“อลิซ วิลสัน” หญิงสาวท่าทางมีชีวิตชีวา พูดออกสำเนียงลิเวอร์พูลเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าไม่ได้เรื่อง
“ฉันคือเลดี้เจน วินเทอรส์ พวกเธอทุกคนเรียกฉันว่าเลดี้เจนก็พอ ใครๆก็เรียกอย่างนี้”
ผู้หญิงร่างอ้วนใหญ่ อกโตถูกรัดเอาไว้ในเสื้อผ้าไหม ต้นขามหึมาโป่งตึงแน่นปั๋งอยู่ในกางเกงขาสั้นแค่เข่า หน้าแข้งอ้วนๆอยู่ในถุงเท้าขนแกะ หน้าอ้วนฉุมีดวงตาสีฟ้าโตเปลือกตาหนา จมูกเล็กๆงอลงคล้ายๆจะงอย ปากห้อยตกแบบคนผิดหวัง
“ในเมื่อเราได้รู้จักชื่อกันและกันแล้ว ขอเชิญดื่มกาแฟกันเลย” จอห์นบอกอย่างสดใส
เฮมิชแกะตัวเองออกจากเก้าอี้ที่จับจองอยู่ เดินเอื่อยๆตรงมายังโต๊ะกาแฟ
เลดี้เจนมองนายตำรวจที่ค่อยๆย้ายร่างเข้ามาใกล้อย่างเกลียดขี้หน้า
“นี่ตำรวจหมู่บ้านมาเรียนตกปลาด้วยเรอะ” หล่อนถาม เสียงสูงๆแปร๋แปร๋นนั้นน่ารำคาญหูยิ่งนัก
“ไม่ครับ มิสเตอร์แมคเบธมักจะมาร่วมทานกาแฟกับเราในวันแรก”
“ทำไม”
เลดี้เจนท้าวสะโพกมหึมา เอาร่างอ้วนพีมาขวางระหว่างเฮมิชกับโต๊ะกาแฟ นายตำรวจชะเง้อคอมองข้ามไหล่อ้วนๆของหล่อนไปยังเหยือกกาแฟ
“อ๋อ” จอห์นพูดอย่างโกรธๆ ตาเฮมิชนี่น่าจะพูดอะไรด้วยเองบ้าง “เราทุกคนต่างก็ชอบกินกาแฟกัน และ...”
“ฉันไม่ได้จ่ายภาษีเพื่อให้ข้าราชการได้มาเที่ยวเอ้อระเหยลอยชายนะยะ” เลดี้เจนว่า “ไปทำงานไป๊ เจ้าพลตำรวจ”
เจ้าพลตำรวจก้มลงมองหล่อน ดวงตาสีน้ำตาลมีแววซื่อบื้อ เขาขยับจะก้าวอ้อมไป แต่เลดี้เจนรีบขวางเอาไว้อีก
“คุณตำรวจครับ ดื่มกาแฟธรรมดาหรือเปล่า”
มาร์วิน รอธถาม เขาเป็นชายร่างสูง แต่มีพุง จึงดูคล้ายลูกแพร์ที่ข้างบนผอมข้างล่างอ้วน ศีรษะกลมๆล้านเลี่ยน สวมแว่นขอบกระหนาเตอะ เขาดูเหมือนชาวอเมริกันที่มีอันจะกินแบบที่เห็นเสมอในการ์ตูน
เฮมิชพูดออกมาเป็นครั้งแรก
“ธรรมดาผมดื่มน้ำชา” เขาพูดด้วยสำเนียงไฮแลนด์นุ่มๆ “แต่ถ้ามีโอกาสผมก็ดื่มกาแฟ”
“เขาหมายความว่าจะใส่นมกับน้ำตาลหรือเปล่าน่ะ” จอห์น คาร์ตไรต์อธิบาย เขาชินเสียแล้วกับการแปลภาษาอเมริกันให้คนอังกฤษฟัง
“ใส่คราบ ขอบคุณคราบ” เฮมิชกล่าว
เลดี้เจนตัวพองโตด้วยความเดือดดาลเมื่อเห็นมาร์วินรินกาแฟ แล้วยื่นส่งข้ามไหล่หล่อนไปให้พลตำรวจ อลิซ วิลสันหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างอดไม่อยู่ แล้วรีบเอามือปิดปากกลั้นเอาไว้ เลดี้เจนขยับไหล่อ้วนๆอย่างแรงกระแทกถ้วยกาแฟกระเด็นหวือ
