|
บทที่ 1
แท้จริงแล้วมีเวทมนตร์อยู่ทั่วไปในบรรยากาศ เพียงแต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมองเห็น
เพราะในสายตามนุษย์ธรรมดาๆ สิ่งนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าฝนตกหนักและพายุร้ายตามแบบฉบับของแผ่นดินสกอตที่พัดโหมกระหน่ำเหมือนลมหายใจของปีศาจร้าย มันกระโชกอยู่เหนือแผ่นน้ำสีเทาที่หมุนวนกลางช่องแคบมัลล์ สายฟ้าฟาดสว่างจ้าขึ้นเป็นทางกลางท้องฟ้ามืดมิดยามวิกาล ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องของอสนีบาต สายฝนเทลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน น้ำทะเลโหมกระแทกแนวโขดหินแกรนิตใหญ่มหึมาริมฝั่ง ส่งให้น้ำกระจายเป็นฟองฝอยสีขาวฟูฟ่องอยู่เหนือหน้าผาอันเป็นที่ตั้งของปราสาทดิวอาร์ต
ตลอดห้าร้อยปีในช่วงอายุหกร้อยปีของปราสาทแห่งนี้ มันทำหน้าที่เป็นป้อมปราการของตระกูลแมคลีนและเป็นที่พักพิงให้แก่ตระกูลแมคแควรี่ซึ่งเป็นเครือญาติกัน ทว่าสงครามแห่งคัลโลเดน มัวร์ทำให้มันเปลี่ยนไป เมื่อหกสิบเจ็ดปีก่อน ที่ริมฝั่งอันมืดทึบและชื้นแฉะแห่งนี้ พวกชาวสกอตหัวรุนแรงได้ก่อเรื่องขึ้นและทำให้หลายๆตระกูลต้องสูญเสียดินแดนไป ตระกูลแมคลีนเองก็ต้องเสียที่มั่นให้แก่พวกแซสเซอแนค--อันเป็นชนชาวอังกฤษที่ไม่แยแสต่อพลังอำนาจอันกล้าแข็งที่สถิตย์อยู่ในปราสาท และบัดนี้ปราสาทนั้นก็ถูกทิ้งให้มืดมิดรกร้างและว่างเปล่า
หรือดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
ท้องฟ้าคำรามครั่นครื้นโครมคราม แล้วตามติดมาด้วยเสียงสะท้านสะเทือนกึกก้องของท้องทะเล สำหรับพวกมนุษย์แล้ว มันก็คงเป็นแค่พายุอีกลูกหนึ่งที่เกิดขึ้น แต่สำหรับพวกที่ยึดมั่นอยู่ในความเชื่อเก่าแก่ พวกเขาต่างก็รู้ดี มันเป็นมากกว่าการประลองกำลังระหว่างสวรรค์ชั้นฟ้ากับโลกมนุษย์มากนัก
มันเป็นสัญญาณว่าเหล่าแม่มดได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
และเมื่อมีแม่มด ก็ต้องมี...แมคแควรี่
มันเป็นตำนานอันแสนเศร้าของพวกแมคแควรี่ ตำนานที่เริ่มเมื่อประมาณหลายร้อยปีล่วงมาแล้ว เมื่อบรรพบุรุษของตระกูลแมคแควรี่ได้ถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงเนื่องในวันวิษุวัตแห่งต้นฤดูใบไม้ผลิประมาณกลางเดือนมีนาคมในบริเวณที่เป็นตอนใต้ของอังกฤษในปัจจุบัน ณ ที่ราบอันกว้างใหญ่แห่งนั้น มีวิหารศิลาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านซึ่งเป็นที่ที่เหล่าแม่มดและพ่อมดได้มาประลองยุทธ์อวดศักดากัน แต่ในวันแห่งฤดูใบไม้ผลิปีนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นประกาศิตจากสวรรค์ก็ว่าได้ ที่พ่อมดแห่งแมคแควรี่ได้ถูกเชื้อเชิญให้แสดงอภินิหารด้วยการเสกดอกกุหลาบอันเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ผลิ ก่อนหน้านั้น เหล่าแม่มดพ่อมดคนอื่นๆต่างก็พากันเดินออกไปยังลานกลางวิหารและร่ายมนตร์เรียกชีวิตให้กลับคืนมาสู่ผืนแผ่นดินที่หลับใหลไปในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน
เพียงชั่วพริบตาเดียว ต้นหญ้าเขียวชอุ่มก็งอกขึ้นมาเหนือผืนดินอันชื้นแฉะ พุ่มวอลล์ฟลาวเวอร์ ดอกบัตเตอร์คัพ และแดนดีไลอ้อนแผ่กระจายเหมือนพรมสีเหลืองตัดกับสีเขียวขจีของหญ้าใหม่ๆที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์ ครู่หนึ่งต่อมากิ่งก้านอันแห้งแล้งของต้นเบิร์ชก็เริ่มผลิใบอ่อนสีเงินออกมา รวมทั้งลำต้นอันสูงชะลูดของต้นอัลเดอร์ก็แตกตาอีกครั้ง ต้นโอ๊ก แอช และเอลม์ ก็แตกกิ่งอ่อนกลับมามีชีวิตชีวาด้วยเวทมนตร์ง่ายๆเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆเท่านั้น กลิ่นหอมของดอกมะลิ พริมโรส แมริโกลด์ และลาเวนเดอร์ ลอยอวลอยู่กลางอากาศเย็นเยียบยามเช้า ฤดูใบไม้ผลิเริ่มขึ้นแล้ว! เหล่านกและหมู่ภมรบินวนว่อนอยู่กลางอากาศแล้วแวะเวียนเกาะตามกิ่งไม้ เสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกลาร์ค เสียงหึ่งๆของผึ้ง และเสียงเพรียกหาของนกพิราบราวกับจะนำดนตรีแห่งความรื่นเริงกลับมาสู่โลกที่เงียบเหงาด้วยความหนาวเหน็บตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
แล้วก็ถึงคราวของแมคแควรี่บ้าง ฝูงชนแยกออกเป็นทางเพื่อให้เขาเดินไปยังศูนย์กลางของวิหารแห่งนั้น บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบ เงียบเสียจนแม้หากใครกะพริบตาก็คงได้ยินเสียง ขณะที่เหล่าแม่มดพ่อมดต่างเฝ้ารอนาทีพิเศษนี้ พ่อมดแห่งแมคแควรี่ยืนนิ่งอยู่นานเพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนจะยกมือขึ้นช้าๆ ชี้ตรงขึ้นไปยังเพดานกว้างใหญ่มหึมาก่อนจะดีดนิ้วเบาๆเพื่อปล่อยพลังเวทมนตร์ออกมา
ทว่าหาได้มีกุหลาบบานออกมาไม่
หากแต่เกิดการระเบิดอย่างกึกก้องกัมปนาทขึ้นแทน มันรุนแรงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้ผนังวิหารและหลังคาระเบิดกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้า และเมื่อฝุ่นละอองเบาบางลงและอากาศเริ่มใสเหมือนเดิม เหล่าแม่มดพ่อมดทั้งหลายก็ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากพื้น วิหารทั้งหลังอันตรธานหายไป เหลือไว้แต่เพียงเสาหินไม่กี่ต้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้
มนุษย์ยุคหลังพากันมองดูซากปรักหักพังนี้ด้วยความทึ่งและเรียกมันว่า สโตนเฮนจ์ ในขณะที่เมื่อใดก็ตามที่เหล่าแม่มดในโลกนี้ได้ยินชื่อสโตนเฮนจ์ ทุกๆนางก็จะส่ายหน้าด้วยความอนาถใจและพึมพำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความน่าอายของตระกูลแมคแควรี่
และหลังจากปีคริสต์ศักราช 1813 เป็นต้นมาก็มีแม่มดเหลืออยู่ในสกอตแลนด์เพียงสองนางเท่านั้น หนึ่งก็คือ...แมคลีน และอีกหนึ่งก็คือ...แมคแควรี่ ในคืนที่ฝนตกหนักและพายุร้ายพัดโหมกระแทกเข้าใส่ชายฝั่งของเกาะเล็กๆที่ชื่อมัลล์แห่งนี้ ขณะที่สายฝนเทใส่ยอดปราสาทผุพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนตระหง่านเหนือหัวแหลมที่เป็นหินขรุขระ บรรดาเหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็กแห่งนี้ต่างก็ซุกตัวอยู่ใกล้ๆเตาผิงในบ้านของตัวเอง เงี่ยหูฟังเสียงร้องคร่ำครวญจากสรวงสวรรค์ แต่แมคลีนกับแมคแควรี่กลับกำลังร่ายมนตร์
จอยอัซ ฟิโอน่า แมคแควรี่ก้มลงหยิบหนังสือที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นห้องในหอคอย กำไลทองสิบวงบนข้อมือกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งเหมือนเสียงกระดิ่งจากเลื่อน มันสะท้อนก้องไปทั่วบรรยากาศอันเงียบงันชวนอึดอัดในห้อง เธอนึกขอบคุณเสียงนั้นเพราะมันช่วยหันเหความสนใจของเธอไปจากสายตาเข้มงวดของป้าแมคลีนที่ถลึงตามองอยู่ สาวน้อยหันหน้าหนีและหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งขึ้นมา ยัดมันไว้ใต้แขนพลางบ่นพึมพำ “แค่คำคำเดียวเองนะนี่” เธอหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำให้กำไลกระทบกันเกิดเสียงดังขึ้นอีก แต่พอมันหยุดนิ่ง จอยอัซก็ได้ยินเสียงใหม่ดังขึ้น...เสียงเคาะเบาๆเป็นจังหวะ
เสียงเคาะเท้าของป้านั่นเอง
จอยแอบมองลอดแขนที่กางออกของเธอแล้วสะดุ้ง ป้ากำลังกอดอกพลางสั่นศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองไปมาอย่างหงุดหงิด แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...จอยเห็นปากป้าขมุบขมิบ เฮ้อ ป้าเริ่มนับอีกแล้ว
หัวใจเธอหล่นวูบ เธอล้มเหลวอีกแล้ว จอยถอนหายใจอย่างยอมจำนนแล้ววางหนังสือกลับคืนบนหิ้งไม้โอ๊กเก่าแก่ ก่อนจะลากเก้าอี้ไม้ขาโยกเยกไปใกล้โต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้องแล้วนั่งลง เธอเกยคางกลมมนลงกับฝ่ามือรอให้ป้านับถึงร้อย...ซึ่งเธอหวังว่าป้าคงจะนับแค่ร้อยเดียว
แมวร่างเปรียวตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีขาวราวกับเกล็ดหิมะบนยอดเขาสูงแห่งดินแดนสกอตแลนด์กระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ แล้วเดินวนไปรอบๆเชิงเทียนทองเหลืองซึ่งหมองไปตามกาลเวลา แสงจากเทียนไขสาดต้องโต๊ะไม้โอ๊กสำหรับนวดแป้งเป็นประกายสีทองอร่าม และขณะที่เจ้าแมวเดินวนไปรอบๆนั้น หางที่กวัดแกว่งของมันก็ก่อให้เกิดเงารูปร่างประหลาดๆอยู่บนโต๊ะไม้ ด้วยความงงงวยต่อรูปลักษณ์อันน่าพิศวงของเงาที่เกิดขึ้น จอยพยายามจินตนาการตาม ครู่หนึ่งที่จิตใจของเธอล่องลอยไปกับการผจญภัยในห้วงคิดคำนึงที่เธอหลงใหล นี่แหละปัญหาของเธอละ เธอเป็นแม่มดที่ชอบใจลอยคิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย
เจ้าเกเบรียล แมวเหมียวเพื่อนคู่ใจของป้า เป็นดวงวิญญาณที่มาปรากฏในรูปของแมว มันมีหน้าที่คอยเฝ้ารับใช้ ดูแล และบางครั้งก็คอยคุ้มครองแม่มด จอยเหลือบตามองเพื่อนคู่ใจของเธอบ้าง เจ้าบีลซีบับ พังพอนตัวเล็กที่ขนของมันเปลี่ยนเป็นสีขาวในฤดูหนาว มันแทบจะขาวปลอดตลอดทั้งตัวยกเว้นจุดดำเล็กๆประปรายที่หางและอุ้งเท้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันช่วยพรางท้องที่ยื่นป่องออกมาได้เป็นอย่างดี มันมีรูปร่างอ้วนพีคล้ายกระต่ายตัวอ้วนมากกว่าจะเป็นพังพอนประเปรียวตามพันธุ์ของมัน และในตอนนี้ ซึ่งก็เหมือนกับทุกๆตอน คือ...มันกำลังหลับอุตุ
จอยถอนหายใจ เจ้าบีเซิลเป็นสัตว์เพียงตัวเดียวที่ยินดีจะเป็นเพื่อนคู่ใจของเธอ
พวกแมวอย่างเจ้าเกเบรียลมักจะทำตัวหยิ่งจองหองราวกับเป็นสัตว์ที่เริดหรูยิ่ง และมันปฏิเสธที่จะยอมคบค้าเสวนากับแม่มดที่ไม่สามารถควบคุมคาถาอาคมของตัวเองได้ พวกนกเค้าแมวก็ฉลาดเกินกว่าจะยอมสมาคมกับมืออ่อนหัดอย่างจอย ส่วนเจ้าคางคกน่ะหรือ...พวกมันเหลือบตามองเธอนิดหนึ่งก่อนจะส่งเสียงร้องแหบๆออกมาแล้วกระโดดหนีไป
เจ้าบีเซิลตัวอ้วนนอนกรนเสียงดัง จอยมองดูอุ้งเท้าที่มีจุดดำๆของมันกระดิกไปมาแล้วนึกเตือนตัวเองในใจว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนคู่ใจแม้ว่ามันจะเป็นเพียงพังพอนตัวหนึ่ง และราวกับจะรับคลื่นความคิดของเธอได้ เจ้าบีเซิลเผยอตาสีฟ้าขึ้นข้างหนึ่งอย่างขี้เซาแล้วหยีตามองเธอ ราวกับรอรับความหายนะที่จะเกิดขึ้นอีกอย่างใจเย็น จอยเอื้อมมือไปเพื่อจะเกาพุงป่องให้ แต่มือก็เกิดไปปัดโดนกาน้ำชาผลกุหลาบจนล้ม
