|
วันที่หนึ่ง
“ผมละเกลียดวันเริ่มต้นคอร์สจริงๆ” จอห์น คาร์ตไรต์บ่นกระปอดกระแปด “เริ่มต้นด้วยนักเรียนกลุ่มใหม่ มันคล้ายๆกับการขึ้นเวทีเลยนะ แล้วผมต้องคอยรู้สึกอยู่เรื่อยว่าจะต้องขอโทษที่เป็นคนอังกฤษ พวกที่เดินทางขึ้นมาจนถึงสกอตแลนด์ด้านเหนือสุดที่ป่าเถื่อนนี่คาดหวังว่าจะได้พบกับครูสอนที่กำยำบึกบึนขนรุงรังอย่างร็อบ รอย และพูดตลกเอะอะสำเนียงสกอตชนิดฟังแทบไม่รู้เรื่อง” จอห์นหมายถึงร็อบ รอย ซึ่งเป็นวีรบุรุษชาวไฮแลนด์เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน
“อย่าตีโพยตีพายอย่างนั้นสิคะ” เฮเธอร์ ภรรยาของเขาบอกอย่างเยือกเย็น “ลงท้ายมันก็เรียบร้อยดีทุกทีแหละน่า เราเปิดโรงเรียนสอนตกปลานี่มาตั้งสามปีแล้ว ยังไม่เคยมีลูกค้าคนไหนไม่พอใจเลยสักคน”
หล่อนมองสามีอย่างรักใคร่ จอห์น คาร์ตไรต์เป็นชายตัวเล็กๆผอมๆ และขี้ตื่นเป็นที่สุด เขามีผมสีทรายบางๆ ตาสีฟ้าซีดๆค่อนข้างโปน เฮเธอร์เป็นหนึ่งในนักเรียนรุ่นแรกๆของโรงเรียนสอนตกปลาแซลมอนและปลาเทราต์แห่งล็อคดูบ์
เขาหลงใหลเฮเธอร์ทันทีที่เห็นหล่อนเหวี่ยงเบ็ดอย่างคล่องแคล่ว และเพิ่งจะได้ค้นพบกับความสุขบนเรือนร่างของหล่อนก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้แต่งงานกันแล้ว
เฮเธอร์นั้นเชื่อกันว่าเป็นนักตกปลาที่เก่งว่าสามีเยอะ แต่หล่อนซ่อนทักษะที่เหนือกว่าไว้เบื้องหลังท่าทางอ่อนโยนโอบอ้อมได้อย่างแนบเนียน ทั้งจอห์นและเฮเธอร์มีอุปนิสัยแตกต่างกันอย่างมาก แต่เรื่องคลั่งการตกปลามีมากล้นพอๆกันเลยทีเดียว
การตกปลาคืองานอดิเรก คืองานที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพ คือความลุ่มหลงคลั่งไคล้ของสองสามีภรรยา ทุกๆสัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน จะมีนักเรียนชุดใหม่เดินทางมายังโรงแรมลอคดูบ์ มีน้อยมากที่ชั้นเรียนจะมีแต่พวกมือสมัครเล่นล้วนๆ นักตกปลาที่มีประสบการณ์มักจะมาร่วมชั้นด้วยเสมอ เพราะจะได้ตกปลาในที่ดีๆในราคาพอประมาณ จอห์นดูแลพวกผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่เฮเธอร์ประคับประคองพวกมือใหม่
ปกติชั้นเรียนมีนักเรียนประมาณสิบคน แต่อาทิตย์นี้มีคนยกเลิกในนาทีสุดท้ายสองคน จึงเหลือแค่แปดเท่านั้น
“เอาละ” จอห์นพึมพำพลางหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง “ผมเดาว่าพวกนั้นคงจะพากันเช็คอินที่โรงแรมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว มีผัวเมียชาวอเมริกันจากนิวยอร์ก มิสเตอร์กับมิสซิสรอธ มีเลดี้วินเทอรส์ แม่ม่ายของขุนนางอะไรสักคน เจเรมี่ ไบลธ์จากลอนดอน อลิซ วิลสันก็จากลอนดอนด้วยเหมือนกัน ชาร์ลี แบกซ์เตอร์ เด็กอายุสิบสองขวบจากแมนเชสเตอร์... เด็กนี่จะไม่อยู่ในโรงแรมนะ เขาจะอยู่กับป้าในหมู่บ้าน ผู้พันปีเตอร์ เฟรม ตายละวา ผู้พันจอมยุ่งแกเคยมาเข้าชั้นกับเรานี่นา พวกที่ยังใช้ยศทางทหารนำหน้าชื่ออยู่นี่ดูจะปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนธรรมดาไม่ได้เลย แล้วก็มีแดฟนี่ กอร์จากออกซ์ฟอร์ด ผมจะปล่อยให้ผู้พันนี่ไปคนเดียวทันทีที่ทำได้ ให้คุณดูแลเด็กคนนั้นก็แล้วกัน”
จอห์น คาร์ตไรต์มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง แล้วขมวดคิ้ว
“มาแล้วพ่อตำรวจนักกินฟรีประจำหมู่บ้าน ผมบอกทางโรงแรมว่าต้องการกาแฟสำหรับคนแปดคน แต่ตาเฮมิชคงจะนั่งคอยอยู่ยังกับหมาจนกว่าผมจะให้กาแฟเขาบ้าง โทรศัพท์ไปสั่งถ้วยมาเพิ่มอีกดีกว่า
“ผมว่าตานี่ควรจะมีฆาตกรรมดีๆให้ขบคิดถึงจะดีนะคุณ จะได้ไม่มายุ่งกับเรา ตลอดทั้งวันพ่อไม่ทำอะไรเลย เอาแต่เอ้อระเหยลอยชายไปทั่วหมู่บ้าน กวนประสาทคนอื่นแท้ๆ จิมมี่ ตำรวจน้ำน่ะบอกผมเมื่อวันก่อน เขาคิดว่าเฮมิช แมคเบธแอบล่าสัตว์ด้วยละ”
“ฉันว่าไม่นะ” เฮเธอร์ค้าน “เขาขี้เกียจเกินไป ควรจะแต่งงานแต่งการไปซะถึงจะดี ป่านนี้คงต้องสามสิบห้าแล้วเป็นอย่างน้อย สาวๆส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็พากันอกหักเพราะเขามาแล้วทั้งนั้น แต่ฉันไม่เห็นว่านายคนนี้จะมีเสน่ห์ตรงไหนเลย”
หล่อนไปยืนข้างๆสามีที่หน้าต่าง เขายกแขนขึ้นโอบไหล่อวบๆของหล่อน
เฮมิช พลตำรวจประจำหมู่บ้านกำลังเดินเอื่อยๆไปตามท่าน้ำนอกโรงแรม หมวกที่สวมถูกดันเสยไปข้างหลัง มือทั้งสองล้วงกระเป๋า
เขาตัวสูงมากๆ ร่างกายผอมมากจนดูโย่งเย่ง เครื่องแบบหลวมโพรก แต่แขนเสื้อทูนิคตัวนอกนั้นสั้นเกินไปทำให้เห็นข้อมือที่มีกระดูกโปน ส่วนกางเกงก็สั้นเต่อจนเห็นถุงเท้าที่โผล่ขึ้นจากรองเท้าบู๊ตขนาดใหญ่
เขาถอดหมวกออก เกาผมสีแดงราวกับเปลวเพลิง และแล้ว ก็ล้วงเข้าไปใต้เสื้อทูนิค เการักแร้ข้างหนึ่งอย่างครุ่นคิด
กลิ่นกาแฟร้อนๆหอมกรุ่นโชยออกมาจากโรงแรมข้างใต้ห้องนอนของคาร์ตไรต์ มันคงต้องลอยไปเข้าจมูกของพ่อตำรวจนั่นแน่ เพราะจู่ๆเฮมิชก็เงยหน้าทำจมูกฟุดฟิดราวกับสุนัข แล้วเดินโย่งๆไปทางโรงแรมอย่างกระตือรือร้น
โรงแรมลอคดูบ์สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้วด้วยฝีมือของท่านดยุคแห่งแอนส์ตีย์ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในคฤหาสน์ชนบทหลายๆหลังของท่าน มีหอคอยเชิงเทินราวกับปราสาทจริงๆ ข้างหลังมีสวนใหญ่ และมีน้ำใสแจ๋วของทะเลสาบลอคดูบ์อยู่เบื้องหน้า ในห้องรับรองประดับด้วยหัวกวาง ในห้องโถงมีชุดเกราะ เตาผิงใช้พีตหรือถ่านเลน และมีพ่อครัวที่ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในสกอตแลนด์
ราคาค่าที่พักนั้นแพงหูฉี่ แต่นักท่องเที่ยวยังแห่กันมาเป็นโขยง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถนนสายหลักแล่นมาสิ้นสุดเอาดื้อๆตรงหน้าโรงแรม ทำให้มันกลายเป็นสถานที่พักพิงเพียงแห่งเดียวในดินแดนอันป่าเถื่อนรกร้างที่มีภูเขาสูงตระหง่านข่มขวัญ
หมู่บ้านแห่งลอคดูบ์ซุกอยู่ที่ตีนเขาสูงใหญ่ที่ชื่อว่าเดอะทูซิสเตอรส์ บ้านที่กระจุกกันอยู่ในหมู่บ้านนี้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่สิบแปด เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการตกปลาในไฮแลนด์ ประชากรที่นี่ได้ลดน้อยถอยลงอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
มีร้านค้าทั่วๆไปที่เป็นสำนักงานไปรษณีย์ด้วย มีร้านขนมอบหนึ่งแห่ง ร้านขายงานฝีมือ และโบสถ์สี่แห่ง แต่ละแห่งมีศาสนิกชนเป็นสมาชิกประมาณห้าคน
