Romance
Detective
Children's Books
Interesting Books

 

     
 
ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
     
 
ดั่งต้องมนตรา
 
     
 

     บทที่ 1
    
     แท้จริงแล้วมีเวทมนตร์อยู่ทั่วไปในบรรยากาศ  เพียงแต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมองเห็น
     เพราะในสายตามนุษย์ธรรมดาๆ  สิ่งนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าฝนตกหนักและพายุร้ายตามแบบฉบับของแผ่นดินสกอตที่พัดโหมกระหน่ำเหมือนลมหายใจของปีศาจร้าย  มันกระโชกอยู่เหนือแผ่นน้ำสีเทาที่หมุนวนกลางช่องแคบมัลล์  สายฟ้าฟาดสว่างจ้าขึ้นเป็นทางกลางท้องฟ้ามืดมิดยามวิกาล  ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องของอสนีบาต  สายฝนเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน  น้ำทะเลโหมกระแทกแนวโขดหินแกรนิตใหญ่มหึมาริมฝั่ง  ส่งให้น้ำกระจายเป็นฟองฝอยสีขาวฟูฟ่องอยู่เหนือหน้าผาอันเป็นที่ตั้งของปราสาทดิวอาร์ต
     ตลอดห้าร้อยปีในช่วงอายุหกร้อยปีของปราสาทแห่งนี้  มันทำหน้าที่เป็นป้อมปราการของตระกูลแมคลีนและเป็นที่พักพิงให้แก่ตระกูลแมคแควรี่ซึ่งเป็นเครือญาติกัน  ทว่าสงครามแห่งคัลโลเดน มัวร์ทำให้มันเปลี่ยนไป  เมื่อหกสิบเจ็ดปีก่อน  ที่ริมฝั่งอันมืดทึบและชื้นแฉะแห่งนี้  พวกชาวสกอตหัวรุนแรงได้ก่อเรื่องขึ้นและทำให้หลายๆตระกูลต้องสูญเสียดินแดนไป  ตระกูลแมคลีนเองก็ต้องเสียที่มั่นให้แก่พวกแซสเซอแนค--อันเป็นชนชาวอังกฤษที่ไม่แยแสต่อพลังอำนาจอันกล้าแข็งที่สถิตย์อยู่ในปราสาท  และบัดนี้ปราสาทนั้นก็ถูกทิ้งให้มืดมิดรกร้างและว่างเปล่า
     หรือดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
     ท้องฟ้าคำรามครั่นครื้นโครมคราม  แล้วตามติดมาด้วยเสียงสะท้านสะเทือนกึกก้องของท้องทะเล  สำหรับพวกมนุษย์แล้ว  มันก็คงเป็นแค่พายุอีกลูกหนึ่งที่เกิดขึ้น  แต่สำหรับพวกที่ยึดมั่นอยู่ในความเชื่อเก่าแก่  พวกเขาต่างก็รู้ดี  มันเป็นมากกว่าการประลองกำลังระหว่างสวรรค์ชั้นฟ้ากับโลกมนุษย์มากนัก
     มันเป็นสัญญาณว่าเหล่าแม่มดได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
     และเมื่อมีแม่มด  ก็ต้องมี...แมคแควรี่
     มันเป็นตำนานอันแสนเศร้าของพวกแมคแควรี่  ตำนานที่เริ่มเมื่อประมาณหลายร้อยปีล่วงมาแล้ว  เมื่อบรรพบุรุษของตระกูลแมคแควรี่ได้ถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเนื่องในวันวิษุวัตแห่งต้นฤดูใบไม้ผลิประมาณกลางเดือนมีนาคมในบริเวณที่เป็นตอนใต้ของอังกฤษในปัจจุบัน  ณ ที่ราบอันกว้างใหญ่แห่งนั้น  มีวิหารศิลาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านซึ่งเป็นที่ที่เหล่าแม่มดและพ่อมดได้มาประลองยุทธ์อวดศักดากัน  แต่ในวันแห่งฤดูใบไม้ผลิปีนั้น  ดูเหมือนว่าจะเป็นประกาศิตจากสวรรค์ก็ว่าได้  ที่พ่อมดแห่งแมคแควรี่ได้ถูกเชื้อเชิญให้แสดงอภินิหารด้วยการเสกดอกกุหลาบอันเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ผลิ  ก่อนหน้านั้น  เหล่าแม่มดพ่อมดคนอื่นๆต่างก็พากันเดินออกไปยังลานกลางวิหารและร่ายมนตร์เรียกชีวิตให้กลับคืนมาสู่ผืนแผ่นดินที่หลับใหลไปในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
     เพียงชั่วพริบตาเดียว  ต้นหญ้าเขียวชอุ่มก็งอกขึ้นมาเหนือผืนดินอันชื้นแฉะ  พุ่มวอลล์ฟลาวเวอร์  ดอกบัตเตอร์คัพ  และแดนดีไลอ้อนแผ่กระจายเหมือนพรมสีเหลืองตัดกับสีเขียวขจีของหญ้าใหม่ๆที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์  ครู่หนึ่งต่อมากิ่งก้านอันแห้งแล้งของต้นเบิร์ชก็เริ่มผลิใบอ่อนสีเงินออกมา  รวมทั้งลำต้นอันสูงชะลูดของต้นอัลเดอร์ก็แตกตาอีกครั้ง  ต้นโอ๊ก  แอช  และเอลม์  ก็แตกกิ่งอ่อนกลับมามีชีวิตชีวาด้วยเวทมนตร์ง่ายๆเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆเท่านั้น  กลิ่นหอมของดอกมะลิ  พริมโรส  แมริโกลด์  และลาเวนเดอร์  ลอยอวลอยู่กลางอากาศเย็นเยียบยามเช้า  ฤดูใบไม้ผลิเริ่มขึ้นแล้ว!  เหล่านกและหมู่ภมรบินวนว่อนอยู่กลางอากาศแล้วแวะเวียนเกาะตามกิ่งไม้  เสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกลาร์ค  เสียงหึ่งๆของผึ้ง  และเสียงเพรียกหาของนกพิราบราวกับจะนำดนตรีแห่งความรื่นเริงกลับมาสู่โลกที่เงียบเหงาด้วยความหนาวเหน็บตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
     แล้วก็ถึงคราวของแมคแควรี่บ้าง  ฝูงชนแยกออกเป็นทางเพื่อให้เขาเดินไปยังศูนย์กลางของวิหารแห่งนั้น  บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบ  เงียบเสียจนแม้หากใครกะพริบตาก็คงได้ยินเสียง  ขณะที่เหล่าแม่มดพ่อมดต่างเฝ้ารอนาทีพิเศษนี้  พ่อมดแห่งแมคแควรี่ยืนนิ่งอยู่นานเพื่อรวบรวมสมาธิ  ก่อนจะยกมือขึ้นช้าๆ  ชี้ตรงขึ้นไปยังเพดานกว้างใหญ่มหึมาก่อนจะดีดนิ้วเบาๆเพื่อปล่อยพลังเวทมนตร์ออกมา
     ทว่าหาได้มีกุหลาบบานออกมาไม่
     หากแต่เกิดการระเบิดอย่างกึกก้องกัมปนาทขึ้นแทน  มันรุนแรงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน  ส่งผลให้ผนังวิหารและหลังคาระเบิดกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้า  และเมื่อฝุ่นละอองเบาบางลงและอากาศเริ่มใสเหมือนเดิม  เหล่าแม่มดพ่อมดทั้งหลายก็ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากพื้น  วิหารทั้งหลังอันตรธานหายไป  เหลือไว้แต่เพียงเสาหินไม่กี่ต้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้
     มนุษย์ยุคหลังพากันมองดูซากปรักหักพังนี้ด้วยความทึ่งและเรียกมันว่า  สโตนเฮนจ์  ในขณะที่เมื่อใดก็ตามที่เหล่าแม่มดในโลกนี้ได้ยินชื่อสโตนเฮนจ์  ทุกๆนางก็จะส่ายหน้าด้วยความอนาถใจและพึมพำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความน่าอายของตระกูลแมคแควรี่
     และหลังจากปีคริสต์ศักราช 1813 เป็นต้นมาก็มีแม่มดเหลืออยู่ในสกอตแลนด์เพียงสองนางเท่านั้น  หนึ่งก็คือ...แมคลีน  และอีกหนึ่งก็คือ...แมคแควรี่  ในคืนที่ฝนตกหนักและพายุร้ายพัดโหมกระแทกเข้าใส่ชายฝั่งของเกาะเล็กๆที่ชื่อมัลล์แห่งนี้  ขณะที่สายฝนเทใส่ยอดปราสาทผุพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนตระหง่านเหนือหัวแหลมที่เป็นหินขรุขระ  บรรดาเหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็กแห่งนี้ต่างก็ซุกตัวอยู่ใกล้ๆเตาผิงในบ้านของตัวเอง  เงี่ยหูฟังเสียงร้องคร่ำครวญจากสรวงสวรรค์  แต่แมคลีนกับแมคแควรี่กลับกำลังร่ายมนตร์
    