เกเบรียลขู่ฟ่อแล้วกระโดดโหยงหนีให้พ้นจากน้ำชาเย็นๆที่กระเซ็นใส่ ทว่าเจ้าบีเซิลไม่อาจขยับตัวหนีได้เร็วเท่า อันที่จริงมันแทบจะไม่เคยขยับตัวเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น น้ำชาทั้งหมดจึงหกรดราดตัวมันจนชุ่มโชก มันกะพริบตาสองครั้ง มองดูน้ำที่ซึมเปียกขนจนชุ่ม แล้วมองหน้าจอยด้วยสายตาไม่ต่างไปจากป้าแมคลีนเลยทีเดียว จากนั้นมันก็ลุกขึ้นสะบัดตัวแรงๆ ยังผลให้หยดน้ำกระเซ็นไปทั่ว ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมไปยังบริเวณพื้นแห้งๆ ทิ้งตัวลงจนเกิดเสียงหนักๆ แล้วพลิกตัวกลิ้งนอนหงายอวดพุงสีขาวอมชมพูขาชี้โด่เด่ขึ้นกลางอากาศ สายตาจ้องมองเพดานห้องนิ่งอยู่ มันทำให้จอยอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าสัตว์จะรู้จักนับเป็นหรือเปล่า แล้วเจ้าบีเซิลก็อ้าปากส่งเสียงฮืดฮาดดังๆออกมา ครู่เดียวมันก็กรนเบาๆอย่างหลับสนิท
มันคงนับในความฝันน่ะ จอยนึกในใจ เคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเล่นเบาๆ
“นี่ป้าควรจะทำยังไงกับหนูดีฮึ” ในที่สุดป้าแมคลีนก็พูดขึ้น สงสัยป้าคงนับครบร้อยไปสองรอบแล้ว ท่าทางของป้าเต็มไปด้วยความเข้มงวด แต่น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความอดทนที่เกิดขึ้นจากความรักเกือบจะเท่าๆกับแม่เลยทีเดียว
หากความรักนี้แหละที่ทำให้สถานการณ์นี้ยิ่งแย่ลงสำหรับจอย เธออยากจะฝึกเวทมนตร์ให้แก่กล้าเพื่อป้าผู้แสนอดทนมากพอๆกับเพื่อความภาคภูมิใจในตัวเธอเอง ทว่ามันกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกอับจนสิ้นหวังมากขึ้น เพราะดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยทำมันได้ถูกต้องเลย จอยลากนิ้วไปบนโต๊ะเล่นอย่างใจลอย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เป็นทั้งป้าและพี่เลี้ยง “คำคำเดียวกันทำไมมันให้ผลต่างกันมากขนาดนี้ล่ะคะ”
“คำทุกคำมีความหมายสำคัญยิ่งทั้งสิ้น การร่ายเวทมนตร์จะต้องถูกต้องแม่นยำ เพราะพลังอำนาจส่วนหนึ่งจะมาจากเสียงเรา” แมคลีนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเอามือไพล่หลัง “ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและสมาธิ!” นางเดินจงกรมไปรอบๆห้อง เสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจดังสะท้อนก้องไปมาระหว่างผนังหินราวกับเสียงปี่สกอตก็ไม่ปาน แล้วจู่ๆป้าก็หยุดเดินและก้มลงมองจอย “เอาละ ทีนี้ตั้งใจดูป้าให้ดีๆ”
นางหยุดยืนอยู่ทางด้านซ้ายของจอย ยกมือเรียวงามขึ้นสูงด้วยท่วงท่าหรูสง่า ดิ้นสีทองที่สอดสลับอยู่ในชุดกระทบแสงเทียน มันสะท้อนประกายวิบวับราวกับละอองสีทองในเทพนิยาย จอยกลั้นลมหายใจ ยามที่ป้ายืนตัวตรง มีประกายสีทองอยู่ล้อมรอบตัว โดยมีท้องฟ้ามืดมิดแห่งยามรัตติกาลนอกหน้าต่างหอคอยเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง ป้าก็ดูไม่ต่างไปจากนางฟ้าสักเท่าใด ผมยาวของป้าเหยียดตรง สะท้อนประกายราวกับผ้าซาตินเนื้อดี ความยาวของมันเลยผ่านเอวไปจนจรดน่อง ดูมลังเมลืองราวกับทองคำ ผิวนั้นเล่าก็ขาวผุดผ่องราวกับครีมสะอาดปราศจากริ้วรอยแห่งกาลเวลายามต้องแสงไฟเรื่อเรืองจากเทียนไข เสื้อคลุมของป้าเป็นสีขาว...ไม่ใช่ขาวหม่นอย่างผ้าฝ้ายทั่วไป หรือขาวงาช้างหรือขนแกะ แต่มันเป็นสีขาวเจิดจ้าราวกับดาวพราวแสง เหมือนความขาวแห่งสายฟ้า หรือเพชรน้ำงามยามต้องแสงอาทิตย์
สายลมแรงเย็นเฉียบตามแบบฉบับของสกอตพัดหวีดหวิวผ่านเข้ามาในห้องบนหอคอย ส่งให้เปลวเทียนเต้นวูบวาบ กลิ่นฉุนๆของไขสัตว์จากเทียนเคล้าไปกับกลิ่นฝนยามเที่ยงคืนและกลิ่นอายเค็มๆจากทะเลที่กำลังบ้าคลั่งที่ถูกลมหอบมา เงาดำๆเต้นไหวระริกอยู่บนผนังหิน เสียงคลื่นที่ซัดกระแทกหินชายฝั่งเบื้องล่างดังสะท้อนก้องขึ้นมาจนถึงข้างบน ผสมผสานไปกับเสียงร้องเพรียกหาของนกนางนวลที่ทำรังอยู่ตามใต้ชายคาหอคอย ทันใดนั้นเอง...สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยง ทุกอย่างเงียบสงบ...นิ่งไปในบัดดล
แล้วเสียงทุ้มลึกของแมคลีนก็ดังก้องขึ้น “จงมา!”
เวทมนตร์นั้นทำให้อากาศสะเทือนเลื่อนลั่น...มันพุ่งตรงอย่างมีพลังและมีชีวิตชีวาเข้าไปหาผนังที่มีหนังสือปกหนังเล่มหนาหนักตั้งเรียงรายกันอยู่บนชั้นไม้โอ๊ก แล้วหนังสือเล่มใหญ่สีน้ำตาลเล่มหนึ่งก็เริ่มขยับเขยื้อน มันขยับออกมาทีละน้อยๆจนพ้นจากชั้น หมุนอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆลอยเข้ามาหาแมคลีน มันลอยวนอยู่รอบๆตัวนางอย่างรอคอยจนกระทั่งนางลดมือลง หนังสือขยับตามทุกอากัปกิริยา จนกระทั่งหยุดนิ่งลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวลราวกับขนนก แทนที่จะเป็นหนังสือหนาสามพันหน้า
จอยเกยคางกับฝ่ามือแล้วถอนหายใจเฮือก “เวลาป้าทำมันดูง้ายง่าย”
“ก็ง่ายน่ะสิ ถ้าเราตั้งสมาธิให้ดีๆ” ป้าเก็บหนังสือกลับคืนที่ชั้นแล้วหันมาทางหลานสาว “ทีนี้หนูลองทำบ้างสิ”
ความเด็ดเดี่ยวดื้อดึงแบบชาวสกอตแท้ๆฉายชัดออกมาทางดวงตาสีเขียวเข้มของเธอ จอยสูดลมหายใจเข้าก่อนจะหลับตาลง และด้วยท่าทางมาดมั่นเท่าที่แม่มดสาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปีจะทำได้ เธอตวัดแขนขึ้นสูงอย่างสวยเก๋ แต่อนิจจา กำไลเจ้ากรรมกลับหลุดออกจากข้อมือปลิวข้ามห้องราวกับนกนางนวลโผบิน เมื่อกำไลโลหะกระแทกเข้ากับผนังหินดังเคล้ง จอยก็สะดุ้งแล้วลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง
“ลืมเรื่องกำไลนั่นซะ! ตั้งสมาธิ...สมาธิ”
สาวน้อยพยายามรวบรวมสมาธิ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงหลับตาปี๋แน่นขึ้นอีก
“นึกถึงภาพหนังสือเคลื่อนไหวสิ จอยอัซ มองภาพด้วยใจ”
จอยนึกถึงตอนที่ป้าเสกคาถาเมื่อครู่ก่อน เธอยืดไหล่เอนไปข้างหลังและเชิดคางขึ้น ทำให้กลุ่มผมดกหนาเป็นคลื่นสีน้ำตาลคล้ายขนมิ้งค์แผ่สยายลงมาระต้นขาด้านหลัง เธอลืมตาขึ้นแล้วชูมือสูงขึ้นอีก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลมหายใจสะอาดบริสุทธิ์แห่งความโชคดี ก่อนจะร้องสั่ง “จงมา!”
หนังสือขยับนิดๆ มันเลื่อนมาได้ประมาณสองนิ้วแล้วก็หยุด
“ทำใจให้นิ่งสิ!”
“จงมา!” จอยกางนิ้วออกกว้าง กัดริมฝีปากเบาๆก่อนจะดึงมือไปข้างหลัง นึกถึงภาพหนังสือลอยมาหาและบินฉวัดเฉวียนไปมากลางอากาศ
หนังสือเล่มนั้นเลื่อนออกมาอีก ขยับมาจนเกือบถึงริมขอบ
“จงมา!” จอยตะโกนด้วยเสียงห้าวลึก เบิกตากว้างด้วยเจตจำนงแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้หนังสือนั้นลอยมาให้ได้ และเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเธอจึงดีดนิ้วช่วยอีกแรง
โชคดีที่เธอเห็นมันพุ่งตรงมาเสียก่อนจึงก้มหัวหลบได้ทัน “โอ คุณพระช่วย!”
หนังสือลอยฉิวข้ามหัวเธอไปราวกับได้รับแรงลมส่ง แล้วหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าก็ลอยละลิ่วตามมาราวกับถูกดูดลงจากชั้นด้วยกระแสน้ำทะเล ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังน่ากลัวเมื่อชั้นหนังสือแยกตัวออกจากผนังหิน มันลอยไปรอบๆห้อง พลิกตัวหมุนร่อนไปมา ถังสังกะสีบุบๆใบหนึ่งปลิวคว้างไปทางด้านซ้ายของจอยและกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ไม้กวาดลอยหวือไปทางด้านขวา ม้านั่งสามตัวหมุนเป็นวงกลมราวกับกำลังเต้นระบำก่อนจะกระดกหน้ากระดกหลังไปกระแทกเข้ากับเหยือกน้ำสองหู ทำให้มันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เครื่องเรือนไหลไปกระแทกกับผนัง ทำให้บางชิ้นแตกหัก เทียนไขลอยสูงขึ้น...สูงขึ้น...และสูงขึ้น...แรงลมที่กรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างทำให้มันเต้นไหวโอนเอน จอยรีบยกสองมือขึ้นกันศีรษะไว้ด้วยสัญชาตญาณแล้วมุดหลบ กาน้ำชาพุ่งเฉี่ยวเธอไปนิดเดียว แล้วเธอก็ได้ยินเสียงแมวร้องแทบไม่เป็นภาษาแมวดังแว่วมา ตามด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วๆของสัตว์สี่ขาที่กำลังวิ่ง ขี้เถ้าสีดำจากตะกร้าบรรจุถ่านหินฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง แล้วสาวน้อยก็ได้ยินเสียงฮึดฮัดอย่างดัง...เสียงของป้าแมคลีนนั่นเอง
“ว้าย...หนู!” จอยยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นหนูสีเทาร่วมร้อยตัววิ่งกรูกันเข้ามาในห้อง ไต่ลงมาตามกำแพง และกระโดดออกมาจากเครื่องเรือนหักๆ เจ้าหนูส่งเสียงร้องจี๊ดๆและวิ่งพล่านไปทั่ว
แล้วลมก็ค่อยๆสงบลง เสียงกระโชกแผ่วจางลงประหนึ่งเสียงกระซิบ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งอากาศก็นิ่งสงัด เสียงเดียวภายในห้องก็คือเสียงฝีเท้าหนูที่วิ่งกันอลหม่าน
จอยได้ยินเสียงไอโขลกๆดังขึ้นเบื้องหลัง จึงค่อยๆยืดตัวขึ้นแล้วเหลียวไปดู
ป้าแมคลีนค่อยๆยื่นหน้าดำๆออกมาจากซากปรักหักพัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเก้าอี้บัลลังก์เก่าแก่อายุสองร้อยปี พลางโบกมือไล่เขม่าถ่านหินที่ลอยฟุ้งไปมา ป้ามองดูหนูที่วิ่งพล่านทั่วห้องที่พังระเนระนาดด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะดีดนิ้วเรียวที่บัดนี้ดำปื๋อด้วยท่วงท่าสง่างาม เขม่าดำๆกระจายออกมาจากนิ้ว แล้วหนูเหล่านั้นก็หายวับไป
เจ้าเกเบรียล อดีตแมวเคยขาวผู้หางจุกก้นเพราะเจอหนูเป็นโขยง ส่งเสียงร้องลั่นออกมาอีกทีหนึ่ง ก่อนจะเผ่นแผล็วเข้าหาชายกระโปรงมอมๆของป้าแมคลีนคล้ายก้อนกลมๆสีดำ ทำให้ชายกระโปรงของป้าไหวระริกอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ฝุ่นสีดำจะฟุ้งกระจายออกมากลบพื้นไม้ ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด จะมีก็เพียงเสียงกรนของเจ้าบีเซิลที่นอนหงายท้องอยู่ใต้โต๊ะ อุ้งเท้าชี้ฟ้า พุงพลุ้ยของมันขยับขึ้นลงช้าๆตามเสียงกรน ดูเหมือนว่ามันจะหลับตลอดเวลาที่เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น
สายตาเข้มงวดแต่แฝงด้วยแววหมดอาลัยตายอยากจากป้าทำให้จอยรู้สึกเหมือนกับกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบ
“หนูขอโทษค่ะ” เธอกระซิบเสียงแผ่ว ค่อยๆเหลือบตาสีเขียวขึ้นสบตาป้าอย่างละอายใจ
“ป้าปล่อยหนูไปเผชิญกับโลกไม่ได้หรอก จอยอัซ ปล่อยไม่ได้จริงๆ” ป้าแมคลีนปัดฝุ่นออกจากมือขณะมองสำรวจความหายนะรอบๆตัว “ป้าคงไม่เสียสติพอที่จะปล่อยให้หนูอยู่ในอังกฤษตามลำพังตลอดสองปีนี้แน่”
ป้าทำท่าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเคาะปลายนิ้วดำปื๋อด้วยเขม่าถ่านหินกับริมฝีปากเบาๆ “แต่จะว่าไป ถ้าปล่อยให้หนูไปที่นั่น ก็เท่ากับว่าเราได้แก้แค้นพวกอังกฤษหลังจากเหตุการณ์ที่คัลโลเดน มัวร์...”