สถานีตำรวจนั้นเป็นหนึ่งในอาคารสมัยใหม่เพียงไม่กี่หลัง สถานีตำรวจหลังเดิมเป็นกระท่อมเก่าๆชื้นๆ พลตำรวจเฮมิช แมคเบธเริ่มมาประจำการที่นี่ก่อนที่จะมีการตั้งโรงเรียนสอนตกปลาหนึ่งปี ไม่มีใครรู้กันนักว่าเขาทำได้อย่างไร แต่ภายในเวลาเพียงเดี๋ยวเดียว เขาก็ได้บ้านหลังใหม่เอี่ยม ข้างในมีสำนักงานทันสมัยพร้อมห้องขังหนึ่งห้อง ตำรวจคนเก่าออกลาดตระเวนด้วยรถจักรยาน แต่พลตำรวจแมคเบธรีดเอารถจี๊ปยี่ห้อมอร์ริสคันใหม่เอี่ยมอีกเหมือนกันจากทางการ เขาเลี้ยงไก่กับห่าน และมีสุนัขตัวโตน้ำลายยืดที่ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่ ชื่อเทาเซอร์
ลอคดูบ์ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของสกอต-แลนด์ ในฤดูหนาวหมู่บ้านนี้กลายเป็นกบจำศีลเป็นระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งถูกนักท่องเที่ยวทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ในฤดูร้อน นักท่องเที่ยวนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ชาวบ้านจะแสดงความสุภาพกับพวกนี้ตามแบบไฮแลนด์ และมีความเกลียดชังอยู่ในใจแบบไฮแลนด์อีกนั่นแหละ
จอห์น คาร์ตไรต์ต้องล้มลุกคลุกคลานก่อร่างสร้างโรงเรียนสอนตกปลาอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่จะพบกับเฮเธอร์ เฮเธอร์นี่แหละที่เป็นคนรับหน้าที่ทำบัญชี และจัดการให้ได้ลงโฆษณาตามนิตยสารหรูๆ เฮเธอร์อีกนั่นแหละที่ขึ้นราคาค่าคอร์สเรียนเป็นสามเท่าของที่จอห์นเคยตั้งไว้ โดยชี้แจงอย่างเฉลียวฉลาดว่า ลูกค้าจะยอมจ่ายราคาสูงหากคิดว่าจะได้อะไรที่ดีเลิศไม่เหมือนใคร และที่จริงราคานี้ยังถือว่าสมเหตุสมผลเพราะโรงเรียนของเขาได้รับอนุญาตให้ตกปลาในแม่น้ำที่มีปลาแซลมอนชุกชุม
เฮเธอร์นี่แหละที่เป็นคนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี หล่อนเป็นผู้หญิงร่างท้วมๆ ผมสีเทา ท่าทางใจดีอย่างคุณแม่ การแต่งงานกับจอห์น คาร์ตไรต์นี้เป็นการแต่งงานครั้งที่สอง จอห์นมักจะคิดเสมอว่า เขาคงไม่มีวันรู้หรอกว่าภรรยาของเขาซึ่งเป็นคนเย็นๆนิ่งๆนั้นคิดอะไรบ้าง แต่เขารักหล่อนมากพอๆกับการตกปลานั่นเลยเทียว
บางครั้ง เขายังอดคิดมิได้ว่า โรงเรียนคงจะไปไม่รอดแน่หากปราศจากหล่อน คิดอย่างนี้แล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ส่วนใหญ่แล้วเขาจะภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคนเก่งกล้าสามารถทางด้านธุรกิจ และภรรยาของเขาก็ทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้เสียด้วยเพื่อช่วยสนับสนุนความเชื่อนี้
เขากระชับเสื้อแจ็คเก็ตตกปลาซึ่งมีกระเป๋ามากมายเข้ากับตัว หยิบสมุดโน้ต แล้วมองไปทางภรรยาอย่างหวั่นไหว
“คุณว่าเราไม่ควรจะ... เอ้อ... พบพวกนั้นด้วยกันหรือ”
“ไปเถอะค่ะ ที่รัก” เฮเธอร์บอก “เรียกฉันก็แล้วกันเวลาที่คุณพร้อมจะสอนพวกนั้นผูกสายเบ็ด พอได้เริ่มพูดคุณก็หายตื่นเองแหละ”
จอห์นจูบแก้มหล่อน แล้วเดินไปยังบันได ภาวนาขอให้พวกนี้เป็นคนสนุกสนานหน่อย อย่างน้อยเขาก็รู้จักผู้พันละ ถึงแม้สิ่งที่ได้รู้จะเป็นสิ่งร้ายๆ แต่ยังถือว่าการได้รู้ความเลวร้ายนั้น ย่อมดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
เขาผลักประตูห้องนั่งเล่น กะพริบตาอย่างใจคอไม่ค่อยดีนักเมื่อเห็นคนแปดคนกำลังยืนมองกันและกันอย่างระแวดระวัง อันนับว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเท่าไร ปกติกว่าเขาจะปรากฏตัว พวกนักเรียนส่วนใหญ่มักจะได้แนะนำตัวกันเองและคุยกันจ้อกแจ้กจอแจแล้ว
พลตำรวจเฮมิช แมคเบธนั่งเอ้เตอยู่บนเก้าอี้นวมข้างๆหน้าต่าง เขากำลังจดจ่ออยู่กับปริศนาอักษรไขว้ในหนังสือพิมพ์เดลี่เทเลกราฟพลางผิวปากลอดไรฟันอย่างกวนโสตประสาทที่สุด
จอห์นหายใจเข้าลึกๆ แสงไฟ กล้อง แอ๊กชั่น เขาจะเดินเครื่องละนะ
“ผมคิดว่าแรกทีเดียวเราควรจะทำความรู้จักกันเสียก่อน” เขาบอกพลางยิ้มอย่างหวั่นๆไปยังกลุ่มอันเงียบงัน “ผมชื่อ จอห์น คาร์ตไรต์ ผมจะเป็นครูฝึกของพวกคุณ เราเห็นว่าทุกอย่างจะราบรื่นกว่ามากหากใช้ชื่อต้นกัน เอาละครับ ใครจะเริ่มต้นก่อน”
“เริ่มอะไรยะ” ผู้หญิงตัวอ้วนใหญ่ถามอย่างหมิ่นๆแบบผู้ที่เหนือกว่า
“ฮ่า ฮ่า ก็เริ่มต้นแนะนำตัวเองน่ะสิครับ”
“ผมจะเริ่มก่อนก็แล้วกัน” เสียงสำเนียงอเมริกันพูดขึ้น “ผมชื่อมาร์วิน รอธ และนี่คือเอมี่ ภรรยาของผม”
“ฉันคือแดฟนี่ กอร์” สาวผมบลอนด์ร่างสูงกล่าวพลางพิจารณาเล็บมือตัวเอง
“เจเรมี่ ไบลธ์” ชายหนุ่มหล่อร่างท้วมหน้าตาร่าเริง ผมหยิกสีอ่อนๆ ตาสีฟ้าสดใส
“ชาร์ลี แบกซ์เตอร์ฮะ” เด็กชายวัยสิบสองขวบบอก เขามีร่างอ้วนกลม ผิวละเอียดสวย ผมสีดำ ท่าทางเย็นชาจนเห็นได้ชัด สายตานั้นก็ใคร่ครวญผิดวัย
“คุณรู้จักผมแล้ว ผู้พันปีเตอร์ เฟรม เรียกผมว่าผู้พันก็พอ ใครๆก็เรียกอย่างนี้” ผู้พูดคือชายร่างเล็กหนวดเรียวสีเทา ใบหน้าผอมมีริ้วรอย ปากบ่งบอกความเจ้าอารมณ์และความอ่อนแอ สวมชุดตกปลาใหม่เอี่ยม
“อลิซ วิลสัน” หญิงสาวท่าทางมีชีวิตชีวา พูดออกสำเนียงลิเวอร์พูลเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าไม่ได้เรื่อง
“ฉันคือเลดี้เจน วินเทอรส์ พวกเธอทุกคนเรียกฉันว่าเลดี้เจนก็พอ ใครๆก็เรียกอย่างนี้”
ผู้หญิงร่างอ้วนใหญ่ อกโตถูกรัดเอาไว้ในเสื้อผ้าไหม ต้นขามหึมาโป่งตึงแน่นปั๋งอยู่ในกางเกงขาสั้นแค่เข่า หน้าแข้งอ้วนๆอยู่ในถุงเท้าขนแกะ หน้าอ้วนฉุมีดวงตาสีฟ้าโตเปลือกตาหนา จมูกเล็กๆงอลงคล้ายๆจะงอย ปากห้อยตกแบบคนผิดหวัง
“ในเมื่อเราได้รู้จักชื่อกันและกันแล้ว ขอเชิญดื่มกาแฟกันเลย” จอห์นบอกอย่างสดใส
เฮมิชแกะตัวเองออกจากเก้าอี้ที่จับจองอยู่ เดินเอื่อยๆตรงมายังโต๊ะกาแฟ
เลดี้เจนมองนายตำรวจที่ค่อยๆย้ายร่างเข้ามาใกล้อย่างเกลียดขี้หน้า
“นี่ตำรวจหมู่บ้านมาเรียนตกปลาด้วยเรอะ” หล่อนถาม เสียงสูงๆแปร๋แปร๋นนั้นน่ารำคาญหูยิ่งนัก
“ไม่ครับ มิสเตอร์แมคเบธมักจะมาร่วมทานกาแฟกับเราในวันแรก”
“ทำไม”
เลดี้เจนท้าวสะโพกมหึมา เอาร่างอ้วนพีมาขวางระหว่างเฮมิชกับโต๊ะกาแฟ นายตำรวจชะเง้อคอมองข้ามไหล่อ้วนๆของหล่อนไปยังเหยือกกาแฟ
“อ๋อ” จอห์นพูดอย่างโกรธๆ ตาเฮมิชนี่น่าจะพูดอะไรด้วยเองบ้าง “เราทุกคนต่างก็ชอบกินกาแฟกัน และ...”