     จอยอัซ ฟิโอน่า แมคแควรี่ก้มลงหยิบหนังสือที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นห้องในหอคอย  กำไลทองสิบวงบนข้อมือกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งเหมือนเสียงกระดิ่งจากเลื่อน  มันสะท้อนก้องไปทั่วบรรยากาศอันเงียบงันชวนอึดอัดในห้อง  เธอนึกขอบคุณเสียงนั้นเพราะมันช่วยหันเหความสนใจของเธอไปจากสายตาเข้มงวดของป้าแมคลีนที่ถลึงตามองอยู่  สาวน้อยหันหน้าหนีและหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งขึ้นมา  ยัดมันไว้ใต้แขนพลางบ่นพึมพำ “แค่คำคำเดียวเองนะนี่” เธอหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งขึ้นมา  ทำให้กำไลกระทบกันเกิดเสียงดังขึ้นอีก  แต่พอมันหยุดนิ่ง  จอยอัซก็ได้ยินเสียงใหม่ดังขึ้น...เสียงเคาะเบาๆเป็นจังหวะ
     เสียงเคาะเท้าของป้านั่นเอง
     จอยแอบมองลอดแขนที่กางออกของเธอแล้วสะดุ้ง  ป้ากำลังกอดอกพลางสั่นศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองไปมาอย่างหงุดหงิด  แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...จอยเห็นปากป้าขมุบขมิบ  เฮ้อ  ป้าเริ่มนับอีกแล้ว
     หัวใจเธอหล่นวูบ  เธอล้มเหลวอีกแล้ว  จอยถอนหายใจอย่างยอมจำนนแล้ววางหนังสือกลับคืนบนหิ้งไม้โอ๊กเก่าแก่  ก่อนจะลากเก้าอี้ไม้ขาโยกเยกไปใกล้โต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้องแล้วนั่งลง  เธอเกยคางกลมมนลงกับฝ่ามือรอให้ป้านับถึงร้อย...ซึ่งเธอหวังว่าป้าคงจะนับแค่ร้อยเดียว
     แมวร่างเปรียวตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีขาวราวกับเกล็ดหิมะบนยอดเขาสูงแห่งดินแดนสกอตแลนด์กระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ  แล้วเดินวนไปรอบๆเชิงเทียนทองเหลืองซึ่งหมองไปตามกาลเวลา  แสงจากเทียนไขสาดต้องโต๊ะไม้โอ๊กสำหรับนวดแป้งเป็นประกายสีทองอร่าม  และขณะที่เจ้าแมวเดินวนไปรอบๆนั้น  หางที่กวัดแกว่งของมันก็ก่อให้เกิดเงารูปร่างประหลาดๆอยู่บนโต๊ะไม้  ด้วยความงงงวยต่อรูปลักษณ์อันน่าพิศวงของเงาที่เกิดขึ้น  จอยพยายามจินตนาการตาม  ครู่หนึ่งที่จิตใจของเธอล่องลอยไปกับการผจญภัยในห้วงคิดคำนึงที่เธอหลงใหล  นี่แหละปัญหาของเธอละ  เธอเป็นแม่มดที่ชอบใจลอยคิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย
     เจ้าเกเบรียล  แมวเหมียวเพื่อนคู่ใจของป้า  เป็นดวงวิญญาณที่มาปรากฏในรูปของแมว  มันมีหน้าที่คอยเฝ้ารับใช้  ดูแล  และบางครั้งก็คอยคุ้มครองแม่มด  จอยเหลือบตามองเพื่อนคู่ใจของเธอบ้าง  เจ้าบีลซีบับ  พังพอนตัวเล็กที่ขนของมันเปลี่ยนเป็นสีขาวในฤดูหนาว  มันแทบจะขาวปลอดตลอดทั้งตัวยกเว้นจุดดำเล็กๆประปรายที่หางและอุ้งเท้า  ขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันช่วยพรางท้องที่ยื่นป่องออกมาได้เป็นอย่างดี  มันมีรูปร่างอ้วนพีคล้ายกระต่ายตัวอ้วนมากกว่าจะเป็นพังพอนประเปรียวตามพันธุ์ของมัน  และในตอนนี้  ซึ่งก็เหมือนกับทุกๆตอน  คือ...มันกำลังหลับอุตุ
     จอยถอนหายใจ  เจ้าบีเซิลเป็นสัตว์เพียงตัวเดียวที่ยินดีจะเป็นเพื่อนคู่ใจของเธอ
     พวกแมวอย่างเจ้าเกเบรียลมักจะทำตัวหยิ่งจองหองราวกับเป็นสัตว์ที่เริดหรูยิ่ง  และมันปฏิเสธที่จะยอมคบค้าเสวนากับแม่มดที่ไม่สามารถควบคุมคาถาอาคมของตัวเองได้  พวกนกเค้าแมวก็ฉลาดเกินกว่าจะยอมสมาคมกับมืออ่อนหัดอย่างจอย  ส่วนเจ้าคางคกน่ะหรือ...พวกมันเหลือบตามองเธอนิดหนึ่งก่อนจะส่งเสียงร้องแหบๆออกมาแล้วกระโดดหนีไป
     เจ้าบีเซิลตัวอ้วนนอนกรนเสียงดัง  จอยมองดูอุ้งเท้าที่มีจุดดำๆของมันกระดิกไปมาแล้วนึกเตือนตัวเองในใจว่า  อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนคู่ใจแม้ว่ามันจะเป็นเพียงพังพอนตัวหนึ่ง  และราวกับจะรับคลื่นความคิดของเธอได้  เจ้าบีเซิลเผยอตาสีฟ้าขึ้นข้างหนึ่งอย่างขี้เซาแล้วหยีตามองเธอ  ราวกับรอรับความหายนะที่จะเกิดขึ้นอีกอย่างใจเย็น  จอยเอื้อมมือไปเพื่อจะเกาพุงป่องให้  แต่มือก็เกิดไปปัดโดนกาน้ำชาผลกุหลาบจนล้ม
     เกเบรียลขู่ฟ่อแล้วกระโดดโหยงหนีให้พ้นจากน้ำชาเย็นๆที่กระเซ็นใส่  ทว่าเจ้าบีเซิลไม่อาจขยับตัวหนีได้เร็วเท่า  อันที่จริงมันแทบจะไม่เคยขยับตัวเลยด้วยซ้ำ  ดังนั้น  น้ำชาทั้งหมดจึงหกรดราดตัวมันจนชุ่มโชก  มันกะพริบตาสองครั้ง  มองดูน้ำที่ซึมเปียกขนจนชุ่ม  แล้วมองหน้าจอยด้วยสายตาไม่ต่างไปจากป้าแมคลีนเลยทีเดียว  จากนั้นมันก็ลุกขึ้นสะบัดตัวแรงๆ  ยังผลให้หยดน้ำกระเซ็นไปทั่ว  ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมไปยังบริเวณพื้นแห้งๆ  ทิ้งตัวลงจนเกิดเสียงหนักๆ  แล้วพลิกตัวกลิ้งนอนหงายอวดพุงสีขาวอมชมพูขาชี้โด่เด่ขึ้นกลางอากาศ  สายตาจ้องมองเพดานห้องนิ่งอยู่  มันทำให้จอยอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าสัตว์จะรู้จักนับเป็นหรือเปล่า  แล้วเจ้าบีเซิลก็อ้าปากส่งเสียงฮืดฮาดดังๆออกมา  ครู่เดียวมันก็กรนเบาๆอย่างหลับสนิท
     มันคงนับในความฝันน่ะ  จอยนึกในใจ  เคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเล่นเบาๆ
     “นี่ป้าควรจะทำยังไงกับหนูดีฮึ” ในที่สุดป้าแมคลีนก็พูดขึ้น  สงสัยป้าคงนับครบร้อยไปสองรอบแล้ว  ท่าทางของป้าเต็มไปด้วยความเข้มงวด  แต่น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความอดทนที่เกิดขึ้นจากความรักเกือบจะเท่าๆกับแม่เลยทีเดียว
     หากความรักนี้แหละที่ทำให้สถานการณ์นี้ยิ่งแย่ลงสำหรับจอย  เธออยากจะฝึกเวทมนตร์ให้แก่กล้าเพื่อป้าผู้แสนอดทนมากพอๆกับเพื่อความภาคภูมิใจในตัวเธอเอง  ทว่ามันกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกอับจนสิ้นหวังมากขึ้น  เพราะดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยทำมันได้ถูกต้องเลย  จอยลากนิ้วไปบนโต๊ะเล่นอย่างใจลอย  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เป็นทั้งป้าและพี่เลี้ยง “คำคำเดียวกันทำไมมันให้ผลต่างกันมากขนาดนี้ล่ะคะ”
     “คำทุกคำมีความหมายสำคัญยิ่งทั้งสิ้น  การร่ายเวทมนตร์จะต้องถูกต้องแม่นยำ  เพราะพลังอำนาจส่วนหนึ่งจะมาจากเสียงเรา” แมคลีนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเอามือไพล่หลัง “ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและสมาธิ!” นางเดินจงกรมไปรอบๆห้อง  เสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจดังสะท้อนก้องไปมาระหว่างผนังหินราวกับเสียงปี่สกอตก็ไม่ปาน  แล้วจู่ๆป้าก็หยุดเดินและก้มลงมองจอย “เอาละ  ทีนี้ตั้งใจดูป้าให้ดีๆ”
     นางหยุดยืนอยู่ทางด้านซ้ายของจอย  ยกมือเรียวงามขึ้นสูงด้วยท่วงท่าหรูสง่า  ดิ้นสีทองที่สอดสลับอยู่ในชุดกระทบแสงเทียน  มันสะท้อนประกายวิบวับราวกับละอองสีทองในเทพนิยาย  จอยกลั้นลมหายใจ  ยามที่ป้ายืนตัวตรง  มีประกายสีทองอยู่ล้อมรอบตัว  โดยมีท้องฟ้ามืดมิดแห่งยามรัตติกาลนอกหน้าต่างหอคอยเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง  ป้าก็ดูไม่ต่างไปจากนางฟ้าสักเท่าใด  ผมยาวของป้าเหยียดตรง  สะท้อนประกายราวกับผ้าซาตินเนื้อดี  ความยาวของมันเลยผ่านเอวไปจนจรดน่อง  ดูมลังเมลืองราวกับทองคำ  ผิวนั้นเล่าก็ขาวผุดผ่องราวกับครีมสะอาดปราศจากริ้วรอยแห่งกาลเวลายามต้องแสงไฟเรื่อเรืองจากเทียนไข  เสื้อคลุมของป้าเป็นสีขาว...ไม่ใช่ขาวหม่นอย่างผ้าฝ้ายทั่วไป  หรือขาวงาช้างหรือขนแกะ  แต่มันเป็นสีขาวเจิดจ้าราวกับดาวพราวแสง  เหมือนความขาวแห่งสายฟ้า  หรือเพชรน้ำงามยามต้องแสงอาทิตย์
     สายลมแรงเย็นเฉียบตามแบบฉบับของสกอตพัดหวีดหวิวผ่านเข้ามาในห้องบนหอคอย  ส่งให้เปลวเทียนเต้นวูบวาบ  กลิ่นฉุนๆของไขสัตว์จากเทียนเคล้าไปกับกลิ่นฝนยามเที่ยงคืนและกลิ่นอายเค็มๆจากทะเลที่กำลังบ้าคลั่งที่ถูกลมหอบมา  เงาดำๆเต้นไหวระริกอยู่บนผนังหิน  เสียงคลื่นที่ซัดกระแทกหินชายฝั่งเบื้องล่างดังสะท้อนก้องขึ้นมาจนถึงข้างบน  ผสมผสานไปกับเสียงร้องเพรียกหาของนกนางนวลที่ทำรังอยู่ตามใต้ชายคาหอคอย  ทันใดนั้นเอง...สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยง  ทุกอย่างเงียบสงบ...นิ่งไปในบัดดล
     แล้วเสียงทุ้มลึกของแมคลีนก็ดังก้องขึ้น “จงมา!”
     เวทมนตร์นั้นทำให้อากาศสะเทือนเลื่อนลั่น...มันพุ่งตรงอย่างมีพลังและมีชีวิตชีวาเข้าไปหาผนังที่มีหนังสือปกหนังเล่มหนาหนักตั้งเรียงรายกันอยู่บนชั้นไม้โอ๊ก  แล้วหนังสือเล่มใหญ่สีน้ำตาลเล่มหนึ่งก็เริ่มขยับเขยื้อน  มันขยับออกมาทีละน้อยๆจนพ้นจากชั้น  หมุนอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง  ก่อนจะค่อยๆลอยเข้ามาหาแมคลีน  มันลอยวนอยู่รอบๆตัวนางอย่างรอคอยจนกระทั่งนางลดมือลง  หนังสือขยับตามทุกอากัปกิริยา  จนกระทั่งหยุดนิ่งลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลราวกับขนนก  แทนที่จะเป็นหนังสือหนาสามพันหน้า
     จอยเกยคางกับฝ่ามือแล้วถอนหายใจเฮือก “เวลาป้าทำมันดูง้ายง่าย”
     “ก็ง่ายน่ะสิ  ถ้าเราตั้งสมาธิให้ดีๆ” ป้าเก็บหนังสือกลับคืนที่ชั้นแล้วหันมาทางหลานสาว “ทีนี้หนูลองทำบ้างสิ”
     ความเด็ดเดี่ยวดื้อดึงแบบชาวสกอตแท้ๆฉายชัดออกมาทางดวงตาสีเขียวเข้มของเธอ  จอยสูดลมหายใจเข้าก่อนจะหลับตาลง  และด้วยท่าทางมาดมั่นเท่าที่แม่มดสาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปีจะทำได้  เธอตวัดแขนขึ้นสูงอย่างสวยเก๋  แต่อนิจจา  กำไลเจ้ากรรมกลับหลุดออกจากข้อมือปลิวข้ามห้องราวกับนกนางนวลโผบิน  เมื่อกำไลโลหะกระแทกเข้ากับผนังหินดังเคล้ง  จอยก็สะดุ้งแล้วลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง
     “ลืมเรื่องกำไลนั่นซะ!  ตั้งสมาธิ...สมาธิ”
     สาวน้อยพยายามรวบรวมสมาธิ  แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จึงหลับตาปี๋แน่นขึ้นอีก
     “นึกถึงภาพหนังสือเคลื่อนไหวสิ  จอยอัซ  มองภาพด้วยใจ”
     จอยนึกถึงตอนที่ป้าเสกคาถาเมื่อครู่ก่อน  เธอยืดไหล่เอนไปข้างหลังและเชิดคางขึ้น  ทำให้กลุ่มผมดกหนาเป็นคลื่นสีน้ำตาลคล้ายขนมิ้งค์แผ่สยายลงมาระต้นขาด้านหลัง  เธอลืมตาขึ้นแล้วชูมือสูงขึ้นอีก  สูดลมหายใจเข้าลึกๆ  ลมหายใจสะอาดบริสุทธิ์แห่งความโชคดี  ก่อนจะร้องสั่ง “จงมา!”
     หนังสือขยับนิดๆ  มันเลื่อนมาได้ประมาณสองนิ้วแล้วก็หยุด
     “ทำใจให้นิ่งสิ!”
     “จงมา!” จอยกางนิ้วออกกว้าง  กัดริมฝีปากเบาๆก่อนจะดึงมือไปข้างหลัง  นึกถึงภาพหนังสือลอยมาหาและบินฉวัดเฉวียนไปมากลางอากาศ
     หนังสือเล่มนั้นเลื่อนออกมาอีก  ขยับมาจนเกือบถึงริมขอบ
     “จงมา!” จอยตะโกนด้วยเสียงห้าวลึก  เบิกตากว้างด้วยเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้หนังสือนั้นลอยมาให้ได้  และเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเธอจึงดีดนิ้วช่วยอีกแรง
     โชคดีที่เธอเห็นมันพุ่งตรงมาเสียก่อนจึงก้มหัวหลบได้ทัน “โอ  คุณพระช่วย!”
     หนังสือลอยฉิวข้ามหัวเธอไปราวกับได้รับแรงลมส่ง  แล้วหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าก็ลอยละลิ่วตามมาราวกับถูกดูดลงจากชั้นด้วยกระแสน้ำทะเล  ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังน่ากลัวเมื่อชั้นหนังสือแยกตัวออกจากผนังหิน  มันลอยไปรอบๆห้อง  พลิกตัวหมุนร่อนไปมา  ถังสังกะสีบุบๆใบหนึ่งปลิวคว้างไปทางด้านซ้ายของจอยและกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น  ไม้กวาดลอยหวือไปทางด้านขวา  ม้านั่งสามตัวหมุนเป็นวงกลมราวกับกำลังเต้นระบำก่อนจะกระดกหน้ากระดกหลังไปกระแทกเข้ากับเหยือกน้ำสองหู  ทำให้มันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
     เครื่องเรือนไหลไปกระแทกกับผนัง  ทำให้บางชิ้นแตกหัก  เทียนไขลอยสูงขึ้น...สูงขึ้น...และสูงขึ้น...แรงลมที่กรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างทำให้มันเต้นไหวโอนเอน  จอยรีบยกสองมือขึ้นกันศีรษะไว้ด้วยสัญชาตญาณแล้วมุดหลบ  กาน้ำชาพุ่งเฉี่ยวเธอไปนิดเดียว  แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแมวร้องแทบไม่เป็นภาษาแมวดังแว่วมา  ตามด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วๆของสัตว์สี่ขาที่กำลังวิ่ง  ขี้เถ้าสีดำจากตะกร้าบรรจุถ่านหินฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง  แล้วสาวน้อยก็ได้ยินเสียงฮึดฮัดอย่างดัง...เสียงของป้าแมคลีนนั่นเอง
     “ว้าย...หนู!” จอยยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นหนูสีเทาร่วมร้อยตัววิ่งกรูกันเข้ามาในห้อง  ไต่ลงมาตามกำแพง  และกระโดดออกมาจากเครื่องเรือนหักๆ  เจ้าหนูส่งเสียงร้องจี๊ดๆและวิ่งพล่านไปทั่ว
     แล้วลมก็ค่อยๆสงบลง  เสียงกระโชกแผ่วจางลงประหนึ่งเสียงกระซิบ  หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งอากาศก็นิ่งสงัด  เสียงเดียวภายในห้องก็คือเสียงฝีเท้าหนูที่วิ่งกันอลหม่าน
     จอยได้ยินเสียงไอโขลกๆดังขึ้นเบื้องหลัง  จึงค่อยๆยืดตัวขึ้นแล้วเหลียวไปดู
     ป้าแมคลีนค่อยๆยื่นหน้าดำๆออกมาจากซากปรักหักพัง  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเก้าอี้บัลลังก์เก่าแก่อายุสองร้อยปี  พลางโบกมือไล่เขม่าถ่านหินที่ลอยฟุ้งไปมา  ป้ามองดูหนูที่วิ่งพล่านทั่วห้องที่พังระเนระนาดด้วยสายตารังเกียจ  ก่อนจะดีดนิ้วเรียวที่บัดนี้ดำปื๋อด้วยท่วงท่าสง่างาม  เขม่าดำๆกระจายออกมาจากนิ้ว  แล้วหนูเหล่านั้นก็หายวับไป
     เจ้าเกเบรียล  อดีตแมวเคยขาวผู้หางจุกก้นเพราะเจอหนูเป็นโขยง  ส่งเสียงร้องลั่นออกมาอีกทีหนึ่ง  ก่อนจะเผ่นแผล็วเข้าหาชายกระโปรงมอมๆของป้าแมคลีนคล้ายก้อนกลมๆสีดำ  ทำให้ชายกระโปรงของป้าไหวระริกอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ฝุ่นสีดำจะฟุ้งกระจายออกมากลบพื้นไม้  ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด  จะมีก็เพียงเสียงกรนของเจ้าบีเซิลที่นอนหงายท้องอยู่ใต้โต๊ะ  อุ้งเท้าชี้ฟ้า  พุงพลุ้ยของมันขยับขึ้นลงช้าๆตามเสียงกรน  ดูเหมือนว่ามันจะหลับตลอดเวลาที่เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น
     สายตาเข้มงวดแต่แฝงด้วยแววหมดอาลัยตายอยากจากป้าทำให้จอยรู้สึกเหมือนกับกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบ
     “หนูขอโทษค่ะ” เธอกระซิบเสียงแผ่ว  ค่อยๆเหลือบตาสีเขียวขึ้นสบตาป้าอย่างละอายใจ
     “ป้าปล่อยหนูไปเผชิญกับโลกไม่ได้หรอก  จอยอัซ  ปล่อยไม่ได้จริงๆ” ป้าแมคลีนปัดฝุ่นออกจากมือขณะมองสำรวจความหายนะรอบๆตัว “ป้าคงไม่เสียสติพอที่จะปล่อยให้หนูอยู่ในอังกฤษตามลำพังตลอดสองปีนี้แน่”
     ป้าทำท่าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วเคาะปลายนิ้วดำปื๋อด้วยเขม่าถ่านหินกับริมฝีปากเบาๆ “แต่จะว่าไป  ถ้าปล่อยให้หนูไปที่นั่น  ก็เท่ากับว่าเราได้แก้แค้นพวกอังกฤษหลังจากเหตุการณ์ที่คัลโลเดน  มัวร์...”
     นางมองไปรอบๆห้องด้วยสีหน้าเครียดขรึมแล้วส่ายหน้า “ไม่ได้  ไม่ได้  พวกอังกฤษต้องทนรับกรรมมามากพอแล้วจากกษัตริย์วิกลจริตกับผู้สำเร็จราชการที่เอาแต่สนุกมากกว่าจะสนใจปกครองบ้านเมือง”
     “แต่ว่า--”
     “ไม่” ป้าแมคลีนยกมือขึ้นห้ามจอย “ป้าเข้าใจความคิดหนูดี  แต่ว่าความตั้งใจดีในโลกนี้ไม่สามารถควบคุม...สิ่งนี้ได้” นางโบกมือไปรอบๆห้องที่แสนจะยุ่งเหยิง  ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะพูดต่อว่า “หนูต้องการคนคุ้มครองนะจ๊ะ  หลานรัก  ใครสักคนที่จะดูแลหนูได้”
     ว่าแล้วป้าก็ยกมือเปื้อนเขม่าขึ้นสูง  ดีดนิ้วทีหนึ่ง  แซ้ป!  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในห้องก็กลับคืนสู่สภาพเดิม...เก้าอี้ตั้งตรงอยู่ในหมู่เหล่า  ม้านั่งและโต๊ะรวมทั้งกาน้ำชาต่างกลับคืนที่เดิม  ชิ้นส่วนของเหยือกน้ำประสานกันเข้าเป็นชิ้นเดียว  ไม้กวาดและถังกลับไปตั้งพิงอยู่ที่ริมผนังด้านเหนือ  หนังสือทุกเล่มกลับเข้าไปเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่บนชั้นเหมือนทหารอังกฤษไม่มีผิด  แล้วป้าแมคลีนก็กลับสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้ดังเดิม  กลับมาอยู่ในสภาพขาวสะอาดบริสุทธิ์เปล่งประกายรัศมีสีทองงดงามเหมือนเดิม
     จอยรู้ดีว่าป้าหมายความว่าอย่างไร  ป้าเห็นว่าจอยอัซ  ฟิโอน่า  แมคแควรี่ต้องการใครสักคนมาคอยตามล้างตามเช็ดสิ่งที่เธอได้ก่อไว้  คนที่จะคอยแก้ไขความปั่นป่วนที่เกิดจากเวทมนตร์คาถาเพี้ยนๆของเธอ  แต่จอยอยู่กับป้ามาถึงสิบห้าปีแล้ว  และเธอก็อยากจะมีโอกาสได้อยู่ตามลำพังบ้าง  เพื่อไม่ต้องคอยรับฟังคำสั่งใดๆนอกจากตัวเอง
     ถ้าเธอได้อยู่ตามลำพัง  เธออาจได้เรียนรู้วิธีควบคุมพลังอำนาจของตัวเอง  บางทีเธออาจจะไม่ต้องรู้สึกเครียดและประหม่า  เพราะไม่ได้ทำให้ใครผิดหวังนอกจากตัวเอง  จอยรู้สึกเจ็บปวดลึกล้ำเพราะความไร้ความสามารถของตัวเองที่ทำให้คนที่เธออยากเอาใจต้องผิดหวัง  สาวน้อยยืนนิ่งอยู่กับที่  รู้สึกพ่ายแพ้อับอายและไร้ความสุข  ความรู้สึกท้อแท้แผ่ซ่านไปทั่วตัว  ผิดหวังที่ตัวเองล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และตอนนี้เธอก็หมดแล้วซึ่งความหวังใดๆ
     หากป้าไปรับงานในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการแห่งทวีปอเมริกาเหนือ  จอยก็จะได้อยู่ตามลำพังเสียทีอันเป็นความหวังที่เธอเฝ้ารออย่างกระตือรือร้น  ปราสาทดิวอาร์ตถูกเช่าโดยกลุ่มนายแพทย์แห่งกลาสโกว์ที่วางแผนว่าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานพักฟื้นแก่ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม  รวมทั้งทหารที่มีบาดแผลทางใจที่เพิ่งกลับจากการสู้รบในสงครามกับนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส
     ในขณะที่จอยจะไปอยู่ที่กระท่อมเก่าของย่าในเซอร์เรย์  และอยู่ที่นั่นอย่างสมถะเป็นเวลาสองปี  ซึ่งเธอมั่นใจว่าจะได้ฝึกฝนความชำนาญที่นั่น  เธอแน่ใจยิ่งนัก  และเธอจะต้องโน้มน้าวให้ป้าเชื่อด้วย  อีกอย่างหนึ่ง  ระหว่างที่ป้าไม่อยู่  หากเธอจะทำผิดพลาดสักครั้งสองครั้งป้าก็คงจะไม่รู้  คิดแล้วเธอก็ให้เหตุผลออกมาด้วยความกระหยิ่มใจ “ถ้าหากหนูต้องการผู้ดูแล  แล้วเพื่อนคู่ใจใช้ได้ไหมคะ”
     เสียงร้องของแมวดังลั่นขึ้น  เจ้าเกเบรียลกระโดดโหยงออกมาจากใต้ชายกระโปรงป้าแมคลีน  แล้วรีบวิ่งมุดเข้าไปหลบใต้ตู้  มันเบียดตัวซุกอยู่ในความมืด  จะมีก็เพียงแสงเรืองๆของดวงตาเท่านั้นที่บอกให้รู้ตำแหน่งที่มันแอบซ่อนอยู่
     “เพื่อนคู่ใจของหนูน่ะค่ะ” สาวน้อยรีบแก้  ในจังหวะเดียวกับที่เจ้าบีเซิลบิดขี้เกียจแล้วกรนฟื้อออกมาเสียงดัง “เพื่อนคู่ใจจะคอยดูแลปกป้องแม่มดไม่ใช่หรือคะ”
     “จอยอัซ  เจ้าพังพอนขี้เกียจปกป้องเป็นอยู่อย่างเดียวคือเวลานอนของมันเท่านั้น  หนูน่ะ  ยังไม่สามารถควบคุมสมาธิได้--”
     “เดี๋ยวก่อนค่ะ!” จอยยืนขึ้น  จู่ๆก็รู้สึกเปี่ยมไปด้วยความหวัง “หนูคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง” เธอรีบเดินไปที่โต๊ะเล็กๆแล้วเปิดลิ้นชักออก  ล้วงมือเข้าไปควานหาจนกระทั่งพบสิ่งที่ต้องการ “นี่ไงคะ!” สาวน้อยหมุนตัวกลับมาพร้อมชูกระดาษชิ้นหนึ่งกับปากกา  และตลับหมึกเล็กๆกับขวดหมึกน้ำสีดำ “หนูจะเขียนคาถาเอาไว้ก่อน  ด้วยหมึกดำบนกระดาษขาวอย่างนี้  หนูจะเห็นมันอย่างชัดเจน  เชื่อหนูเถอะค่ะ  หนูมั่นใจว่าคราวนี้หนูเพ่งสมาธิได้แน่  นะคะ...ได้โปรดให้โอกาสหนูสักครั้งเถอะ”
     ป้ามองเธอนิ่งนานราวกับกำลังใคร่ครวญ
     “นะคะ...” จอยกระซิบ  หลบสายตาลงต่ำแล้วกลั้นหายใจ  ขณะภาวนาอยู่ในใจ  ให้โอกาสหนูสักครั้งเถิด...นะคะ...ได้โปรด...นะคะ...
     ป้าแมคลีนเชิดคางขึ้น “ครั้งสุดท้ายนะ”
     รอยยิ้มแจ่มแจ๋วปรากฏขึ้นบนใบหน้าเซียวของสาวน้อย  กระจ่างจนแทบจะบดบังรัศมีของเทียนไข  ดวงตาสีเขียวของเธอเปล่งประกายจรัสขณะเดินอย่างเร็วไปที่โต๊ะ  ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่ง  แล้วจุ่มปลายปากกาลงในน้ำหมึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้ม
     จอยอัซ  ฟิโอน่า  แมคแควรี่พร้อมแล้ว
     ทว่า...อังกฤษต่างหากที่ยังไม่พร้อม
    