เงียบกันไปอย่างอิหลักอิเหลื่อ เฮมิชก้มลงหยิบถ้วยขึ้นจากพื้น ยืนมองมันอย่างครุ่นคิด แล้วจึงมองไปทางเลดี้เจนอย่างช้าๆ ตรงๆ เลดี้เจนถลึงตาตอบอย่างมีชัย
“โธ่เอ๊ย ให้เขาดื่มกาแฟเถอะน่า” เอมี่ รอธถอนหายใจ หล่อนเป็นสาวผมบลอนด์รูปร่างหน้าตาอ่อนกว่าวัย ตาโตๆ อกนุ่มโต และมีข้อมือที่ดูแกร่งแข็งแรงอย่างข้อมือนักเทนนิส
“ไม่ได้” เลดี้เจนยืนกรานอย่างดื้อดึง ขณะที่จอห์น คาร์ตไรต์โบกสะบัดสมุดจดไปมา ภาวนาขอให้มีใครมาช่วยเหลือโดยด่วน ทำไมเฮมิชถึงไม่ไปไปเสียนะ
เลดี้เจนหันหลังให้เฮมิช ทำตาวาวใส่มาร์วินราวกับจะท้าทายให้เขารินกาแฟอีกถ้วย อลิซ วิลสันมองอย่างรันทด ทำไมหล่อนถึงต้องอยากมาพักร้อนที่นี่ด้วยนะ มันไม่ได้เรื่องที่สุด ราคาก็แพงเหลือเกิน แพงกว่าที่หล่อนจะมีปัญญาจ่ายไหว
แต่ขณะที่มองนั้น ก็ต้องทำตาโตอย่างอัศจรรย์ใจ เมื่อเห็นนายตำรวจเอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้มาหนีบบั้นท้ายมหึมาของเลดี้เจนเสียเต็มก้อนอย่างแรง
“ว้าย แกหยิกก้นช้าน!” เลดี้เจนกรี๊ด
“ออค เปล่าเลย” นายตำรวจปฏิเสธหน้าตาเฉย เดินผ่านเลดี้ผู้เดือดเป็นไฟไปรินกาแฟให้ตัวเอง “คงต้องเป็นตัวมิดจ์ไฮแลนด์ละมังคราบ ฟันมันคมยังกะไดโนเสาร์แน่ะ”
ตัวมิดจ์นั้นคล้ายๆกับยุง มีอยู่มากในแถบที่เป็นหนองบึงเฉอะแฉะ
เขาเดินทอดน่องกลับไปยังเก้าอี้ตัวเดิมข้างๆหน้าต่าง นั่งลง สองมือกุมถ้วยกาแฟเอาไว้
“ฉันจะเขียนคำร้องไปฟ้องเจ้านายแก” เลดี้เจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นี่ ว่าไง จะมีใครแจกกาแฟรึเปล่ายะ”
“ฉันว่าเราคงต้องช่วยตัวเองแหละจ้ะ เธอจ๋า” เอมี่ รอธบอกเสียงหวานจ๋อย
จอห์น คาร์ตไรต์เห็นว่าคงจะไม่มีการโอภาปราศรัยกันระหว่างดื่มกาแฟแน่ เลยตัดสินใจเริ่มต้นบรรยายทันที
พอเริ่มได้เครื่องก็ชักอุ่นเหมือนเคย เขาบอกนักเรียนเกี่ยวกับบริเวณที่จะไปตกปลา เกี่ยวกับนิสัยของแซลมอนที่ชอบทำตัวลึกลับหาไม่ค่อยเจอ เกี่ยวกับสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ และแล้ว ก็แจกห่อพลาสติกเล็กๆ ข้างในมีสายไนล่อน
เขากำลังจะเรียกเฮเธอร์มาสอนชั้นเรียนให้รู้จักผูกสายลีดเดอร์ ซึ่งเป็นสายสั้นๆที่อยู่ระหว่างสายเบ็ดกับตัวเบ็ด แต่แล้วก็รู้สึกว่า ไม่อาจทนเห็นภรรยาถูกเลดี้เจนตัวร้ายข่มเหงเอาได้ ระหว่างบรรยายนั้นเจ้าหล่อนเงียบไปอย่างผิดปกติ แต่เขาแน่ใจเอามากๆว่า หล่อนจะมีแรงแผลงฤทธิ์อีกเร็วๆนี้แหละ เขาเลยตัดสินใจลงมือสอนด้วยตัวเอง