“ฉันไม่ได้จ่ายภาษีเพื่อให้ข้าราชการได้มาเที่ยวเอ้อระเหยลอยชายนะยะ” เลดี้เจนว่า “ไปทำงานไป๊ เจ้าพลตำรวจ”
เจ้าพลตำรวจก้มลงมองหล่อน ดวงตาสีน้ำตาลมีแววซื่อบื้อ เขาขยับจะก้าวอ้อมไป แต่เลดี้เจนรีบขวางเอาไว้อีก
“คุณตำรวจครับ ดื่มกาแฟธรรมดาหรือเปล่า”
มาร์วิน รอธถาม เขาเป็นชายร่างสูง แต่มีพุง จึงดูคล้ายลูกแพร์ที่ข้างบนผอมข้างล่างอ้วน ศีรษะกลมๆล้านเลี่ยน สวมแว่นขอบกระหนาเตอะ เขาดูเหมือนชาวอเมริกันที่มีอันจะกินแบบที่เห็นเสมอในการ์ตูน
เฮมิชพูดออกมาเป็นครั้งแรก
“ธรรมดาผมดื่มน้ำชา” เขาพูดด้วยสำเนียงไฮแลนด์นุ่มๆ “แต่ถ้ามีโอกาสผมก็ดื่มกาแฟ”
“เขาหมายความว่าจะใส่นมกับน้ำตาลหรือเปล่าน่ะ” จอห์น คาร์ตไรต์อธิบาย เขาชินเสียแล้วกับการแปลภาษาอเมริกันให้คนอังกฤษฟัง
“ใส่คราบ ขอบคุณคราบ” เฮมิชกล่าว
เลดี้เจนตัวพองโตด้วยความเดือดดาลเมื่อเห็นมาร์วินรินกาแฟ แล้วยื่นส่งข้ามไหล่หล่อนไปให้พลตำรวจ อลิซ วิลสันหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างอดไม่อยู่ แล้วรีบเอามือปิดปากกลั้นเอาไว้ เลดี้เจนขยับไหล่อ้วนๆอย่างแรงกระแทกถ้วยกาแฟกระเด็นหวือ
เงียบกันไปอย่างอิหลักอิเหลื่อ เฮมิชก้มลงหยิบถ้วยขึ้นจากพื้น ยืนมองมันอย่างครุ่นคิด แล้วจึงมองไปทางเลดี้เจนอย่างช้าๆ ตรงๆ เลดี้เจนถลึงตาตอบอย่างมีชัย
“โธ่เอ๊ย ให้เขาดื่มกาแฟเถอะน่า” เอมี่ รอธถอนหายใจ หล่อนเป็นสาวผมบลอนด์รูปร่างหน้าตาอ่อนกว่าวัย ตาโตๆ อกนุ่มโต และมีข้อมือที่ดูแกร่งแข็งแรงอย่างข้อมือนักเทนนิส
“ไม่ได้” เลดี้เจนยืนกรานอย่างดื้อดึง ขณะที่จอห์น คาร์ตไรต์โบกสะบัดสมุดจดไปมา ภาวนาขอให้มีใครมาช่วยเหลือโดยด่วน ทำไมเฮมิชถึงไม่ไปไปเสียนะ
เลดี้เจนหันหลังให้เฮมิช ทำตาวาวใส่มาร์วินราวกับจะท้าทายให้เขารินกาแฟอีกถ้วย อลิซ วิลสันมองอย่างรันทด ทำไมหล่อนถึงต้องอยากมาพักร้อนที่นี่ด้วยนะ มันไม่ได้เรื่องที่สุด ราคาก็แพงเหลือเกิน แพงกว่าที่หล่อนจะมีปัญญาจ่ายไหว
แต่ขณะที่มองนั้น ก็ต้องทำตาโตอย่างอัศจรรย์ใจ เมื่อเห็นนายตำรวจเอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้มาหนีบบั้นท้ายมหึมาของเลดี้เจนเสียเต็มก้อนอย่างแรง
“ว้าย แกหยิกก้นช้าน!” เลดี้เจนกรี๊ด
“ออค เปล่าเลย” นายตำรวจปฏิเสธหน้าตาเฉย เดินผ่านเลดี้ผู้เดือดเป็นไฟไปรินกาแฟให้ตัวเอง “คงต้องเป็นตัวมิดจ์ไฮแลนด์ละมังคราบ ฟันมันคมยังกะไดโนเสาร์แน่ะ”
ตัวมิดจ์นั้นคล้ายๆกับยุง มีอยู่มากในแถบที่เป็นหนองบึงเฉอะแฉะ
เขาเดินทอดน่องกลับไปยังเก้าอี้ตัวเดิมข้างๆหน้าต่าง นั่งลง สองมือกุมถ้วยกาแฟเอาไว้
“ฉันจะเขียนคำร้องไปฟ้องเจ้านายแก” เลดี้เจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นี่ ว่าไง จะมีใครแจกกาแฟรึเปล่ายะ”
“ฉันว่าเราคงต้องช่วยตัวเองแหละจ้ะ เธอจ๋า” เอมี่ รอธบอกเสียงหวานจ๋อย
จอห์น คาร์ตไรต์เห็นว่าคงจะไม่มีการโอภาปราศรัยกันระหว่างดื่มกาแฟแน่ เลยตัดสินใจเริ่มต้นบรรยายทันที
พอเริ่มได้เครื่องก็ชักอุ่นเหมือนเคย เขาบอกนักเรียนเกี่ยวกับบริเวณที่จะไปตกปลา เกี่ยวกับนิสัยของแซลมอนที่ชอบทำตัวลึกลับหาไม่ค่อยเจอ เกี่ยวกับสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ และแล้ว ก็แจกห่อพลาสติกเล็กๆ ข้างในมีสายไนล่อน
เขากำลังจะเรียกเฮเธอร์มาสอนชั้นเรียนให้รู้จักผูกสายลีดเดอร์ ซึ่งเป็นสายสั้นๆที่อยู่ระหว่างสายเบ็ดกับตัวเบ็ด แต่แล้วก็รู้สึกว่า ไม่อาจทนเห็นภรรยาถูกเลดี้เจนตัวร้ายข่มเหงเอาได้ ระหว่างบรรยายนั้นเจ้าหล่อนเงียบไปอย่างผิดปกติ แต่เขาแน่ใจเอามากๆว่า หล่อนจะมีแรงแผลงฤทธิ์อีกเร็วๆนี้แหละ เขาเลยตัดสินใจลงมือสอนด้วยตัวเอง
“ต่อไปนี้ผมจะสอนให้พวกคุณรู้จักผูกสายลีดเดอร์” เขาบอก
“สายลีดเดอร์นี่มันอะไรกันยะ” เลดี้เจนแว้ดใส่
“สายลีดเดอร์” จอห์นอธิบาย “เป็นสายไนล่อนบางๆที่ผูกติดกับปลายสายเบ็ด ปลายด้านหนึ่งจะหนากว่าอีกด้านหนึ่ง การใช้สายลีดเดอร์ที่เหมาะสมและการเหวี่ยงเบ็ดอย่างถูกต้องจะทำให้เหยื่อปลอมแตะอยู่บนผิวน้ำเบาๆ ส่วนบนของสายลีดเดอร์ซึ่งผูกติดกับสายเบ็ดนั้น มีขนาดเล็กกว่าสายเบ็ดเพียงเล็กน้อย และจะบางลงไปเรื่อยๆจนถึงส่วนปลาย
“พวกคุณจะต้องหัดมัดสายลีดเดอร์ที่ว่านี้ โดยปมที่เราจะมัดกันนี้เรียกว่าบลัดน็อต หากคุณไม่เคยผูกสายไนล่อนบางๆอย่างนี้มาก่อน คุณจะเห็นว่ามันยากมาก ฉะนั้น พวกคุณจะต้องใช้เวลาฝึกกับมันอย่างจริงจัง”
“ฉันเห็นลีดเดอร์สำเร็จรูปมีขายที่ร้านอุปกรณ์ตกปลา” เลดี้เจนบอกอย่างฉุนเฉียว “ทำไมเราต้องมาเสียเวลากับการผูกปมยังกับเด็กลูกเสือด้วย ทั้งๆที่เช้านี้อากาศดีน่าจะออกไปข้างนอกมากกว่า”
เสียงเยือกเย็นของเฮเธอร์ดังมาจากประตู จอห์นถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“ฉันคือเฮเธอร์ คาร์ตไรต์ สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน คุณถามเกี่ยวกับสายลีดเดอร์ใช่ไหมคะ
“สายลีดเดอร์ที่ทำขายนั้นเขาทำโดยไม่มีปมค่ะ” เฮเธอร์บอกพลางเดินเข้ามาในห้อง “คุณซื้อได้ในขนาดเจ็ดฟุตครึ่งถึงสิบสองฟุต แต่คุณจะพบว่าสายลีดเดอร์ที่ซื้อเขามานั้นมักจะขาดตรงปลาย และยังไงก็ต้องหัดมัดมันอยู่ดี
“เอาละค่ะ ดูให้ดีๆนะคะ ฉันจะสาธิตให้ดูว่าจะทำอย่างไร ผู้พันคะ คุณจะออกไปที่มาร้ากเองเลยก็ได้นะ” เฮเธอร์เสริม “ไม่จำเป็นต้องนั่งฟังอีกรอบหรอก”
“ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องตกปลาแบบใช้เหยื่อปลอม” ผู้พันบอกอย่างอารมณ์ดี “มันมีอะไรใหม่ๆให้หัดอยู่เสมอ ผมจะอยู่ต่อสักหน่อย”
อลิซ วิลสันปลุกปล้ำกับปมอย่างยากลำบาก พอมัดได้อีกข้างก็ต้องพบว่าข้างแรกคลายตัวออกเองอย่างมหัศจรรย์
เด็กน้อยชาร์ลีนั้นผูกปมอย่างคล่องแคล่ว ราวกับผูกเป็นมาตั้งแต่แบเบาะ
“ช่วยฉันหน่อยได้ไหมหนู” หล่อนกระซิบ “เธอเก่งจังเลย”