    
     บทที่ 2
    
     รถม้าสีดำหรูหรางามสง่าแล่นโขยกเขยกไปตามถนนปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ที่เปียกชื้น  คนขับมีท่าทางว่าคุ้นเคยกับหมอกหนาที่ปกคลุมไปทั่วตัวเมืองเป็นอย่างดี  เขาบังคับม้าให้แล่นผ่านเกวียนของพ่อค้ารับซื้อของเก่าหน้ากรีนพาร์ค  และยามประจำป้อมที่กอดหญิงโสเภณีเมามายไว้ในแขนข้างหนึ่ง  แล่นผ่านรถลากและรถม้ารับจ้างเก่าคร่ำคร่าที่เกะกะอยู่เต็มถนน  คนขับเร่งม้าให้ควบเร็วขึ้นเมื่อพ้นจากความจอแจนั้นมา  ทำให้มันพุ่งปราดออกไปราวกับกาดำถลาเข้าโฉบเหยื่อก่อนจะเลี้ยงโค้งเข้าสู่ถนนเซนต์เจมส์  และจอดกึกลงอย่างรวดเร็ว  คนรับใช้ในชุดเครื่องแบบสีเขียวรีบปราดเข้ามาเปิดประตูสีทองสลับเขียวหัวเป็ดให้เปิดออกก่อนที่ม้าทั้งสี่ตัวที่น้ำลายฟูมเต็มปากจะหยุดนิ่งอยู่กับที่เสียอีก
     อเล็ค คาสเซิลเมน  ดยุคแห่งเบลมอร์มาถึงสโมสรประจำของเขาแล้ว
     ทันทีที่รองเท้าสีแชมเปญขัดมันวับของเขาแตะถูกขอบถนน  นาฬิกาจากร้านข้างๆก็ตีห้าครั้งพอดี  วันนี้เป็นวันพุธ  ซึ่งถ้าหากว่าท่านดยุคแห่งเบลมอร์อยู่ในเมือง  ก็จะต้องมีคนเห็นเขามาถึงหน้าสโมสรไวทส์ตอนห้าโมงเผงของทุกวันจันทร์  พุธ  และศุกร์
     มันเหมือนเป็นกำหนดการ  หรือเวลาประจำ  อันเป็นอุปนิสัยของดยุคแห่งเบลมอร์  เมื่อฤดูกาลที่แล้วนี่เองที่ลอร์ดอัลวานีย์คุยว่า  เขารู้ว่านาฬิกาของเขาตายก็เพราะมันบอกเวลาบ่ายสามโมงตอนที่เบลมอร์เดินเข้ามาในสโมสรนี่แหละ  นอกจากนั้นร้านขนมปังแฮสตันก็จะแขวนป้ายปิดร้านและล็อคกุญแจทุกครั้งที่รถม้าสีดำแล่นผ่านโดยไม่ต้องเสียเวลาดูนาฬิกา  นักพนันหลายคนก็เสียเงินไปเยอะกับกำหนดการของเบลมอร์ยามที่เขาอยู่ในเมือง  เขาเป็นคนไม่มีอะไรซับซ้อน  จืดชืดเหมือนน้ำชาอังกฤษนั่นแหละ
     และสำหรับวันนี้  เอิร์ลแห่งดาวน์กับไวส์เคานท์ซีย์มอร์ก็มากับเบลมอร์ด้วย  ริชาร์ด  เลนนอกซ์  หรือเอิร์ลแห่งดาวน์เป็นชายร่างสูง  หน้าตาคมสันหล่อเหลา  เขามีเรือนผมสีบลอนด์ทองและดวงตาสีเข้ม  สติปัญญาเฉลียวฉลาด  แต่ว่าออกจะขวางโลกอยู่สักหน่อย  ในขณะที่นีล  เฮิร์นดอนหรือไวส์เคานท์แห่งซีย์มอร์ผอมและเตี้ยกว่า  ผมของเขาแดงเป็นประกายสดใสเหมือนเหรียญทองแดงเพิ่งออกจากเตาหลอมเลยทีเดียว  ครั้งหนึ่งดาวน์เคยค่อนแคะว่าซีย์มอร์ขวัญอ่อนและลุกลี้ลุกลนเสียจนทำให้คนที่ตายไปแล้วยังนอนสะดุ้งอยู่ในหลุมได้
     ในวัยยี่สิบแปดปีเท่าๆกัน  สามหนุ่มเป็นสหายสนิทกันมาร่วมยี่สิบปีแล้ว  แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งดาวน์และซีย์มอร์ไม่เคยรู้เลยว่าอะไรทำให้อเล็ค  คาสเซิลเมนเป็นคนที่ดำเนินชีวิตเที่ยงตรงเหมือนเข็มนาฬิกาเช่นนี้  ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งในหลายๆสิ่งที่นานๆสองสหายจะเห็นพ้องต้องกันเสียที
     ทั้งสองรู้ว่าเมื่ออเล็คต้องการอะไรแล้ว  เขาจะต้องได้  ไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามสักแค่ไหน  ดยุคแห่งเบลมอร์เคยชินกับการดีดนิ้ว  และโลกทั้งโลกก็เหมือนกับจะกรูกันมากองอยู่แทบเท้า
     ผู้หญิงหลายคนพยายามจะเอาชนะใจอเล็ค คาสเซิลเมน  แต่ก็พบกับความผิดหวังไปเสียทุกราย  และไม่ว่าจะใช้ความพยายามสักแค่ไหน  หรือกล้าหาญเพียงไร  สิ่งที่ได้รับก็คือสายตา เย่อหยิ่งถือตัว  ริชาร์ดกับนีลเป็นเพื่อนสนิทเพียงสองคนที่เบลมอร์มี  แต่พวกเขาก็ไม่ได้อะไรจากเบลมอร์มากไปกว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรอันเย็นชา
     ไม่นานนักหลังจากที่พวกเขาพบกันที่โรงเรียนอีตัน  เอิร์ลแห่งดาวน์ก็รับคำท้าว่าจะเป็นคนยั่วแหย่ให้เบลมอร์แสดงอารมณ์ออกมา  แม้ว่าจะล้มเหลว  แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาดาวน์ก็ยังไม่ยอมละความพยายามที่จะทำลายป้อมปราการอันเย็นชาของผู้เป็นเพื่อนให้จงได้
     และเย็นนี้ก็เช่นกัน
     อเล็คสั่งข้อความกับคนขับรถม้าแล้วหมุนตัวมา  และพบว่ามีหญิงชรารูปร่างเล็กไม่ต่างไปจากเด็กอายุสิบขวบ  ท่าทางแปลกๆไม่เหมือนใครยืนขวางทางเขาอยู่  หมวกฟางสีแดงใบใหญ่เก่าคร่ำคร่าของนางดูใหญ่กว่าหัวนางสักสองเท่า  ชุดกำมะหยี่สีเทาที่สวมอยู่ขาดวิ่น  และมีผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงินพาดอยู่รอบไหล่ผอมบาง  นางกระเดียดกระจาดสานบรรจุดอกไม้สดไว้ที่เอว  มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งถือช่อดอกอิงลิชไอวี่สวยสดกับดอกไวโอเล็ตเล็กๆเอาไว้ “ซื้อดอกไม้ให้คุณผู้หญิงสักช่อสิคะ  ท่านลอร์ด”
     “ยัวร์เกรซ” เขาแก้ให้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าทำให้คนโชคร้ายตัวแข็งได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
     ทว่าหญิงชราไม่ยอมขยับตัว  นางเพ่งมองดูเขาด้วยดวงตาสีเทายิบหยี
     ดังนั้นชายหนุ่มจึงขยับตัวก้าวหลบจากนางเสียเอง  ทว่าช่อดอกไม้หอมหวานนั้นหยุดเขาเอาไว้  อเล็คชะงักนิดหนึ่งอย่างใช้ความคิด  ก่อนจะรับดอกไม้มาแล้วควักเหรียญส่งให้แม่เฒ่า  ตั้งใจว่าคืนนี้จะมอบดอกไม้ให้แก่จูเลียตในงานบอลล์ที่บ้านของตระกูลลินลีย์  เขาตั้งท่าจะเดินไปที่ประตูอีก  แต่ก็รู้สึกถึงสัมผัสจากมือผอมๆที่ยึดแขนเขาไว้
     “ยัวร์เกรซ  อิฉันจะทำนายโชคชะตาให้ท่านโดยไม่คิดเงินเลยเจ้าค่ะ”
     อเล็คสะบัดตัวหนีเพราะเขาไม่ใส่ใจกับเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้อยู่แล้ว  แต่ไวส์เคานท์ซีย์มอร์...ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนหนุ่มที่เชื่อเรื่องแบบนี้...ดึงเขาเอาไว้
     “แกจะโชคร้ายนะถ้าเดินผ่านนางไปเฉยๆ  เบลมอร์”
     เอิร์ลแห่งดาวน์ร่วมผสมโรงด้วย  เขาเดินมายืนพิงบานประตูเข้าออกสโมสรไว้ด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย  ใช้มือข้างที่ดีประคองมือข้างที่บาดเจ็บที่คล้องอยู่ในเฝือก  หลังจากเห็นสีหน้าอเล็ค  เขาก็หยิบเหรียญครึ่งคราวน์แล้วโยนให้แม่เฒ่า “ฟังนางเสียหน่อยดีกว่า” ดาวน์บอกพลางยิ้มอย่างขบขัน “แกคงไม่อยากทำให้ชื่อเสียงดีๆของเบลมอร์ต้องหมองมัวลงด้วยความโชคร้ายนะ”
     อเล็คมองผู้เป็นเพื่อนด้วยสายตาเย็นชา  เขายกมือขึ้นกอดอก  ยืนนิ่งเฉยอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดพร่ำบ้าๆบอๆที่หญิงชรารำพัน  เขาทำท่าเบื่อหน่ายยามที่แกพูดถึงชีวิตรักของเขา  ดาวน์พยายามซ่อนความขบขันเอาไว้ไม่มิด  ในขณะที่นีลสนอกสนใจคำพูดทุกคำของแม่เฒ่าอย่างไม่ปิดบัง
     “ท่านจะไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านตั้งใจไว้นะเจ้าคะ  ยัวร์เกรซ”
     ยายแก่หน้าโง่  อเล็คคิดอยู่ในใจ  เช้าวันพรุ่งนี้ก็จะมีประกาศในหนังสือพิมพ์อยู่แล้วว่า  เลดี้จูเลียต เอลิซาเบธ สเปนเซอร์  ธิดาของท่านเอิร์ลและเคาน์เตสแห่งเวิร์ธ  จะแต่งงานกับอเล็ค เจอรัลด์ คาสเซิลเมน  ดยุคแห่งเบลมอร์  เขาได้ยื่นข้อเสนอแต่งงานไป  และเลดี้จูเลียตก็ตอบตกลงแล้ว  อีกทั้งเงื่อนไขการแต่งงานก็กำลังเจรจาต่อรองกันอยู่  หลังจากนั้นความยากลำบากในการเกี้ยวผู้หญิงของเขาก็คงสิ้นสุดลง
     “แล้วเขาจะแต่งกับใคร” ซีย์มอร์ถามทันที  เหลือบตามองแม่เฒ่ากับอเล็คสลับกันไปมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
     “ผู้หญิงคนต่อไปที่ท่านได้พบ” นางพูด  แววตาฉายแววแปลกๆออกมาแวบหนึ่ง  ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นชูแล้วเสริมว่า “คนที่จะทำให้ท่านต้องประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง”
     “ฉันไม่ทนฟังเรื่องเหลวไหลนี่อีกต่อไปแล้ว” อเล็คผลักริชาร์ดที่กำลังหัวเราะงอหายให้พ้นทาง  แล้วกระชากประตูเปิดออก  แต่กระนั้นก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหญิงชราลอยตามลมมากระท่อนกระแท่น
     “ท่านจะไม่รู้สึกเบื่ออีกต่อไป  ยังร์เกรซ  ไม่อีกต่อไป...”
     ชายหนุ่มก้าวยาวๆไปบนพื้นไม้ปาร์เก้ของห้องโถงหน้า  รองเท้าบู๊ตของเขากระทบกับพื้นส่งเสียงดังคลิกๆ  อเล็คดึงถุงมือหนังวัวออกโดยแรงแล้วยื่นส่งมันพร้อมกับหมวกให้เบิร์คซึ่งเป็นพ่อบ้านของสโมสรนี้  เบิร์คหันไปส่งต่อให้คนรับใช้หนึ่งในสิบคนที่ยืนรอรับเสื้อโค้ทของแขก  ซึ่งจะนำไปที่ห้องเก็บเสื้อผ้าเพื่อทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง
     “สวัสดีขอรับ  ยัวร์เกรซ” เบิร์คทัก  ตรงเข้ามาช่วยอเล็คถอดเสื้อโค้ทออกจากตัวแล้วส่งต่อให้คนรับใช้อีกคนหนึ่ง “สบายดีหรือขอรับ”
     “เขากำลังหงุดหงิดน่ะ” ดาวน์แหย่  ขณะสะบัดเสื้อโค้ทออกจากแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บแล้วปล่อยให้เบิร์คช่วยถอดออกจากแขนอีกข้าง
     “ผมเข้าใจขอรับ” เบิร์คตอบด้วยเสียงที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่เข้าใจอะไรแม้แต่น้อย  หากแต่จำต้องตอบออกไปเพราะมันเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง  ก่อนจะหันไปรับเสื้อจากสุภาพบุรุษอีกท่านหนึ่ง  เขาปฏิบัติต่อแขกทุกคนอย่างสุภาพและยกย่องเท่าเทียมกันตามที่พวกขุนน้ำขุนนางทั้งหลายสมควรได้รับ
     “แต่ฉันไม่ยักคิดว่านายเข้าใจแฮะ” ดาวน์พูดเบาๆขณะพยายามตามให้ทันอเล็คที่ก้าวยาวๆขึ้นไปตามขั้นบันไดหินอ่อนจากเมืองฟลอเรนซ์
     ซีย์มอร์เดินตามมาจนทันดาวน์  จับตามองแผ่นหลังกว้างของอเล็คแล้วกระซิบเบาๆ “แกคิดว่าเขาจะทำยังไงกับเรื่องเลดี้จูเลียตฮึ”
     ดาวน์หยุดเดินแล้วหันมามองซีย์มอร์งงๆ  ราวกับเขาฝากสมองไปพร้อมกับเสื้อโค้ทเมื่อครู่เรียบร้อยแล้ว
     “แกพูดถึงอะไรวะ”
     “ก็การประกาศข่าวแต่งงานไง  แกก็รู้ดีพอๆกับฉันว่าเขาเป็นคนยึดมั่นในเรื่องของความถูกต้องยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  แล้วเขาจะทำยังไงดีถ้าหากไม่มีพิธีแต่งงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ข่าวของเขาลงในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแล้ว”
     “แกอย่าบ้ามากไปกว่านี้เลยว้า”
     “แกก็ได้ยินยายแก่พูดแล้วนี่  แกบอกว่าเบลมอร์จะไม่ได้แต่งงานกับจูเลียต  ฉันขอบอกแกนะว่าฉันมีความรู้สึกทะแม่งๆตั้งแต่เมื่อวานตอนที่อเล็คบอกเราว่าทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมดแล้ว  ฉันว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่นา  ฉันรู้สึกได้...” ซีย์มอร์หยุดไปนิดหนึ่งขณะเคาะนิ้วเข้ากับอกผอมๆของตัวเอง “ที่ตรงนี้” แล้วเขาก็มองหน้าดาวน์อย่างมั่นใจ