“ต่อไปนี้ผมจะสอนให้พวกคุณรู้จักผูกสายลีดเดอร์” เขาบอก
“สายลีดเดอร์นี่มันอะไรกันยะ” เลดี้เจนแว้ดใส่
“สายลีดเดอร์” จอห์นอธิบาย “เป็นสายไนล่อนบางๆที่ผูกติดกับปลายสายเบ็ด ปลายด้านหนึ่งจะหนากว่าอีกด้านหนึ่ง การใช้สายลีดเดอร์ที่เหมาะสมและการเหวี่ยงเบ็ดอย่างถูกต้องจะทำให้เหยื่อปลอมแตะอยู่บนผิวน้ำเบาๆ ส่วนบนของสายลีดเดอร์ซึ่งผูกติดกับสายเบ็ดนั้น มีขนาดเล็กกว่าสายเบ็ดเพียงเล็กน้อย และจะบางลงไปเรื่อยๆจนถึงส่วนปลาย
“พวกคุณจะต้องหัดมัดสายลีดเดอร์ที่ว่านี้ โดยปมที่เราจะมัดกันนี้เรียกว่าบลัดน็อต หากคุณไม่เคยผูกสายไนล่อนบางๆอย่างนี้มาก่อน คุณจะเห็นว่ามันยากมาก ฉะนั้น พวกคุณจะต้องใช้เวลาฝึกกับมันอย่างจริงจัง”
“ฉันเห็นลีดเดอร์สำเร็จรูปมีขายที่ร้านอุปกรณ์ตกปลา” เลดี้เจนบอกอย่างฉุนเฉียว “ทำไมเราต้องมาเสียเวลากับการผูกปมยังกับเด็กลูกเสือด้วย ทั้งๆที่เช้านี้อากาศดีน่าจะออกไปข้างนอกมากกว่า”
เสียงเยือกเย็นของเฮเธอร์ดังมาจากประตู จอห์นถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“ฉันคือเฮเธอร์ คาร์ตไรต์ สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน คุณถามเกี่ยวกับสายลีดเดอร์ใช่ไหมคะ
“สายลีดเดอร์ที่ทำขายนั้นเขาทำโดยไม่มีปมค่ะ” เฮเธอร์บอกพลางเดินเข้ามาในห้อง “คุณซื้อได้ในขนาดเจ็ดฟุตครึ่งถึงสิบสองฟุต แต่คุณจะพบว่าสายลีดเดอร์ที่ซื้อเขามานั้นมักจะขาดตรงปลาย และยังไงก็ต้องหัดมัดมันอยู่ดี
“เอาละค่ะ ดูให้ดีๆนะคะ ฉันจะสาธิตให้ดูว่าจะทำอย่างไร ผู้พันคะ คุณจะออกไปที่มาร้ากเองเลยก็ได้นะ” เฮเธอร์เสริม “ไม่จำเป็นต้องนั่งฟังอีกรอบหรอก”
“ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องตกปลาแบบใช้เหยื่อปลอม” ผู้พันบอกอย่างอารมณ์ดี “มันมีอะไรใหม่ๆให้หัดอยู่เสมอ ผมจะอยู่ต่อสักหน่อย”
อลิซ วิลสันปลุกปล้ำกับปมอย่างยากลำบาก พอมัดได้อีกข้างก็ต้องพบว่าข้างแรกคลายตัวออกเองอย่างมหัศจรรย์
เด็กน้อยชาร์ลีนั้นผูกปมอย่างคล่องแคล่ว ราวกับผูกเป็นมาตั้งแต่แบเบาะ
“ช่วยฉันหน่อยได้ไหมหนู” หล่อนกระซิบ “เธอเก่งจังเลย”