“ไม่ได้ฮะ ทำอย่างนั้นผมว่าเป็นการโกง” เด็กชายดุเสียงจริงจัง “ถ้าไม่หัดทำให้ได้ด้วยตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันทำได้”
อลิซหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
“ผมจะช่วยเอง” เสียงใจดีดังขึ้นข้างๆ
อลิซหันไปเห็นเจเรมี่ ไบลธ์มองมาอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาดึงสายลีดเดอร์ไปจากหล่อน แล้วเริ่มสาธิตให้ดู
หลังจากทุกคนในชั้นพยายามกันอย่างทุลักทุเลอยู่หลายนาที เฮเธอร์ก็บอกว่า “หัดผูกสายลีดเดอร์ให้ได้ก่อนที่เราจะออกไปตกปลากันวันพรุ่งนี้นะคะ สำหรับตอนนี้ให้ทุกคนขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ลงมาพบกันที่นี่ในอีกครึ่งชั่วโมง จอห์นจะพาไปที่มาร้ากเพื่อสอนวิธีเหวี่ยงสายเบ็ด”
“เจอกันใหม่อีกครึ่งชั่วโมงนะ” เจเรมี่บอกอย่างร่าเริง “คุณชื่ออลิซใช่ไหม”
อลิซพยักหน้าอายๆ
“และฉันชื่อแดฟนี่” อีกเสียงดังขึ้นอย่างยั่วเย้า “หรือว่าคุณลืมไปแล้ว”
“ผมจะลืมได้ยังไง” เจเรมี่ถาม “เรานั่งรถไฟเฮงซวยนั่นมาด้วยกัน”
ทั้งคู่เดินคล้องแขนกันออกไป อลิซรู้สึกทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นไปอีก หล่อนมีความหวังอยู่ชั่วขณะว่าจะได้เจเรมี่เป็นเพื่อน แต่แดฟนี่ที่สวยหรูกว่านั้นได้จับจองเขาไว้เสียแล้ว
เลดี้เจนมองเสื้อกางเกงผ้าใยสังเคราะห์สีฟ้าออกขาวของอลิซอย่างไม่พอใจ
“หวังว่าเธอคงเอาเสื้อผ้าที่เหมาะสมกว่านี้มาด้วยนะ” หล่อนพูดอย่างหยาบคาย “แต่งชุดแบบนั้นมีหวังปลาตกใจหนีกันกระเจิง”
อลิซรีบเดินหนีเพราะไม่สามารถคิดหาคำโต้ตอบที่สาสมได้ แน่นอนละ เมื่อไปถึงห้องนอนแล้วหล่อนจะคิดหาคำเจ็บๆได้เยอะเชียว มันเป็นเช่นนี้เสมอมา
หล่อนมองเงาตัวเองในกระจก สูทเสื้อกางเกงชุดนี้ตอนอยู่ในลอนดอนดูสวยสดใสไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับดูจัดจ้านราคาถูก
พวกที่มีความรักนี่ช่างทำอะไรโง่เง่าได้สารพัดเชียว อลิซคิดอย่างขมขื่นขณะเอากางเกงลูกฟูกตัวเก่า เสื้อสเวตเตอร์แบบทหาร กับรองเท้าบู๊ตสำหรับกันน้ำยี่ห้อเวลลิงตันออกมาจากตู้
ทั้งนี้เพราะอลิซเป็นเลขาฯของมิสเตอร์โธมัส แพท-เทอร์สัน-เจมส์ มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์เป็นหัวหน้าสมุห์บัญชีของบริษัทแบกซ์เตอร์แอนด์แบร์รี่อิมพอร์ตเอ็กซ์-พอร์ต เขาอายุสี่สิบสี่ หล่อเหลาแบบคมเข้ม... และแต่งงานแล้ว
อลิซหลงรักเขาเต็มหัวใจทีเดียว
เขาจะหยอกล้อหล่อน ขยี้ผมหล่อน เรียกหล่อนว่า ‘แม่สาวลูกทุ่ง’ อลิซจะยิ้มตอบอย่างชื่นชมบูชา ในใจนึกอยากเป็นคนทันสมัยสวยเฉียบอย่างสาวชาวกรุงเหมือนคนอื่นบ้าง
มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์มักจะพูดเป็นนัยๆว่า ชีวิตแต่งงานของเขานั้นไม่มีความสุขเลย เขาถึงกับถอนหายใจที่จะต้องไปพักร้อนประจำปีในสกอตแลนด์ แต่อธิบายว่ามันเป็นสิ่งที่ใครๆเขาทำกัน
อลิซสรุปเอาว่า ใครๆที่ว่านั้นจะต้องเป็นคนทันสมัยและสลักสำคัญ และพวกนี้จะไปสกอตแลนด์ในเดือนสิงหาคมเพื่อฆ่าสัตว์ หากไม่ฆ่านกเกราส์ที่ดูคล้ายๆไก่อ้วน ก็ตกปลาแซลมอนเล่น
ฉะนั้น เมื่ออลิซอ่านพบบทความเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตกปลาในนิตยสารเดอะฟีลด์ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับชีวิตในชนบทเข้า ก็ตัดสินใจสมัครไปทันที หล่อนจินตนาการถึงสีหน้าตื่นเต้นระคนนับถือของเจ้านายเมื่อหล่อนบอกอย่างไม่แยแสนักว่า ตกได้ปลาแซลมอนตัวใหญ่ขนาดยี่สิบปอนด์หลังจากที่ต้องชักเย่อกับมันอยู่ตั้งนาน
อลิซอายุสิบเก้าปี ผมสีน้ำตาลละเอียดฟู ตาสีน้ำตาลห่างกันหน่อย รูปร่างผอมบางจนดูเกือบเหมือนร่างของเด็กผู้ชายนี่แหละคือสิ่งที่หล่อนแอบเซ็งอยู่คนเดียว
ครั้งหนึ่งหล่อนเคยเห็นมิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์เดินคล้องแขนควงกับสาวผมบลอนด์อกโต ไม่รู้ว่าแม่สาวผมบลอนด์ทรงอร่ามนั่นเป็นมิสซิสแพทเทอร์สัน-เจมส์หรือเปล่า
ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศอังกฤษเลย อลิซคิดพลางมองออกไปยังทะเลสาบซึ่งชาวสกอตเรียกว่าลอค ลอคที่ว่านี่ต้องแสงอาทิตย์จนเป็นประกาย หมู่บ้านนี้เล็กจิ๋วนิดเดียว มีพื้นที่สูงกว้างปกคลุมด้วยต้นเฮเธอร์สีม่วงๆ ภูเขาสูงเสียดฟ้าดูบิดๆงอๆ ดุร้ายป่าเถื่อนน่าดู
หล่อนจะลองยอมทนอีกสักวันหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน จะได้เงินคืนไหมนะ พอคิดว่าจะไปขอเงินคืน จิตใจอันขลาดกลัวก็นึกขยาดเสียแล้ว มีแต่พวกคนสามัญไร้สกุลเท่านั้นแหละที่ทำกัน
มิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์มักจะเรียกคนอื่นๆว่าเป็นพวกคนสามัญไร้สกุล
ทันใดนั้นเอง หล่อนก็ได้ยินเสียงดังเอะอะมาจากระเบียงข้างล่าง และแล้ว ก็ได้ยินเสียงสำเนียงอเมริกันของมิสเตอร์มาร์วิน รอธพูดอย่างดุร้าย
“ถ้านังนั่นไม่หุบปากระยำหมาเสียละก็ ผมจะหุบให้เอง”
มีเสียงประตูปิดปังสนั่น ตามด้วยความเงียบ
อลิซนั่งลงบนเตียง ขาข้างหนึ่งสวมอยู่ในกางเกง อีกข้างหนึ่งอยู่ข้างนอก ความคิดเกี่ยวกับผู้ชายชาวอเมริกันของหล่อนนั้น มาจากงานเขียนของ พี. จี. โวดเฮาส์ ซึ่งเขียนงานที่มีอารมณ์ขันค่อนไปทางประชดประชัน วูดเฮาส์บรรยายว่าผู้ชายที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างมาร์วินนั้น แม้ว่าอาจจะเป็นนักโทษที่เคยติดคุกซิง-ซิง อันเป็นคุกควบคุมนักโทษที่ประกอบอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดมาแล้ว เมื่ออยู่กับภรรยา ยังควรจะต้องทำตัวอ่อนหวานใจดีกับภรรยาถึงจะถูก
คนกลุ่มนี้จะร้ายกาจกันทุกคนหรือเปล่านะ และปากใครที่จะถูกเขาหุบให้ ปากเลดี้เจนหรือ
เจเรมี่ ไบลธ์นั้นดูน่ารักดี แต่มักจะมีผู้หญิงประเภทแดฟนี่คอยแย่งผู้ชายดีๆไปได้เสมอ มิสซิสแพทเทอร์สัน-เจมส์ดูคล้ายๆแดฟนี่หรือเปล่านะ
เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยอลิซก็มองเงาตัวเองในกระจกอย่างหม่นหมอง กางเกงลูกฟูกกระชับสะโพกแบนๆพอดี เสื้อหนาวตัวใหญ่เทอะทะซ่อนอกที่ไม่ค่อยจะมีได้อย่างมิดชิด รองเท้าบู๊ตเวลลิงตันนั้น... ก็เป็นธรรมดาๆแบบรองเท้าบู๊ตเวลลิงตันนั่นแหละ
อลิซบรรจงสวมหมวกขนสัตว์สีน้ำตาลใหม่เอี่ยมลงบนผมสีน้ำตาลนุ่มสลวยอย่างประณีต แลบลิ้นใส่กระจก แล้วออกไปจากห้อง เดินลงบันไดไปพลางพึมพำว่า “ถ้าทนไม่ไหวฉันจะไม่อยู่ต่อ”
แล้วต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าทุกคนแต่งตัวคล้ายๆหล่อน ยกเว้นแต่เลดี้เจน ที่แค่เปลี่ยนจากรองเท้าคู่ที่สวมไปเป็นรองเท้าบู๊ต เสื้อกับกางเกงนั้นเป็นของเดิมที่สวมตั้งแต่เช้า
“เราจะเดินไปที่มาร้ากกัน” จอห์น คาร์ตไรต์บอก “เฮเธอร์จะขับรถสเตชั่นแวก้อนขนคันเบ็ดกับอาหารเที่ยงนำหน้าไปก่อน”
ลอคมาร้าก หรือมาร้ากเฉยๆอย่างที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น คือที่ที่จอห์นใช้สอนตกปลา เป็นลอคกลมๆห้อมล้อมด้วยป่าไม้สวยงาม สุดลอคด้านหนึ่งน้ำจะไหลออกแล้วลงเป็นน้ำตกหลายๆชั้นสู่ลอคดูบ์ซึ่งเป็นลอคที่เปิดออกสู่ทะเล บริเวณนี้มีปลาเทราต์และปลาแซลมอนชุกชุมมาก
ผู้พันพาตัวเองไปตกปลาตรงแอ่งน้ำเหนือน้ำตกอย่างร่าเริง ขณะที่คนอื่นๆต่างก็ถือคันเบ็ดไปรวมตัวกันตรงฟากที่ตื้นหน่อยของลอค เพื่อรอฟังคำสอนการเหวี่ยงสายเบ็ด ที่ปลายสายลีดเดอร์นั้น แทนที่จะเป็นตะขอ ก็เป็นสำลีชิ้นเล็กๆแทน
ตอนนั้นเอง ที่สมาชิกในชั้นพบว่าเลดี้เจนไม่เพียงแต่หยาบคายและก้าวร้าวมากเท่านั้น แต่ยังซุ่มซ่ามอย่างเหลือเชื่อด้วย
ถึงแม้ว่าลอคนั้นจะห่างจากโรงแรมเพียงไม่ไกล แค่เดินไปก็ถึง แต่เลดี้เจนกลับยืนกรานที่จะขับรถของตัวเองมาจอดไว้ตรงริมลอคให้ได้ หล่อนถอยรถจากถนนลงสู่พื้นหญ้า ทับอาหารกลางวันที่วางอยู่แหลกลาญ
นอกจากนี้หล่อนยังไม่ยอมฟังสิ่งที่จอห์นสอน จัดแจงสะบัดสายเบ็ดไปมาอย่างดุเดือด จนมันตวัดรัดคอมาร์วิน รอธจนตาแทบถลนออกนอกเบ้า เสร็จแล้วก็ลุยโครมๆลงไปในน้ำโดยไม่เห็นชาร์ลี แบกซ์เตอร์น้อย ทำเอาพ่อหนูกระเด็นหน้าคว่ำทิ่มลงไปในโคลน
ชาร์ลีร้องไห้โฮ เตะหน้าแข็งเลดี้เจนเข้าปังใหญ่ก่อนที่เฮเธอร์จะอุ้มเขาขึ้นแล้วลากพ่อหนูออกไป
“ผมอยากจะฆ่านังนี่จริงๆ” จอห์นพึมพำ “หล่อนทำลายวันพักร้อนของทุกๆคน”
“ใจเย็นๆค่ะ ใจเย็นๆ” เฮเธอร์ปลอบ “ฉันจะจัดการกับหล่อนเอง คุณไปดูแลคนอื่นๆเถอะ”
อลิซฟังจอห์น คาร์ตไรต์อย่างตั้งอกตั้งใจ เขากำลังสอนด้วยเสียงที่ตอนนี้สั่นนิดๆ
“มือขวาจับคันเบ็ดยื่นไปข้างหน้า มือซ้ายดึงสายเบ็ดออกจากรอกสักหนึ่งฟุต ยกคันเบ็ดขึ้นโดยหักข้อมือลงหน่อย เอาสายเบ็ดขึ้นจากน้ำอย่างนุ่มนวล แต่อย่างมีพลังพอที่จะสะบัดมันไปข้างหลังได้ แล้วหยุดคันเบ็ดให้มันค้างตั้งตรงระดับนาฬิกาชี้เลขสิบสอง จากนั้น ใช้มือซ้ายที่จับสายเบ็ดอยู่ดึงสายเบ็ดลงข้างล่าง พอรู้สึกว่าสายเบ็ดที่อยู่ข้างหลังตึง ก็ให้ตวัดคันเบ็ดกลับไปด้านหน้า หยุดตรงที่เข็มนาฬิกาชี้เลขสิบ ปล่อยสายลงน้ำเบาๆ โอ้โฮ ดีมากๆเลย อลิซ”
อลิซแก้มแดงระเรื่อด้วยความยินดี เฮเธอร์พูดอะไรบางอย่างกับเลดี้เจน ทำให้เลดี้เจนเดินกระทืบเท้าจากไป เมื่อปราศจากความหยาบคายของหล่อนแล้ว ทุกสิ่งก็เริ่มสดใสมีสีสันขึ้น เฮเธอร์ตะโกนบอกว่าหล่อนจะกลับไปเอาอาหารกลางวันชุดใหม่มาจากโรงแรม
เหยี่ยวตัวหนึ่งกางปีกร่อนอยู่บนท้องฟ้าสีครามกระจ่าง พุ่มเฮเธอร์สีม่วงขนาดใหญ่ชะโงกมองเงาตัวเองในลอคใส น้ำเต้นกระเพื่อมเมื่อถูกอลิซเดินลุยไปอย่างฝันๆ หล่อนเหวี่ยงเบ็ดครั้งแล้วครั้งเล่าจนปวดแขนไปหมด
เฮเธอร์กลับมาพร้อมกับอาหารกลางวัน ทุกๆคนยกเว้นเลดี้เจนกับผู้พัน พากันไปล้อมรอบรถ
ทันใดนั้นเอง มันก็เหมือนเป็นการพักร้อนตากอากาศจริงๆขึ้นมา พ่อชาร์ลีน้อยถูกเฮเธอร์พากลับมา ตัวยังเปียกชื้น แต่ได้ล้างหน้าล้างตาจนสะอาดเอี่ยมแล้ว และนั่งพิงล้อรถ ปากเคี้ยวแซนด์วิชอย่างมีความสุข
แล้วเขาก็ส่งเสียงเล็กๆขึ้นอย่างชัดเจนว่า
“ผู้หญิงคนนั้นน่าเกลียดที่สุดเลย”
ไม่มีใครถามว่า “คนไหน”
ถึงแม้จะไม่มีใครต่อเติมเสริมท้ายคำวิจารณ์ของชาร์ลี แต่ทุกคนก็พันผูกเข้าเป็นหนึ่งด้วยความรู้สึกเดียวกัน นั่นคือความชิงชังเลดี้เจน และเพราะความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้หล่อนทำลายบรรยากาศมากไปกว่านี้
“อ้าว นั่นคุณตำรวจแมคเบธนี่” อลิซว่า
ร่างผอมโย่งของตำรวจหนุ่มปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
“แซนด์วิชนี่หน้าตาน่ากินมากนะ” เขาพูดลอยๆพลางเหม่อมองท้องฟ้า
“เชิญตามสบาย” เฮเธอร์บอกอย่างค่อนข้างฉุน “อาหารกลางวันแบบนี้ราคาไม่แพงเลย มิสเตอร์แมคเบธ”
“งั้นเหรอคราบ” พลตำรวจหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี “ดีใจจริงๆที่ได้ยิน ผมไม่อยากกินอาหารที่ราคาแพงๆหรอก”
แล้วอลิซก็ต้องมองอย่างขบขัน เมื่อเขาควักถ้วยพลาสติกเล็กๆแบบย่อให้หดเล็กลงได้จากเสื้อตัวนอก แล้วยื่นให้เฮเธอร์ผู้ซึ่งพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอขณะรินน้ำชาให้เขา
“ท่าทางบริเวณนี้คงไม่ค่อยมีอาชญากรรมเท่าไรนะ คุณตำรวจ” แดฟนี่พูดแดกดัน
“จะว่ายังงั้นก็ไม่ได้หรอกคราบ” เฮมิชพูดพลางกัดกินแซนด์วิช “คนเรานี่ร้ายเหลือละคราบ คืนวันเสาร์เมากันเละ แย่จริงๆ”
“คุณเคยจับอะไรที่มันใหญ่ๆสำคัญๆได้บ้างมั้ย” แดฟนี่ถามต่อ สบตาเจเรมี่ ไบลธ์เพื่อเชิญชวนให้มาแกล้งเฮมิชด้วยกัน
“ไม่เคยละคราบ ผมไม่เคยจับได้ระดับนายพัน บางครั้งได้แค่พลทหารไม่กี่คน”
เอมี่ รอธส่งเสียงหัวเราะลั่น แดฟนี่แว้ดเฮมิชอย่างเดือดดาล “นี่คุณจงใจงี่เง่ารึเปล่ายะ”
เฮมิชทำท่าตื่นตระหนก “ไม่ใช่ผมแน่ ผมไม่มีวันกล้าจงใจทำตัวงี่เง่าหรอกคราบ คุณคราบ พอๆกับที่คุณคงไม่กล้าจงใจทำตัวสะแหลนแป๋นนั่นแหละ”
“หมดเขตสนุกแล้ว” เจเรมี่กระซิบกับอลิซ “เลดี้เจนกลับมาแล้ว”