นางมองไปรอบๆห้องด้วยสีหน้าเครียดขรึมแล้วส่ายหน้า “ไม่ได้ ไม่ได้ พวกอังกฤษต้องทนรับกรรมมามากพอแล้วจากกษัตริย์วิกลจริตกับผู้สำเร็จราชการที่เอาแต่สนุกมากกว่าจะสนใจปกครองบ้านเมือง”
“แต่ว่า--”
“ไม่” ป้าแมคลีนยกมือขึ้นห้ามจอย “ป้าเข้าใจความคิดหนูดี แต่ว่าความตั้งใจดีในโลกนี้ไม่สามารถควบคุม...สิ่งนี้ได้” นางโบกมือไปรอบๆห้องที่แสนจะยุ่งเหยิง ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะพูดต่อว่า “หนูต้องการคนคุ้มครองนะจ๊ะ หลานรัก ใครสักคนที่จะดูแลหนูได้”
ว่าแล้วป้าก็ยกมือเปื้อนเขม่าขึ้นสูง ดีดนิ้วทีหนึ่ง แซ้ป! แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในห้องก็กลับคืนสู่สภาพเดิม...เก้าอี้ตั้งตรงอยู่ในหมู่เหล่า ม้านั่งและโต๊ะรวมทั้งกาน้ำชาต่างกลับคืนที่เดิม ชิ้นส่วนของเหยือกน้ำประสานกันเข้าเป็นชิ้นเดียว ไม้กวาดและถังกลับไปตั้งพิงอยู่ที่ริมผนังด้านเหนือ หนังสือทุกเล่มกลับเข้าไปเรียงแถวเป็นระเบียบอยู่บนชั้นเหมือนทหารอังกฤษไม่มีผิด แล้วป้าแมคลีนก็กลับสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้ดังเดิม กลับมาอยู่ในสภาพขาวสะอาดบริสุทธิ์เปล่งประกายรัศมีสีทองงดงามเหมือนเดิม
จอยรู้ดีว่าป้าหมายความว่าอย่างไร ป้าเห็นว่าจอยอัซ ฟิโอน่า แมคแควรี่ต้องการใครสักคนมาคอยตามล้างตามเช็ดสิ่งที่เธอได้ก่อไว้ คนที่จะคอยแก้ไขความปั่นป่วนที่เกิดจากเวทมนตร์คาถาเพี้ยนๆของเธอ แต่จอยอยู่กับป้ามาถึงสิบห้าปีแล้ว และเธอก็อยากจะมีโอกาสได้อยู่ตามลำพังบ้าง เพื่อไม่ต้องคอยรับฟังคำสั่งใดๆนอกจากตัวเอง
ถ้าเธอได้อยู่ตามลำพัง เธออาจได้เรียนรู้วิธีควบคุมพลังอำนาจของตัวเอง บางทีเธออาจจะไม่ต้องรู้สึกเครียดและประหม่า เพราะไม่ได้ทำให้ใครผิดหวังนอกจากตัวเอง จอยรู้สึกเจ็บปวดลึกล้ำเพราะความไร้ความสามารถของตัวเองที่ทำให้คนที่เธออยากเอาใจต้องผิดหวัง สาวน้อยยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกพ่ายแพ้อับอายและไร้ความสุข ความรู้สึกท้อแท้แผ่ซ่านไปทั่วตัว ผิดหวังที่ตัวเองล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตอนนี้เธอก็หมดแล้วซึ่งความหวังใดๆ
หากป้าไปรับงานในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการแห่งทวีปอเมริกาเหนือ จอยก็จะได้อยู่ตามลำพังเสียทีอันเป็นความหวังที่เธอเฝ้ารออย่างกระตือรือร้น ปราสาทดิวอาร์ตถูกเช่าโดยกลุ่มนายแพทย์แห่งกลาสโกว์ที่วางแผนว่าจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานพักฟื้นแก่ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม รวมทั้งทหารที่มีบาดแผลทางใจที่เพิ่งกลับจากการสู้รบในสงครามกับนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส
ในขณะที่จอยจะไปอยู่ที่กระท่อมเก่าของย่าในเซอร์เรย์ และอยู่ที่นั่นอย่างสมถะเป็นเวลาสองปี ซึ่งเธอมั่นใจว่าจะได้ฝึกฝนความชำนาญที่นั่น เธอแน่ใจยิ่งนัก และเธอจะต้องโน้มน้าวให้ป้าเชื่อด้วย อีกอย่างหนึ่ง ระหว่างที่ป้าไม่อยู่ หากเธอจะทำผิดพลาดสักครั้งสองครั้งป้าก็คงจะไม่รู้ คิดแล้วเธอก็ให้เหตุผลออกมาด้วยความกระหยิ่มใจ “ถ้าหากหนูต้องการผู้ดูแล แล้วเพื่อนคู่ใจใช้ได้ไหมคะ”
เสียงร้องของแมวดังลั่นขึ้น เจ้าเกเบรียลกระโดดโหยงออกมาจากใต้ชายกระโปรงป้าแมคลีน แล้วรีบวิ่งมุดเข้าไปหลบใต้ตู้ มันเบียดตัวซุกอยู่ในความมืด จะมีก็เพียงแสงเรืองๆของดวงตาเท่านั้นที่บอกให้รู้ตำแหน่งที่มันแอบซ่อนอยู่
“เพื่อนคู่ใจของหนูน่ะค่ะ” สาวน้อยรีบแก้ ในจังหวะเดียวกับที่เจ้าบีเซิลบิดขี้เกียจแล้วกรนฟื้อออกมาเสียงดัง “เพื่อนคู่ใจจะคอยดูแลปกป้องแม่มดไม่ใช่หรือคะ”
“จอยอัซ เจ้าพังพอนขี้เกียจปกป้องเป็นอยู่อย่างเดียวคือเวลานอนของมันเท่านั้น หนูน่ะ ยังไม่สามารถควบคุมสมาธิได้--”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” จอยยืนขึ้น จู่ๆก็รู้สึกเปี่ยมไปด้วยความหวัง “หนูคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง” เธอรีบเดินไปที่โต๊ะเล็กๆแล้วเปิดลิ้นชักออก ล้วงมือเข้าไปควานหาจนกระทั่งพบสิ่งที่ต้องการ “นี่ไงคะ!” สาวน้อยหมุนตัวกลับมาพร้อมชูกระดาษชิ้นหนึ่งกับปากกา และตลับหมึกเล็กๆกับขวดหมึกน้ำสีดำ “หนูจะเขียนคาถาเอาไว้ก่อน ด้วยหมึกดำบนกระดาษขาวอย่างนี้ หนูจะเห็นมันอย่างชัดเจน เชื่อหนูเถอะค่ะ หนูมั่นใจว่าคราวนี้หนูเพ่งสมาธิได้แน่ นะคะ...ได้โปรดให้โอกาสหนูสักครั้งเถอะ”
ป้ามองเธอนิ่งนานราวกับกำลังใคร่ครวญ
“นะคะ...” จอยกระซิบ หลบสายตาลงต่ำแล้วกลั้นหายใจ ขณะภาวนาอยู่ในใจ ให้โอกาสหนูสักครั้งเถิด...นะคะ...ได้โปรด...นะคะ...
ป้าแมคลีนเชิดคางขึ้น “ครั้งสุดท้ายนะ”
รอยยิ้มแจ่มแจ๋วปรากฏขึ้นบนใบหน้าเซียวของสาวน้อย กระจ่างจนแทบจะบดบังรัศมีของเทียนไข ดวงตาสีเขียวของเธอเปล่งประกายจรัสขณะเดินอย่างเร็วไปที่โต๊ะ ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่ง แล้วจุ่มปลายปากกาลงในน้ำหมึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้ม
จอยอัซ ฟิโอน่า แมคแควรี่พร้อมแล้ว
ทว่า...อังกฤษต่างหากที่ยังไม่พร้อม
บทที่ 2
รถม้าสีดำหรูหรางามสง่าแล่นโขยกเขยกไปตามถนนปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ที่เปียกชื้น คนขับมีท่าทางว่าคุ้นเคยกับหมอกหนาที่ปกคลุมไปทั่วตัวเมืองเป็นอย่างดี เขาบังคับม้าให้แล่นผ่านเกวียนของพ่อค้ารับซื้อของเก่าหน้ากรีนพาร์ค และยามประจำป้อมที่กอดหญิงโสเภณีเมามายไว้ในแขนข้างหนึ่ง แล่นผ่านรถลากและรถม้ารับจ้างเก่าคร่ำคร่าที่เกะกะอยู่เต็มถนน คนขับเร่งม้าให้ควบเร็วขึ้นเมื่อพ้นจากความจอแจนั้นมา ทำให้มันพุ่งปราดออกไปราวกับกาดำถลาเข้าโฉบเหยื่อก่อนจะเลี้ยงโค้งเข้าสู่ถนนเซนต์เจมส์ และจอดกึกลงอย่างรวดเร็ว คนรับใช้ในชุดเครื่องแบบสีเขียวรีบปราดเข้ามาเปิดประตูสีทองสลับเขียวหัวเป็ดให้เปิดออกก่อนที่ม้าทั้งสี่ตัวที่น้ำลายฟูมเต็มปากจะหยุดนิ่งอยู่กับที่เสียอีก
อเล็ค คาสเซิลเมน ดยุคแห่งเบลมอร์มาถึงสโมสรประจำของเขาแล้ว
ทันทีที่รองเท้าสีแชมเปญขัดมันวับของเขาแตะถูกขอบถนน นาฬิกาจากร้านข้างๆก็ตีห้าครั้งพอดี วันนี้เป็นวันพุธ ซึ่งถ้าหากว่าท่านดยุคแห่งเบลมอร์อยู่ในเมือง ก็จะต้องมีคนเห็นเขามาถึงหน้าสโมสรไวทส์ตอนห้าโมงเผงของทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์
มันเหมือนเป็นกำหนดการ หรือเวลาประจำ อันเป็นอุปนิสัยของดยุคแห่งเบลมอร์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วนี่เองที่ลอร์ดอัลวานีย์คุยว่า เขารู้ว่านาฬิกาของเขาตายก็เพราะมันบอกเวลาบ่ายสามโมงตอนที่เบลมอร์เดินเข้ามาในสโมสรนี่แหละ นอกจากนั้นร้านขนมปังแฮสตันก็จะแขวนป้ายปิดร้านและล็อคกุญแจทุกครั้งที่รถม้าสีดำแล่นผ่านโดยไม่ต้องเสียเวลาดูนาฬิกา นักพนันหลายคนก็เสียเงินไปเยอะกับกำหนดการของเบลมอร์ยามที่เขาอยู่ในเมือง เขาเป็นคนไม่มีอะไรซับซ้อน จืดชืดเหมือนน้ำชาอังกฤษนั่นแหละ
และสำหรับวันนี้ เอิร์ลแห่งดาวน์กับไวส์เคานท์ซีย์มอร์ก็มากับเบลมอร์ด้วย ริชาร์ด เลนนอกซ์ หรือเอิร์ลแห่งดาวน์เป็นชายร่างสูง หน้าตาคมสันหล่อเหลา เขามีเรือนผมสีบลอนด์ทองและดวงตาสีเข้ม สติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ว่าออกจะขวางโลกอยู่สักหน่อย ในขณะที่นีล เฮิร์นดอนหรือไวส์เคานท์แห่งซีย์มอร์ผอมและเตี้ยกว่า ผมของเขาแดงเป็นประกายสดใสเหมือนเหรียญทองแดงเพิ่งออกจากเตาหลอมเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งดาวน์เคยค่อนแคะว่าซีย์มอร์ขวัญอ่อนและลุกลี้ลุกลนเสียจนทำให้คนที่ตายไปแล้วยังนอนสะดุ้งอยู่ในหลุมได้
ในวัยยี่สิบแปดปีเท่าๆกัน สามหนุ่มเป็นสหายสนิทกันมาร่วมยี่สิบปีแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งดาวน์และซีย์มอร์ไม่เคยรู้เลยว่าอะไรทำให้อเล็ค คาสเซิลเมนเป็นคนที่ดำเนินชีวิตเที่ยงตรงเหมือนเข็มนาฬิกาเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งในหลายๆสิ่งที่นานๆสองสหายจะเห็นพ้องต้องกันเสียที
ทั้งสองรู้ว่าเมื่ออเล็คต้องการอะไรแล้ว เขาจะต้องได้ ไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามสักแค่ไหน ดยุคแห่งเบลมอร์เคยชินกับการดีดนิ้ว และโลกทั้งโลกก็เหมือนกับจะกรูกันมากองอยู่แทบเท้า
ผู้หญิงหลายคนพยายามจะเอาชนะใจอเล็ค คาสเซิลเมน แต่ก็พบกับความผิดหวังไปเสียทุกราย และไม่ว่าจะใช้ความพยายามสักแค่ไหน หรือกล้าหาญเพียงไร สิ่งที่ได้รับก็คือสายตา เย่อหยิ่งถือตัว ริชาร์ดกับนีลเป็นเพื่อนสนิทเพียงสองคนที่เบลมอร์มี แต่พวกเขาก็ไม่ได้อะไรจากเบลมอร์มากไปกว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรอันเย็นชา
ไม่นานนักหลังจากที่พวกเขาพบกันที่โรงเรียนอีตัน เอิร์ลแห่งดาวน์ก็รับคำท้าว่าจะเป็นคนยั่วแหย่ให้เบลมอร์แสดงอารมณ์ออกมา แม้ว่าจะล้มเหลว แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาดาวน์ก็ยังไม่ยอมละความพยายามที่จะทำลายป้อมปราการอันเย็นชาของผู้เป็นเพื่อนให้จงได้
และเย็นนี้ก็เช่นกัน
อเล็คสั่งข้อความกับคนขับรถม้าแล้วหมุนตัวมา และพบว่ามีหญิงชรารูปร่างเล็กไม่ต่างไปจากเด็กอายุสิบขวบ ท่าทางแปลกๆไม่เหมือนใครยืนขวางทางเขาอยู่ หมวกฟางสีแดงใบใหญ่เก่าคร่ำคร่าของนางดูใหญ่กว่าหัวนางสักสองเท่า ชุดกำมะหยี่สีเทาที่สวมอยู่ขาดวิ่น และมีผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงินพาดอยู่รอบไหล่ผอมบาง นางกระเดียดกระจาดสานบรรจุดอกไม้สดไว้ที่เอว มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งถือช่อดอกอิงลิชไอวี่สวยสดกับดอกไวโอเล็ตเล็กๆเอาไว้ “ซื้อดอกไม้ให้คุณผู้หญิงสักช่อสิคะ ท่านลอร์ด”