“ไม่ได้ฮะ ทำอย่างนั้นผมว่าเป็นการโกง” เด็กชายดุเสียงจริงจัง “ถ้าไม่หัดทำให้ได้ด้วยตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันทำได้”
อลิซหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
“ผมจะช่วยเอง” เสียงใจดีดังขึ้นข้างๆ
อลิซหันไปเห็นเจเรมี่ ไบลธ์มองมาอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาดึงสายลีดเดอร์ไปจากหล่อน แล้วเริ่มสาธิตให้ดู
หลังจากทุกคนในชั้นพยายามกันอย่างทุลักทุเลอยู่หลายนาที เฮเธอร์ก็บอกว่า “หัดผูกสายลีดเดอร์ให้ได้ก่อนที่เราจะออกไปตกปลากันวันพรุ่งนี้นะคะ สำหรับตอนนี้ให้ทุกคนขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ลงมาพบกันที่นี่ในอีกครึ่งชั่วโมง จอห์นจะพาไปที่มาร้ากเพื่อสอนวิธีเหวี่ยงสายเบ็ด”
“เจอกันใหม่อีกครึ่งชั่วโมงนะ” เจเรมี่บอกอย่างร่าเริง “คุณชื่ออลิซใช่ไหม”
อลิซพยักหน้าอายๆ
“และฉันชื่อแดฟนี่” อีกเสียงดังขึ้นอย่างยั่วเย้า “หรือว่าคุณลืมไปแล้ว”
“ผมจะลืมได้ยังไง” เจเรมี่ถาม “เรานั่งรถไฟเฮงซวยนั่นมาด้วยกัน”
ทั้งคู่เดินคล้องแขนกันออกไป อลิซรู้สึกทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นไปอีก หล่อนมีความหวังอยู่ชั่วขณะว่าจะได้เจเรมี่เป็นเพื่อน แต่แดฟนี่ที่สวยหรูกว่านั้นได้จับจองเขาไว้เสียแล้ว
เลดี้เจนมองเสื้อกางเกงผ้าใยสังเคราะห์สีฟ้าออกขาวของอลิซอย่างไม่พอใจ
“หวังว่าเธอคงเอาเสื้อผ้าที่เหมาะสมกว่านี้มาด้วยนะ” หล่อนพูดอย่างหยาบคาย “แต่งชุดแบบนั้นมีหวังปลาตกใจหนีกันกระเจิง”
อลิซรีบเดินหนีเพราะไม่สามารถคิดหาคำโต้ตอบที่สาสมได้ แน่นอนละ เมื่อไปถึงห้องนอนแล้วหล่อนจะคิดหาคำเจ็บๆได้เยอะเชียว มันเป็นเช่นนี้เสมอมา
หล่อนมองเงาตัวเองในกระจก สูทเสื้อกางเกงชุดนี้ตอนอยู่ในลอนดอนดูสวยสดใสไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับดูจัดจ้านราคาถูก
พวกที่มีความรักนี่ช่างทำอะไรโง่เง่าได้สารพัดเชียว อลิซคิดอย่างขมขื่นขณะเอากางเกงลูกฟูกตัวเก่า เสื้อสเวตเตอร์แบบทหาร กับรองเท้าบู๊ตสำหรับกันน้ำยี่ห้อเวลลิงตันออกมาจากตู้
ทั้งนี้เพราะอลิซเป็นเลขาฯของมิสเตอร์โธมัส แพท-เทอร์สัน-เจมส์ มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์เป็นหัวหน้าสมุห์บัญชีของบริษัทแบกซ์เตอร์แอนด์แบร์รี่อิมพอร์ตเอ็กซ์-พอร์ต เขาอายุสี่สิบสี่ หล่อเหลาแบบคมเข้ม... และแต่งงานแล้ว
อลิซหลงรักเขาเต็มหัวใจทีเดียว