นางยักษ์ย่ำธรณีตึงๆเหยียบต้นไม้ใบหญ้าราบมาเป็นทาง ใบหน้าอ้วนฉุแดงระเรื่อ แก้มข้างหนึ่งมีรอยขีดข่วน แต่ตานั้นฉายแววมีชัย มันเปล่งประกายพึงพอใจอะไรบางอย่าง
จอห์น คาร์ตไรต์รีบจัดการย้ายนักเรียนของเขาไปยังบริเวณที่ไกลกว่าเดิม มีการแจกกล่องตะขอเบ็ด มีการสอนผูกปมอีกหลายแบบ
คราวนี้ แม้แต่เลดี้เจนยังพยายามปลุกปล้ำกับเส้นไนล่อนลื่นๆอย่างเงียบๆ คณะเล็กๆตื่นเต้นอยากตกปลากันจะแย่แล้ว
“เอาละ” เฮเธอร์กล่าวขึ้น “ครั้งนี้เราจะให้สายลีดเดอร์ที่มัดปมแล้วแก่ทุกๆคนนะคะ แต่สำหรับวันพรุ่งนี้เช้าคุณต้องผูกปมของตัวเองให้พร้อม เดี๋ยวตอนบ่ายเราจะไปแม่น้ำแอนสตีย์กัน เอาใบอนุญาตตกปลานี่ไปด้วย... ฉันจะแจกให้คนละใบ... เผื่อตำรวจน้ำเรียกตรวจ
“มาร์วินกับเอมี่คะ ฉันเชื่อว่าคุณคงเคยตกปลาแบบใช้เหยื่อปลอมมาแล้วที่อเมริกา พอไปถึงแม่น้ำก็ให้คุณเริ่มตรงต้นๆน้ำนะคะ และขอแนะนำให้เคลื่อนไปเรื่อยๆ อย่าตกปลาในจุดเดียวนานเกินไป เดี๋ยวพอกลับไปถึงโรงแรมก่อนที่เราจะออกไปยังแม่น้ำ เราจะเอาเวดเดอร์ให้” เวดเดอร์เป็นรองเท้าบู๊ตกันน้ำหรือกางเกงกันน้ำที่สูงถึงสะโพก ใช้สำหรับลุยออกไปกลางน้ำ “พอถึงแม่น้ำแล้วฉันกับจอห์นจะสอนพวกคุณว่าจะทำอะไรบ้าง เราจะต้องเอารถไป ฉันกับจอห์นจะพาอลิซกับชาร์ลีไป แดฟนี่ไปกับเจเรมี่ พวกคุณที่เหลือทุกคนมีรถมาเอง มีใครเห็นผู้พันบ้างไหมคะ”
เลดี้เจนพูดขึ้น “เขาตกปลาอยู่อีกฟากของลอค ทำตัวยังกับเป็นนักตกปลาใหญ่แน่ะ อย่างน้อยก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากที่แกล้งทำตัวเป็นชายชาติทหารละ”
“พวกคุณไปโรงแรมกันได้เลย” จอห์นรีบพูดขึ้น “ผมจะไปหาผู้พันเอง”
“ผมอยากให้คุณไปด้วยจัง” เจเรมี่พูดกับอลิซ
หล่อนมองเขาอย่างประหลาดใจ หล่อนหมกมุ่นลุ่มหลงอยู่กับมิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์จนไม่เคยหยุดคิดเลยว่าจะมีชายอื่นมาเห็นว่าหล่อนสวยน่าสนใจบ้างหรือเปล่า
เจเรมี่ไปกับแดฟนี่ อลิซลอบพิจารณาเขา จริงๆแล้วเขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมากๆเชียวละ น้ำเสียงไพเราะหู ออกจะแหบนิดๆ เขาไม่ทำเสียงอึกอักติดอยู่ในลำคออย่างมิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์ด้วย
หัวใจหล่อนแบ่งบานขึ้นเล็กน้อย เผลอยิ้มให้กับแผ่นหลังของเจเรมี่โดยไม่รู้ตัว
“ไม่มีหวังหรอกย่ะ” เลดี้เจนปรากฏตัวข้างๆอลิซ “เขาเป็นพวกตระกูลซัมเมอร์เซ็ต ไบลธ์ เกินฐานะหล่อน อย่างที่เขาเรียกว่าใฝ่สูงเกินศักดิ์ไง แดฟนี่น่ะค่อยอยู่ในระดับเดียวกับเขาหน่อย”
อลิซเต็มไปด้วยความขมขื่นชิงชังจนแทบสำลัก
“อย่าเสือก นังผีเสื้อสมุทร!” หล่อนกรี๊ดใส่ด้วยสำเนียงสาวชนชั้นแรงงานแถบลิเวอร์พูลชัดเจน
“เยี่ยมมาก!” มาร์วินชมอย่างร่าเริง
เลดี้เจนพึมพำอะไรบางอย่าง อลิซคิดว่าหล่อนพูดว่า “ฉันจะทำให้แกเสียใจที่พูดอย่างนั้น” แต่คงเป็นอุปาทานหูแว่วไปเองมากกว่า
อลิซเตรียมพร้อมที่จะถูกตัดขาดจากเจเรมี่ตลอดทั้งบ่าย แต่เมื่อไปถึงแม่น้ำแอนสตีย์ ซึ่งส่วนหนึ่งขยายกว้างออกกลายเป็นลอคขนาดใหญ่ เฮเธอร์ก็ได้จัดการให้เจเรมี่กับอลิซนั่งเรือพายไปตกปลาในบริเวณใกล้ๆ ขณะที่คนอื่นๆที่เหลือถูกจัดให้กระจายกันไปตามชายฝั่งห่างกันหลายๆไมล์
ก่อนที่จะยอมให้อลิซลงเรือนั้น เฮเธอร์ได้สอนเหวี่ยงสายเบ็ดอย่างเข้มข้นอีกครึ่งชั่วโมง อลิซสะบัดสายเบ็ดไปเกี่ยวหมวกตัวเอง เกี่ยวพุ่มไม้ด้านหลัง ทำสายลีดเดอร์พันกิ่งไม้
และแล้ว จู่ๆหล่อนก็พบว่าสามารถทำได้แล้ว
“ไม่ต้องพะวงกับสายเบ็ดที่เหวี่ยงไปทางด้านหลังนะ” เฮเธอร์กำชับ “แค่สนใจสิ่งที่ฉันสอนก็พอ ตอนนี้คุณพร้อมที่จะไปแล้ว เจเรมี่ คุณเคยตกปลาอย่างนี้มาก่อนนี่”
“ครับ แต่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไรหรอก” เจเรมี่บอก
“พายเรือทวนน้ำขึ้นไป แล้วปล่อยให้มันค่อยๆไหลกลับลงมาเอง” เฮเธอร์สั่ง “อาจจะไม่ได้แซลมอน แต่ควรจะได้ปลาเทราต์บ้าง”
เขาพายเรือทวนน้ำอย่างรวดเร็ว อลิซตั้งคันเบ็ดตรง มือกุมเอาไว้มั่นด้วยความหวาดเสียว จะทำอย่างไรดีถ้าหล่อนจับปลาได้ วันนี้อากาศอบอุ่นสดใส หล่อนรู้สึกหนักอึ้งไปหมดเพราะแบกหามอุปกรณ์มาสารพัด หล่อนสวมเวดเดอร์สีเขียวตัวยาวถึงสะโพกซึ่งหนักอึ้งอุ้ยอ้ายน่าดู มีดทำความสะอาดปลาอยู่ในกระเป๋าข้างหนึ่ง ยาทากันแมลงอยู่ในกระเป๋าอีกข้าง เพราะตัวมิดจ์สกอตจะแห่กันมาเป็นฝูงใหญ่ตอนใกล้พลบค่ำ
ที่คอของอลิซมีเชือกคล้องอยู่สองเส้น เชือกเส้นหนึ่งห้อยบ่วงถุงตาข่ายสำหรับใส่ปลา อีกเส้นหนึ่งห้อยกรรไกรอันเล็กๆคมกริบ
บนหมวกผ้าขนสัตว์นั้น มีผ้ามุ้งอย่างพวกเลี้ยงผึ้งใช้ห้อยลงมาคลุมหน้า แต่หล่อนตลบขึ้นไปไว้ข้างบน ถ้ามีแมลงเยอะๆก็จะดึงลงมาคลุมหน้า
เจเรมี่พักพายเอาไว้
“โฮ้ย ร้อนจริงๆ ถอดเสื้อผ้าออกบ้างดีกว่า”
อลิซหน้าแดงก่ำ แน่นอนละ เขาหมายความว่าควรจะถอดเสื้อขนสัตว์ตัวนอกออก แต่อลิซอยู่ในวัยที่ทุกสิ่งที่ได้ยินนั้นดูจะพาดพึงถึงเรื่องเซ็กซ์ไปเสียหมด จนอดสงสัยมิได้ว่า หรือว่าจิตใจของหล่อนจะสัปดนเกินไป
ดีนะที่หล่อนมองการณ์ไกลพอที่จะสวมเสื้อผ้าฝ้ายบางๆไว้ใต้เสื้อสเวตเตอร์แบบทหาร อลิซถอดหมวกออก คลายถุงตาข่าย ตามด้วยเสื้อเสว็ตเตอร์ วางเรียงทุกอย่างลงบนท้องเรือ หล่อนยังคล้องกรรไกรไว้รอบคออยู่ เพราะเฮเธอร์สั่งเสียเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะต้องมีกรรไกรไว้ใกล้มือเพื่อตัดตะขอเบ็ดออกจากสายเบ็ด
“เอาละ” เจเรมี่ว่า “เริ่มกันเลย!”
น้ำตรงนั้นนิ่งมาก เป็นน้ำสีออกน้ำตาลทองเพราะมีพีตหรือถ่านหินเลนผสมอยู่ มันต้องแสงแดดเป็นสีทองอร่าม ไอร้อนๆพากลิ่นหอมของต้นสนผสมผสานกับกลิ่นไทม์ป่า อลิซเกิดความรู้สึกรุนแรงมาก อยากจับอะไรให้ได้สักอย่าง... อะไรก็ได้
หล่อนเหวี่ยงสายเบ็ด เหวี่ยงแล้วเหวี่ยงอีกจนกระทั่งแขนปวดไปหมด
และแล้ว...