     “แกควรจะเลิกกินปลาไหลดองได้แล้วนะ” เอิร์ลหนุ่มว่า
     ทว่าไวส์เคานท์ยังคงบ่นพึมพำไปตลอดระหว่างเดินขึ้นไปตามบันได  ก่อนจะหยุดลงเมื่อมาถึงบันไดหินอ่อนสีชมพูขั้นบนสุด  แล้วเขาก็หันไปเผชิญหน้าผู้เป็นเพื่อน “ฉันไม่เสียอะไรแม้แต่แดงเดียวอยู่แล้ว  ไม่ว่าแกจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม  คอยดูไปก็แล้วกัน  ทุกครั้งที่ฉันมีความรู้สึกอย่างนี้ทีไร  จะต้องมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นทุกที”
     “ไม่มีผู้หญิงที่ไหนจะยอมปล่อยให้ผู้ชายอย่างดยุคแห่งเบลมอร์หลุดมือไปได้  ยิ่งคนคนนั้นฉลาดอย่างจูเลียต  สเปนเซอร์ด้วยแล้วละก็  เชื่อฉันเถอะ  ซีย์มอร์  สิ่งที่ยายแก่นั่นพูดเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ” ดาวน์บอกเมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่  เห็นอเล็คเข้าไปนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำแล้ว  และพนักงานต้อนรับยืนคอยอยู่ข้างๆระหว่างที่รอให้เขาชิมไวน์
     ดยุคพยักหน้านิดๆแทบมองไม่เห็นเป็นเชิงยอมรับรสชาติ  แล้วบริกรก็รีบถอยกลับไปเงียบๆ
     ใครก็ตามที่ได้มองอเล็คแม้เพียงแวบเดียว  ก็จะเห็นได้ถึงความเป็นผู้ดีเก่าชาวอังกฤษอย่างเต็มตัว  เสื้อนอกของเขาตัดด้วยผ้าเนื้อดีสีเทา  ไหล่กว้างผึ่งผายจนไม่จำเป็นต้องใช้ฟองน้ำเสริมไหล่  ผ้าผูกคอสีขาวผูกอย่างประณีตบ่งบอกถึงฝีมือของคนรับใช้ประจำตัวแห่งอังกฤษได้ชัดเจน  กางเกงหนังขี่ม้าของเขารัดแนบอยู่กับต้นขาล่ำสันแข็งแรงอย่างคนที่ช่ำชองในการขี่ม้า  ขาเพรียวยาวแข็งแรงดุจนักกีฬาที่แสดงให้เห็นถึงการเลี้ยงดูอย่างดี
     สีหน้าเขาเฉยชา  ริมฝีปากหุบสนิทเป็นนิจศีล  อันเป็นธรรมชาติของชาวอังกฤษหัวดื้ออีกเช่นกัน  รูปหน้าเขาหล่อเหลา  โหนกแก้มสูงตามแบบเชื้อชาตินอร์มัน  จมูกงุ้มนิดๆ  ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงบ่งบอกถึงความเป็นคนเข้มงวดกับชีวิต  เรือนผมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีดำสนิท  บัดนี้มีเส้นผมสีเงินแซมเป็นแนว  ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เนื่องด้วยอายุ  หากแต่เป็นกรรมพันธุ์ของสายเลือดคาสเซิลเมนต่างหาก
     ตลอดเจ็ดชั่วคนที่ผ่านมา  ท่านดยุคแห่งเบลมอร์ทั้งหลายจะมีผมหงอกก่อนอายุสามสิบเสมอ  และทุกคนต่างแต่งงานเมื่ออายุได้ยี่สิบแปดปีทั้งสิ้น  มันเป็นประเพณีปฏิบัติของตระกูลเบลมอร์  ซึ่งลูกคนแรกต่างก็เป็นชายและได้เป็นทายาทสืบทอดตระกูลทุกรุ่น  มีคำกล่าวขานกันว่าโชคชะตาเข้าข้างท่านดยุคแห่งเบลมอร์กันทุกคน...ซึ่งในกรณีของอเล็คก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นเช่นกัน
     เอิร์ลแห่งดาวน์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้  ซีย์มอร์ก็เช่นกัน  เขาหมุนแก้วไวน์เปล่าไปมาอย่างหงุดหงิดพลางเคาะปลายเท้าเข้ากับขาโต๊ะเป็นจังหวะกวนโมโห  ปากบ่นพึมพำเรื่องโชคชะตา  เรื่องบุพเพสันนิวาส  และเรื่องอเล็คสลับไปสลับมา
     อเล็คส่งสัญญาณให้บริกรเติมไวน์ลงในแก้วของซีย์มอร์ “เอ้า  ดื่มซะ  จะได้หยุดทำเสียงบ้าๆกวนประสาทนั่นเสียที”
     “เป็นอะไรไป  เบลมอร์” ดาวน์ถาม  สายตาจ้องมองแก้วเหมือนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “กลุ้มใจเรื่องอนาคตหรือ” แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองอเล็ค  สีหน้าเป็นห่วงอย่างจริงใจนั้นแฝงแววขบขันไว้บางเบา
     อเล็คจิบไวน์เงียบๆโดยไม่ตอบ
     “เขาก็น่าจะกลุ้มหรอก” ซีย์มอร์พูดขึ้นบ้าง “ฉันยังเป็นเลย”
     “แกกลุ้มใจแทนทุกๆคนเกินพอแล้วละ” อเล็คตอบอย่างไม่แยแส “ฉันไม่ได้กลุ้มใจ  เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลุ้ม  ทนายของเราทั้งสองฝ่ายพบกันแล้วเมื่อเช้านี้เพื่อตกลงกันในเรื่องทรัพย์สิน  หนังสือพิมพ์จะลงข่าวเช้าวันพรุ่งนี้  และอีกไม่ถึงเดือนฉันก็จะถูกผูกแขนผูกขาแล้ว”
     “ถ้าเช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว  เรียบร้อย  ราบรื่น  ตรงไปตรงมาตามแบบที่แกเป็น” ดาวน์วางแก้วลงแล้วส่ายศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมบลอนด์ไปมา “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าแกทำได้ยังไง  เลดี้จูเลียต  สเปนเซอร์เหมาะสมกับตำแหน่งดัชเชสแห่งเบลมอร์เป็นที่สุด  แกเข้าเมืองไปร่วมงานบอลล์แค่งานเดียว  และได้พบผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่างในเวลาไม่ถึงสองนาที  ฉันอยากจะพูดว่าแกเป็นคนโชคดี  แต่ก็นั่นแหละนะ  ปกติแกก็เป็นคนมีโชคอยู่แล้ว”
     อเล็คยักไหล่ “ไม่เห็นเกี่ยวกับโชคที่ตรงไหน”
     “แล้วอะไรเกี่ยวล่ะ  พระเจ้ายื่นมือเข้ามาจัดการงั้นเรอะ”ดาวน์ประชด “พระเจ้าเคยคุยกับแกบ้างหรือเปล่า  เบลมอร์  เหมือนอย่างที่คุยกับซีย์มอร์ไง”
     ซีย์มอร์รีบแก้ตัวพัลวัน “ฉันไม่เคยพูดว่าพระเจ้าคุยกับฉันนะเว้ย”
     “ถ้างั้นฉันก็พูดถูก  ว่าเป็นเพราะปลาไหลดอง”
     “ฉันจ้างคน” อเล็คสารภาพ  ทำให้ทั้งดาวน์และซีย์มอร์หยุดทะเลาะกันทันที
     ดาวน์จิบไวน์แล้วรีบวางแก้วลง “จ้างคนทำอะไรนะ”
     “จ้างให้หาผู้หญิงที่เพียบพร้อมที่สุด”
     สองชายมองหน้าอเล็คอย่างไม่เชื่อหู
     ชายหนุ่มวางแก้วลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ฉันติดต่อบริษัทที่จัดการธุรกิจส่วนใหญ่ของฉันในลอนดอน  พวกเขาก็ไปสืบหาข้อมูลแล้วส่งชื่อจูเลียตมาให้  มันเป็นวิธีที่เข้าท่าที่สุดแล้ว”
     ทุกคนนิ่งเงียบไปนานกว่าที่ดาวน์จะพูดขึ้นอีก “ฉันสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมแกถึงหาหล่อนพบเร็วอย่างนั้น  ฉันเฝ้าบอกตัวเองมานานนับเดือนๆแล้วว่านั่นเป็นเพราะความโชคดีของเบลมอร์  แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว  แกจ้างคนหาเมียให้นี่เอง”เอิร์ลหนุ่มมองแก้วตัวเองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “มีประสิทธิภาพมาก  เบลมอร์  แต่เลือดเย็นเหลือเกิน  นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่จะเลือกเจ้าสาวเลยนะ”
     หน้าเอิร์ลหนุ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ
     “ใช้สมองคิดหน่อย” อเล็คจิบไวน์อย่างใจเย็น “จะเลือดเย็นหรือไม่  ฉันไม่สนหรอก  ฉันต้องการเมียสักคน  และนี่ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด  มันเป็นธุรกิจที่ดีทีเดียว”
     “โชคดีที่หาหล่อนเจอ” ซีย์มอร์ออกความเห็น “ไม่งั้นแกอาจต้องจบลงกับเลทิเทีย  ฮอร์นสบี้”
     ราวกับว่าเพียงแค่เอ่ยชื่อสาวน้อยผู้นั้นจะทำให้เธอปรากฏตัวขึ้น  ริชาร์ดหงอยลงไปทันที
     “ฉันยกหล่อนให้ดาวน์ดีกว่า” อเล็คว่า  รู้ดีว่าริชาร์ดอึดอัดที่จะต้องพูดถึงเลทิเทีย  ฮอร์นสบี้  เด็กสาวที่หลงรักริชาร์ดอยู่  และมักจะคอยติดตามเขาเหมือนเงาตามตัวอยู่ตลอดเวลา  การได้แหย่เพื่อนเรื่องฮอร์นสบี้ก็เปรียบเสมือนการได้แก้แค้นเล็กๆน้อยๆในเรื่องหญิงเฒ่าข้างนอกเมื่อครู่
     ซีย์มอร์รีบรับลูกอเล็คทันที  เขายิ้มกว้างและเสริมว่า “ใช่แล้ว  ไม่ว่าแกจะไปที่ไหน  แม่เด็กนั่นเป็นได้โฉบตามแกไม่ห่างเลย”
     “โฉบไม่ใช่คำที่ฉันอยากจะใช้เล้ย” ดาวน์ลูบแขนข้างที่บาดเจ็บแล้วทำหน้าบึ้ง
     ซีย์มอร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา  ในขณะที่ดวงตาของอเล็คเปล่งประกายขบขันขึ้นวูบหนึ่ง  ทั้งสามไปงานฉลองวันคริสต์มาสที่บ้านเซฟตัน  แล้วเลทิเทีย  ฮอร์นสบี้ก็ตกลงมาจากต้นไม้  ผ่าลงมากลางวงในขณะที่ดาวน์กำลังทำสิ่งที่เขาถนัดที่สุดกับคู่ควงคนล่าสุด  เลดี้แคโรไลน์  เวนท์เวิร์ธ  แม่เด็กสาวหน้าโง่คนนั้นทำให้ไหล่ของเอิร์ลหนุ่มถึงกับเคลื่อน
     “อันที่จริง  เลทิเทีย  ฮอร์นสบี้ก็ไม่เลวนะ” ซีย์มอร์พูดแกมหัวเราะ “หล่อนแค่ตามก่อกวนความสุขแกเท่านั้น  ดาวน์”
     ดาวน์รีบเปลี่ยนเรื่องกลับมาคุยถึงความงามของเลดี้จูเลียตทันที
     อเล็ควางแก้วไวน์ลง “ความสวยเป็นหนึ่งในรายการความต้องการของฉัน”
     “แล้วรายการแกยังมีอะไรอีกบ้าง” ดาวน์ถาม  สายตาจ้องที่แก้วเปล่าของตัวเอง
     “ชาติตระกูลดีเยี่ยม  สุขภาพดี  สุภาพแต่ก็ต้องมีชีวิตชีวา...ก็ทั่วๆไปที่ผู้ชายต้องการจากคนที่จะมาเป็นเมียนั่นแหละ”
     “ฟังดูยังกับแกจะเลือกซื้อม้าแน่ะ” ดาวน์รินไวน์เติมให้ตัวเอง
     “ฉันมักจะคิดอยู่เสมอว่าการจับคู่ของคนอังกฤษก็แทบไม่ต่างไปจากการค้าม้าเท่าไร...เพียงแค่นานกว่าและน่าเบื่อกว่าเท่านั้น” อเล็คตอบ  นึกถึงการขี่ม้าในสวนสาธารณะ  งานบอลล์และงานรื่นเริงต่างๆที่เขาต้องไประหว่างตามจีบจูเลียต  ในความคิดของเขาแล้วเรื่องเหล่านั้นน่ารำคาญยิ่งนัก  เหมือนเป็นวิธีที่จะใช้ประกาศให้โลกที่เต็มไปด้วยคนอยากรู้อยากเห็นได้รับรู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดจะทำอะไร “ที่อัลแม็คหรืองานเลี้ยงแนะนำตัวต่างไปจากตลาดประมูลที่นิวมาร์เก็ตหรือเปล่าล่ะ  ทุกๆฤดูจะต้องมีผู้หญิงเป็นขบวนปรากฏตัวต่อหน้าผู้ซื้อ  แล้วแกก็ต้องตรวจสอบวงศ์ตระกูล  ท่าทางการเดินเหิน  สีผิวพรรณ  และแกก็ต้องหาคนที่มีชีวิตชีวาพอสมควรเพื่อที่จะไม่ทำให้แกต้องเบื่อในภายหลัง...ขั้นตอนเหมือนกับก่อนที่แกจะเลือกซื้อม้าสักตัวไม่มีผิด  เมื่อแกพบตัวที่เหมาะสม  แกก็ซื้อมันมา  แล้วขี่มัน”
     ดาวน์สำลักไวน์พรวดในขณะที่ซีย์มอร์หัวเราะออกมาดังลั่น
     “แล้วแกตรวจดูฟันหล่อนด้วยหรือเปล่า” ดาวน์ถาม
     “ดูสิ  แล้วยังดูหัวไหล่กับข้อเท้าอีกด้วย” อเล็คเสริม  สีหน้าเฉยชาปราศจากรอยยิ้มขณะที่หยิบสำรับไพ่ขึ้นมา  ในขณะที่ทั้งดาวน์และซีย์มอร์ยังพากันหัวเราะไม่หยุด  เขาก็ง่วนอยู่กับการแจกไพ่แล้ว
     อีกประมาณชั่วโมงหนึ่งให้หลัง  ข่าวก็มาถึง
     คนรับใช้เข้ามายืนอยู่ทางด้านซ้ายมือของอเล็ค  มือถือถาดเงินมีจดหมายอยู่ตรงกลาง  และระหว่างที่ดาวน์แจกไพ่อยู่  อเล็คก็เปิดซองออกดูช้าๆ  สังเกตเห็นชื่อย่อของจูเลียตที่ประทับอยู่บนครั่ง  จึงค่อยๆคลี่กระดาษออกอ่าน
    