“ยัวร์เกรซ” เขาแก้ให้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าทำให้คนโชคร้ายตัวแข็งได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ทว่าหญิงชราไม่ยอมขยับตัว นางเพ่งมองดูเขาด้วยดวงตาสีเทายิบหยี
ดังนั้นชายหนุ่มจึงขยับตัวก้าวหลบจากนางเสียเอง ทว่าช่อดอกไม้หอมหวานนั้นหยุดเขาเอาไว้ อเล็คชะงักนิดหนึ่งอย่างใช้ความคิด ก่อนจะรับดอกไม้มาแล้วควักเหรียญส่งให้แม่เฒ่า ตั้งใจว่าคืนนี้จะมอบดอกไม้ให้แก่จูเลียตในงานบอลล์ที่บ้านของตระกูลลินลีย์ เขาตั้งท่าจะเดินไปที่ประตูอีก แต่ก็รู้สึกถึงสัมผัสจากมือผอมๆที่ยึดแขนเขาไว้
“ยัวร์เกรซ อิฉันจะทำนายโชคชะตาให้ท่านโดยไม่คิดเงินเลยเจ้าค่ะ”
อเล็คสะบัดตัวหนีเพราะเขาไม่ใส่ใจกับเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้อยู่แล้ว แต่ไวส์เคานท์ซีย์มอร์...ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนหนุ่มที่เชื่อเรื่องแบบนี้...ดึงเขาเอาไว้
“แกจะโชคร้ายนะถ้าเดินผ่านนางไปเฉยๆ เบลมอร์”
เอิร์ลแห่งดาวน์ร่วมผสมโรงด้วย เขาเดินมายืนพิงบานประตูเข้าออกสโมสรไว้ด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย ใช้มือข้างที่ดีประคองมือข้างที่บาดเจ็บที่คล้องอยู่ในเฝือก หลังจากเห็นสีหน้าอเล็ค เขาก็หยิบเหรียญครึ่งคราวน์แล้วโยนให้แม่เฒ่า “ฟังนางเสียหน่อยดีกว่า” ดาวน์บอกพลางยิ้มอย่างขบขัน “แกคงไม่อยากทำให้ชื่อเสียงดีๆของเบลมอร์ต้องหมองมัวลงด้วยความโชคร้ายนะ”
อเล็คมองผู้เป็นเพื่อนด้วยสายตาเย็นชา เขายกมือขึ้นกอดอก ยืนนิ่งเฉยอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดพร่ำบ้าๆบอๆที่หญิงชรารำพัน เขาทำท่าเบื่อหน่ายยามที่แกพูดถึงชีวิตรักของเขา ดาวน์พยายามซ่อนความขบขันเอาไว้ไม่มิด ในขณะที่นีลสนอกสนใจคำพูดทุกคำของแม่เฒ่าอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านจะไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านตั้งใจไว้นะเจ้าคะ ยัวร์เกรซ”
ยายแก่หน้าโง่ อเล็คคิดอยู่ในใจ เช้าวันพรุ่งนี้ก็จะมีประกาศในหนังสือพิมพ์อยู่แล้วว่า เลดี้จูเลียต เอลิซาเบธ สเปนเซอร์ ธิดาของท่านเอิร์ลและเคาน์เตสแห่งเวิร์ธ จะแต่งงานกับอเล็ค เจอรัลด์ คาสเซิลเมน ดยุคแห่งเบลมอร์ เขาได้ยื่นข้อเสนอแต่งงานไป และเลดี้จูเลียตก็ตอบตกลงแล้ว อีกทั้งเงื่อนไขการแต่งงานก็กำลังเจรจาต่อรองกันอยู่ หลังจากนั้นความยากลำบากในการเกี้ยวผู้หญิงของเขาก็คงสิ้นสุดลง
“แล้วเขาจะแต่งกับใคร” ซีย์มอร์ถามทันที เหลือบตามองแม่เฒ่ากับอเล็คสลับกันไปมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ผู้หญิงคนต่อไปที่ท่านได้พบ” นางพูด แววตาฉายแววแปลกๆออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นชูแล้วเสริมว่า “คนที่จะทำให้ท่านต้องประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง”
“ฉันไม่ทนฟังเรื่องเหลวไหลนี่อีกต่อไปแล้ว” อเล็คผลักริชาร์ดที่กำลังหัวเราะงอหายให้พ้นทาง แล้วกระชากประตูเปิดออก แต่กระนั้นก็ยังไม่วายได้ยินเสียงหญิงชราลอยตามลมมากระท่อนกระแท่น
“ท่านจะไม่รู้สึกเบื่ออีกต่อไป ยังร์เกรซ ไม่อีกต่อไป...”
ชายหนุ่มก้าวยาวๆไปบนพื้นไม้ปาร์เก้ของห้องโถงหน้า รองเท้าบู๊ตของเขากระทบกับพื้นส่งเสียงดังคลิกๆ อเล็คดึงถุงมือหนังวัวออกโดยแรงแล้วยื่นส่งมันพร้อมกับหมวกให้เบิร์คซึ่งเป็นพ่อบ้านของสโมสรนี้ เบิร์คหันไปส่งต่อให้คนรับใช้หนึ่งในสิบคนที่ยืนรอรับเสื้อโค้ทของแขก ซึ่งจะนำไปที่ห้องเก็บเสื้อผ้าเพื่อทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง
“สวัสดีขอรับ ยัวร์เกรซ” เบิร์คทัก ตรงเข้ามาช่วยอเล็คถอดเสื้อโค้ทออกจากตัวแล้วส่งต่อให้คนรับใช้อีกคนหนึ่ง “สบายดีหรือขอรับ”
“เขากำลังหงุดหงิดน่ะ” ดาวน์แหย่ ขณะสะบัดเสื้อโค้ทออกจากแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บแล้วปล่อยให้เบิร์คช่วยถอดออกจากแขนอีกข้าง
“ผมเข้าใจขอรับ” เบิร์คตอบด้วยเสียงที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่เข้าใจอะไรแม้แต่น้อย หากแต่จำต้องตอบออกไปเพราะมันเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ก่อนจะหันไปรับเสื้อจากสุภาพบุรุษอีกท่านหนึ่ง เขาปฏิบัติต่อแขกทุกคนอย่างสุภาพและยกย่องเท่าเทียมกันตามที่พวกขุนน้ำขุนนางทั้งหลายสมควรได้รับ
“แต่ฉันไม่ยักคิดว่านายเข้าใจแฮะ” ดาวน์พูดเบาๆขณะพยายามตามให้ทันอเล็คที่ก้าวยาวๆขึ้นไปตามขั้นบันไดหินอ่อนจากเมืองฟลอเรนซ์
ซีย์มอร์เดินตามมาจนทันดาวน์ จับตามองแผ่นหลังกว้างของอเล็คแล้วกระซิบเบาๆ “แกคิดว่าเขาจะทำยังไงกับเรื่องเลดี้จูเลียตฮึ”
ดาวน์หยุดเดินแล้วหันมามองซีย์มอร์งงๆ ราวกับเขาฝากสมองไปพร้อมกับเสื้อโค้ทเมื่อครู่เรียบร้อยแล้ว
“แกพูดถึงอะไรวะ”
“ก็การประกาศข่าวแต่งงานไง แกก็รู้ดีพอๆกับฉันว่าเขาเป็นคนยึดมั่นในเรื่องของความถูกต้องยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แล้วเขาจะทำยังไงดีถ้าหากไม่มีพิธีแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ข่าวของเขาลงในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแล้ว”
“แกอย่าบ้ามากไปกว่านี้เลยว้า”
“แกก็ได้ยินยายแก่พูดแล้วนี่ แกบอกว่าเบลมอร์จะไม่ได้แต่งงานกับจูเลียต ฉันขอบอกแกนะว่าฉันมีความรู้สึกทะแม่งๆตั้งแต่เมื่อวานตอนที่อเล็คบอกเราว่าทุกอย่างจัดเตรียมไว้หมดแล้ว ฉันว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่นา ฉันรู้สึกได้...” ซีย์มอร์หยุดไปนิดหนึ่งขณะเคาะนิ้วเข้ากับอกผอมๆของตัวเอง “ที่ตรงนี้” แล้วเขาก็มองหน้าดาวน์อย่างมั่นใจ
“แกควรจะเลิกกินปลาไหลดองได้แล้วนะ” เอิร์ลหนุ่มว่า
ทว่าไวส์เคานท์ยังคงบ่นพึมพำไปตลอดระหว่างเดินขึ้นไปตามบันได ก่อนจะหยุดลงเมื่อมาถึงบันไดหินอ่อนสีชมพูขั้นบนสุด แล้วเขาก็หันไปเผชิญหน้าผู้เป็นเพื่อน “ฉันไม่เสียอะไรแม้แต่แดงเดียวอยู่แล้ว ไม่ว่าแกจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม คอยดูไปก็แล้วกัน ทุกครั้งที่ฉันมีความรู้สึกอย่างนี้ทีไร จะต้องมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นทุกที”
“ไม่มีผู้หญิงที่ไหนจะยอมปล่อยให้ผู้ชายอย่างดยุคแห่งเบลมอร์หลุดมือไปได้ ยิ่งคนคนนั้นฉลาดอย่างจูเลียต สเปนเซอร์ด้วยแล้วละก็ เชื่อฉันเถอะ ซีย์มอร์ สิ่งที่ยายแก่นั่นพูดเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ” ดาวน์บอกเมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ เห็นอเล็คเข้าไปนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำแล้ว และพนักงานต้อนรับยืนคอยอยู่ข้างๆระหว่างที่รอให้เขาชิมไวน์
ดยุคพยักหน้านิดๆแทบมองไม่เห็นเป็นเชิงยอมรับรสชาติ แล้วบริกรก็รีบถอยกลับไปเงียบๆ
ใครก็ตามที่ได้มองอเล็คแม้เพียงแวบเดียว ก็จะเห็นได้ถึงความเป็นผู้ดีเก่าชาวอังกฤษอย่างเต็มตัว เสื้อนอกของเขาตัดด้วยผ้าเนื้อดีสีเทา ไหล่กว้างผึ่งผายจนไม่จำเป็นต้องใช้ฟองน้ำเสริมไหล่ ผ้าผูกคอสีขาวผูกอย่างประณีตบ่งบอกถึงฝีมือของคนรับใช้ประจำตัวแห่งอังกฤษได้ชัดเจน กางเกงหนังขี่ม้าของเขารัดแนบอยู่กับต้นขาล่ำสันแข็งแรงอย่างคนที่ช่ำชองในการขี่ม้า ขาเพรียวยาวแข็งแรงดุจนักกีฬาที่แสดงให้เห็นถึงการเลี้ยงดูอย่างดี
สีหน้าเขาเฉยชา ริมฝีปากหุบสนิทเป็นนิจศีล อันเป็นธรรมชาติของชาวอังกฤษหัวดื้ออีกเช่นกัน รูปหน้าเขาหล่อเหลา โหนกแก้มสูงตามแบบเชื้อชาตินอร์มัน จมูกงุ้มนิดๆ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงบ่งบอกถึงความเป็นคนเข้มงวดกับชีวิต เรือนผมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีดำสนิท บัดนี้มีเส้นผมสีเงินแซมเป็นแนว ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เนื่องด้วยอายุ หากแต่เป็นกรรมพันธุ์ของสายเลือดคาสเซิลเมนต่างหาก
ตลอดเจ็ดชั่วคนที่ผ่านมา ท่านดยุคแห่งเบลมอร์ทั้งหลายจะมีผมหงอกก่อนอายุสามสิบเสมอ และทุกคนต่างแต่งงานเมื่ออายุได้ยี่สิบแปดปีทั้งสิ้น มันเป็นประเพณีปฏิบัติของตระกูลเบลมอร์ ซึ่งลูกคนแรกต่างก็เป็นชายและได้เป็นทายาทสืบทอดตระกูลทุกรุ่น มีคำกล่าวขานกันว่าโชคชะตาเข้าข้างท่านดยุคแห่งเบลมอร์กันทุกคน...ซึ่งในกรณีของอเล็คก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นเช่นกัน
เอิร์ลแห่งดาวน์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ซีย์มอร์ก็เช่นกัน เขาหมุนแก้วไวน์เปล่าไปมาอย่างหงุดหงิดพลางเคาะปลายเท้าเข้ากับขาโต๊ะเป็นจังหวะกวนโมโห ปากบ่นพึมพำเรื่องโชคชะตา เรื่องบุพเพสันนิวาส และเรื่องอเล็คสลับไปสลับมา
อเล็คส่งสัญญาณให้บริกรเติมไวน์ลงในแก้วของซีย์มอร์ “เอ้า ดื่มซะ จะได้หยุดทำเสียงบ้าๆกวนประสาทนั่นเสียที”
“เป็นอะไรไป เบลมอร์” ดาวน์ถาม สายตาจ้องมองแก้วเหมือนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ “กลุ้มใจเรื่องอนาคตหรือ” แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองอเล็ค สีหน้าเป็นห่วงอย่างจริงใจนั้นแฝงแววขบขันไว้บางเบา
อเล็คจิบไวน์เงียบๆโดยไม่ตอบ
“เขาก็น่าจะกลุ้มหรอก” ซีย์มอร์พูดขึ้นบ้าง “ฉันยังเป็นเลย”