“ฉันได้อะไรบางอย่าง” หล่อนกระซิบ “สงสัยจะเป็นแซลมอน รู้สึกว่ามันใหญ่เบ้อเริ่มเลย”
เจเรมี่รีบหมุนรอกเพื่อม้วนสายเบ็ดของเขาเข้ามา หยิบถุงปลาของตัวเอง
“อย่าดึงเข้ามาเร็วนักนะ” เขาสอน คว้าไม้พายพายเรืออย่างช้าๆ คันเบ็ดของอลิซเริ่มโก่งงอ
“ม้วนเข้ามาอีก” เขาบอก
“โอ เจเรมี่” อลิซแก้มแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น “ฉันจะทำไงดี”
“ใจเย็นๆ... เย็นๆ”
อลิซทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หล่อนม้วนสายเบ็ดอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นเอง สายเบ็ดก็หลุดผลัวะ หล่อนกระชากมันขึ้นจากน้ำ
ตรงปลายตะขอมีสาหร่ายสีเขียวๆยาวๆห้อยต่องแต่งอยู่ชิ้นหนึ่ง
“โธ่เอ๊ย ฉันนึกว่าได้แซลมอนตัวหนักยี่สิบปอนด์เสียอีก” อลิซคร่ำครวญ “รู้อะไรไหม เจเรมี่ ฉันยังตัวสั่นไม่หายเลยนะเพราะความตื่นเต้น คุณว่าฉันป่าเถื่อนมากไหม คือปกติขนาดมดฉันยังไม่ฆ่าเลยนะ แต่นี่ฉันกลับพร้อมที่จะฆ่าอะไรก็ได้ที่ติดเบ็ดขึ้นมา”
“ผมคิดว่าคุณไม่ได้เป็นคนเงียบๆขี้อายเท่าไรหรอก” เจเรมี่แสดงความคิดเห็นพลางเหวี่ยงเบ็ดออกไปอีก “ดูจากที่คุณเล่นงานยายเลดี้เจนสิ ผมได้ยินมาหมดแล้ว”
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าจะพูดอย่างนั้นไปได้” อลิซกล่าวอย่างระมัดระวัง “ฉันไม่เคยใช้ภาษาแบบนั้นกับใครมาก่อนเลยในชีวิต แต่ตอนที่เรากินกลางวันกันน่ะ มันสวยงามจนฉันอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นตลอดไป แล้วจู่ๆหล่อนก็มาทำปากเสียก่อกวนเราอีก หล่อนพูดเป็นนัยๆด้วยนะ ยังกับว่าได้ตรวจสอบเราทุกคนแล้วก่อนที่จะมาที่นี่ หล่อน... หล่อนบอกว่าคุณเป็นพวกตระกูลซัมเมอร์เซ็ต ไบลธ์”
อลิซขบริมฝีปาก เกือบจะบอกเขาไปหมดทุกอย่างแล้ว
“อ้อ งั้นเรอะ สงสัยจะเป็นพวกที่ไม่มีอะไรทำ หวังว่าหล่อนคงไม่ทำให้ตำรวจหมู่บ้านนั่นเดือดร้อนนะ สงสัยคงเอาไปฟ้องเจ้านายเขาแน่”
“สงสารเฮมิชจัง”
“ผมว่าเฮมิชดูแลตัวเองได้หรอก อีกอย่าง ตำรวจที่ไหนจะอยากมาทำงานแทนเขา ว่ามั้ย ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับพวกที่ทะเยอทะยานหรอก”
“คุณทำงานอะไรเหรอคะ” อลิซถาม
“ผมเป็นทนายความ”
อลิซรู้สึกใจฝ่อขึ้นมาวูบหนึ่ง หล่อนแอบหวังว่าเขาจะทำงานที่ไม่ค่อยมีความหมายนักอย่างหล่อน
“คุณล่ะทำอะไร” เสียงเจเรมี่ถาม
เขาสวมเสื้อแขนสั้นลายตาราง กางเกงตัวเก่าโคร่ง แต่มาดหรูหรา มาดของผู้ที่คล่องแคล่วอยู่ในวงสังคมผู้ดี และมีเงินมีทอง
ในฉับพลันทันใดนั้นเอง อลิซก็อยากจะเสแสร้งว่าเป็นคนอื่น คนที่สำคัญกว่านี้
“ฉันเป็นหัวหน้าแผนกบัญชีที่บริษัทแบกซ์เตอร์แอนด์แบร์รี่ในลอนดอน” หล่อนหัวเราะอายๆ “เป็นงานที่แปลกไปหน่อยสำหรับผู้หญิง”
“ที่แน่ๆคือสำหรับคนที่เด็กขนาดคุณ” เจเรมี่บอก “ผมนึกไม่ถึงว่าบริษัทคร่ำครึอย่างนั้นจะทันสมัยถึงเพียงนี้”
“คุณรู้จักบริษัทแบกซ์เตอร์แอนด์แบร์รี่ด้วยหรือ” อลิซถามอย่างหวั่นๆ
“ผมรู้จักคุณแบกซ์เตอร์” เจเรมี่บอกเสียงเรื่อยๆสบายๆ “เขาเป็นเพื่อนคุณพ่อผม เดี๋ยวต้องล้อเขาแล้วเกี่ยวกับหัวหน้าฝ่ายบัญชีคนสวยของเขา”
อลิซหันหน้าหนี นี่แหละผลของการโกหก มันปราศจากอนาคต ทีนี้ละหล่อนไม่กล้าแม้แต่จะพบปะกับเจเรมี่อีกแล้วหลังกลับจากพักร้อน
“ตอนผมอายุเท่าๆกับคุณ ซึ่งอาจจะสักสิบปีก่อนโน้น” เจเรมี่บอกอย่างนุ่มนวล “ผมบอกสาวสวยเป็นบ้าคนหนึ่งว่าผมเป็นนักบิน...”
“โธ่ เจเรมี่” อลิซร้องอย่างทรมานใจ “ฉันเป็นแค่เลขาฯของหัวหน้าแผนกบัญชี”
“ขอบคุณนะที่ให้เกียรติผม” เขายิ้มให้ “นานมาแล้วที่เคยมีใครพยายามทำให้ผมประทับใจ”
“คุณไม่โกรธหรือที่ฉันโกหก”
“ไม่เลย เฮ้ ผมว่าคุณได้อะไรแล้วนะ”
“อาจจะแค่สาหร่าย”
อลิซรู้สึกเป็นเด็กที่อิสระเริงร่าอีกครา ใบหน้าเจ้าอารมณ์ของมิสเตอร์แพทเทอร์สัน-เจมส์ลอยขึ้นมา แล้วจางหายไปราวกับสายหมอกสกอตนั่นเลย
หล่อนม้วนสายเบ็ด นึกขำที่มีแรงดึงอยู่ที่ปลายสาย พลางคิดว่าสาหร่ายนี่พอติดเบ็ดแล้วช่างเหมือนปลาจริงๆ
พอเข้ามาใกล้ก็เห็นว่ามีประกายเงินๆระริกอยู่ในน้ำสีน้ำตาลทอง
“ปลาเทราต์นี่นา!” เจเรมี่ร้อง ยื่นถุงตาข่ายของตัวเองออกไปรองรับปลาเข้ามา
“เล็กเกินไป” เขาสั่นศีรษะ “เราต้องปล่อยมันกลับลงไป”
“อย่าทำมันเจ็บนะ!” อลิซร้องขณะที่เขาปลดตะขอจากปากปลา
“ไม่หรอก เอ้า กลับไปหาแม่ซะ” เขาบอกพลางโยนมันกลับลงน้ำ “คุณใช้เหยื่ออะไร”
“เหยื่อเคนนี่ส์คิลเลอร์”
เขาเอากล่องเหยื่อปลอมของตัวออกมา
“ผมจะลองใช้ดูบ้าง”
เงียบกันไปอย่างเพลิดเพลิน แสงแดดเริ่มลดตัวลับหายไปเบื้องหลังยอดผาอันหงิกงอแหลมคมของภูเขาทูซิสเตอรส์ ลมอ่อนๆโชยต้องลอค
และแล้ว ตัวมิดจ์ เจ้ายุงสกอตตัวเล็กๆแสนร้ายกาจก็แห่กันออกมาจากดงเฮเธอร์ เพียงพริบตาเดียวใบหน้าอลิซก็ถูกมันรุมเกาะจนดำปี๋ไปในทันที หล่อนร้องกรี๊ด ตะกุยหามุ้งขณะที่เจเรมี่พายเข้าฝั่งอย่างเร่งร้อน
“เร็วเข้า... ไปหลบกันในรถ ผมจะขับหนีไอ้พวกเวรนี่” เขาบอก
อลิซตะกายเข้าไปนั่งบนเบาะของรถเพรียวยาวโหลดเตี้ย รถพุ่งปราดออกไป และไม่ยอมหยุดอีกเลยจนกระทั่งพ้นลอคไปไกลแล้ว เจเรมี่ส่งผ้าขนหนูให้อลิซเช็ดหน้า
อลิซยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ
“แดฟนี่ล่ะ ฉันลืมหล่อนไปเลย”
“ผมก็เหมือนกัน”
เจเรมี่อยู่ในเงาไม้ข้างรถ ดูเหมือนเขาจะกำลังมองปากหล่อนอยู่ หัวใจอลิซเริ่มเต้นระทึก
“คุณ...คุณซื้อรถนี่ในสกอตแลนด์หรือ” หล่อนถาม “คือ ฉันนึกว่าคุณกับแดฟนี่นั่งรถไฟมาเสียอีก”
“ใช่ครับ ผมนั่งรถไฟมา รถคันนี้เป็นของพ่อผม เขารู้ว่าผมจะมาทางนี้เลยทิ้งรถไว้ให้ผมที่อินเวอร์เนส”
“คุณรู้จักแดฟนี่มานานหรือยัง”
“ไม่นานหรอก เฮเธอร์เขียนไปถามว่าผมจะร่วมเดินทางมากับแดฟนี่ได้ไหม หล่อนเขียนไปบอกเฮเธอร์ว่าไม่อยากเดินทางคนเดียว”
แล้วเขาก็ติดเครื่องยนต์ อลิซนั่งเงียบมากๆ เขาอาจจะจูบหล่อนแล้วก็ได้หากหล่อนไม่เฝ้าถามถึงแต่ยายแดฟนี่งี่เง่า แดฟนี่อาจจะกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าสวยๆหรูๆสำหรับไปกินอาหารค่ำอยู่ที่โรงแรมแล้วก็ได้
นังแดฟนี่เฮงซวย
“ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะเป็นคนลังเลได้ขนาดนี้” เจเรมี่ทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด “ผมไม่อยากทำลายทุกอย่างด้วยการทำอะไรเร็วเกินไป”
อลิซไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าเขาหมายความว่าอยากจะจุมพิตหล่อนแล้วเปลี่ยนใจหรือเปล่า หล่อนไม่กล้าถามเพราะกลัวว่าเขาจะกระดากอายและเสบอกหล่อนว่ากำลังพูดถึงเรื่องตกปลาต่างหาก