     อเล็คที่รัก

     ฉันเคยคิดว่าตัวเองคงทำได้  แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้  ฉันเคยคิดว่าฉันจะอยู่ได้โดยปราศจากความรัก  เพราะคุณเป็นคนดีคนหนึ่ง  เคยคิดว่าฉันจะแลกกับความสุขในชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์  เคยคิดว่าฉันจะเลือกความร่ำรวยแทนความสุข
     แต่ฉันก็ทำไม่ได้
     ฉันเพิ่งตระหนักว่า  ตัวเองคงไม่อาจทนความเบื่อหน่ายในชีวิตในฐานะดัชเชสแห่งเบลมอร์ได้  ในขณะที่คุณเป็นอย่างที่ฉันได้พูดไปแล้ว...เป็นคนดีคนหนึ่ง  แม้ว่าคุณจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ฉัน  แต่คุณไม่มีจิตใจค่ะ  อเล็ค
     คุณเป็นคนที่ดูออกง่ายเกินไป  คุณทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ใครๆคาดหวัง  เพราะคุณดำรงตำแหน่งท่านดยุคแห่งเบลมอร์  ชื่ออันทรงเกียรติของเบลมอร์จะต้องมาก่อนและสำคัญที่สุดในชีวิตคุณ  แต่ฉันต้องการมากกว่านั้นค่ะ  อเล็ค
     ฉันต้องการความรัก  และฉันก็ได้พบมันแล้ว  แม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายคนรองและเป็นเพียงทหารยศเล็ก  แต่เขาก็รักฉันค่ะ  ระหว่างที่คุณอ่านจดหมายอยู่นี้  ฉันก็กำลังจะแต่งงานกับชายที่ให้ในสิ่งที่ฉันต้องการ

                                       ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
                                       จูเลียต

     อเล็คฉีกกระดาษโน้ตออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างช้าๆและมั่นคง  แล้วหย่อนเศษนั้นลงในถาดเงิน  เขามองผู้เป็นเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง  ยกมือขึ้นลูบกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างใจลอย  ก่อนจะยั้งมือไว้ทันควัน  ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่  แล้วค่อยๆเลื่อนมือลูบไล้ไปตามก้านเรียวบางของแก้วไวน์  ขณะบอกคนรับใช้เรียบๆว่า “ไม่มีคำตอบ”
     ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบราวกับว่าข่าวสารนั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลย  แล้วเขาก็หยิบไพ่ขึ้นมาดู  ดวงตาสีน้ำเงินทวีความเข้มขึ้นและหรี่ลงมากกว่าปกติเพียงเล็กน้อย  ในขณะที่กรามขบกันแน่นกว่าเดิม
     เขาเล่นไปจนจบเกมด้วยความเงียบกว่าปกติถึงสามเท่า  และเมื่อถึงตาที่ซีย์มอร์ต้องเป็นเจ้ามือ  อเล็คก็ร้องขอกระดาษกับปากกา  ซึ่งเมื่อมันมาถึง  เขาก็จัดการเขียนข้อความปราดๆอย่างรวดเร็ว  ผนึกด้วยครั่ง  แล้วประทับมันด้วยหัวแหวน  ก่อนจะสั่งเบาๆให้คนรับใช้นำมันไปส่งที่สำนักงานหนังสือพิมพ์
     เพื่อนทั้งสองมองเขาอย่างสนเท่ห์
     อเล็คเอนหลังพิงพนักเก้าอี้  สองมือประสานกันอยู่ใกล้ริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยท่าทางครุ่นคิด  หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ขยับมือไปไว้ใต้คาง “ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะเข้มแข็งและกล้าหาญกว่าที่ฉันคิด  ฉันถูกถอนหมั้นแล้วนะ”
     “นั่นไง!” ซีย์มอร์กระแทกกำปั้นลงกับโต๊ะ “ฉันว่าแล้วมันต้องเกิดขึ้น  ยายเฒ่านั่นพูดถูกจริงๆด้วย”
     “ทำไมล่ะ” สีหน้าเยาะหยันเลือนหายไปจากใบหน้าของดาวน์  แทนที่ด้วยความประหลาดใจ
     “ไม่มีอะไรสำคัญ  ความโลเลของผู้หญิงน่ะ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น  แม้ว่าสหายทั้งสองจะนั่งจ้องอย่างตั้งใจรอก็ตาม  สีหน้าของดยุคแห่งเบลมอร์ไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น “แจกไพ่เลยดีกว่า”
     ตลอดชั่วโมงต่อมา  อเล็คก็ยังคงเล่นไพ่อย่างใจเย็นโดยปราศจากอารมณ์ใดๆให้เห็น  เขาชนะทุกตาที่เล่นด้วยความสุขุมและตั้งใจตามแบบฉบับของดยุคแห่งเบลมอร์
     “พอดีกว่า” ดาวน์โยนไพ่ห่วยๆในมือลงบนโต๊ะ  ซีย์มอร์ทำตามบ้าง  สายตามองชิปที่กองอยู่ถึงสิบห้ากองตรงหน้าอเล็ค
     “ไปไหนต่อดี” ดาวน์ถาม
     ซีย์มอร์ลุกขึ้นยืน  เท้าแขนลงบนโต๊ะแล้วโน้มกายไปใกล้อเล็คพลางพูดย้ำเตือน “จำที่ยายเฒ่านั่นพูดได้มั้ย  แกจะต้องแต่งงานกับหญิงคนต่อไปที่ได้พบ”
     “ใช่แล้ว  ทำไมไม่แวะไปหาเลทิเทีย  ฮอร์นสบี้ล่ะ  เบลมอร์  แกจะได้ช่วยไม่ให้ฉันบาดเจ็บอีกไง”
     “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ” ซีย์มอร์ดุอย่างขุ่นเคือง
     “แน่นอน  เขาเป็นดยุคแห่งเบลมอร์นะ  เขาไม่เคยพูดเล่นเลยสักที”
     อเล็คลุกพรวดพราดขึ้น “ฉันจะไปละ  แกสองคนจะไปด้วยหรือเปล่า”
     “ไปไหนล่ะ” ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน  ก่อนจะเดินตามกันลงไปชั้นล่างเพื่อรับเสื้อคลุมคืน
     “ไปที่กระท่อมล่าสัตว์ของฉัน” อเล็คตอบขณะสวมถุงมือ “ฉันรู้สึกอยากยิงอะไรสักอย่าง”
     ดาวน์เดินตามผู้เป็นเพื่อนที่ก้าวยาวๆจากไป  แล้วชะงักนิดหนึ่งก่อนจะหันมาทางไวส์เคานท์ “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงอยากไปที่กลอสซอป  ที่นั่นน่ะ  ไม่มีผู้หญิงเลยสักคนในระยะห้าสิบไมล์”
     “จำที่ยายเฒ่าบอกได้มั้ย” ซีย์มอร์ว่าพลางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “ฉันพนันได้เลยว่าเขาจะไปที่นั่นเพราะมันไม่มีผู้หญิงในรัศมีห้าสิบไมล์น่ะสิ  แต่เขาไม่รู้เรอะว่าเขาฝืนโชคชะตาไม่ได้”
     จากนั้นทั้งสองก็เดินตามเบลมอร์ออกนอกประตูไป
    