“แกกลุ้มใจแทนทุกๆคนเกินพอแล้วละ” อเล็คตอบอย่างไม่แยแส “ฉันไม่ได้กลุ้มใจ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลุ้ม ทนายของเราทั้งสองฝ่ายพบกันแล้วเมื่อเช้านี้เพื่อตกลงกันในเรื่องทรัพย์สิน หนังสือพิมพ์จะลงข่าวเช้าวันพรุ่งนี้ และอีกไม่ถึงเดือนฉันก็จะถูกผูกแขนผูกขาแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว เรียบร้อย ราบรื่น ตรงไปตรงมาตามแบบที่แกเป็น” ดาวน์วางแก้วลงแล้วส่ายศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมบลอนด์ไปมา “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าแกทำได้ยังไง เลดี้จูเลียต สเปนเซอร์เหมาะสมกับตำแหน่งดัชเชสแห่งเบลมอร์เป็นที่สุด แกเข้าเมืองไปร่วมงานบอลล์แค่งานเดียว และได้พบผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่างในเวลาไม่ถึงสองนาที ฉันอยากจะพูดว่าแกเป็นคนโชคดี แต่ก็นั่นแหละนะ ปกติแกก็เป็นคนมีโชคอยู่แล้ว”
อเล็คยักไหล่ “ไม่เห็นเกี่ยวกับโชคที่ตรงไหน”
“แล้วอะไรเกี่ยวล่ะ พระเจ้ายื่นมือเข้ามาจัดการงั้นเรอะ”ดาวน์ประชด “พระเจ้าเคยคุยกับแกบ้างหรือเปล่า เบลมอร์ เหมือนอย่างที่คุยกับซีย์มอร์ไง”
ซีย์มอร์รีบแก้ตัวพัลวัน “ฉันไม่เคยพูดว่าพระเจ้าคุยกับฉันนะเว้ย”
“ถ้างั้นฉันก็พูดถูก ว่าเป็นเพราะปลาไหลดอง”
“ฉันจ้างคน” อเล็คสารภาพ ทำให้ทั้งดาวน์และซีย์มอร์หยุดทะเลาะกันทันที
ดาวน์จิบไวน์แล้วรีบวางแก้วลง “จ้างคนทำอะไรนะ”
“จ้างให้หาผู้หญิงที่เพียบพร้อมที่สุด”
สองชายมองหน้าอเล็คอย่างไม่เชื่อหู
ชายหนุ่มวางแก้วลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ฉันติดต่อบริษัทที่จัดการธุรกิจส่วนใหญ่ของฉันในลอนดอน พวกเขาก็ไปสืบหาข้อมูลแล้วส่งชื่อจูเลียตมาให้ มันเป็นวิธีที่เข้าท่าที่สุดแล้ว”
ทุกคนนิ่งเงียบไปนานกว่าที่ดาวน์จะพูดขึ้นอีก “ฉันสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมแกถึงหาหล่อนพบเร็วอย่างนั้น ฉันเฝ้าบอกตัวเองมานานนับเดือนๆแล้วว่านั่นเป็นเพราะความโชคดีของเบลมอร์ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว แกจ้างคนหาเมียให้นี่เอง”เอิร์ลหนุ่มมองแก้วตัวเองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “มีประสิทธิภาพมาก เบลมอร์ แต่เลือดเย็นเหลือเกิน นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่จะเลือกเจ้าสาวเลยนะ”
หน้าเอิร์ลหนุ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ
“ใช้สมองคิดหน่อย” อเล็คจิบไวน์อย่างใจเย็น “จะเลือดเย็นหรือไม่ ฉันไม่สนหรอก ฉันต้องการเมียสักคน และนี่ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด มันเป็นธุรกิจที่ดีทีเดียว”
“โชคดีที่หาหล่อนเจอ” ซีย์มอร์ออกความเห็น “ไม่งั้นแกอาจต้องจบลงกับเลทิเทีย ฮอร์นสบี้”
ราวกับว่าเพียงแค่เอ่ยชื่อสาวน้อยผู้นั้นจะทำให้เธอปรากฏตัวขึ้น ริชาร์ดหงอยลงไปทันที
“ฉันยกหล่อนให้ดาวน์ดีกว่า” อเล็คว่า รู้ดีว่าริชาร์ดอึดอัดที่จะต้องพูดถึงเลทิเทีย ฮอร์นสบี้ เด็กสาวที่หลงรักริชาร์ดอยู่ และมักจะคอยติดตามเขาเหมือนเงาตามตัวอยู่ตลอดเวลา การได้แหย่เพื่อนเรื่องฮอร์นสบี้ก็เปรียบเสมือนการได้แก้แค้นเล็กๆน้อยๆในเรื่องหญิงเฒ่าข้างนอกเมื่อครู่
ซีย์มอร์รีบรับลูกอเล็คทันที เขายิ้มกว้างและเสริมว่า “ใช่แล้ว ไม่ว่าแกจะไปที่ไหน แม่เด็กนั่นเป็นได้โฉบตามแกไม่ห่างเลย”
“โฉบไม่ใช่คำที่ฉันอยากจะใช้เล้ย” ดาวน์ลูบแขนข้างที่บาดเจ็บแล้วทำหน้าบึ้ง
ซีย์มอร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ในขณะที่ดวงตาของอเล็คเปล่งประกายขบขันขึ้นวูบหนึ่ง ทั้งสามไปงานฉลองวันคริสต์มาสที่บ้านเซฟตัน แล้วเลทิเทีย ฮอร์นสบี้ก็ตกลงมาจากต้นไม้ ผ่าลงมากลางวงในขณะที่ดาวน์กำลังทำสิ่งที่เขาถนัดที่สุดกับคู่ควงคนล่าสุด เลดี้แคโรไลน์ เวนท์เวิร์ธ แม่เด็กสาวหน้าโง่คนนั้นทำให้ไหล่ของเอิร์ลหนุ่มถึงกับเคลื่อน
“อันที่จริง เลทิเทีย ฮอร์นสบี้ก็ไม่เลวนะ” ซีย์มอร์พูดแกมหัวเราะ “หล่อนแค่ตามก่อกวนความสุขแกเท่านั้น ดาวน์”
ดาวน์รีบเปลี่ยนเรื่องกลับมาคุยถึงความงามของเลดี้จูเลียตทันที
อเล็ควางแก้วไวน์ลง “ความสวยเป็นหนึ่งในรายการความต้องการของฉัน”
“แล้วรายการแกยังมีอะไรอีกบ้าง” ดาวน์ถาม สายตาจ้องที่แก้วเปล่าของตัวเอง
“ชาติตระกูลดีเยี่ยม สุขภาพดี สุภาพแต่ก็ต้องมีชีวิตชีวา...ก็ทั่วๆไปที่ผู้ชายต้องการจากคนที่จะมาเป็นเมียนั่นแหละ”
“ฟังดูยังกับแกจะเลือกซื้อม้าแน่ะ” ดาวน์รินไวน์เติมให้ตัวเอง
“ฉันมักจะคิดอยู่เสมอว่าการจับคู่ของคนอังกฤษก็แทบไม่ต่างไปจากการค้าม้าเท่าไร...เพียงแค่นานกว่าและน่าเบื่อกว่าเท่านั้น” อเล็คตอบ นึกถึงการขี่ม้าในสวนสาธารณะ งานบอลล์และงานรื่นเริงต่างๆที่เขาต้องไประหว่างตามจีบจูเลียต ในความคิดของเขาแล้วเรื่องเหล่านั้นน่ารำคาญยิ่งนัก เหมือนเป็นวิธีที่จะใช้ประกาศให้โลกที่เต็มไปด้วยคนอยากรู้อยากเห็นได้รับรู้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดจะทำอะไร “ที่อัลแม็คหรืองานเลี้ยงแนะนำตัวต่างไปจากตลาดประมูลที่นิวมาร์เก็ตหรือเปล่าล่ะ ทุกๆฤดูจะต้องมีผู้หญิงเป็นขบวนปรากฏตัวต่อหน้าผู้ซื้อ แล้วแกก็ต้องตรวจสอบวงศ์ตระกูล ท่าทางการเดินเหิน สีผิวพรรณ และแกก็ต้องหาคนที่มีชีวิตชีวาพอสมควรเพื่อที่จะไม่ทำให้แกต้องเบื่อในภายหลัง...ขั้นตอนเหมือนกับก่อนที่แกจะเลือกซื้อม้าสักตัวไม่มีผิด เมื่อแกพบตัวที่เหมาะสม แกก็ซื้อมันมา แล้วขี่มัน”
ดาวน์สำลักไวน์พรวดในขณะที่ซีย์มอร์หัวเราะออกมาดังลั่น
“แล้วแกตรวจดูฟันหล่อนด้วยหรือเปล่า” ดาวน์ถาม
“ดูสิ แล้วยังดูหัวไหล่กับข้อเท้าอีกด้วย” อเล็คเสริม สีหน้าเฉยชาปราศจากรอยยิ้มขณะที่หยิบสำรับไพ่ขึ้นมา ในขณะที่ทั้งดาวน์และซีย์มอร์ยังพากันหัวเราะไม่หยุด เขาก็ง่วนอยู่กับการแจกไพ่แล้ว
อีกประมาณชั่วโมงหนึ่งให้หลัง ข่าวก็มาถึง
คนรับใช้เข้ามายืนอยู่ทางด้านซ้ายมือของอเล็ค มือถือถาดเงินมีจดหมายอยู่ตรงกลาง และระหว่างที่ดาวน์แจกไพ่อยู่ อเล็คก็เปิดซองออกดูช้าๆ สังเกตเห็นชื่อย่อของจูเลียตที่ประทับอยู่บนครั่ง จึงค่อยๆคลี่กระดาษออกอ่าน
อเล็คที่รัก
ฉันเคยคิดว่าตัวเองคงทำได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ฉันเคยคิดว่าฉันจะอยู่ได้โดยปราศจากความรัก เพราะคุณเป็นคนดีคนหนึ่ง เคยคิดว่าฉันจะแลกกับความสุขในชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ เคยคิดว่าฉันจะเลือกความร่ำรวยแทนความสุข
แต่ฉันก็ทำไม่ได้
ฉันเพิ่งตระหนักว่า ตัวเองคงไม่อาจทนความเบื่อหน่ายในชีวิตในฐานะดัชเชสแห่งเบลมอร์ได้ ในขณะที่คุณเป็นอย่างที่ฉันได้พูดไปแล้ว...เป็นคนดีคนหนึ่ง แม้ว่าคุณจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ฉัน แต่คุณไม่มีจิตใจค่ะ อเล็ค
คุณเป็นคนที่ดูออกง่ายเกินไป คุณทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ใครๆคาดหวัง เพราะคุณดำรงตำแหน่งท่านดยุคแห่งเบลมอร์ ชื่ออันทรงเกียรติของเบลมอร์จะต้องมาก่อนและสำคัญที่สุดในชีวิตคุณ แต่ฉันต้องการมากกว่านั้นค่ะ อเล็ค
ฉันต้องการความรัก และฉันก็ได้พบมันแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายคนรองและเป็นเพียงทหารยศเล็ก แต่เขาก็รักฉันค่ะ ระหว่างที่คุณอ่านจดหมายอยู่นี้ ฉันก็กำลังจะแต่งงานกับชายที่ให้ในสิ่งที่ฉันต้องการ
ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
จูเลียต
อเล็คฉีกกระดาษโน้ตออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างช้าๆและมั่นคง แล้วหย่อนเศษนั้นลงในถาดเงิน เขามองผู้เป็นเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นลูบกระเป๋าเสื้อโค้ทอย่างใจลอย ก่อนจะยั้งมือไว้ทันควัน ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วค่อยๆเลื่อนมือลูบไล้ไปตามก้านเรียวบางของแก้วไวน์ ขณะบอกคนรับใช้เรียบๆว่า “ไม่มีคำตอบ”
ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นจิบราวกับว่าข่าวสารนั้นไม่มีความสำคัญอะไรเลย แล้วเขาก็หยิบไพ่ขึ้นมาดู ดวงตาสีน้ำเงินทวีความเข้มขึ้นและหรี่ลงมากกว่าปกติเพียงเล็กน้อย ในขณะที่กรามขบกันแน่นกว่าเดิม
เขาเล่นไปจนจบเกมด้วยความเงียบกว่าปกติถึงสามเท่า และเมื่อถึงตาที่ซีย์มอร์ต้องเป็นเจ้ามือ อเล็คก็ร้องขอกระดาษกับปากกา ซึ่งเมื่อมันมาถึง เขาก็จัดการเขียนข้อความปราดๆอย่างรวดเร็ว ผนึกด้วยครั่ง แล้วประทับมันด้วยหัวแหวน ก่อนจะสั่งเบาๆให้คนรับใช้นำมันไปส่งที่สำนักงานหนังสือพิมพ์
เพื่อนทั้งสองมองเขาอย่างสนเท่ห์
อเล็คเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สองมือประสานกันอยู่ใกล้ริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยท่าทางครุ่นคิด หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ขยับมือไปไว้ใต้คาง “ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้จะเข้มแข็งและกล้าหาญกว่าที่ฉันคิด ฉันถูกถอนหมั้นแล้วนะ”
“นั่นไง!” ซีย์มอร์กระแทกกำปั้นลงกับโต๊ะ “ฉันว่าแล้วมันต้องเกิดขึ้น ยายเฒ่านั่นพูดถูกจริงๆด้วย”
“ทำไมล่ะ” สีหน้าเยาะหยันเลือนหายไปจากใบหน้าของดาวน์ แทนที่ด้วยความประหลาดใจ
“ไม่มีอะไรสำคัญ ความโลเลของผู้หญิงน่ะ” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น แม้ว่าสหายทั้งสองจะนั่งจ้องอย่างตั้งใจรอก็ตาม สีหน้าของดยุคแห่งเบลมอร์ไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น “แจกไพ่เลยดีกว่า”
ตลอดชั่วโมงต่อมา อเล็คก็ยังคงเล่นไพ่อย่างใจเย็นโดยปราศจากอารมณ์ใดๆให้เห็น เขาชนะทุกตาที่เล่นด้วยความสุขุมและตั้งใจตามแบบฉบับของดยุคแห่งเบลมอร์
“พอดีกว่า” ดาวน์โยนไพ่ห่วยๆในมือลงบนโต๊ะ ซีย์มอร์ทำตามบ้าง สายตามองชิปที่กองอยู่ถึงสิบห้ากองตรงหน้าอเล็ค
“ไปไหนต่อดี” ดาวน์ถาม
ซีย์มอร์ลุกขึ้นยืน เท้าแขนลงบนโต๊ะแล้วโน้มกายไปใกล้อเล็คพลางพูดย้ำเตือน “จำที่ยายเฒ่านั่นพูดได้มั้ย แกจะต้องแต่งงานกับหญิงคนต่อไปที่ได้พบ”