แต่แล้วจู่ๆเขาก็ละมือจากพวงมาลัยมาบีบมือหล่อน
หัวใจอลิซพองโต นกฮูกตัวโตบินข้ามถนนอันคดเคี้ยว ต่ำลงไปคือหมู่บ้านของลอคดูบ์ ซุกซบอยู่กับหุบเขาอันห่างไกล
เรือหาปลาลำเล็กๆกำลังทยอยกันออกทะเล แสงจากห้องอาหารของโรงแรมสาดกระทบและสะท้อนกับผิวน้ำอันนิ่งสนิทของลอค
รถคันน้อยแล่นฝ่าความมืดของหุบเขาลงไป ข้ามสะพานโค้งเก่าแก่ซึ่งทอดข้ามน้ำตกที่ไหลจ้อกโครมของแม่น้ำมาร้าก เลียบไปตามริมน้ำ ผ่านเลยกระท่อมขาวๆของหมู่บ้านไป ในลอคเห็นแมวน้ำคู่หนึ่งกำลังกลิ้งเกลือกกันไปมาราวกับสุภาพบุรุษชรายุคเอ็ดเวิร์ดเดี้ยนกระนั้น
อลิซน้ำตาคลอ หล่อนรีบซับให้แห้ง ในดินแดนป่าเถื่อนแห่งนี้ยามพลบค่ำช่างงดงามเหลือคณา กอปรด้วยความงามของเงินตราที่แผ่รัศมีออกมาในรูปของกลิ่นน้ำยาหลังโกนหนวดจางๆกับกลิ่นหนังในรถคันยาวโหลดเตี้ยราคาแพง
หล่อนต้องการทั้งหมด หล่อนต้องการจะเก็บถนอมค่ำคืนนี้เอาไว้ตลอดกาล ทั้งความงามของทิวทัศน์โดยรอบ ความงามของชายชาตรี และความงามของเงินตรา
ภาพเลดี้เจนกระจ่างชัดขึ้นในใจ ทำลายความงามทั้งหลายไปสิ้น
หากนังนี่คิดจะทำลายสิ่งเหล่านี้ละก็ ฉันจะฆ่ามัน อลิซคิดอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
และความที่ยังเด็กมาก และมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปรขึ้นลงอย่างรวดเร็วมาก ทำให้สักครู่ต่อมา หล่อนกลับหันไปกังวลว่าจะสวมอะไรลงมากินอาหารค่ำดี
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องอาหารในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา คณะนักเรียนตกปลาก็นั่งกันเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเลดี้เจน ชาร์ลี และผู้พัน
แล้วต้องผิดหวังอย่างแรง ที่เก้าอี้เดี่ยวที่ว่างนั้นอยู่สุดฟากโต๊ะห่างไกลจากเจเรมี่
เจเรมี่นั่งข้างๆแดฟนี่ และกำลังหัวเราะขำสิ่งที่หล่อนพูด
แดฟนี่สวมชุดค็อกเทลผ้าชีฟองสีดำ อกเสื้อผ่าลึกจนถึงเอว จึงเอื้ออำนวยให้สมาชิกได้เห็นทรวงอกงามสล้างวอมแวมโดยถ้วนทั่ว
ต่างหูแบบโบราณห้อยระย้าอยู่ในเงาของผมสีบลอนด์ธรรมชาติ ใบหน้าที่มีโหนกแก้มสูงซึ่งปกติดูกระด้างนั้นนุ่มนวลลงด้วยอายแชโดว์กับลิปสติกสีชมพู
เจเรมี่สวมสูทสีเทาเข้มตัดอย่างประณีต ข้างในเป็นเสื้อเชิ้ตลายทาง เน็คไทผูกปมเล็กๆแน่น เขาสวมนาฬิกาทองคำสีอ่อนหนาหนัก
อลิซนึกอยากจะสวมอะไรที่ไม่ใช่ชุดนี้จริงๆ เสื้อผ้าของหล่อนทั้งหมดดูซอมซ่อราคาถูกเป็นบ้า ในท้ายที่สุดหล่อนตัดสินใจสวมสเวตเตอร์ผ้าแคชเมียร์สีชมพูอ่อนๆทับเสื้อเชิ้ต ประดับไข่มุกปลอม ตอนที่อยู่คนเดียวในห้องนอนนั้น หล่อนอุตส่าห์กล่อมให้ตัวเองเชื่อได้ว่า หล่อนดูเหมือนพวกผู้ดีมีเงินทั้งหลายนั่นแหละ แต่มาตอนนี้หล่อนรู้สึกเหมือนพนักงานพิมพ์ดีดในลอนดอนที่พยายามจะทำตัวให้เหมือนพวกผู้ดีมีเงิน ห้องอาหารนี้ก็ร้อนเอามากๆเสียด้วย
เอมี่ รอธสวมชุดผ้าคล้ายๆผ้าชีฟองพองฟูสีฟ้าผสมเขียว ชุดนี้เปิดอวดแผ่นหลังเกือบทั้งหมด มีอยู่ตอนหนึ่ง มาร์วินสอดมือลงไปที่แผ่นหลังของภรรยา เอมี่ทำไหล่ขยุกขยิกพลางหัวเราะคิกคัก
เฮเธอร์สวมชุดยาวดูราวกับตัดมาจากผ้าบุเก้าอี้นวม แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็ยังอุตส่าห์ดูสวยสง่าราวกับเลดี้ก็ไม่ปาน อลิซคิดอย่างเซ็งๆ จอห์น คาร์ตไรต์นั้นร่าเริง ผ่อนคลาย คงจะดีใจมากที่วันแรกอันวุ่นวายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
โรงแรมแจกแชมเปญเช็กโกสโลวะเกียชนิดไม่เลิศเลอนักหลายขวด ป้ายที่ขวดถูกผ้าขาวห่อพันเอาไว้อย่างแนบเนียน
อาหารอร่อยเลิศลิ้น... ปลาแซลมอนลวกราดซอสฮอลลันเดส์ขาวๆข้นๆ ทุกๆคนเริ่มผ่อนคลาย และชักจะมึนกันนิดๆ
อลิซดื่มไวน์เข้าไปก็ชักใจกล้าขึ้น ตัดสินใจลืมเกี่ยวกับเจเรมี่เสีย หันไปคุยกับพวกรอธแทน ปรากฏว่ามาร์วินนั้นเกิดและโตที่นิวยอร์ก แต่เอมี่มาจากเมืองออกัสต้า รัฐจอร์เจีย มาร์วินเป็นสามีคนที่สาม หล่อนบอกอลิซด้วยท่าทางอย่างที่ผู้หญิงจะบรรยายอวดชุดราคาแพงว่าซื้อมาได้ราคาดีมาก
มาร์วินเงียบและสุภาพ และเกรงใจภรรยาเอามากๆ เป็นแบบผู้ชายอเมริกันอย่างที่อลิซวาดภาพเอาไว้ไม่มีผิด
เลยชักจะสงสัยเสียแล้วสิว่า เมื่อก่อนหน้านี้หล่อนได้ยินเขาตะโกนจริงๆหรือเปล่า แต่พวกรอธเป็นชาวอเมริกันเพียงสองคนเท่านั้นในโรงแรมนี้
คณะตกปลาเสียงดังขึ้น ครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ
และแล้ว ผู้พันปีเตอร์ เฟรมก็โซเซเข้ามา ตาเบิ่งเขม็ง มือทั้งสองข้างสั่นระริก เขาถลันเข้ามาตะครุบพนักเก้าอี้ตัวหนึ่งไว้ กวาดตามองไปรอบๆอย่างดุร้าย
“อีหมูยักษ์นั่นอยู่ไหน” เขาเค้นเสียง
“ถ้าคุณหมายถึงเลดี้เจนละก็” เฮเธอร์กล่าว “ฉันไม่รู้หรอก เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
“ผมจะบอกให้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ผู้พันพูดด้วยเสียงกราดเกรี้ยวน่ากลัว “เมื่อตอนค่ำผมกลับไปที่มาร้าก ตรงเหนือน้ำตกนั่นน่ะ มีปลามาติดเบ็ดผมตัวหนึ่ง ขนาดสิบห้าปอนด์เห็นจะได้ ผมต้องชักเย่อกับมันตั้งนาน เลยหยุดพัก จุดบุหรี่สูบ แล้วหล่อนก็โครมครามเข้ามายังกะวัวยักษ์ ‘ขอผ่านหน่อยซิ’ หล่อนว่า ‘สายเบ็ดคุณขวางทางอยู่’ ผมเลยบอกว่า ‘ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ดอยู่’ แต่หล่อนว่า “อย่าเหลวไหลน่ะ ฉันรอตรงนี้ทั้งคืนไม่ได้นะ มันอาจจะเป็นแค่ก้อนหินก็ได้’ และก่อนที่ผมจะทันรู้ตัว หล่อนก็เอากรรไกรออกมาตัดสายเบ็ดของผมเสียแล้ว หล่อนตัดสายเบ็ดผม นังตัวแสบ นังวัวอ้วนเหม็นเน่า
“ผมจะฆ่าหล่อน ผมจะฆ่านังผู้หญิงฉิบหายนั่น ฆ่ามัน! ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!”
เสียงผู้พันดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงแผดร้อง คนทั้งห้องเงียบงันกันไปอย่างตกใจ
และแล้ว เลดี้เจนก็นวยนาดเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงัด
หล่อนสวมชุดราตรีผ้าชีฟองสีชมพูประดับโบว์มากมาย มีทั้งส่วนที่จับจีบทั้งส่วนที่รั้งให้ย่นขึ้นวุ่นไปหมด คล้ายชุดราตรีที่นิยมในหมู่สุภาพสตรีสูงวัยมากๆอย่างควีนมัม บาร์บารา คาร์ตแลนด์ และแดนนี่ ลา รู
“ทำไมถึงดูซึมกันนักล่ะ” หล่อนมองไปรอบๆอย่างขำขัน “มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยให้ร่าเริงกันขึ้นมาได้บ้างไหม”
|