     จอยกระทืบเท้าแรงๆบนกระดาษที่กำลังลุกไหม้อยู่อย่างขุ่นเคือง “ตายแล้ว  บีเซิล  ดูสิ  ดูว่าฉันทำอะไรลงไป!” เธอก้มลงหยิบกระดาษที่ไหม้เกรียมแล้วยืดตัวขึ้น  คีบเศษที่เหลือเอาไว้ระหว่างนิ้วทั้งสอง  ควันยังลอยกรุ่นขึ้นเป็นสาย  มุมขวาด้านล่างถูกไฟไหม้จนหมด
     “โอ  คุณพระช่วย...” คำอุทานของสาวน้อยเลือนหายไปขณะมองกระดาษไหม้ไฟในมือ
     บีเซิลยกหัวขึ้นจากอุ้งเท้าดำแล้วเพ่งมองหน้าจอย  สายตาของมันตวัดกลับไปกลับมาระหว่างกระดาษกับสีหน้าซีดเซียวเศร้าสร้อยของเธอ
     เธอทิ้งเศษกระดาษลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจอย่างยอมแพ้  แล้วทิ้งตัวลงบนม้านั่งอย่างอ่อนแรง  ส่ายหน้าไปมาด้วยความโมโหตัวเอง “เอาอีกแล้วฉัน”
     เจ้าบีเซิลพ่นลมหายใจราวกับเหน็ดเหนื่อยแทน  ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมมาบนโต๊ะ  คลานขึ้นมาที่ไหล่แล้วขดตัวไปรอบคอของเธอ  มันใช้อุ้งเท้าเล่นกับผมหยิกสลวยสีน้ำตาลของเธอที่หลุดลุ่ยลงมาจากมวย  จนหล่นลงมาเคลียคางกลมมน
     “แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงดี” จอยมองหน้ามันราวกับรอฟังคำแนะนำ  ทำให้เจ้าบีเซิลหยุดเล่นผม  เกยคางกับไหล่สาวน้อยแล้วพ่นลมหายใจเสียงดัง
     “เจ้าก็ไม่มีคำตอบเหมือนกันงั้นสิ” จอยบ่น  เกาคอให้มันอย่างใจลอยขณะก้มลงมองเศษกระดาษ  โชคดีที่ป้าออกเดินทางไปตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อน...จากไปด้วยความเร็วและความสง่างามตามแบบฉบับของแม่มดแมคลีน  จอยใช้เวลาเกลี้ยกล่อมให้ป้ารับงานในอเมริกาไม่นานนัก  เพราะป้าต้องการทำเช่นนั้นอยู่แล้ว  เนื่องจากป้าต้องคอยอยู่เพื่อเล่นบทบาทพี่เลี้ยงให้กับหลานสาวมานาน  จอยอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว...มากพอที่จะดูแลตัวเองได้  และเธอพบว่าป้าพูดถูกอย่างหนึ่ง  นั่นคือหากเธอตั้งสมาธิดีๆ  ด้วยการเพ่งมองข้อความบนกระดาษเอาไว้  เธอก็สามารถเสกคาถาอาคมได้สัมฤทธิ์ผล
     ก่อนที่ป้าจะจากไป  หล่อนยืนโน้มกายอยู่เหนือร่างจอย  ขณะที่สาวน้อยลอกคาถาที่จะส่งเธอไปเซอร์เรย์แล้วเตือนว่า  คาถาสำหรับการเดินทางจำเป็นต้องใช้สมาธิที่แน่วนิ่งมากเป็นพิเศษ  ป้าจดเทคนิคต่างๆมากมายที่ต้องใช้  ในขณะที่จอยร่ายมนตร์เรียกชุดเดินทาง...อันเป็นแฟชั่นล่าสุดที่ป้าเลือกมาจากโรงพิมพ์ในปารีสสดๆร้อนๆ  จอยอดสงสัยไม่ได้ว่าป้าคงทำเช่นนั้นเพื่อทดสอบเธอเป็นครั้งสุดท้าย  แต่จอยก็ทำมันผ่านไปได้ด้วยดี  ซึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้นเธอจ้องมองแต่สีบนแผ่นพิมพ์ก็เป็นได้
     เพียงแค่ดีดนิ้วสองครั้ง  จอยก็อยู่ในชุดเดินทางตัดด้วยผ้าแคชเมียร์สีเขียวต้นหลิวงดงาม  เสื้อคลุมผ้าขนสัตว์  และรองเท้าบู๊ตครึ่งแข้งหนังลูกวัวสีดำ  ในมือของเธอคือหมวกผ้าไหมปีกกว้างสีเขียวสด  คาดด้วยลูกไม้กำมะหยี่สีเขียวอ่อน  และประดับด้วยขนนกกระจอกเทศสีม่วงเข้ม  ซึ่งทั้งหมดดูเข้าชุดกันและงดงามมาก  เป็นเหตุให้ป้ายิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย  ก่อนจะจูบลาจอยแล้วหายไปท่ามกลางกลุ่มหมอกควันสีทองที่แตกกระจายเป็นประกายระยิบระยับ
     แล้วปัญหาของจอยก็เริ่มขึ้น  นั่นก็คือ  เธอถือกระดาษที่จดคาถาเดินทางเอาไว้ใกล้แท่งเทียนไขมากไปหน่อย  ซึ่งกว่าที่จะรู้ตัว  มันก็ติดไฟเสียแล้ว  และเพียงไม่กี่นาทีให้หลังเธอก็ได้แต่ยืนตะลึงงันอยู่อย่างนี้แหละเมื่อได้เห็นว่าส่วนหนึ่งของคาถาหายไปกับเปลวไฟ
     “แต่ฉันว่าฉันยังพออ่านมันออกนิดหน่อยนะ  ขอฉันดูก่อน...” เธอวางกระดาษลงบนโต๊ะแล้วรีดให้เรียบ  หยีตาอ่านข้อความ “หิมะ...ไป...ความเร็ว...เอาใจใส่...ประตู...อืมม์  ฉันอ่านได้หมดยกเว้นบรรทัดสุดท้าย  แต่ฉันจำได้ว่ามันพูดถึงกระดิ่ง...เอ๊ะ  หรือว่าเป็นระฆังนะ”
     เธอคงต้องเดาเอาแล้วละ  จอยหยิบหมวกจากโต๊ะแล้วสวมมันลงบนศีรษะ  ผูกริบบิ้นใต้คางอย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้  ในขณะที่เจ้าบีเซิลยังคงขดตัวอยู่รอบคอ  เธอตบมันเบาๆก่อนจะหยิบคาถาขึ้นมา  มองไปรอบๆห้องหอคอยครู่หนึ่ง  เพราะอย่างน้อยที่นี่ก็เป็นบ้านของเธอมาตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา  จากนั้นก็เริ่มท่องคาถา...
    
     โอ  ในยามค่ำคืนอันสวยงามที่บดบังแสงตะวัน
     จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าว
     จงดูเสื้อผ้าเดินทางชุดนี้
     ข้าสวมมันมิใช่เพื่อกันหิมะ
     แต่เพราะข้าต้องการจะเดินทาง
     จงพาข้าไปยังเซอร์เรย์ด้วยความเร็วปานติดปีกบิน
     ได้โปรดฟังคำขอของข้า  รับฟังอย่างเอาใจใส่
     เมื่อนาฬิกาตีเวลาบอกชั่วโมง
     ระฆังโบสถ์จะดังขึ้น
     แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาสำหรับร้องเพลง
     แต่จงโปรดส่งข้าออกนอกประตู
     และเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น  จงโปรดตีระฆัง (เบล)
     ซ้ำอีก! (มอร์)
    