“ใช่แล้ว ทำไมไม่แวะไปหาเลทิเทีย ฮอร์นสบี้ล่ะ เบลมอร์ แกจะได้ช่วยไม่ให้ฉันบาดเจ็บอีกไง”
“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ” ซีย์มอร์ดุอย่างขุ่นเคือง
“แน่นอน เขาเป็นดยุคแห่งเบลมอร์นะ เขาไม่เคยพูดเล่นเลยสักที”
อเล็คลุกพรวดพราดขึ้น “ฉันจะไปละ แกสองคนจะไปด้วยหรือเปล่า”
“ไปไหนล่ะ” ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเดินตามกันลงไปชั้นล่างเพื่อรับเสื้อคลุมคืน
“ไปที่กระท่อมล่าสัตว์ของฉัน” อเล็คตอบขณะสวมถุงมือ “ฉันรู้สึกอยากยิงอะไรสักอย่าง”
ดาวน์เดินตามผู้เป็นเพื่อนที่ก้าวยาวๆจากไป แล้วชะงักนิดหนึ่งก่อนจะหันมาทางไวส์เคานท์ “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงอยากไปที่กลอสซอป ที่นั่นน่ะ ไม่มีผู้หญิงเลยสักคนในระยะห้าสิบไมล์”
“จำที่ยายเฒ่าบอกได้มั้ย” ซีย์มอร์ว่าพลางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “ฉันพนันได้เลยว่าเขาจะไปที่นั่นเพราะมันไม่มีผู้หญิงในรัศมีห้าสิบไมล์น่ะสิ แต่เขาไม่รู้เรอะว่าเขาฝืนโชคชะตาไม่ได้”
จากนั้นทั้งสองก็เดินตามเบลมอร์ออกนอกประตูไป
จอยกระทืบเท้าแรงๆบนกระดาษที่กำลังลุกไหม้อยู่อย่างขุ่นเคือง “ตายแล้ว บีเซิล ดูสิ ดูว่าฉันทำอะไรลงไป!” เธอก้มลงหยิบกระดาษที่ไหม้เกรียมแล้วยืดตัวขึ้น คีบเศษที่เหลือเอาไว้ระหว่างนิ้วทั้งสอง ควันยังลอยกรุ่นขึ้นเป็นสาย มุมขวาด้านล่างถูกไฟไหม้จนหมด
“โอ คุณพระช่วย...” คำอุทานของสาวน้อยเลือนหายไปขณะมองกระดาษไหม้ไฟในมือ
บีเซิลยกหัวขึ้นจากอุ้งเท้าดำแล้วเพ่งมองหน้าจอย สายตาของมันตวัดกลับไปกลับมาระหว่างกระดาษกับสีหน้าซีดเซียวเศร้าสร้อยของเธอ
เธอทิ้งเศษกระดาษลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจอย่างยอมแพ้ แล้วทิ้งตัวลงบนม้านั่งอย่างอ่อนแรง ส่ายหน้าไปมาด้วยความโมโหตัวเอง “เอาอีกแล้วฉัน”
เจ้าบีเซิลพ่นลมหายใจราวกับเหน็ดเหนื่อยแทน ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมมาบนโต๊ะ คลานขึ้นมาที่ไหล่แล้วขดตัวไปรอบคอของเธอ มันใช้อุ้งเท้าเล่นกับผมหยิกสลวยสีน้ำตาลของเธอที่หลุดลุ่ยลงมาจากมวย จนหล่นลงมาเคลียคางกลมมน
“แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไงดี” จอยมองหน้ามันราวกับรอฟังคำแนะนำ ทำให้เจ้าบีเซิลหยุดเล่นผม เกยคางกับไหล่สาวน้อยแล้วพ่นลมหายใจเสียงดัง
“เจ้าก็ไม่มีคำตอบเหมือนกันงั้นสิ” จอยบ่น เกาคอให้มันอย่างใจลอยขณะก้มลงมองเศษกระดาษ โชคดีที่ป้าออกเดินทางไปตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อน...จากไปด้วยความเร็วและความสง่างามตามแบบฉบับของแม่มดแมคลีน จอยใช้เวลาเกลี้ยกล่อมให้ป้ารับงานในอเมริกาไม่นานนัก เพราะป้าต้องการทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เนื่องจากป้าต้องคอยอยู่เพื่อเล่นบทบาทพี่เลี้ยงให้กับหลานสาวมานาน จอยอายุยี่สิบเอ็ดแล้ว...มากพอที่จะดูแลตัวเองได้ และเธอพบว่าป้าพูดถูกอย่างหนึ่ง นั่นคือหากเธอตั้งสมาธิดีๆ ด้วยการเพ่งมองข้อความบนกระดาษเอาไว้ เธอก็สามารถเสกคาถาอาคมได้สัมฤทธิ์ผล
ก่อนที่ป้าจะจากไป หล่อนยืนโน้มกายอยู่เหนือร่างจอย ขณะที่สาวน้อยลอกคาถาที่จะส่งเธอไปเซอร์เรย์แล้วเตือนว่า คาถาสำหรับการเดินทางจำเป็นต้องใช้สมาธิที่แน่วนิ่งมากเป็นพิเศษ ป้าจดเทคนิคต่างๆมากมายที่ต้องใช้ ในขณะที่จอยร่ายมนตร์เรียกชุดเดินทาง...อันเป็นแฟชั่นล่าสุดที่ป้าเลือกมาจากโรงพิมพ์ในปารีสสดๆร้อนๆ จอยอดสงสัยไม่ได้ว่าป้าคงทำเช่นนั้นเพื่อทดสอบเธอเป็นครั้งสุดท้าย แต่จอยก็ทำมันผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้นเธอจ้องมองแต่สีบนแผ่นพิมพ์ก็เป็นได้
เพียงแค่ดีดนิ้วสองครั้ง จอยก็อยู่ในชุดเดินทางตัดด้วยผ้าแคชเมียร์สีเขียวต้นหลิวงดงาม เสื้อคลุมผ้าขนสัตว์ และรองเท้าบู๊ตครึ่งแข้งหนังลูกวัวสีดำ ในมือของเธอคือหมวกผ้าไหมปีกกว้างสีเขียวสด คาดด้วยลูกไม้กำมะหยี่สีเขียวอ่อน และประดับด้วยขนนกกระจอกเทศสีม่วงเข้ม ซึ่งทั้งหมดดูเข้าชุดกันและงดงามมาก เป็นเหตุให้ป้ายิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย ก่อนจะจูบลาจอยแล้วหายไปท่ามกลางกลุ่มหมอกควันสีทองที่แตกกระจายเป็นประกายระยิบระยับ
แล้วปัญหาของจอยก็เริ่มขึ้น นั่นก็คือ เธอถือกระดาษที่จดคาถาเดินทางเอาไว้ใกล้แท่งเทียนไขมากไปหน่อย ซึ่งกว่าที่จะรู้ตัว มันก็ติดไฟเสียแล้ว และเพียงไม่กี่นาทีให้หลังเธอก็ได้แต่ยืนตะลึงงันอยู่อย่างนี้แหละเมื่อได้เห็นว่าส่วนหนึ่งของคาถาหายไปกับเปลวไฟ
“แต่ฉันว่าฉันยังพออ่านมันออกนิดหน่อยนะ ขอฉันดูก่อน...” เธอวางกระดาษลงบนโต๊ะแล้วรีดให้เรียบ หยีตาอ่านข้อความ “หิมะ...ไป...ความเร็ว...เอาใจใส่...ประตู...อืมม์ ฉันอ่านได้หมดยกเว้นบรรทัดสุดท้าย แต่ฉันจำได้ว่ามันพูดถึงกระดิ่ง...เอ๊ะ หรือว่าเป็นระฆังนะ”
เธอคงต้องเดาเอาแล้วละ จอยหยิบหมวกจากโต๊ะแล้วสวมมันลงบนศีรษะ ผูกริบบิ้นใต้คางอย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่เจ้าบีเซิลยังคงขดตัวอยู่รอบคอ เธอตบมันเบาๆก่อนจะหยิบคาถาขึ้นมา มองไปรอบๆห้องหอคอยครู่หนึ่ง เพราะอย่างน้อยที่นี่ก็เป็นบ้านของเธอมาตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นก็เริ่มท่องคาถา...
โอ ในยามค่ำคืนอันสวยงามที่บดบังแสงตะวัน
จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าว
จงดูเสื้อผ้าเดินทางชุดนี้
ข้าสวมมันมิใช่เพื่อกันหิมะ
แต่เพราะข้าต้องการจะเดินทาง
จงพาข้าไปยังเซอร์เรย์ด้วยความเร็วปานติดปีกบิน
ได้โปรดฟังคำขอของข้า รับฟังอย่างเอาใจใส่
เมื่อนาฬิกาตีเวลาบอกชั่วโมง
ระฆังโบสถ์จะดังขึ้น
แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาสำหรับร้องเพลง
แต่จงโปรดส่งข้าออกนอกประตู
และเพื่อให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จงโปรดตีระฆัง (เบล)
ซ้ำอีก! (มอร์)
บทที่ 3
อเล็คไม่รู้ว่าอะไรกระแทกใส่เขา ตอนนั้นเขากำลังเดินออกจากแนวพุ่มไม้หนาริมถนนไปยังรถม้าที่จอดอยู่ นาทีต่อมาเขาก็ลงไปนอนแผ่อยู่กับพื้น ตามองขึ้นไปยังหมอกขาวหนาทึบเบื้องบน เขากอดรัดอะไรบางอย่าง..หรือบางคนก็ไม่แน่ใจ...ที่นอนทับอยู่บนตัวเอาไว้ อเล็คพยายามผลักร่างที่อยู่บนอกเขาออก แต่กลับได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมแทน เป็นเสียงของผู้หญิง เขากำลังกอดผู้หญิงคนหนึ่ง และเขาได้แต่หวังว่า เธอคงจะไม่ใช่เลทิเทีย ฮอร์นสบี้
หญิงนางนั้นกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วทิ้งน้ำหนักลงมาอีกเต็มแรง เล่นเอาอเล็คจุกจนพูดไม่ออก ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งบ้าง เพื่อพยายามหายใจเข้า ทำให้เธอไหลลงไปนั่งบนตักแทน สองมือยึดหัวไหล่เขาแน่น
“โธ่ คุณพระช่วย!”
อเล็คสูดอากาศเย็นชื้นด้วยหมอกจัดสองสามครั้งก่อนจะหันหน้ามามองเธอ แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าไม่ใช่เลทิเทีย ฮอร์นสบี้ หากแต่เป็นสาวผมสีเข้มตัวเล็กที่มีดวงตากลมโตสีเขียวกับคิ้วและขนตาสีเข้มเช่นเดียวกัน แก้มของเธอเป็นสีชมพูจัด รูปคางบ่งบอกถึงความเป็นคนดื้อดึง ริมฝีปากเล็กทว่าอิ่มเต็ม มีไฝเม็ดเล็กอยู่เหนือริมฝีปากบน นับว่าเธอเป็นสตรีที่มีรูปโฉมชวนตะลึงที่สุดเท่าที่อเล็คเคยพบมาก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานั้น ใบหน้าสะสวยของเธอไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเพิ่งตกลงมาจากหลังม้าที่ห้อตะบึงหนีไป
“ฉันอยู่ที่ไหนคะนี่”
“บนตัวของดยุคแห่งเบลมอร์”
“เบลมอร์? เบลมอร์! โอ คุณ...” สาวน้อยตวัดมือขึ้นปิดปากแล้วเหลียวมองซ้ายมองขวาลอกแลกเพื่อดูรอบกายก่อนที่จะบ่นงึมงำ “ถ้างั้นมันต้องเป็นกระดิ่งแน่ๆ”
“อะไรนะ”
“เอ้อ...ไม่มีอะไรค่ะ”
อเล็คขยับตัวเล็กน้อย
“โอ คุณพระช่วย!” มือทั้งสองของเธอที่ยึดอยู่กับหัวไหล่เขากำแน่นขึ้นอีก เธอจ้องมองเขา ดวงหน้าของเธอและเขาอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว ลมหายใจของทั้งสองเป็นไอขาวอยู่ท่ามกลางอากาศเย็นจัด แต่ไม่มีใครขยับ จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง อเล็คจึงขยับตัวก่อนแล้วสูดลมหายใจลึกๆ
สาวน้อยผู้นี้มีกลิ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ...หอมสะอาดสดชื่น รวยรินเหมือนกลิ่นของดอกไม้ เขาสังเกตเห็นว่าเอวเธอเล็กบาง จนกระทั่งปลายนิ้วเขาจรดกันยามที่กุมเอวเธอเอาไว้เช่นนี้ อเล็คก้มลงมองนิ้วหัวแม่มือของเขาที่อยู่ใต้ทรวงอกเธอลงมาเพียงไม่กี่นิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นและได้สบตากับเธอ ดวงตาเธอเป็นสีเขียว...ลึกล้ำ เป็นดวงตาที่ซื่อบริสุทธิ์ ปราศจากแววเสแสร้ง หรือยั่วยวน หากใสแจ๋วเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ชนิดที่อเล็คกล้าพนันได้เลยว่าเด็กสาวชาวอังกฤษส่วนใหญ่สูญเสียแววตาแบบนี้ไปตั้งแต่อายุสิบสอง
สาวน้อยหลบตาลงดูมือตัวเองที่ยังเกาะกุมไหล่เขาเอาไว้ แล้วหน้าแดงก่อนจะรีบปล่อยมือ “ขอโทษค่ะ ยัวร์เกรซ”
“แต่จากท่าของเราในตอนนี้ ผมว่าคงห่างไกลจากคำว่าเกรซมากนัก”
“โอ คุณ...”
“พระช่วย” อเล็คต่อให้ สาวน้อยไม่พูดอะไรอีกนอกจากเอียงคอน้อยๆ มองเขาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
น่าแปลกจริง ชายหนุ่มคิด แน่ใจว่าเคยเห็นสีหน้าแบบนี้มาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด ความเย็นจัดจากพื้นสกปรกซึมแทรกผ่านกางเกงเข้ามา ความชื้นเตือนให้เขานึกได้ว่ากำลังนั่งอยู่ที่ไหน “พื้นนี่เย็น” เขาบ่นห้วนๆ แต่สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น
“โอ คุณ...”