เขาจะหยอกล้อหล่อน ขยี้ผมหล่อน เรียกหล่อนว่า ‘แม่สาวลูกทุ่ง’ อลิซจะยิ้มตอบอย่างชื่นชมบูชา ในใจนึกอยากเป็นคนทันสมัยสวยเฉียบอย่างสาวชาวกรุงเหมือนคนอื่นบ้าง
มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์มักจะพูดเป็นนัยๆว่า ชีวิตแต่งงานของเขานั้นไม่มีความสุขเลย เขาถึงกับถอนหายใจที่จะต้องไปพักร้อนประจำปีในสกอตแลนด์ แต่อธิบายว่ามันเป็นสิ่งที่ใครๆเขาทำกัน
อลิซสรุปเอาว่า ใครๆที่ว่านั้นจะต้องเป็นคนทันสมัยและสลักสำคัญ และพวกนี้จะไปสกอตแลนด์ในเดือนสิงหาคมเพื่อฆ่าสัตว์ หากไม่ฆ่านกเกราส์ที่ดูคล้ายๆไก่อ้วน ก็ตกปลาแซลมอนเล่น
ฉะนั้น เมื่ออลิซอ่านพบบทความเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตกปลาในนิตยสารเดอะฟีลด์ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับชีวิตในชนบทเข้า ก็ตัดสินใจสมัครไปทันที หล่อนจินตนาการถึงสีหน้าตื่นเต้นระคนนับถือของเจ้านายเมื่อหล่อนบอกอย่างไม่แยแสนักว่า ตกได้ปลาแซลมอนตัวใหญ่ขนาดยี่สิบปอนด์หลังจากที่ต้องชักเย่อกับมันอยู่ตั้งนาน
อลิซอายุสิบเก้าปี ผมสีน้ำตาลละเอียดฟู ตาสีน้ำตาลห่างกันหน่อย รูปร่างผอมบางจนดูเกือบเหมือนร่างของเด็กผู้ชายนี่แหละคือสิ่งที่หล่อนแอบเซ็งอยู่คนเดียว
ครั้งหนึ่งหล่อนเคยเห็นมิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์เดินคล้องแขนควงกับสาวผมบลอนด์อกโต ไม่รู้ว่าแม่สาวผมบลอนด์ทรงอร่ามนั่นเป็นมิสซิสแพทเทอร์สัน-เจมส์หรือเปล่า
ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศอังกฤษเลย อลิซคิดพลางมองออกไปยังทะเลสาบซึ่งชาวสกอตเรียกว่าลอค ลอคที่ว่านี่ต้องแสงอาทิตย์จนเป็นประกาย หมู่บ้านนี้เล็กจิ๋วนิดเดียว มีพื้นที่สูงกว้างปกคลุมด้วยต้นเฮเธอร์สีม่วงๆ ภูเขาสูงเสียดฟ้าดูบิดๆงอๆ ดุร้ายป่าเถื่อนน่าดู
หล่อนจะลองยอมทนอีกสักวันหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน จะได้เงินคืนไหมนะ พอคิดว่าจะไปขอเงินคืน จิตใจอันขลาดกลัวก็นึกขยาดเสียแล้ว มีแต่พวกคนสามัญไร้สกุลเท่านั้นแหละที่ทำกัน
มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์มักจะเรียกคนอื่นๆว่าเป็นพวกคนสามัญไร้สกุล
ทันใดนั้นเอง หล่อนก็ได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากระเบียงข้างล่าง และแล้ว ก็ได้ยินเสียง |