    
     บทที่ 3
    
     อเล็คไม่รู้ว่าอะไรกระแทกใส่เขา  ตอนนั้นเขากำลังเดินออกจากแนวพุ่มไม้หนาริมถนนไปยังรถม้าที่จอดอยู่  นาทีต่อมาเขาก็ลงไปนอนแผ่อยู่กับพื้น  ตามองขึ้นไปยังหมอกขาวหนาทึบเบื้องบน  เขากอดรัดอะไรบางอย่าง..หรือบางคนก็ไม่แน่ใจ...ที่นอนทับอยู่บนตัวเอาไว้  อเล็คพยายามผลักร่างที่อยู่บนอกเขาออก  แต่กลับได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมแทน  เป็นเสียงของผู้หญิง  เขากำลังกอดผู้หญิงคนหนึ่ง  และเขาได้แต่หวังว่า  เธอคงจะไม่ใช่เลทิเทีย  ฮอร์นสบี้
     หญิงนางนั้นกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง  แล้วทิ้งน้ำหนักลงมาอีกเต็มแรง  เล่นเอาอเล็คจุกจนพูดไม่ออก  ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งบ้าง  เพื่อพยายามหายใจเข้า  ทำให้เธอไหลลงไปนั่งบนตักแทน  สองมือยึดหัวไหล่เขาแน่น
     “โธ่  คุณพระช่วย!”
     อเล็คสูดอากาศเย็นชื้นด้วยหมอกจัดสองสามครั้งก่อนจะหันหน้ามามองเธอ  แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าไม่ใช่เลทิเทีย  ฮอร์นสบี้  หากแต่เป็นสาวผมสีเข้มตัวเล็กที่มีดวงตากลมโตสีเขียวกับคิ้วและขนตาสีเข้มเช่นเดียวกัน  แก้มของเธอเป็นสีชมพูจัด  รูปคางบ่งบอกถึงความเป็นคนดื้อดึง  ริมฝีปากเล็กทว่าอิ่มเต็ม  มีไฝเม็ดเล็กอยู่เหนือริมฝีปากบน  นับว่าเธอเป็นสตรีที่มีรูปโฉมชวนตะลึงที่สุดเท่าที่อเล็คเคยพบมาก็ว่าได้  เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานั้น  ใบหน้าสะสวยของเธอไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเพิ่งตกลงมาจากหลังม้าที่ห้อตะบึงหนีไป
     “ฉันอยู่ที่ไหนคะนี่”
     “บนตัวของดยุคแห่งเบลมอร์”
     “เบลมอร์?  เบลมอร์!  โอ  คุณ...” สาวน้อยตวัดมือขึ้นปิดปากแล้วเหลียวมองซ้ายมองขวาลอกแลกเพื่อดูรอบกายก่อนที่จะบ่นงึมงำ “ถ้างั้นมันต้องเป็นกระดิ่งแน่ๆ”
     “อะไรนะ”
     “เอ้อ...ไม่มีอะไรค่ะ”
     อเล็คขยับตัวเล็กน้อย
     “โอ  คุณพระช่วย!” มือทั้งสองของเธอที่ยึดอยู่กับหัวไหล่เขากำแน่นขึ้นอีก  เธอจ้องมองเขา  ดวงหน้าของเธอและเขาอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว  ลมหายใจของทั้งสองเป็นไอขาวอยู่ท่ามกลางอากาศเย็นจัด  แต่ไม่มีใครขยับ  จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง  อเล็คจึงขยับตัวก่อนแล้วสูดลมหายใจลึกๆ
     สาวน้อยผู้นี้มีกลิ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ...หอมสะอาดสดชื่น  รวยรินเหมือนกลิ่นของดอกไม้  เขาสังเกตเห็นว่าเอวเธอเล็กบาง  จนกระทั่งปลายนิ้วเขาจรดกันยามที่กุมเอวเธอเอาไว้เช่นนี้  อเล็คก้มลงมองนิ้วหัวแม่มือของเขาที่อยู่ใต้ทรวงอกเธอลงมาเพียงไม่กี่นิ้ว  เขาเงยหน้าขึ้นและได้สบตากับเธอ  ดวงตาเธอเป็นสีเขียว...ลึกล้ำ  เป็นดวงตาที่ซื่อบริสุทธิ์  ปราศจากแววเสแสร้ง  หรือยั่วยวน  หากใสแจ๋วเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ชนิดที่อเล็คกล้าพนันได้เลยว่าเด็กสาวชาวอังกฤษส่วนใหญ่สูญเสียแววตาแบบนี้ไปตั้งแต่อายุสิบสอง
     สาวน้อยหลบตาลงดูมือตัวเองที่ยังเกาะกุมไหล่เขาเอาไว้  แล้วหน้าแดงก่อนจะรีบปล่อยมือ “ขอโทษค่ะ  ยัวร์เกรซ”
     “แต่จากท่าของเราในตอนนี้  ผมว่าคงห่างไกลจากคำว่าเกรซมากนัก”
     “โอ  คุณ...”
     “พระช่วย” อเล็คต่อให้  สาวน้อยไม่พูดอะไรอีกนอกจากเอียงคอน้อยๆ  มองเขาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
     น่าแปลกจริง  ชายหนุ่มคิด  แน่ใจว่าเคยเห็นสีหน้าแบบนี้มาก่อน  แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน  มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด  ความเย็นจัดจากพื้นสกปรกซึมแทรกผ่านกางเกงเข้ามา  ความชื้นเตือนให้เขานึกได้ว่ากำลังนั่งอยู่ที่ไหน “พื้นนี่เย็น” เขาบ่นห้วนๆ  แต่สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น
     “โอ  คุณ...”
     พระช่วย  อเล็คต่อให้ในใจ  สายตามองตามเธอที่ต้วมเตี้ยมลงจากตักเขาแล้วไปนั่งบนพื้นแทน  เขาลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือในถุงมือหนังให้เพื่อช่วยพยุงเธอลุกขึ้นยืน  แต่เมื่อสาวน้อยยืนขึ้นเต็มตัว  เธอก็ร้องออกมาเบาๆเพราะเข่าอ่อนยวบลง  เขาจึงรีบคว้าเอวเธอเอาไว้ก่อนที่จะล้มลง
     “คุณบาดเจ็บนี่”
     เธอทำหน้านิ่วใส่ขาตัวเอง  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วพยักหน้ารับ  แต่ยังจ้องหน้าเขาไม่วางตาซึ่งเขาไม่คิดว่านั่นเป็นสายตาแห่งความยำเกรงต่อฐานะของเขา “รถม้าคุณอยู่ไหนล่ะ”
     “รถม้าอะไรคะ”
     “คุณไม่มีรถมาด้วยหรือ”
     สาวน้อยส่ายหน้า  แล้วก็หันไปมองรอบๆตัว  ราวกับทำอะไรสักอย่างหาย  มือของเธอลูบขนสัตว์สีขาวที่พันคออยู่ไปมาอย่างประหม่า
     “คุณมาคนเดียวหรือเปล่า”
     เธอพยักหน้ารับอีก
     “แล้วคุณมาที่นี่ได้ยังไง”
     “ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน  ที่นี่ที่ไหนคะ”
     “ถนนนอร์ธ”
     “มันอยู่ใกล้เซอร์เรย์มั้ยคะ”
     “ไม่เลย  เซอร์เรย์อยู่ห่างจากที่นี่ไปทางใต้ประมาณร้อยไมล์”
     “โอ  คุณพระช่วย!”
     “ผมเดาเอาว่าคุณคงหลงทาง”
     “ก็คงทำนองนั้นแหละค่ะ”
     “แล้วคุณมาที่นี่ได้ยังไง”
     เธอไม่ยอมตอบ  ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเขาเฉยอยู่อย่างนั้น  สีหน้าของเธองุนงง  อเล็คเดาเอาว่าเป็นเพราะความเจ็บที่ข้อเท้าทำให้เธอสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ติด  เขาจึงตัดสินใจช่วยเสียเอง “ไม่เป็นไร  เอาไว้คุณค่อยบอกผมทีหลังก็ได้” ด้วยการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว  เขาตวัดร่างเธอขึ้นสู่วงแขน  ได้ยินเสียงลมหายใจของเธอสะดุด  และขณะที่เขาเดินไปยังรถม้านั้นเอง  เธอก็โอบแขนไปรอบคอเขาแล้วค่อยๆเอนศีรษะลงซบบ่าเขา  ลมหายใจแผ่วๆของเธอเป่ารดซอกคอเขาเบาหวิว  อเล็คเหลือบตามองนิดหนึ่ง  ทว่าเธอหลับตาพริ้ม  เขาจึงถือโอกาสลอบมองวงหน้าเธออีกครั้งหนึ่ง  ขนตาของเธอยาวและดกหนา  เป็นสีน้ำตาลเหลือบทองคล้ายขนนกกระจอก  คลี่ทาบทับอยู่กับแก้ม...ผิวแก้มของเธอใส  ผ่องบริสุทธิ์ประดุจไข่มุก  เขาชะงักนิดหนึ่ง  นึกสงสัยว่าความคิดบ้าๆเหล่านั้นมาจากไหน  เขาสะบัดหน้านิดๆ  รู้สึกเหมือนกับเพิ่งฟื้นคืนสติ  อเล็คสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะออกเดินต่อ  นึกโทษว่าปฏิกิริยาเหล่านั้นเป็นเพราะไวน์แรงๆและการอดนอนมากกว่า
     ชายป่าหนาทึบเริ่มบางตาลงเมื่อใกล้ถึงบริเวณที่รถม้าเขาจอดรออยู่  ชายหนุ่มย่ำลงไปบนพุ่มเฟิร์นที่เปียกชื้นด้วยหมอก  และเห็นดาวน์ยืนพิงบานประตูรถม้าอยู่  กำลังยกขวดบรั่นดีแบนๆทำด้วยเงินขึ้นจ่อปาก  แต่ไม่มีซีย์มอร์อยู่ในบริเวณนั้น  คนรับใช้คนหนึ่งผละจากรถแล้วกระวีกระวาดเข้ามาหาอเล็ค  ราวกับจะมาช่วยรับเด็กสาวไปจากมือเขา  แต่อเล็ครีบสั่นศีรษะปฏิเสธแล้วพยักหน้าไปทางรถม้า “เปิดประตูดีกว่า  เฮนสันสุภาพสตรีผู้นี้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า”
     “ให้ฟ้าผ่าสิ  ถ้านั่นไม่ใช่เธอ!” เสียงของซีย์มอร์ดังขึ้นทางด้านซ้ายของเขา  แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดาวน์สำลักเหล้าที่กำลังกลืนลงคอพอดี
     อเล็คชะโงกเข้าไปในรถแล้ววางสาวน้อยลงบนที่นั่งก่อนจะหันไปทางซีย์มอร์ที่จ้องเขม็งด้วยดวงตาโตราวกับไข่ห่าน  เขามองเพื่อนด้วยสายตาเย็นชาเป็นเชิงปรามให้เงียบ  ซึ่งมันก็ได้ผลดี  จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปในรถม้า  ทรุดตัวลงนั่งใกล้สาวน้อย  ดาวน์ตามขึ้นมาติดๆแล้วนั่งลงตรงข้าม  อเล็คเหลือบตามองเห็นเอิร์ลหนุ่มมองสำรวจสาวน้อยด้วยสายตาเจ้าชู้โลมเลียม  อเล็คมองดูไวส์เคานท์บ้าง  เห็นสีหน้าเขาเหมือนคนที่กำลังเผชิญหน้ากับเทพธิดาเกเบรียล  แต่สีหน้าของทั้งสองคนไม่ทำให้เขาพึงพอใจเลย
     เขาหันไปทางคนรับใช้ที่กำลังพับขั้นบันไดขึ้นเก็บแล้วสั่งว่า “หยุดพักที่โรงพักแรมแรกที่เจอนะ” หลังจากนั้นเพียงไม่ถึงนาที  รถม้าก็กระตุกเคลื่อนตัวออกท่ามกลางหมอกหนา  ชายหนุ่มเอื้อมมือไปด้านหลังสาวน้อยแล้วเปิดไฟตะเกียงในห้องผู้โดยสารขึ้นก่อนจะเอนหลังลงพิงเบาะแล้วจ้องมองเธอนิ่งอยู่
     ริมฝีปากเธอขยับไปมา  หากปราศจากเสียง
     “คนนี้แน่เลย” ซีย์มอร์กระซิบกระซาบ “เชื่อฉันสิ  ฉันรู้สึกได้จริงๆนะ” เขาเหลือบตามองสาวน้อยสลับกับอเล็คไปมา “ต้องเป็นเธอแน่ๆ”
     เธอมองหน้าซีย์มอร์  แล้วหันไปดูดาวน์  ก่อนจะหันมาทางอเล็ค  ยิ่งมองความตระหนกพรั่นพรึงก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นในดวงตา  เธอนั่งตัวแข็งด้วยความกลัว  แต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร  สายตาจ้องมองที่มือตัวเองนิ่ง  เขาคิดสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่ง  หรือว่าเธอกำลังสวดมนต์  และความคิดนี้เองก่อให้เกิดความห่วงใยอย่างที่อเล็คกล้าพนันได้เลยว่าไม่เคยมีอยู่ในตัวเขามาก่อน
     สาวน้อยผู้นี้กำลังหวาดกลัวแทบสิ้นสติ  อเล็คจึงคิดหาวิธีปลอบใจเธอ “อย่ากลัวไปเลย...” ทว่าเธอกลับหลับตาปี๋แล้วพึมพำอะไรออกมาเบาๆ “สุภาพสตรีที่รัก...เรา...”
     เธอดีดนิ้วเป๊าะ
     เสียงร้องตะโกนเอะอะดังขึ้น  แล้วรถม้าก็กระชากหยุดอย่างแรง  อเล็คยันเท้าไว้กับที่นั่งตรงข้ามเต็มแรงเพื่อรั้งร่างตัวเองเอาไว้  แล้วคว้าตัวหญิงสาวที่ทำท่าเหมือนจะลอยเข้าไปหาดาวน์เอาไว้ทันท่วงที  เธอลืมตาขึ้น  สีหน้างงงวยแกมหวาดหวั่น  กัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่น
     อเล็ครีบปล่อยมือ  เกรงว่าจะรัดเธอแน่นเกินไป “คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
     “ไม่ค่ะ” เสียงเธอขาดเป็นห้วง  แล้วก้มลงมองมือตัวเองด้วยสีหน้าเศร้าหมอง  ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งแล้วเริ่มบ่นงึมงำอีก
     สาวน้อยที่น่าสงสารคนนี้กำลังสวดมนต์ภาวนาจริงๆด้วย  เขาเหลือบตามองผู้เป็นเพื่อนเพื่อดูปฏิกิริยาก็พอดีได้ยินเสียงเธอดีดนิ้วอีกเป็นครั้งที่สอง
     เสียงหักเปรี๊ยะปร๊ะดังก้องไปทั่ว  ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตะโกนและเสียงดังหนักๆ  มันดังสนั่นราวกับว่าสวรรค์ถล่มลงมาบนพื้นโลกก็ไม่ปาน
     อเล็คเอื้อมมือไปเปิดประตูออก “เกิดอะไรขึ้น”
     เฮนสันวิ่งหน้าตั้งเข้ามา  สีหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก “ดูเหมือนว่าป่าครึ่งหนึ่งจะหักโค่นลงมาปิดถนนขอรับ  ยัวร์เกรซ  เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน...ต้นไม้ล้มระเนระนาดเหมือนทหารถูกยิงยังไงยังงั้นเลยขอรับ” เขาเกาหัวแกรกๆ “ทั้งที่ไม่มีลมเลยนะขอรับ  ยัวร์เกรซ”
     “คอยระวังโจรดักปล้นเอาไว้นะ” อเล็คเปิดช่องเล็กๆใกล้ที่นั่งแล้วหยิบปืนพกออกมา
     “ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้เลยขอรับ  ยัวร์เกรซ  คนลาดตระเวนขี่ม้าล่วงหน้าตรวจดูทั่วแล้วขอรับ”
     อเล็คส่งอาวุธที่เหลือให้ดาวน์และซีย์มอร์  แล้วสั่งให้ทั้งสองอยู่กับสาวน้อย  ก่อนจะลงจากรถม้าไปพร้อมด้วยอาวุธในมือ  เขาสำรวจดูป่ารอบๆกายและไม่เห็นอะไรเลย  นอกจากต้นไม้ที่ล้มระเกะระกะอยู่กลางหมอกหนาทึบ  เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเงี่ยหูฟังเสียง  แต่ก็ไม่ได้ยินอะไร  จึงออกเดินไปยังคนบังคับม้าที่สำรวจถนนที่กองทับถมด้วยต้นไม้  ในขณะที่คนรับใช้อีกคนหนึ่งพยายามปลอบประโลมม้าให้หายตกใจ
     ต้นออลเดอร์อย่างน้อยสิบห้าต้นล้มครืนลงมาขวางถนนเอาไว้  แต่ก็ไม่มีเสียงหรือการเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นจากชายป่าที่ล้อมรอบถนนเอาไว้
     “โอ  คุณพระช่วย!”
     อเล็คชักเริ่มเกลียดคำอุทานนี้ขึ้นมาตงิดๆ
     “โธ่  ไม่ใช่!  ฉันเรียกหาออลเทอร์ต่างหาก  ไม่ใช่ออลเดอร์!”
     เขาหันไปช้าๆ  และได้เห็นสาวน้อยโผล่หน้าออกมาจากรถม้าครึ่งตัว  กำลังจ้องมองถนนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ  เธอเหลือบตามองเขานิดหนึ่ง  ทำท่าเหมือนกลืนน้ำลายลงคอ  ก่อนจะหดศีรษะกลับไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะทันกะพริบตาเสียอีก  นาทีต่อมาดาวน์กับซีย์มอร์ก็ก้าวลงจากรถแล้วมายืนสำรวจความเสียหายอยู่ข้างๆตัวเขา
     “สิบห้าต้นแน่ะ” ไวส์เคานท์ประกาศขึ้น
     “นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันชื่นชมแกมาก  ซีย์มอร์  แกมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ที่จะพูดถึงอะไรที่เห็นๆกันอยู่แล้ว” เอิร์ลหนุ่มแดกดัน
     “แกเคยเห็นต้นไม้ล้มลงกลางถนนสิบห้าต้นมาก่อนรึไง  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นกันได้บ่อยๆนะ” ไวส์เคานท์เดินไปที่ต้นไม้ต้นแรกที่ล้มขวางอยู่  แล้วเงยหน้าขึ้น “ไม่มีลมแม้แต่นิดเดียว”