พระช่วย อเล็คต่อให้ในใจ สายตามองตามเธอที่ต้วมเตี้ยมลงจากตักเขาแล้วไปนั่งบนพื้นแทน เขาลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือในถุงมือหนังให้เพื่อช่วยพยุงเธอลุกขึ้นยืน แต่เมื่อสาวน้อยยืนขึ้นเต็มตัว เธอก็ร้องออกมาเบาๆเพราะเข่าอ่อนยวบลง เขาจึงรีบคว้าเอวเธอเอาไว้ก่อนที่จะล้มลง
“คุณบาดเจ็บนี่”
เธอทำหน้านิ่วใส่ขาตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแล้วพยักหน้ารับ แต่ยังจ้องหน้าเขาไม่วางตาซึ่งเขาไม่คิดว่านั่นเป็นสายตาแห่งความยำเกรงต่อฐานะของเขา “รถม้าคุณอยู่ไหนล่ะ”
“รถม้าอะไรคะ”
“คุณไม่มีรถมาด้วยหรือ”
สาวน้อยส่ายหน้า แล้วก็หันไปมองรอบๆตัว ราวกับทำอะไรสักอย่างหาย มือของเธอลูบขนสัตว์สีขาวที่พันคออยู่ไปมาอย่างประหม่า
“คุณมาคนเดียวหรือเปล่า”
เธอพยักหน้ารับอีก
“แล้วคุณมาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ที่นี่ที่ไหนคะ”
“ถนนนอร์ธ”
“มันอยู่ใกล้เซอร์เรย์มั้ยคะ”
“ไม่เลย เซอร์เรย์อยู่ห่างจากที่นี่ไปทางใต้ประมาณร้อยไมล์”
“โอ คุณพระช่วย!”
“ผมเดาเอาว่าคุณคงหลงทาง”
“ก็คงทำนองนั้นแหละค่ะ”
“แล้วคุณมาที่นี่ได้ยังไง”
เธอไม่ยอมตอบ ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเขาเฉยอยู่อย่างนั้น สีหน้าของเธองุนงง อเล็คเดาเอาว่าเป็นเพราะความเจ็บที่ข้อเท้าทำให้เธอสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ติด เขาจึงตัดสินใจช่วยเสียเอง “ไม่เป็นไร เอาไว้คุณค่อยบอกผมทีหลังก็ได้” ด้วยการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว เขาตวัดร่างเธอขึ้นสู่วงแขน ได้ยินเสียงลมหายใจของเธอสะดุด และขณะที่เขาเดินไปยังรถม้านั้นเอง เธอก็โอบแขนไปรอบคอเขาแล้วค่อยๆเอนศีรษะลงซบบ่าเขา ลมหายใจแผ่วๆของเธอเป่ารดซอกคอเขาเบาหวิว อเล็คเหลือบตามองนิดหนึ่ง ทว่าเธอหลับตาพริ้ม เขาจึงถือโอกาสลอบมองวงหน้าเธออีกครั้งหนึ่ง ขนตาของเธอยาวและดกหนา เป็นสีน้ำตาลเหลือบทองคล้ายขนนกกระจอก คลี่ทาบทับอยู่กับแก้ม...ผิวแก้มของเธอใส ผ่องบริสุทธิ์ประดุจไข่มุก เขาชะงักนิดหนึ่ง นึกสงสัยว่าความคิดบ้าๆเหล่านั้นมาจากไหน เขาสะบัดหน้านิดๆ รู้สึกเหมือนกับเพิ่งฟื้นคืนสติ อเล็คสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะออกเดินต่อ นึกโทษว่าปฏิกิริยาเหล่านั้นเป็นเพราะไวน์แรงๆและการอดนอนมากกว่า
ชายป่าหนาทึบเริ่มบางตาลงเมื่อใกล้ถึงบริเวณที่รถม้าเขาจอดรออยู่ ชายหนุ่มย่ำลงไปบนพุ่มเฟิร์นที่เปียกชื้นด้วยหมอก และเห็นดาวน์ยืนพิงบานประตูรถม้าอยู่ กำลังยกขวดบรั่นดีแบนๆทำด้วยเงินขึ้นจ่อปาก แต่ไม่มีซีย์มอร์อยู่ในบริเวณนั้น คนรับใช้คนหนึ่งผละจากรถแล้วกระวีกระวาดเข้ามาหาอเล็ค ราวกับจะมาช่วยรับเด็กสาวไปจากมือเขา แต่อเล็ครีบสั่นศีรษะปฏิเสธแล้วพยักหน้าไปทางรถม้า “เปิดประตูดีกว่า เฮนสันสุภาพสตรีผู้นี้ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า”
“ให้ฟ้าผ่าสิ ถ้านั่นไม่ใช่เธอ!” เสียงของซีย์มอร์ดังขึ้นทางด้านซ้ายของเขา แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดาวน์สำลักเหล้าที่กำลังกลืนลงคอพอดี
อเล็คชะโงกเข้าไปในรถแล้ววางสาวน้อยลงบนที่นั่งก่อนจะหันไปทางซีย์มอร์ที่จ้องเขม็งด้วยดวงตาโตราวกับไข่ห่าน เขามองเพื่อนด้วยสายตาเย็นชาเป็นเชิงปรามให้เงียบ ซึ่งมันก็ได้ผลดี จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปในรถม้า ทรุดตัวลงนั่งใกล้สาวน้อย ดาวน์ตามขึ้นมาติดๆแล้วนั่งลงตรงข้าม อเล็คเหลือบตามองเห็นเอิร์ลหนุ่มมองสำรวจสาวน้อยด้วยสายตาเจ้าชู้โลมเลียม อเล็คมองดูไวส์เคานท์บ้าง เห็นสีหน้าเขาเหมือนคนที่กำลังเผชิญหน้ากับเทพธิดาเกเบรียล แต่สีหน้าของทั้งสองคนไม่ทำให้เขาพึงพอใจเลย
เขาหันไปทางคนรับใช้ที่กำลังพับขั้นบันไดขึ้นเก็บแล้วสั่งว่า “หยุดพักที่โรงพักแรมแรกที่เจอนะ” หลังจากนั้นเพียงไม่ถึงนาที รถม้าก็กระตุกเคลื่อนตัวออกท่ามกลางหมอกหนา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปด้านหลังสาวน้อยแล้วเปิดไฟตะเกียงในห้องผู้โดยสารขึ้นก่อนจะเอนหลังลงพิงเบาะแล้วจ้องมองเธอนิ่งอยู่
ริมฝีปากเธอขยับไปมา หากปราศจากเสียง
“คนนี้แน่เลย” ซีย์มอร์กระซิบกระซาบ “เชื่อฉันสิ ฉันรู้สึกได้จริงๆนะ” เขาเหลือบตามองสาวน้อยสลับกับอเล็คไปมา “ต้องเป็นเธอแน่ๆ”
เธอมองหน้าซีย์มอร์ แล้วหันไปดูดาวน์ ก่อนจะหันมาทางอเล็ค ยิ่งมองความตระหนกพรั่นพรึงก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นในดวงตา เธอนั่งตัวแข็งด้วยความกลัว แต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร สายตาจ้องมองที่มือตัวเองนิ่ง เขาคิดสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่ง หรือว่าเธอกำลังสวดมนต์ และความคิดนี้เองก่อให้เกิดความห่วงใยอย่างที่อเล็คกล้าพนันได้เลยว่าไม่เคยมีอยู่ในตัวเขามาก่อน
สาวน้อยผู้นี้กำลังหวาดกลัวแทบสิ้นสติ อเล็คจึงคิดหาวิธีปลอบใจเธอ “อย่ากลัวไปเลย...” ทว่าเธอกลับหลับตาปี๋แล้วพึมพำอะไรออกมาเบาๆ “สุภาพสตรีที่รัก...เรา...”
เธอดีดนิ้วเป๊าะ
เสียงร้องตะโกนเอะอะดังขึ้น แล้วรถม้าก็กระชากหยุดอย่างแรง อเล็คยันเท้าไว้กับที่นั่งตรงข้ามเต็มแรงเพื่อรั้งร่างตัวเองเอาไว้ แล้วคว้าตัวหญิงสาวที่ทำท่าเหมือนจะลอยเข้าไปหาดาวน์เอาไว้ทันท่วงที เธอลืมตาขึ้น สีหน้างงงวยแกมหวาดหวั่น กัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่น
อเล็ครีบปล่อยมือ เกรงว่าจะรัดเธอแน่นเกินไป “คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ” เสียงเธอขาดเป็นห้วง แล้วก้มลงมองมือตัวเองด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งแล้วเริ่มบ่นงึมงำอีก
สาวน้อยที่น่าสงสารคนนี้กำลังสวดมนต์ภาวนาจริงๆด้วย เขาเหลือบตามองผู้เป็นเพื่อนเพื่อดูปฏิกิริยาก็พอดีได้ยินเสียงเธอดีดนิ้วอีกเป็นครั้งที่สอง
เสียงหักเปรี๊ยะปร๊ะดังก้องไปทั่ว ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตะโกนและเสียงดังหนักๆ มันดังสนั่นราวกับว่าสวรรค์ถล่มลงมาบนพื้นโลกก็ไม่ปาน
อเล็คเอื้อมมือไปเปิดประตูออก “เกิดอะไรขึ้น”
เฮนสันวิ่งหน้าตั้งเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก “ดูเหมือนว่าป่าครึ่งหนึ่งจะหักโค่นลงมาปิดถนนขอรับ ยัวร์เกรซ เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน...ต้นไม้ล้มระเนระนาดเหมือนทหารถูกยิงยังไงยังงั้นเลยขอรับ” เขาเกาหัวแกรกๆ “ทั้งที่ไม่มีลมเลยนะขอรับ ยัวร์เกรซ”
“คอยระวังโจรดักปล้นเอาไว้นะ” อเล็คเปิดช่องเล็กๆใกล้ที่นั่งแล้วหยิบปืนพกออกมา
“ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แถวนี้เลยขอรับ ยัวร์เกรซ คนลาดตระเวนขี่ม้าล่วงหน้าตรวจดูทั่วแล้วขอรับ”
อเล็คส่งอาวุธที่เหลือให้ดาวน์และซีย์มอร์ แล้วสั่งให้ทั้งสองอยู่กับสาวน้อย ก่อนจะลงจากรถม้าไปพร้อมด้วยอาวุธในมือ เขาสำรวจดูป่ารอบๆกายและไม่เห็นอะไรเลย นอกจากต้นไม้ที่ล้มระเกะระกะอยู่กลางหมอกหนาทึบ เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเงี่ยหูฟังเสียง แต่ก็ไม่ได้ยินอะไร จึงออกเดินไปยังคนบังคับม้าที่สำรวจถนนที่กองทับถมด้วยต้นไม้ ในขณะที่คนรับใช้อีกคนหนึ่งพยายามปลอบประโลมม้าให้หายตกใจ
ต้นออลเดอร์อย่างน้อยสิบห้าต้นล้มครืนลงมาขวางถนนเอาไว้ แต่ก็ไม่มีเสียงหรือการเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้นจากชายป่าที่ล้อมรอบถนนเอาไว้
“โอ คุณพระช่วย!”
อเล็คชักเริ่มเกลียดคำอุทานนี้ขึ้นมาตงิดๆ
“โธ่ ไม่ใช่! ฉันเรียกหาออลเทอร์ต่างหาก ไม่ใช่ออลเดอร์!”
เขาหันไปช้าๆ และได้เห็นสาวน้อยโผล่หน้าออกมาจากรถม้าครึ่งตัว กำลังจ้องมองถนนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ เธอเหลือบตามองเขานิดหนึ่ง ทำท่าเหมือนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะหดศีรษะกลับไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะทันกะพริบตาเสียอีก นาทีต่อมาดาวน์กับซีย์มอร์ก็ก้าวลงจากรถแล้วมายืนสำรวจความเสียหายอยู่ข้างๆตัวเขา
“สิบห้าต้นแน่ะ” ไวส์เคานท์ประกาศขึ้น
“นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันชื่นชมแกมาก ซีย์มอร์ แกมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ที่จะพูดถึงอะไรที่เห็นๆกันอยู่แล้ว” เอิร์ลหนุ่มแดกดัน
“แกเคยเห็นต้นไม้ล้มลงกลางถนนสิบห้าต้นมาก่อนรึไง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นกันได้บ่อยๆนะ” ไวส์เคานท์เดินไปที่ต้นไม้ต้นแรกที่ล้มขวางอยู่ แล้วเงยหน้าขึ้น “ไม่มีลมแม้แต่นิดเดียว”
ดาวน์เดินไปที่ท่อนไม้ใกล้ตัวที่สุดแล้วก้มลงสำรวจบ้าง “ไม่มีรอยตัดเสียด้วย เหมือนกับว่ามันล้มลงเฉยๆอย่างนั้นแหละ”
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้แฮะ” ซีย์มอร์ว่า สายตาเขาตวัดมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ราวกับคาดว่าป่าที่เหลือจะโค่นลงมาอีกกระนั้น
“เอาอีกแล้ว” ดาวน์พักเท้าในรองเท้าบู๊ตลงกับท่อนไม้ที่ขวางอยู่ใกล้ๆ “เรื่องผีสางเทวดาของซีย์มอร์มาอีกแล้ว คราวนี้อะไรอีกล่ะ เทพนิยาย นิทานสแกนดิเนเวีย ผีสาง หรือว่าแม่มด”
เสียงอุทานอย่างตกใจดังชัดขึ้นทางเบื้องหลัง ชายทั้งสามหันไปพร้อมกัน และได้เห็นสาวน้อยยื่นหน้าออกมาจากรถม้า สีหน้าซีดเซียว
“ดูซิว่าแกทำอะไรลงไป ดาวน์ แกทำให้ภรรยาในอนาคตของเบลมอร์ตกใจแย่แล้วเห็นมั้ย!” ซีย์มอร์กระวีกระวาดเดินไปหาจอย
“นี่เขาเรียกแม่สาวคนนั้นอย่างที่ฉันได้ยินจริงหรือเปล่า” อเล็คว่าพลางมองตามหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆของซีย์มอร์
“แกก็ได้ยินแล้วนี่ เขาเชื่อคำพูดเหลวไหลไร้สาระนั่นเต็มที่เลย เอ้านี่ ดื่มเหล้าดีๆระดับจักรพรรดิดีกว่า มันช่วยดับความหนาวและค่อยทำให้ทนซีย์มอร์ได้หน่อย” เขายื่นขวดเหล้าแบนๆบรรจุบรั่นดีให้ “ถ้าหากแกดื่มมากหน่อย ก็อาจจะเห็นว่าหมอพูดเข้าท่าบ้างก็ได้”
“ใครๆก็รู้ว่าซีย์มอร์พูดจาเหลวไหลไม่เข้าท่าอยู่เรื่อย”
ดาวน์หัวเราะด้วยน้ำเสียงเยาะหยันก่อนจะยัดเยียดขวดลงในมืออเล็ค ชายหนุ่มดูมันอย่างพินิจก่อนจะหันไปมองที่รถม้า ซึ่งซีย์มอร์กำลังเปิดประตูออกพอดี
อเล็คก้าวยาวๆไปที่รถ แล้วเข้าไปขวางหน้าซีย์มอร์เอาไว้ “ฉันดูแลเธอเอง” น้ำเสียงเขาราบเรียบไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่พอใจใดๆทั้งสิ้น ซีย์มอร์มองหน้าเขาก่อนจะเหลือบตาไปมองสาวน้อย แล้วยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน แต่เมื่ออเล็คมองด้วยสายตาเย็นชาที่ใช้แทนคำพูดได้อย่างดี ซีย์มอร์ก็ถอยหลบออกไปแต่โดยดี
อเล็คโน้มกายเข้าข้างในรถและได้เห็นสีหน้าสาวน้อยซีดขาว ซึ่งเขาเดาเอาว่า ถ้าเธอไม่ปวดข้อเท้าอย่างรุนแรงก็คงตกใจมากอย่างเด็กสาวไร้เดียงสาทั่วไป “ยังเจ็บอยู่อีกหรือเปล่า”
สาวน้อยมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
“ข้อเท้าคุณไง” เขาอธิบายอย่างใจเย็น ทั้งๆที่ความรู้สึกเขาห่างไกลจากมันมากนัก
เธอก้มลงมองขาตัวเอง “อ๋อ...ค่ะใช่ ข้อเท้าฉัน”
อเล็คคิดว่านั่นคงเป็นคำตอบรับทั้งๆที่หล่อนมีทีท่าเหมือนใจลอยคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ เขาเอื้อมมือไปเปิดช่องที่ใช้เก็บปืนแล้วดึงเอาแก้วใบเล็กออกมา เทบรั่นดีของดาวน์ลงไปก่อนจะยื่นส่งให้ “เอ้านี่ มิส...” อเล็คชะงักแล้วทำหน้านิ่ว “หรือว่ามาดาม”
“มิสค่ะ”
“มิสอะไร”
“ฉันหรือคะ”
อเล็คระบายลมหายใจยาว “คุณชื่อเต็มว่าอะไร”
“จอยอัซ ฟิโอน่า แมคแควรี่” เธอตอบโดยไม่มองหน้าเขา แต่เขย่าชายกระโปรงเบาๆก่อนจะเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้
ชายหนุ่มพยักหน้า “คนสกอตนี่เอง ผมเข้าใจแล้ว” เขายัดแก้วลงในมือเธอ “เอ้านี่ ค่อยๆจิบนะ มันจะทำให้คุณอุ่นระหว่างที่รอเราจัดการเปิดถนนเสียก่อน ผมคาดว่าคงต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียว”
สาวน้อยมองบรั่นดีอย่างไม่แน่ใจ
“ดื่มซะ”
จอยค่อยๆยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากอิ่มเต็มแล้วจิบนิดๆ หน้าเธอเบ้ก่อนที่ตัวจะสั่นน้อยๆ
“เชื่อผมเถอะ คุณจะรู้สึกดีขึ้นหากได้ดื่มบรั่นดี”
เธอสูดลมหายใจลึกๆด้วยท่าทางที่เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวเตรียมใจรับผลที่จะตามมา ก่อนจะจิบอีก แล้วทำหน้าย่น ทำท่ากลืนลงคอเหมือนกับกำลังกล้ำกลืนบาปหนา ครู่หนึ่งเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง น้ำตาคลอเต็มดวงตาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ในช่วงเวลานั้นยามที่เธอสบตากับเขา ดวงตาเธอก็เปล่งประกายลึกลับแปลกๆที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
ทว่าเขายังนึกไม่ออกอยู่ดี แต่เขาแน่ใจอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมันทำให้เขาอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาปิดประตูรถม้าลงแล้วเดินกลับไปยังต้นไม้ที่ล้มขวางอยู่ โดยมีซีย์มอร์เดินตามมาติดๆเหมือนสุนัขล่ากระต่ายที่กระวนกระวายไม่เป็นสุข
“จะต้องเป็นเธอแน่ๆ” ซีย์มอร์พูดรัวเร็ว “มันเป็นบุพเพ-สันนิวาสนะ ฉันรู้สึกเลย”
อเล็คชะงักแล้วหันมาทางผู้เป็นเพื่อน “นี่แกเชื่อจริงๆน่ะหรือว่าฉันจะรับเอาคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะได้พบมาเป็นดัชเชสแห่งเบลมอร์”
“แน่นอนว่าเขาไม่มีวันทำ” ดาวน์เตร่เข้ามาทันได้ยินซีย์มอร์พูดพอดี “อีกอย่างหนึ่ง เขายังไม่ได้ค้นชีวประวัติของเธอเลย ใช่ไหม เบลมอร์ เธอไม่ใช่คนประเภทที่เหมาะจะเป็นดัชเชส อีกอย่างหนึ่ง แกเคยเห็นเบลมอร์ทำอะไรที่ไม่ได้วางแผนไว้ก่อนล่วงหน้ามั้ย”
หลังอเล็คเหยียดตรงขึ้นมาทันที
“ก็การเดินทางครั้งนี้ยังไงล่ะ” ซีย์มอร์โต้ทันควัน สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างอิ่มเอมในชัยชนะ
“แกสองคนพูดเสร็จหรือยัง เรามีงานต้องทำมากกว่าจะมัวมายืนทะเลาะกัน หรือพยายามจะยั่วโทสะฉัน”
“ไม่ได้ผลอยู่ดีว่ะ” ซีย์มอร์บ่นพึม
ชายหนุ่มถลึงตามองด้วยสายตาดุดันตามแบบท่านดยุค อันเป็นสายตาที่ทำให้ผู้ถูกมองเงียบได้เหมือนถูกสาป เขาชำเลืองมองขวดแบนๆที่ยังกำแน่นอยู่ในมือ แล้วรู้สึกอยากยกขึ้นดื่มสักอึกอันเป็นปกตินิสัยของคนทั่วไปหากคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทว่าดยุคแห่งเบลมอร์หยิ่งในตัวเองเกินกว่าจะทำอะไรเหมือนมนุษย์มนาทั่วๆไป
เขาส่งขวดคืนให้ดาวน์แล้วหันไปหาคนรับใช้ ซึ่งมีตั้งแต่ คนรับใช้สองคน คนลาดตะเวน และคนขับรถม้า ผู้ซึ่งพยายามเคลื่อนต้นไม้แรกที่ล้มลงให้พ้นทาง ทว่าด้วยความสดและยังใหม่ทำให้ต้นไม้เหล่านั้นมีน้ำหนักมากเกินกว่าจะทำได้โดยไม่ใช้เครื่องมือเฉพาะ ชายหนุ่มสะบัดเสื้อโค้ทออกแล้วโยนไปไว้ใกล้เท้าดาวน์ ซีย์มอร์ทำตาม ในขณะที่ดาวน์ผู้ซึ่งแขนเจ็บและถือว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้ เดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆแล้วออกความเห็นถากถางเหน็บแนมเรื่องโชคชะตาและนิสัยอันอ่านได้ง่ายของดยุคแห่งเบลมอร์
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง หลังจากที่ฟังดาวน์จนเบื่อ ซีย์มอร์ก็ขู่ว่าเขากับอเล็คจะเลื่อยลำต้นไม้แล้วยัดใส่ปากสามหาวของดาวน์
อเล็คไม่ได้ตอบอะไร เพราะในจิตใจเขานึกถึงแต่จดหมายของจูเลียตซึ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาแบบเดียวกับที่ดาวน์ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่บอกว่าเขา ‘มองออกได้ง่าย’
ตลอดยี่สิบแปดปีที่ผ่านมา อเล็คเคยคิดอยู่เสมอว่านิสัยของเขาถูกต้องเหมาะสมและเต็มไปด้วยเหตุและผลสมฐานะของเขาดีแล้ว ชีวิตสำหรับขุนนางอังกฤษไม่ง่ายนัก และยิ่งมียศถาบรรดาศักดิ์สูง ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่อเล็คถูกสอนให้เชื่อมาตลอดตั้งแต่เล็ก หน้าที่ของดยุคถูกตอกย้ำลงในหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหน้าที่จะต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ขนบธรรมเนียมประเพณีของเบลมอร์ ชื่อเสียงของตระกูลที่น่านับถือ การปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่าง สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญต่อเขา
เขาเคยชินกับการออกคำสั่ง และน้อยครั้งมากที่จะหัวเสียให้ใครเห็น เขาเรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัยแล้วว่าดยุคแห่งเบลมอร์จะต้องไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกไป ท่านดยุคไม่จำเป็นต้องตะโกนและต้องไม่ทำอย่างนั้นด้วย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่มีที่ว่างสำหรับกระทำอะไรที่โง่ๆและไร้ประโยชน์ ซึ่งเขาไม่รู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด อุปนิสัยของเขาถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม เหตุผล สถานะทางสังคม และประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานหลายชั่วอายุคน บรรพบุรุษของเขาดำเนินวิถีชีวิตแบบนี้มาตลอด ซึ่งเขาเองก็ทำอย่างเดียวกันในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิสูงสุดก็ว่าได้
แต่มองออกได้ง่าย กับน่าเบื่อนี่สิ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยินเลย เท่าๆกับที่เขาไม่อยากยอมรับความอับอายอันเนื่องมาจากการถูกจูเลียตปฏิเสธเหมือนกัน เขาเหลือบตามองเสื้อโค้ทที่วางกองอยู่ใกล้เอิร์ลหนุ่มแวบหนึ่ง ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเป็นใบอนุญาตที่เขาขอมาเป็นพิเศษ อันเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างรอบคอบตามปกติวิสัยของเขา การแต่งงานด้วยใบอนุญาตพิเศษที่มีความหมายมากกว่าสิทธิพิเศษที่ขุนนางจะพึงได้ งานแต่งงานของเขาจะจัดขึ้นเงียบๆโดยมีพยานร่วมรับรู้เพียงสองคนเท่านั้น เขาพอใจเช่นนั้นเพราะมันเป็นพิธีที่เป็นส่วนตัวและเรียบง่าย ความใหญ่โตหรูหราแต่ไร้ประโยชน์นั้น เขาไม่สนใจเอาเสียเลย
ทว่าสำหรับตอนนี้ ใบอนุญาตก็กลายเป็นแค่เครื่องเตือนใจว่าเขาถูกปฏิเสธจากสตรีคนหนึ่ง คลื่นเย็นๆแห่งความอับอายไหลเวียนไปทั่วตัว วูบหนึ่งที่เขาอดอยากรู้ไม่ได้ว่าคู่รักทหารหนุ่มของจูเลียตมีอะไรเทียบกับเขาได้บ้าง เพราะในจดหมายหล่อนพูดถึงแต่ว่าหล่อนต้องการความรักเท่านั้น
ความรัก เขามองออกเชียวละว่าความรักจะให้อะไรได้บ้าง เขาเคยเห็นผู้ชายยิงกันตายเพียงเพื่อคำว่าความรัก เขาเคยเห็นชายที่มีสติสมบูรณ์ทุกประการกลับกลายเป็นคนอ่อนแอเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่เขาเรียกว่าความรัก ซึ่งสำหรับตัวเขาเองแล้ว เขาเห็นว่าอารมณ์ลุ่มหลงแบบนั้นเป็นความหลงงมงายและเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
ครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว เขาเคยคิดว่าความรักเป็นสิ่งมหัศจรรย์ จำได้ว่าเขายืนอยู่ตรงหน้าร่างที่ยืนตัวตรงแหน็วของบิดา ดูหนักแน่นมั่นคงยิ่งนักในความคิดของเด็กชายวัยห้าขวบ จำได้ว่าเขาบังคับให้ตัวเองเงยหน้าขึ้นมองนัยน์ตาของผู้เป็นบิดา ทั้งพ่อและลูกมีนัยน์ตาที่เหมือนกันมิผิดเพี้ยน รวมทั้งใบหน้า และสายเลือดของคาสเซิลเมน มือของเขาเริ่มเหนียวเหนอะหนะด้วยเหงื่อจนเขานึกอยากแอบเช็ดมันกับขากางเกง แต่ก็พยายามระงับใจตัวเองเอาไว้ เตือนสติตัวเองว่ามาร์ควิสและดยุคในอนาคตจะต้องไม่ทำอะไรเช่นนั้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเค้นคำพูดให้ผ่านลำคอออกมา และเขาก็ทำได้สำเร็จ เขาบอกพ่อว่าเขารักท่านมาก คิดอยู่ในใจแบบเด็กๆว่านี่อาจเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อต้องชอบ ทว่าสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับเป็นความโกรธและความเย็นชา
ความรักน่ะรึ ตอนนี้เขามองมันด้วยสายตาแบบเดียวกับคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามองไม้กางเขน มันเป็นคำพูดที่มีความหมายกับเฉพาะคนโง่เท่านั้น
ชายหนุ่มยกท่อนไม้หนาหนักขึ้นด้วยพละกำลังที่คละเคล้ากันระหว่างความโกรธและความหงุดหงิด ในไม่กี่นาทีที่ผ่านมาหมอกทึบในป่าเริ่มโรยตัวหนาขึ้นอีก มันทำให้อากาศยิ่งเย็นชื้นมากขึ้น หยดน้ำเกาะอยู่บนเรือนผมที่มีสีเงินแซมอยู่เป็นเงา แล้วค่อยๆไหลผ่านขมับลงมาช้าๆ ความชื้นแบบเดียวกันไหลลงมาตามใบไม้เหมือนน้ำตาของเด็กน้อย การเคลื่อนไหวของดยุคแห่งเบลมอร์ราวกับเป็นเครื่องจักรที่ทำงานซ้ำๆ เขายืนตัวตรง ดูแข็งทื่อกว่าปกติเล็กน้อย กำลังจมอยู่กับความผิดหวังและความสูญเสียศักดิ์ศรี ครู่หนึ่งที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขาเยียบเย็นขึ้นด้วยความดูหมิ่นเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าดยุคแห่งเบลมอร์ไม่เคยรู้จักความหลอกลวงที่เรียกกันว่าความรัก
|