     ดาวน์เดินไปที่ท่อนไม้ใกล้ตัวที่สุดแล้วก้มลงสำรวจบ้าง “ไม่มีรอยตัดเสียด้วย  เหมือนกับว่ามันล้มลงเฉยๆอย่างนั้นแหละ”
     “ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้แฮะ” ซีย์มอร์ว่า  สายตาเขาตวัดมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง  ราวกับคาดว่าป่าที่เหลือจะโค่นลงมาอีกกระนั้น
     “เอาอีกแล้ว” ดาวน์พักเท้าในรองเท้าบู๊ตลงกับท่อนไม้ที่ขวางอยู่ใกล้ๆ “เรื่องผีสางเทวดาของซีย์มอร์มาอีกแล้ว  คราวนี้อะไรอีกล่ะ  เทพนิยาย  นิทานสแกนดิเนเวีย  ผีสาง  หรือว่าแม่มด”
     เสียงอุทานอย่างตกใจดังชัดขึ้นทางเบื้องหลัง  ชายทั้งสามหันไปพร้อมกัน  และได้เห็นสาวน้อยยื่นหน้าออกมาจากรถม้า  สีหน้าซีดเซียว
     “ดูซิว่าแกทำอะไรลงไป  ดาวน์  แกทำให้ภรรยาในอนาคตของเบลมอร์ตกใจแย่แล้วเห็นมั้ย!” ซีย์มอร์กระวีกระวาดเดินไปหาจอย
     “นี่เขาเรียกแม่สาวคนนั้นอย่างที่ฉันได้ยินจริงหรือเปล่า” อเล็คว่าพลางมองตามหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆของซีย์มอร์
     “แกก็ได้ยินแล้วนี่  เขาเชื่อคำพูดเหลวไหลไร้สาระนั่นเต็มที่เลย  เอ้านี่  ดื่มเหล้าดีๆระดับจักรพรรดิดีกว่า  มันช่วยดับความหนาวและค่อยทำให้ทนซีย์มอร์ได้หน่อย” เขายื่นขวดเหล้าแบนๆบรรจุบรั่นดีให้ “ถ้าหากแกดื่มมากหน่อย  ก็อาจจะเห็นว่าหมอพูดเข้าท่าบ้างก็ได้”
     “ใครๆก็รู้ว่าซีย์มอร์พูดจาเหลวไหลไม่เข้าท่าอยู่เรื่อย”
     ดาวน์หัวเราะด้วยน้ำเสียงเยาะหยันก่อนจะยัดเยียดขวดลงในมืออเล็ค  ชายหนุ่มดูมันอย่างพินิจก่อนจะหันไปมองที่รถม้า  ซึ่งซีย์มอร์กำลังเปิดประตูออกพอดี
     อเล็คก้าวยาวๆไปที่รถ  แล้วเข้าไปขวางหน้าซีย์มอร์เอาไว้ “ฉันดูแลเธอเอง” น้ำเสียงเขาราบเรียบไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่พอใจใดๆทั้งสิ้น  ซีย์มอร์มองหน้าเขาก่อนจะเหลือบตาไปมองสาวน้อย  แล้วยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน  แต่เมื่ออเล็คมองด้วยสายตาเย็นชาที่ใช้แทนคำพูดได้อย่างดี  ซีย์มอร์ก็ถอยหลบออกไปแต่โดยดี
     อเล็คโน้มกายเข้าข้างในรถและได้เห็นสีหน้าสาวน้อยซีดขาว  ซึ่งเขาเดาเอาว่า  ถ้าเธอไม่ปวดข้อเท้าอย่างรุนแรงก็คงตกใจมากอย่างเด็กสาวไร้เดียงสาทั่วไป “ยังเจ็บอยู่อีกหรือเปล่า”
     สาวน้อยมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
     “ข้อเท้าคุณไง” เขาอธิบายอย่างใจเย็น  ทั้งๆที่ความรู้สึกเขาห่างไกลจากมันมากนัก
     เธอก้มลงมองขาตัวเอง “อ๋อ...ค่ะใช่  ข้อเท้าฉัน”
     อเล็คคิดว่านั่นคงเป็นคำตอบรับทั้งๆที่หล่อนมีทีท่าเหมือนใจลอยคิดถึงเรื่องอื่นอยู่  เขาเอื้อมมือไปเปิดช่องที่ใช้เก็บปืนแล้วดึงเอาแก้วใบเล็กออกมา  เทบรั่นดีของดาวน์ลงไปก่อนจะยื่นส่งให้ “เอ้านี่  มิส...” อเล็คชะงักแล้วทำหน้านิ่ว “หรือว่ามาดาม”
     “มิสค่ะ”
     “มิสอะไร”
     “ฉันหรือคะ”
     อเล็คระบายลมหายใจยาว “คุณชื่อเต็มว่าอะไร”
     “จอยอัซ  ฟิโอน่า  แมคแควรี่” เธอตอบโดยไม่มองหน้าเขา  แต่เขย่าชายกระโปรงเบาๆก่อนจะเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้
     ชายหนุ่มพยักหน้า “คนสกอตนี่เอง  ผมเข้าใจแล้ว” เขายัดแก้วลงในมือเธอ “เอ้านี่  ค่อยๆจิบนะ  มันจะทำให้คุณอุ่นระหว่างที่รอเราจัดการเปิดถนนเสียก่อน  ผมคาดว่าคงต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียว”
     สาวน้อยมองบรั่นดีอย่างไม่แน่ใจ
     “ดื่มซะ”
     จอยค่อยๆยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากอิ่มเต็มแล้วจิบนิดๆ  หน้าเธอเบ้ก่อนที่ตัวจะสั่นน้อยๆ
     “เชื่อผมเถอะ  คุณจะรู้สึกดีขึ้นหากได้ดื่มบรั่นดี”
     เธอสูดลมหายใจลึกๆด้วยท่าทางที่เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวเตรียมใจรับผลที่จะตามมา  ก่อนจะจิบอีก  แล้วทำหน้าย่น  ทำท่ากลืนลงคอเหมือนกับกำลังกล้ำกลืนบาปหนา  ครู่หนึ่งเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง  น้ำตาคลอเต็มดวงตาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์  แต่ในช่วงเวลานั้นยามที่เธอสบตากับเขา  ดวงตาเธอก็เปล่งประกายลึกลับแปลกๆที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
     ทว่าเขายังนึกไม่ออกอยู่ดี  แต่เขาแน่ใจอยู่อย่างหนึ่ง  นั่นคือมันทำให้เขาอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก  เขาปิดประตูรถม้าลงแล้วเดินกลับไปยังต้นไม้ที่ล้มขวางอยู่  โดยมีซีย์มอร์เดินตามมาติดๆเหมือนสุนัขล่ากระต่ายที่กระวนกระวายไม่เป็นสุข
     “จะต้องเป็นเธอแน่ๆ” ซีย์มอร์พูดรัวเร็ว “มันเป็นบุพเพ-สันนิวาสนะ  ฉันรู้สึกเลย”
     อเล็คชะงักแล้วหันมาทางผู้เป็นเพื่อน “นี่แกเชื่อจริงๆน่ะหรือว่าฉันจะรับเอาคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะได้พบมาเป็นดัชเชสแห่งเบลมอร์”
     “แน่นอนว่าเขาไม่มีวันทำ” ดาวน์เตร่เข้ามาทันได้ยินซีย์มอร์พูดพอดี “อีกอย่างหนึ่ง  เขายังไม่ได้ค้นชีวประวัติของเธอเลย  ใช่ไหม  เบลมอร์  เธอไม่ใช่คนประเภทที่เหมาะจะเป็นดัชเชส  อีกอย่างหนึ่ง  แกเคยเห็นเบลมอร์ทำอะไรที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อนล่วงหน้ามั้ย”
     หลังอเล็คเหยียดตรงขึ้นมาทันที
     “ก็การเดินทางครั้งนี้ยังไงล่ะ” ซีย์มอร์โต้ทันควัน  สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างอิ่มเอมในชัยชนะ
     “แกสองคนพูดเสร็จหรือยัง  เรามีงานต้องทำมากกว่าจะมัวมายืนทะเลาะกัน  หรือพยายามจะยั่วโทสะฉัน”
     “ไม่ได้ผลอยู่ดีว่ะ” ซีย์มอร์บ่นพึม
     ชายหนุ่มถลึงตามองด้วยสายตาดุดันตามแบบท่านดยุค  อันเป็นสายตาที่ทำให้ผู้ถูกมองเงียบได้เหมือนถูกสาป  เขาชำเลืองมองขวดแบนๆที่ยังกำแน่นอยู่ในมือ  แล้วรู้สึกอยากยกขึ้นดื่มสักอึกอันเป็นปกตินิสัยของคนทั่วไปหากคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้  ทว่าดยุคแห่งเบลมอร์หยิ่งในตัวเองเกินกว่าจะทำอะไรเหมือนมนุษย์มนาทั่วๆไป
     เขาส่งขวดคืนให้ดาวน์แล้วหันไปหาคนรับใช้  ซึ่งมีตั้งแต่  คนรับใช้สองคน  คนลาดตะเวน  และคนขับรถม้า  ผู้ซึ่งพยายามเคลื่อนต้นไม้แรกที่ล้มลงให้พ้นทาง  ทว่าด้วยความสดและยังใหม่ทำให้ต้นไม้เหล่านั้นมีน้ำหนักมากเกินกว่าจะทำได้โดยไม่ใช้เครื่องมือเฉพาะ  ชายหนุ่มสะบัดเสื้อโค้ทออกแล้วโยนไปไว้ใกล้เท้าดาวน์  ซีย์มอร์ทำตาม  ในขณะที่ดาวน์ผู้ซึ่งแขนเจ็บและถือว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้  เดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆแล้วออกความเห็นถากถางเหน็บแนมเรื่องโชคชะตาและนิสัยอันอ่านได้ง่ายของดยุคแห่งเบลมอร์
     ครึ่งชั่วโมงให้หลัง  หลังจากที่ฟังดาวน์จนเบื่อ  ซีย์มอร์ก็ขู่ว่าเขากับอเล็คจะเลื่อยลำต้นไม้แล้วยัดใส่ปากสามหาวของดาวน์
     อเล็คไม่ได้ตอบอะไร  เพราะในจิตใจเขานึกถึงแต่จดหมายของจูเลียตซึ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาแบบเดียวกับที่ดาวน์ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่บอกว่าเขา  ‘มองออกได้ง่าย’
     ตลอดยี่สิบแปดปีที่ผ่านมา  อเล็คเคยคิดอยู่เสมอว่านิสัยของเขาถูกต้องเหมาะสมและเต็มไปด้วยเหตุและผลสมฐานะของเขาดีแล้ว  ชีวิตสำหรับขุนนางอังกฤษไม่ง่ายนัก  และยิ่งมียศถาบรรดาศักดิ์สูง  ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว  อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่อเล็คถูกสอนให้เชื่อมาตลอดตั้งแต่เล็ก  หน้าที่ของดยุคถูกตอกย้ำลงในหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และหน้าที่จะต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด  ขนบธรรมเนียมประเพณีของเบลมอร์  ชื่อเสียงของตระกูลที่น่านับถือ  การปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่าง  สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญต่อเขา
     เขาเคยชินกับการออกคำสั่ง  และน้อยครั้งมากที่จะหัวเสียให้ใครเห็น  เขาเรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัยแล้วว่าดยุคแห่งเบลมอร์จะต้องไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกไป  ท่านดยุคไม่จำเป็นต้องตะโกนและต้องไม่ทำอย่างนั้นด้วย  ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่มีที่ว่างสำหรับกระทำอะไรที่โง่ๆและไร้ประโยชน์  ซึ่งเขาไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด  อุปนิสัยของเขาถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม  เหตุผล  สถานะทางสังคม  และประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานหลายชั่วอายุคน  บรรพบุรุษของเขาดำเนินวิถีชีวิตแบบนี้มาตลอด  ซึ่งเขาเองก็ทำอย่างเดียวกันในยุคปัจจุบัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิสูงสุดก็ว่าได้
     แต่มองออกได้ง่าย  กับน่าเบื่อนี่สิ  นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยินเลย  เท่าๆกับที่เขาไม่อยากยอมรับความอับอายอันเนื่องมาจากการถูกจูเลียตปฏิเสธเหมือนกัน  เขาเหลือบตามองเสื้อโค้ทที่วางกองอยู่ใกล้เอิร์ลหนุ่มแวบหนึ่ง  ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเป็นใบอนุญาตที่เขาขอมาเป็นพิเศษ  อันเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างรอบคอบตามปกติวิสัยของเขา  การแต่งงานด้วยใบอนุญาตพิเศษที่มีความหมายมากกว่าสิทธิพิเศษที่ขุนนางจะพึงได้  งานแต่งงานของเขาจะจัดขึ้นเงียบๆโดยมีพยานร่วมรับรู้เพียงสองคนเท่านั้น  เขาพอใจเช่นนั้นเพราะมันเป็นพิธีที่เป็นส่วนตัวและเรียบง่าย  ความใหญ่โตหรูหราแต่ไร้ประโยชน์นั้น  เขาไม่สนใจเอาเสียเลย
     ทว่าสำหรับตอนนี้  ใบอนุญาตก็กลายเป็นแค่เครื่องเตือนใจว่าเขาถูกปฏิเสธจากสตรีคนหนึ่ง  คลื่นเย็นๆแห่งความอับอายไหลเวียนไปทั่วตัว  วูบหนึ่งที่เขาอดอยากรู้ไม่ได้ว่าคู่รักทหารหนุ่มของจูเลียตมีอะไรเทียบกับเขาได้บ้าง  เพราะในจดหมายหล่อนพูดถึงแต่ว่าหล่อนต้องการความรักเท่านั้น
     ความรัก  เขามองออกเชียวละว่าความรักจะให้อะไรได้บ้าง  เขาเคยเห็นผู้ชายยิงกันตายเพียงเพื่อคำว่าความรัก  เขาเคยเห็นชายที่มีสติสมบูรณ์ทุกประการกลับกลายเป็นคนอ่อนแอเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่เขาเรียกว่าความรัก  ซึ่งสำหรับตัวเขาเองแล้ว  เขาเห็นว่าอารมณ์ลุ่มหลงแบบนั้นเป็นความหลงงมงายและเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
     ครั้งหนึ่ง  นานมาแล้ว  เขาเคยคิดว่าความรักเป็นสิ่งมหัศจรรย์  จำได้ว่าเขายืนอยู่ตรงหน้าร่างที่ยืนตัวตรงแหน็วของบิดา  ดูหนักแน่นมั่นคงยิ่งนักในความคิดของเด็กชายวัยห้าขวบ  จำได้ว่าเขาบังคับให้ตัวเองเงยหน้าขึ้นมองนัยน์ตาของผู้เป็นบิดา  ทั้งพ่อและลูกมีนัยน์ตาที่เหมือนกันมิผิดเพี้ยน  รวมทั้งใบหน้า  และสายเลือดของคาสเซิลเมน  มือของเขาเริ่มเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อจนเขานึกอยากแอบเช็ดมันกับขากางเกง  แต่ก็พยายามระงับใจตัวเองเอาไว้  เตือนสติตัวเองว่ามาร์ควิสและดยุคในอนาคตจะต้องไม่ทำอะไรเช่นนั้น  เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเค้นคำพูดให้ผ่านลำคอออกมา  และเขาก็ทำได้สำเร็จ  เขาบอกพ่อว่าเขารักท่านมาก  คิดอยู่ในใจแบบเด็กๆว่านี่อาจเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อต้องชอบ  ทว่าสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับเป็นความโกรธและความเย็นชา
     ความรักน่ะรึ  ตอนนี้เขามองมันด้วยสายตาแบบเดียวกับคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามองไม้กางเขน  มันเป็นคำพูดที่มีความหมายกับเฉพาะคนโง่เท่านั้น
     ชายหนุ่มยกท่อนไม้หนาหนักขึ้นด้วยพละกำลังที่คละเคล้ากันระหว่างความโกรธและความหงุดหงิด  ในไม่กี่นาทีที่ผ่านมาหมอกทึบในป่าเริ่มโรยตัวหนาขึ้นอีก  มันทำให้อากาศยิ่งเย็นชื้นมากขึ้น  หยดน้ำเกาะอยู่บนเรือนผมที่มีสีเงินแซมอยู่เป็นเงา  แล้วค่อยๆไหลผ่านขมับลงมาช้าๆ  ความชื้นแบบเดียวกันไหลลงมาตามใบไม้เหมือนน้ำตาของเด็กน้อย  การเคลื่อนไหวของดยุคแห่งเบลมอร์ราวกับเป็นเครื่องจักรที่ทำงานซ้ำๆ  เขายืนตัวตรง  ดูแข็งทื่อกว่าปกติเล็กน้อย  กำลังจมอยู่กับความผิดหวังและความสูญเสียศักดิ์ศรี  ครู่หนึ่งที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาเยียบเย็นขึ้นด้วยความดูหมิ่นเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าดยุคแห่งเบลมอร์ไม่เคยรู้จักความหลอกลวงที่เรียกกันว่าความรัก

 
     
   
     
 
 
Main Page Contact Us News Web Board Contact Us Site Map Links